Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี ‘ทักษิณ’ ครม.สัญจรนครพนม พร้อมอนุมัติสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม – คำม่วน เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กย้อนรอย คิดถึงอดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจรครั้งแรก ที่จังหวัดนครพนม เมื่อปี 2547 พร้อมระบุว่า ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม - คำม่วน  เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

วันนี้ 9 กันยายน 2568 ถือเป็นวันสำคัญทางประศาสตร์ทางการเมือง เนื่องจากกระบวนการยุติธรรม ศาลดีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ อดีตนายก ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย ได้รับการบังคับโทษ จำคุก 1 ปี  จากปัญหาคดีทางการเมือง ต้องบอกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ต้องโทษจำคุก ในฐานะที่เป็นผู้แทน ชาวนครพนม ต้องขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัว และชื่นชมในความมีสปิริตทางการเมือง น้อมรับคำตัดสินของศาล ในฐานะประชาชนคนไทย ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ต้องจารึก เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนแรกที่ต้องโทษติดคุก ทั้งที่ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีผลงานพัฒนาประเทศ สร้างความกินดี อยู่ดี ให้ประชาชน คนไทย มาตลอด หลายนโยบาย ที่คนไทยได้ใช้ประโยชน์ จากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่โครงการ แจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ และอีกหลายโครงการ ล้วนเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนคนไทย

มาถึงวันนี้ ต้องอดพูดถึงไม่ได้ ว่า  อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย เป็นอีกคนสำคัญ ที่มีส่วนจุดเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของ จ.นคพรนม  ย้อนไปเมื่อปี  247  อดีตนายก ทักษิณชินวัตร มีการนำคณะรัฐมนตรี มาจัดประชุมสัญจรครั้งแรก  ของ จ.นครพนม มีการอนุมัติโครงการที่สำคัญให้กับ จ.นครพนม คือโครงการสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 ข้ามแม่น้ำโขง นครพนม-คำม่วน เชื่อมไปยัง ลาว เวียดนาม และจีน งบประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท รวมถึงการผลักดันก่อตั้งมหาวิทยาลัยนครพนม สร้างโอกาส สร้างอนาคต ทางการศึกษา แก่ลูกหลานเยาวชน 

นอกจากนี้ ยังได้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทยกับเวียดนาม เนื่องจากลุงโฮ  อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์  เคยมาพำนัก ที่ บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม ในช่วงปี 2471 – 2473 ก่อนที่จะกลับไปกอบกู้เอกราช ทั้งนี้อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ผลักดันสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม  โดยมี อดีต นายกทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547  กลายเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม ต่อมาทางเวียดนาม ได้สนับสนุนงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์  หรือ  ลุงโฮ   อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เมื่อปี 2559 กลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม

ในฐานะที่เป็น ตัวแทนของชาวนครพนม รวมถึงมีตำแหน่ง สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย ได้เคยทำงานร่วมกับ ท่าน อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มาตลอด ขอชื่นชม เป็นกำลังใจ และขอขอบพระคุณ ที่ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศ รวมถึงพัฒนา จ.นครพนม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวชินวัตร ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ทำหน้าที่อาสารับใช้ ดูแลประชาชน ถือว่าท่าน ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ยืนยันว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังนึกถึงคุณประโยชน์ที่ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ถึงแม้จะเจออุปสรรคปัญหาทางการเมือง ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ให้ท่าน อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมา สนับสนุนการทำงานของพรรคเพื่อไทย พาประเทศชาติเดินต่อไปข้างหน้า เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจ คือประชาชน

‘โปแลนด์’ ยิงสกัดโดรน ‘รัสเซีย’ รุกล้ำน่านฟ้า สั่งปิดสนามบิน 4 แห่ง พร้อมระดมกำลัง ‘นาโต้’ รับมือ

