Monday, 10 August 2026
Hard News Team

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับสตรีที่ด้อยโอกาสในโครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรี ณ ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี

วันนี้ (25 เมษายน 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นางสาวดวงชุตา  ติยะพจนพรกุล  ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมลงพื้นที่ มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับสตรีที่มีรายได้น้อย มีภาระหน้าที่ดูแลคนในครอบครัว เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งอยู่ในความดูแลของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ บ้านเกร็ดตระการ รวมมอบจำนวน 2 แห่ง จำนวน 7 ราย รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 138,570 บาท (หนึ่งแสนสามหมื่นแปดพันห้าร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน) เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน โดยมี นายธนสุนทร สว่างสาลี อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางสมพิศ ศรีคำแหง ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี ร่วมในพิธี  ณ ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรีที่มีรายได้น้อย มีภาระหน้าที่ดูแลคนในครอบครัว เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือด้อยโอกาสทางสังคม มีความรู้ความสามารถ แต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพโดยเราได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก

ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

สืบนครบาลรวบเกมส์โซว็อทช่างสักล่วงละเมิดลูกค้าเด็กวัย 13 ปี จนต้องตัดมดลูก

“หนูมาทราบทีหลังว่าหมอตัดมดลูก” คำพูดของมารดาเด็กสาววัย 13 ปี ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากถูกช่างสักชื่อดังย่านพระราม 2 ลวงไปว่าจะสักลายให้แบบมินิมอล แต่กลับข่มขืนเธอข้ามคืนในร้านสักนั้น ซึ่งหลังเกิดเหตุเธอยังคงเจ็บช้ำร่างกาย จนกระทั่ง 1 เดือนหลังเกิดเหตุเธอปวดท้องอย่างหนักและต้องเข้ารับการผ่าตัดโดยด่วนจากอาการป่วยขั้นรุนแรง โดยเมื่อพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกให้ช่างสักรายนี้เข้ามาให้ปากคำ แต่เจ้าตัวกลับเผ่นหนีไปอย่างสุดชีวิตล่าสุดไปจนมุมชุด ดรีมทีมสืบนครบาลที่ จังหวัดภูเก็ต โดยเจ้าตัวลั่นว่า “ผมไม่ได้เจ้าชู้ แค่ยังไม่เจอคนที่ใช่ ที่น้องคนนี้ต้องไปรักษาเพราะน้องเอง”

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาการ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ปราบปรามอาชญากรรมที่กระทำความผิดสร้างความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนผู้สุจริต

เมื่อวันที่ 24 เมษายน  2567 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.,พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.ฯ ,พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น.,พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์  รอง ผกก.1 บก .สส.บช.น.  พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.สส บก.น.5 พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.3 บก.สส.บช.น. พ.ต.ต.วศิน อินทร์แก้วสว.ฝอ.บก.สส.บช.น. ร.ต.อ.ศิวัช ยังอุ่น รอง สว. กก.4 บก .สส.บช.น. ร.ต.อ.วรภัทร แสงเทียนประไพร รอง สว.สส.2 ฯปฏิบัติงาน ศอ.ปส.ตร. ร.ต.อ.พลวัต นาคถมยา รอง สว กก.1 บก.สส.บช.น. ร.ต.อ.หญิง ณิชญากาญจน์ เปสลาพันธ์ รอง สว.ฝอ บก.สส.บช.น. ร.ต.ท.เลิศวริศ เลิศวรปรีชา รอง สว.ฯปฏิบัติงาน ศอ.ปส.ตร. ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ อ้นชูฤทธิ์ รอง สว.สอบสวน สน.ดินแดง ร.ต.ท.อนันตชัย สัจจพงษ์ รอง สว.ฝอ.2ฯปฏิบัติงาน ศอ.ปส.ตร.ร่วมกับเจ้าหน้าที่สืบนครบาลร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว

นายวศิน กิจนพศรี หรือเกมส์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 10 ตำบล บางหลวง อำเภอ บางเลน จังหวัด นครปฐม ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญาธนบุรีที่ จ.316/2567 ลงวันที่ 11 เมษายน 2567 ข้อหา “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม , พาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม , ปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา เพื่อการอนาจาร”