(10 ก.ย. 68) โปแลนด์ประกาศสกัดโดรนรัสเซียที่รุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้า ระหว่างที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่ยูเครนเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (9 ก.ย.) ซึ่งล่าสุดกองทัพโปแลนด์ยืนยันมีการละเมิดอาณาเขตหลายครั้งจนต้องใช้อาวุธยิงสกัด และกำลังเร่งค้นหาซากโดรนที่ถูกทำลาย

กองทัพโปแลนด์ระบุว่า ได้ระดมกำลังทางอากาศและระบบป้องกันภัยทางพื้นดิน พร้อมยกระดับการเตือนภัยสูงสุด โดยมีเครื่องบินของโปแลนด์และชาติพันธมิตรนาโต้ (NATO) เข้าปฏิบัติการร่วม เพื่อรักษาความปลอดภัยของน่านฟ้า นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ (Donald Tusk) ยืนยันกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับรายงานตรงจากผู้บัญชาการทหาร

ก่อนหน้านี้ สนามบิน 4 แห่งในโปแลนด์ รวมถึงสนามบินโชแปงในกรุงวอร์ซอ (Warsaw Chopin Airport) ต้องปิดทำการชั่วคราวจากกิจกรรมทางทหาร ขณะเดียวกันมีรายงานว่าโดรนรัสเซียบินล้ำเข้ามาใกล้เมืองซาโมช ชายแดนโปแลนด์ แม้ภายหลังกองทัพอากาศยูเครนจะลบข้อความดังกล่าวออกจากช่องทางสื่อสาร

ทั้งนี้ โปแลนด์ยังประกาศปิดพรมแดนกับเบลารุสชั่วคราว เริ่มมีผลตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) เพื่อตอบสนองต่อการซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ Zapad-2025 ของรัสเซียและเบลารุส ซึ่งสร้างความกังวลด้านความมั่นคงในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนาโต้ ทั้งลิทัวเนียและลัตเวียต่างเร่งเพิ่มมาตรการป้องกันชายแดนเช่นกัน

เคทีซี-ตำรวจไซเบอร์ เปิดวงเสวนา “รู้ทันภัยไซเบอร์” สกัดภัยปลอมตัวหลอกเงิน สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้คนไทย

เคทีซี ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันภัยไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค จัดเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 20 “รู้ทันภัยไซเบอร์: ปกป้องตัวตนและเงินในโลกดิจิทัล” วิเคราะห์พัฒนาการภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่กำลังรุนแรงและซับซ้อนจากฟิชชิ่ง (Phishing) และคอลเซ็นเตอร์ สู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Agentic AI ในการโจมตีธุรกรรมการเงิน พร้อมแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและสื่อมวลชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่สังคมไทย

พันตำรวจเอกสุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยสถิติและแนวโน้มการเกิดภัยออนไลน์ว่า “คดีอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่การหลอกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงล่อใจ การปลอมแอปพลิเคชันที่ดูเหมือนของจริง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และ Deepfake การสร้างเสียงหรือวิดีโอปลอมเพื่อหลอกให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่รู้จัก ส่งผลให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกเพศ ทุกวัยและทุกอาชีพ จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าช่วงอายุ 25 ปี – 40 ปี ประสบภัยไซเบอร์มากที่สุด 70% เป็นผู้หญิงกว่า 60% โดยช่องทางออนไลน์ที่ถูกมิจฉาชีพเข้าสวมรอยหรือแทรกแซงในธุรกรรมการเงินมากที่สุด คือ โซเชียลมีเดีย ประมาณ 80%” 

“การบังคับใช้กฎหมายเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเสริมด้วยมาตรการเชิงป้องกันและการสร้างความรู้ควบคู่กัน เพราะการสื่อสารเชิงรุกคือหัวใจสำคัญ ต้องเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยที่รวดเร็ว เข้าถึงง่ายและใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจ ไม่ว่าจะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือการรณรงค์ในพื้นที่จริง การแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุสามารถช่วยลดความสูญเสียได้มหาศาล โดยการรับมือกับภัยออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการ ในส่วนของภาครัฐ อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งผลักดันกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ ขณะที่สถาบันการเงินก็เริ่มแชร์รูปแบบของภัยทุจริตต่างๆ (Fraud Trend) ร่วมกันผ่านสมาคมธนาคารไทย และกลุ่มคณะทำงานป้องกันการทุจริต (Fraud Working Group-FWG) ส่วนภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย ได้เข้ามามีบทบาทในการสกัดกั้นเบอร์มิจฉาชีพและเว็บไซต์ปลอม ในขณะที่สื่อมวลชนยังสามารถช่วยเป็นแนวหน้าในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและผ่านการตรวจสอบแล้ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันข้อมูลแก่สังคม เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนามาตรการ และการสื่อสารความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ก็จะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรง และทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงเหยื่อได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทาย คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลยังไม่เป็นระบบกลาง 100% และการตอบสนองต่อภัยใหม่ๆ ยังต้องใช้เวลาประสานงานหลายฝ่าย”

นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยมุมมองต่อพัฒนาการภัยไซเบอร์ว่า “ภัยการเงินที่พบมากในอดีตคือการขโมยบัตรเครดิตหรือหมายเลขบัตร ต่อมาพัฒนาเป็นฟิชชิ่ง (Phishing) ผ่านอีเมลและ SMS ที่แนบลิงก์หลอกลวง ปัจจุบันโลกออนไลน์ได้เห็นเทคโนโลยี Deepfake ทั้งเสียงและวิดีโอที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่ากำลังติดต่อกับเจ้าหน้าที่จริง และเมื่อเข้าสู่ยุค Generative AI ก็ยิ่งน่ากังวล เพราะสามารถสร้างข้อความ ภาพ และวิดีโอปลอมได้ทันที แม้ยังเป็นการฉ้อโกงแบบ Reactive ที่ต้องมีคนสั่งงาน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ Agentic AI ที่สามารถคิด วางแผนและโจมตีได้เองแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ‘Shop Smart Agent’ ที่เปิดร้านค้าออนไลน์ปลอม หลอกเก็บข้อมูลบัตรเครดิต ก่อนนำไปใช้ทำธุรกรรมอัตโนมัติในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าภัยการเงินกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว”

“ข้อมูลล่าสุดพบว่ากว่า 86% ของความเสียหายจากภัยไซเบอร์มาจาก Data Compromise โดยข้อมูลบัตรถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมที่ต่างประเทศ ขณะเดียวกันกลโกงแบบเดิมอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือ SMS ปลอมก็ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยหลอกเหยื่อให้โอนเงินเข้าบัญชี รวมไปถึงการหลอกลวงให้มีการลงทุน ผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและธนาคาร จุดที่น่าห่วงที่สุดคือ ข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค โดยเฉพาะรหัส OTP กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญของมิจฉาชีพ เราจึงอยากย้ำว่าทุกครั้งที่ได้รับข้อความแปลกๆ ต้องหยุดตรวจสอบก่อนทันที ไม่ควรรีบกดลิงก์หรือให้ข้อมูลโดยไม่ยืนยัน แนวทางป้องกันที่สามารถทำได้ทันทีคือ การไม่เปิดเผยรหัส CVV และ OTP ให้กับผู้ใดเด็ดขาด การตั้งวงเงินผ่าน Mobile Banking การเปิดการแจ้งเตือนทุกธุรกรรม รวมถึงเลือกใช้บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล (KTC Digital Card) ที่มี Dynamic CVV เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของธุรกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพราะหากเผลอคลิกลิงก์หรือกรอกข้อมูลไปแล้ว ต้องรีบอายัดบัตรและเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ทั้งนี้  ธนาคารจะไม่มีการส่งลิงก์แนบใน SMS เพื่อให้กรอกข้อมูลส่วนตัวอย่างเด็ดขาด หากพบข้อความลักษณะดังกล่าวต้องติดต่อ Call Center โดยตรงเพื่อยืนยันความถูกต้อง” 