ประวัติเคยถูกดำเนินคดีข้อหา “พรากผู้เยาว์ฯ” ที่ สน.ท่าข้าม เมื่อ พ.ศ.2559จับกุมได้ที่ ห้องพักในซอยโป๊กุ่ยถ.แม่หลวน ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต พฤติการณ์กล่าวคือ “ช็อก...จนใจสลาย” เด็กสาววัย 13 ปี ฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบหลังออกจากห้องผ่าตัดแล้วทราบว่าตนเอง “ถูกตัดมดลูก”ความรู้สึกที่เจ็บปวดเกินบรรยายจากการถูกลวงไปกระทำย่ำยีนั้นก็บอบช้ำเกินต้านแล้ว ยังถูกซ้ำด้วยการสูญสิ้นความเป็นหญิงไปอย่างไม่มีวันหวนคืน กว่า 3 สัปดาห์ที่เธอต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเรื่องราวสะเทือนใจนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2566 เมื่อเมื่อเด็กสาววัย 13 ปี  มารดาเล่าให้ตำรวจฟังว่า คนร้ายซึ่งเป็นช่างสักชื่อดังที่มีผู้ติดตาม 7 พันคน ได้ติดต่อเธอผ่านทางเฟสบุ๊ค การสนทนาแนะนำจนเธอยอมตกลงที่จะสักแบบมินิมอลในราคา 400 บาท ครั้งเมื่อถึงเหตุการณ์ในร้านสักเมื่อเด็กสาวย่างกรายเข้าถ้ำเสือแล้วช่างสักหื่นก็ปิดร้านทันที โดยอ้างว่าต้องการสมาธิก่อนจะชักชวนขึ้นไปบนชั้น 2 ทำทีจัดท่าทางการนอนสักให้เด็กสาว จากนั้นช่างสักก็เริ่มล่วงเกินเด็กสาวจนลุกลามไปถึงการกระทำชำเราข้ามคืน ซึ่งหลังเกิดเหตุเธอยังคงเจ็บช้ำร่างกายเรื่อยมาอย่างผิดปกติ กระทั่ง 1 เดือน 

หลังเกิดเหตุ จู่ๆเธอเกิดปวดท้องอย่างหนักจนครอบครัวเธอต้องพาเธอไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แล้วเมื่อแพทย์ได้ตรวจร่างกายก็ทำให้ครอบครัวเธอทราบว่าเธอผ่านการถูกกระทำชำเรามาอย่างหนัก และที่น่าตกใจคือการติดเชื้อขั้นรุนแรงในระบบอวัยวะเพศทำให้ต้องทำการผ่าตัดออกในทันที ซึ่งหลังจากการรักษาที่โรงพยาบาลกว่า 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นครอบครัวได้พาเด็กสาวไปขอความช่วยกับทางมูลนิธิสายเด็ก ก่อนจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ท่าข้าม ซึ่งต่อมาวันที่ 11 เม.ย. 67 พนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ก็ได้ออกหมายจับช่างสักรายนี้คือ “เกมส์โซว็อท” หรือ นายวศิน อายุ 25 ปี แต่ระหว่างทางของกระบวนการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้คนร้ายมาให้ปากคำ คนร้ายก็เริ่มไหวตัวทันแล้วหลบหนีอย่างสุดชีวิต ซึ่งล่าสุด พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ส่งชุดสืบนครบาลไล่ล่าติดตาม โดยได้เบาะแสว่าเจ้าตัวคุยโวว่าห้อยพระเต็มคอทำให้แคล้วคลาด นำไปสู่การสืบทราบว่าเจ้าตัวหลบหนีไปกบดานอยู่บนเกาะภูเก็ต ซึ่งต่อมาวันที่ 24 เม.ย. 67 ชุดสืบนครบาลก็สามารถจับกุมตัวคนร้ายรายนี้ได้ในที่สุด โดยจับได้ขณะกำลังจะวันไน้แสตนด์กับหญิงสาวรายใหม่ และเป็นเรื่องบังเอิญที่เป็นวันครบรอบวันเกิด อายุ 25 ปี วัยเบญจเพศของคนร้ายอย่างพอดิบพอดี ซึ่งสารวัตรแจ๊ะได้กล่าวสุขสันต์วันเกิดให้กับคนร้ายก่อนจะแนะนำให้ไปฉลองวันเกิดในคุก