“ในส่วนของเคทีซีเรามีมาตรการเฝ้าระวังทุกธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน KTC Mobile และหากพบธุรกรรมที่เสี่ยง เจ้าหน้าที่จะโทรศัพท์ยืนยันกับลูกค้าโดยตรง นอกจากนี้ เรายังสร้างสื่อความรู้ผ่านโซเชียล มีเดีย เช่น TikTok, Facebook และช่องทางออนไลน์อื่นๆ เช่น เว็บไซต์ www.ktc.co.th และ LINE OA เพื่อเตือนภัยและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน เคทีซีมุ่งมั่นดูแลความปลอดภัยทางการเงินของลูกค้าอย่างรอบด้านให้มากที่สุด โดยได้รับการยืนยันด้วยรางวัลระดับภูมิภาค เช่น รางวัลความปลอดภัยทางการเงินระดับเอเชียแปซิฟิก (Champion Security Award, Best in Class Performance (Thailand) จากวีซ่า ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเงินที่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงและการรักษาความปลอดภัยข้อมูลตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สมาชิกเคทีซีมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมดิจิทัลมีความปลอดภัย” 

นายนพรัตน์ สุริยา ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายป้องกันทุจริตบัตรเครดิตและร้านค้า “เคทีซี” กล่าวเสริมว่า “เคทีซีได้ทำงานใกล้ชิดกับกองบังคับการปราบปรามฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยล่าสุดได้ร่วมแจ้งเบาะแสเพื่อสกัดกั้นการกระทำอันทุจริตของแก๊งปลอมบัตรเครดิต เพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกและสังคม นอกจากนี้ สิ่งที่อยากฝากถึงสังคมคือ ครอบครัวควรมีบทบาทร่วมกันในการช่วยดูแลธุรกรรมของผู้สูงวัย ซึ่งมีความเปราะบางและมักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ โดยมีข้อแนะนำดังนี้ 
1. ควรหมั่นพูดคุยให้คำแนะนำด้านความปลอดภัย  
2. ตรวจสอบ SMS หรือการแจ้งเตือนธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ  
3. ตั้งวงเงินจำกัดในการใช้บัตรเพื่อป้องกันความเสียหาย  
4. ติดตั้งแอปฯ ที่ช่วยกรองเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นสแปม เช่น  Whoscall และ 
5. อัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้สูงวัยรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์”

‘อนุทิน’ ส่อเบรก “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” อ้าง ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ

‘อนุทิน’ ส่งสัญญาณเบรก นโยบายเรือธง “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ของรัฐบาลชุดก่อน ให้เหตุผลด้านวินัยทางการเงินการคลัง และกังวลเรื่องการขาดทุน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณถึงการทบทวนนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดก่อน โดยให้เหตุผลถึงความกังวลด้านวินัยทางการเงินการคลังและปัญหาการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับอนาคตของโครงการที่ประชาชนจำนวนมากรอคอย

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินได้กล่าวถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายว่า “เรื่องนี้ต้องพิจารณาดูก่อน หากทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์แน่ แต่ที่ผ่านมาบางโครงการดำเนินการแล้วพบว่ามีการขาดทุน ซึ่งเราต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังด้วย เพื่อให้โครงการสามารถอยู่รอดได้”

นายอนุทินยังแสดงท่าทีต่อความกังวลว่า หากรัฐบาลจะต้องเสียงบประมาณเพื่อมาชดเชยส่วนต่างให้กับผู้ลงทุนในทุก ๆ ปี ก็อาจเป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสม

สำหรับนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายประชานิยมที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งแต่เดิมตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

นโยบายดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2568 พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนเพื่อรอใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันของรัฐแล้วกว่า 260,000 ราย

ความพยายามในการผลักดันนโยบายนี้มีความคืบหน้าไปมากในระดับรัฐสภา โดยร่างกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม, ร่าง พ.ร.บ.รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา

12 เดือน ‘อิสราเอล’ ทิ้งระเบิดใส่แล้ว 7 ประเทศ!! ‘กาตาร์’ ล่าสุดโดนด้วย…ทำสั่นคลอนทั้งภูมิภาค

(10 ก.ย. 68) อิสราเอลถูกวิจารณ์หนักอีกครั้ง หลังปฏิบัติการโจมตีกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อลอบสังหารแกนนำฮามาส ทำให้หลายประเทศทั่วโลกออกมาประณามว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง ล่าสุดมีการชี้ชัดว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อิสราเอลได้ทิ้งระเบิดใส่หลายประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ปาเลสไตน์ เลบานอน อิหร่าน ซีเรีย อิรัก เยเมน และกาตาร์

สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยันการปฏิบัติการดังกล่าว โดยเป็นครั้งแรกที่อิสราเอลโจมตีกาตาร์ ซึ่งถือเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสำคัญในสงครามกาซาและยังเป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ออกแถลงการณ์ประณาม “การโจมตีอันขี้ขลาด” พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติหยุดยั้งความก้าวร้าวของอิสราเอล

ขณะที่ สหประชาชาติ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต จอร์แดน รวมถึงอิหร่านและอิรัก ต่างออกมาโจมตีการกระทำของอิสราเอลว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค

ด้าน ประเทศตะวันตกอย่างสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหภาพยุโรปก็แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าการโจมตีในกาตาร์เสี่ยงทำให้สถานการณ์บานปลาย พร้อมย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการหยุดยิงถาวรและเปิดทางช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสู่กาซา

ทั้งนี้ ท่ามกลางเสียงประณามที่ดังก้องขึ้นทุกทิศทาง เหตุการณ์นี้กำลังทำให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามระดับภูมิภาค ขณะที่การโจมตีต่อเนื่องในหลายประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าความขัดแย้งตะวันออกกลางอาจขยายตัวเกินกว่าที่โลกจะเพิกเฉยได้อีกต่อไป

‘ชูวิทย์’ มอง ‘ทักษิณ’ ติดคุกช่วยพลิกวิกฤต พท. ชี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย

จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการบังคับโทษจำคุก 1 ปี เนื่องจากการเข้าไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า

“เสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ ศาลฎีกาตัดสินให้ทักษิณกลับไปติดคุก 1 ปี “โดยไม่ถือว่าระยะเวลาที่เคยอยู่ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจเป็นระยะเวลาในการคุมขัง” คนที่เคยติดคุกอย่างผม แม้ไม่เห็นด้วย แต่ย่อมต้องเชื่อฟัง เพราะเป็นศาลฎีกา

ถึงแม้จะอยู่สุขสบายแค่ไหน คุกก็คือคุก จะได้กินหูฉลาม ได้นอนฟูก แต่มันก็คือคุกอยู่ดี หัวใจสำคัญที่สุดของการติดคุก คือ “การจำกัดเสรีภาพ” อันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษย์ทุกคน

การที่คุณทักษิณอยู่โรงพยาบาลตำรวจมา 6 เดือน จึงถือว่า “ไร้อิสรภาพ” เพราะไม่สามารถไปไหนได้ เมื่อศาลไม่นับให้ ก็กลายเป็นติดคุกฟรี อย่างผมถูกควบคุมตัวที่โรงพัก 3 วัน ราชทัณฑ์ยังนับเป็นวันคุมขัง นำไปตัดจำนวนวันต้องโทษลงได้

อันนี้ผมพูดตามความรู้สึกของคนคุกนะครับ ความยุติธรรมที่ต้องวัดกันด้วย “เสรีภาพ” คนไม่เคยติดอาจบอกว่า ไม่นาน แค่ 1 ปี เอง แต่สำหรับคนที่ติดคุกมาก่อนจะรู้ว่า เวลา 1 วัน ในคุก มันยาวนานกว่านอกคุกมาก เพราะเสรีภาพเขานับกันเป็นรายชั่วโมง