ในชั้นจับกุม นายวศินฯ ให้การรับสารภาพข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “คำคมประจำใจ ตอนเด็กอยากเป็นเศรษฐี โตมาติด…หเศรษฐีไม่ได้เป็นส่วนคดีนี้ตนเองยืนยันว่าตนเองรักเด็กคนนี้จริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้เล่นพิเรนท์เอาน้ำหมึกมาชะโลมแต่อย่างใด ตนเองผ่านเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 คน โดยส่วนใหญ่ไม่ได้สวมถุงยาง นัดผ่านแอพ เบื่อง่าย ชอบวันไนท์แสตนมาก ตนเคยเป็นโรคหนองใน ซิฟิลิส แต่รักษาแล้ว ตนไม่ได้เจ้าชู้ แค่ยังไม่เจอคนที่ใช่ ส่วนที่ผู้เสียหายในคดีนี้ต้องเข้ารับการรักษานั้นไม่น่าจะเกิดจากตนเอง โดยตนเคยมีอะไรเพศสัมพันธ์กับเด็กสาวอายุ 17 ปี แล้วถูกดำเนินคดี แต่ได้จ่ายค่าสินไหมไป 70,000 บาท จนฝ่ายเค้ายอมความ และคดีนี้ที่ตนเลือกหนีมาที่ภูเก็ตเพราะได้ยินว่าที่นี่เงินดีและหลบง่ายเพราะนักท่องเที่ยวเยอะ และล่าสุดผู้ใหญ่ก็ทักมาว่าเมื่ออายุ 25 เบญจเพสจะมีสิ่งที่น่ากลัวมาเยือน แล้วก็มาถูกจับจริงๆ”

หลังจับกุมตัว ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.กล่าวว่า “ทางคดีเรายังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหา เพราะคำพูดของเด็กนั้นบริสุทธิ์มากกว่า และยังมีพยานหลักฐานอื่นเชื่อมโยงทำให้ศาลอนุมัติหมายจับ จากพฤติการณ์ในคดีนี้ ผมขออวยพรให้น้องผู้เสียหาย  มีกำลังใจที่เข้มแข็งผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายในอดีต และเติบโตอย่างมีความสุข ในวันข้างหน้าให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องจัดการกับผู้กระทำผิด จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ปกครองทั้งหลาย โปรดเพิ่มความใส่ใจในตัวบุตรหลานของท่าน อย่าไว้วางใจและคลาดสายตา แม้แต่กระทั่งคนใกล้ชิด ซึ่งหากผู้ใดมีเบาะแสการกระทำความผิด โปรดแจ้งข้อมูลมาที่เพจ “สืบนครบาล IDMB” เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพราะแม้ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ แต่หากเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เราทำทันที ตามนโยบายของพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาการ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.”

เปิดผลการจัดอันดับ ’20 โรงพยาบาล‘ ที่ดีที่สุดในไทย!! ปี 2024 ✨👏🏻

ทั้งนี้ ‘บำรุงราษฎร์’ ครองอันดับ 1 ของไทย อีกทั้งยังเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติด 130 อันดับแรก โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก อย่างต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน โดยนิตยสาร Newsweek ร่วมกับ Statista

สำหรับการให้คะแนนโรงพยาบาลแต่ละแห่งนั้น พิจารณาจาก 4 แหล่ง ได้แก่ 1.การสำรวจออนไลน์จากแพทย์ ผู้บริหารโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์มากกว่า 85,000 ราย 2.ข้อมูลจากการสำรวจความพึงพอใจโดยทั่วไปของผู้ป่วยหลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 3.ดัชนีตัวชี้วัดคุณภาพของโรงพยาบาล เช่น มาตรการด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยของผู้ป่วย และอัตราส่วนผู้ป่วย/แพทย์ หรือพยาบาลต่อผู้ป่วย และ 4.การสำรวจของ Statista ที่ใช้แบบประเมินผลลัพธ์ด้านการรักษาพยาบาลของผู้ป่วย คือ Patient Reported Outcome Measures (PROMs) โดยมีการสำรวจข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2566