โดยเฉพาะคนอย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ปัจจุบันอายุ 76 ปี การกลับมาโดยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ยอมเดินไปศาล ต้องใส่ชุดนักโทษขึ้นรถย้ายเรือนจำ สำหรับบางคนอาจสะใจ แต่สำหรับผม ถือว่าต้องนับถือหัวใจ

ด้วยสถานการณ์ที่พลิกผัน อนุทินได้เป็นนายกฯ ขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ติดคุก ผมจึงกลับคิดว่านี่เป็นการ “พลิกวิกฤตอย่างแท้จริง” ของพรรคเพื่อไทย

ภาวการณ์ที่แม้แต่พรรคส้มยังป้อแป้กับอุดมการณ์ที่กลับไปกลับมา กับการโหวตที่สุดประหลาด “เป็นฝ่ายค้านที่โหวตให้ไปเป็นรัฐบาลเพื่อยุบสภา” และพรรคภูมิใจไทยที่ไม่มีอะไรจะขายในทางการเมือง

การติดคุกของทักษิณ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย คนไทยมีนิสัยอยู่อย่าง ไม่ชอบเห็นคนถูกรังแก”

‘กองทัพเนปาล’ เข้าคุมเมืองหลวงในช่วงสุญญากาศ หลังเหตุประท้วงเดือดจาก ‘ม็อบ Gen Z’ ทำยอดคนดับพุ่ง 22 ศพ

(10 ก.ย. 68) เนปาลเข้าสู่ภาวะตึงเครียดรุนแรง หลังยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงพุ่งแตะ 22 ราย กองทัพตัดสินใจส่งกำลังทหารเข้ากรุงกาฐมาณฑุเมื่อคืนวันอังคาร (9 ก.ย.) เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว เผาอาคารรัฐสภา ศาลสูง รวมถึงบ้านพักนักการเมืองหลายราย โดยมีรายงานว่า ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตจากบาดแผลไฟลวก หลังถูกผู้ประท้วงบุกจุดไฟเผาบ้านพัก

ความรุนแรงปะทุขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ หลังรัฐบาลสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกว่า 20 บริการ รวมถึง WhatsApp และ YouTube จุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมจากปัญหาคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ต่อมารัฐบาลจะยกเลิกคำสั่งและนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ประกาศลาออก แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลาย

ผู้นำหน่วยงานความมั่นคงของเนปาลออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 4 คน รวมถึงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทยอยลาออก ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมาบริหารประเทศต่อ

อย่างไรก็ตาม อาโศก ราช ซิกเดล (Ashok Raj Sigdel) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศว่ากองทัพจะเข้าควบคุมกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมเผยแพร่ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ “ปฤถวี นารายัน ชาห์” (Prithvi Narayan Sh) กษัตริย์พระองค์แรกของราชอาณาจักรเนปาล เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ถึงการยืนหยัดปกป้องบ้านเมือง ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าการลุกฮือครั้งนี้คือ “การประท้วงของ Gen Z” ที่เรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

เพลิงที่ลุกจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่เนปาล สะท้อนการปฏิเสธกติกาสืบทอดอำนาจของชนชั้นนำ

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) กรุงกาฐมาณฑุได้เผชิญค่ำคืนแห่งเพลิงและความโกรธแค้น ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปใน พระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ (Singha Durbar) วังเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐเนปาล และจุดไฟเผาจนลุกไหม้ เสาอาคารแตกร้าวเพราะความร้อน หน้าต่างระเบิดเป็นสะเก็ดไฟ ควันดำลอยคลุ้งทั่วท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง มันไม่ใช่เพียงแค่อาคารที่กำลังถูกเผา แต่คือสัญลักษณ์ของระบอบการเมืองเก่าที่กำลังพังทลายลงตรงหน้า

ต้นเหตุคือคำสั่งรัฐบาลในการแบน โซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Facebook, YouTube, X จนถึง Signal สำหรับคนรุ่นใหม่ที่หายใจอยู่ในโลกดิจิทัล มันไม่ใช่แค่การปิดกั้น แต่มันคือการตัดลมหายใจ เป็นการส่งสัญญาณว่าความคิดและเสียงของพวกเขาไม่ถูกนับรวม

แต่ความโกรธนั้นลึกกว่านั้น มันคือความรู้สึกว่าประเทศถูกพันธนาการด้วยระบบอุปถัมภ์ ที่ให้ ลูกหลานนักการเมือง รับอำนาจเหมือนมรดกตกทอด คำสั่งแบนเป็นเพียงประกายไฟ แต่เชื้อเพลิงจริงคือความผิดหวังที่สะสมมาหลายทศวรรษ

เมื่อเพลิงโหมสิงห์ดุร์บาร์ มันเผาผลาญเกินกว่ากำแพงและเสา มันทำลายภาพลวงตาที่ว่าสถาบันเก่ายังมีความชอบธรรม รัฐสภา ศาลฎีกา และบ้านพักผู้นำก็ถูกโจมตีเช่นกัน ข้อความนั้นชัดเจนยิ่งนักว่า กติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

นายกรัฐมนตรี เค. พี. ชาร์มา โอลี ประกาศลาออกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่การลาออกนั้นไม่อาจดับไฟในใจประชาชนได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงคือรอยแยกระหว่างคนรุ่นใหม่ที่กระหายการเปลี่ยนแปลง กับชนชั้นนำเก่าที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ

เหตุการณ์ไฟเผาพระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ในกาฐมาณฑุ ไม่ได้เป็นเพียงการเผาอาคารเก่าแก่ แต่คือสัญลักษณ์ของการปะทุจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่ต่อระบอบการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลง จุดเริ่มต้นจากการแบนโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม กลายเป็นประกายไฟที่จุดระเบิดความไม่พอใจซึ่งสั่งสมมานาน

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การประท้วง แต่เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการปฏิเสธกติกาเดิม และมีศักยภาพจะกลายเป็น “โดมิโน” ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในอนาคต วันหนึ่งอาจไม่หยุดแค่เนปาล แต่อาจไปถึงเมืองหลวงอื่นในภูมิภาคก็เป็นได้

ส่อเกิดรอยร้าวใหญ่ ระหว่าง ‘ฮุนเซน–เตีย บัญ’ ปมแบนปั๊มน้ำมันไทย!! แต่กลายเป็นศึกแห่งผลประโยชน์

(9 ก.ย. 68) เฟซบุ๊กเพจ 'กองทัพบก ทันกระแส' วิเคราะห์กรณีการแบนสินค้าไทยในกัมพูชา อาจเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลการเมืองใหญ่ 'ฮุนเซน' และ 'เตีย บัญ' โดยระบุว่ากลุ่มทุนที่ใกล้ชิดฮุนเซนใช้กระแสความตึงเครียดไทย–กัมพูชาเป็นข้ออ้าง เพื่อผลักดันสินค้าภายในประเทศและสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง

ประเด็นร้อนคือการแบนปั๊มน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยนายเตีย เสียม ลูกชาย พล.อ.เตีย บัญ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกัมพูชา แต่กลับถูกน้องชายของ พล.อ.เตีย บัญ คือ พล.ร.อ.เตีย วิญ กดดันให้เปลี่ยนชื่อเป็น 'Peace' ส่งผลให้ยอดขายน้ำมันร่วงกว่า 50% และสร้างความไม่พอใจอย่างหนักต่อ พล.อ.เตีย บัญ

แม้เปลี่ยนชื่อเป็น 'Peace' แต่ก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจาก ปตท. อยู่ ทำให้ธุรกิจเสียหายหนัก ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์คือกลุ่มทุนที่หนุนฮุนเซน และยังช่วยเพิ่มคะแนนนิยมในทางการเมืองให้กับฝั่งฮุนเซนอีกด้วย

รายงานระบุว่า ปั๊ม ปตท. ในกัมพูชาได้ยกเลิกสัญญาและเปลี่ยนชื่อเป็น PEACE Petroleum Cambodia (PPC) แล้ว 35 แห่งจากทั้งหมด 200 แห่ง และมีแผนนำเข้าน้ำมันจากบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ แทนในอนาคต แม้จะต้องใช้เวลาในการปรับระบบ แต่ถูกมองว่าเป็นการสร้าง 'ภาพใหม่' ให้กัมพูชาเดินหน้าด้วยอัตลักษณ์ของตนเอง

‘อรรถวิชช์’ ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อ 5 กม.อุตสาหกรรม–พลังงาน หลังทำงานอาสาร่างกฎหมาย 1 ปีเต็มโดยไม่รับเงินเดือน

(9 ก.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้านยุทธศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า 1 ปี งานเบื้องหลังกระทรวงอุตสาหกรรมและพลังงาน ผมทำครบแล้ว ฝากครม.ใหม่สานต่อ

ได้ทำงานกับรมต.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค - Pirapan Salirathavibhaga รมต. เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) และทีมสุดซอย สิ่งที่ฝากไว้กับประชาชน คือ “กฎหมาย" การแปลงนโยบายสู่การเป็นกฎหมายที่ปฏิบัติได้จริง คือความภูมิใจ

- "พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม" กฎหมายกำจัดกากอุตสาหกรรมแบบครบวงจรฉบับแรกของไทย ทั้งหมด 143 มาตรา กำลังจะเข้า ครม. แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะนำกฎหมายฉบับนี้ไปพิจารณาต่อ 

- "พรบ.เสรีโซลาร์" กฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ฉบับแรกของไทย ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ทั้งหมด 32 มาตรา ครม.เพิ่งอนุมัติไป ตอนนี้อยู่ขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างอีกครั้ง ถ้ารัฐบาลใหม่ยืนยันร่างนี้เข้าสภาก็จะสามารถเกิดขึ้นในจริง ส่วนเครื่อง inverter ที่ก.พลังงานจัดชุดในราคาถูกก็พร้อมผลิตแล้ว แต่จะได้ไปต่อหรือไม่อยู่ที่ รมต.พลังงานท่านใหม่

- "กฎหมายเครดิตบูโร" ช่วยคนติดหนี้ให้ฟื้นตัวเร็วไม่ถูกแช่แข็งประวัติเสียถึง 3 ปี  ผมร่างไว้ 14 มาตรา  ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระสภารอคิวพิจารณา แต่หากรัฐบาลใหม่ยุบสภาใน 4 เดือนกฎหมายนี้จะออกมาใช้ไม่ทัน

- "พรบ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน" ผมร่างไว้ 80 มาตรา แก้ปัญหาปาล์มล้นตลาดในอนาคตหลัง 24 ก.ย.69 กฎหมายห้ามกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ ทำให้ 1 ใน 3 ของปาล์มในประเทศที่ปัจจุบันถูกเอามาผสมเป็น "ไบโอดีเซล" ขายออกยาก ต้องมีมาตรการดูแลราคาปาล์มให้ครบ supply chain เพื่อช่วยเกษตรกร-ผู้ประกอบการ 

- "กฎหมายฟื้นฟูกิจการ" ลูกหนี้ต่ำกว่า 50 ล้าน เมื่อศาลรับคำร้อง เกิดสภาวะ Automatic Stay หยุดจ่ายหนี้ชั่วคราวทันทีไม่รอทำแผนเสร็จ ส่วนที่ผมร่างคือ “ยกเลิกพิธีกรรมจัดประชุมเจ้าหนี้ เหลือแค่ขอความยินยอมจากเจ้าหนี้” รวดเร็วและเป็นธรรม พรุ่งนี้จะเข้าสภาส.ส.วาระ 3 แล้วครับ เชื่อว่ากฎหมายจะผ่านสภาส.ส.- ส.ว.ก่อนยุบสภา

ร่างที่ผมเขียนเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานได้จริง! ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อด้วยครับ 

1 ปีนี้ทำงานอาสาไม่มีเงินเดือน ไม่ได้เป็นข้าราชการเมือง…ภูมิใจครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top