ตำรวจภาค 4 เปิดปฏิบัติการทลายอาวุธปืนออนไลน์ ลุยค้น 152 จุดทั่วอีสานเหนือ ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ให้กวาดล้างจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนออนไลน์ ซึ่งมีแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน ล่าสุด พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผ

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ให้กวาดล้างจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนออนไลน์ ซึ่งมีแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน  ล่าสุด พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4  ได้สั่งการให้ตำรวจภาค 4 ปูพรม ปิดล้อมตรวจค้นผู้จำหน่ายอาวุธปืนออนไลน์ โดยให้ปฏิบัติการพร้อมกัน ทั้ง 12 ภ.จว. คือ ภ.จว.กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, นครพนม, บึงกาฬ, มหาสารคาม, มุกดาหาร, ร้อยเอ็ด, เลย, สกลนคร, หนองคาย, หนองบัวลำภู และ อุดรธานี ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 24 เม.ย.67 โดยได้เข้าตรวจค้นรวม 152 เป้าหมาย สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 47 ราย ตรวจยึดอาวุธปืนรวม 68 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน 1,471 นัด, ยาบ้า 50 เม็ด, บุหรี่ไฟฟ้า 50 อัน และ น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า 380 อัน

พล.ต.ท.สรายุทธ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ที่ให้กวาดล้างจับกุมผู้จำหน่ายอาวุธปืนออนไลน์ และจับกุมผู้ครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย โดยตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตำรวจภาค 4 ได้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทุกประเภทอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน สำหรับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่จับกุมได้ เป็นการตัดโอกาสไม่ให้นำไปใช้ก่อเหตุที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน  โดยตนได้สั่งกำชับตำรวจภาค 4 สืบสวนจับกุมอย่างเข้มข้นต่อไป พล.ต.ท.สรายุทธ กล่าวในที่สุด

‘สุริยะ’ สั่ง ‘กทพ.’ เร่งหารือเอกชน แก้ปัญหาค่าทางด่วนแพง เล็งลดเหลือ 50 บาทตลอดสาย คาด!! ชงเข้า ครม. ส.ค. นี้

(25 เม.ย. 67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า ตามที่ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดบนทางพิเศษ (ทางด่วน) ในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานคร (กทม.) รวมถึงการปรับปรุงระบบค่าผ่านทาง เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนนั้น

ล่าสุด กทพ. ได้รายงานว่า ขณะนี้ กทพ. อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ สนข. และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในฐานะผู้รับสัญญาสัมปทานบริหารทางด่วน ในการพิจารณาปรับโครงสร้างลดอัตราค่าผ่านทางฯ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการใช้ทางด่วนให้กับประชาชน โดยได้นำผลการศึกษาการแก้ปัญหาจราจรเมื่อปี 2565 มาศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งในระยะแรกจะเริ่มดำเนินการใช้กับทางด่วนขั้นที่ 2 สายงามวงศ์วาน - พระราม 9 ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร (กม.) เนื่องจากมีผู้ใช้ทางเป็นจำนวนมาก

สำหรับอัตราค่าผ่านทางใหม่ที่มีการปรับลดลงนั้น เริ่มต้นที่ 25 บาท และสูงสุดไม่เกิน 50 บาท จากในปัจจุบันมีอัตราอยู่ที่ 25 - 90 บาท กล่าวคือ จะมีการยกเลิกด่านประชาชื่น (ขาออก) และด่านอโศก (ขาออก) ซึ่งมีปริมาณรถหนาแน่น ซึ่งจากเดิมมีค่าผ่านทาง 25 บาท ทำให้เหลือ 0 บาท ส่วนด่านประชาชื่น (ขาเข้า) เดิมมีค่าผ่านทาง 65 บาท เหลือ 50 บาท ขณะที่ ด่านอโศก (ขาเข้า) เดิมมีค่าผ่านทาง 50 บาท เหลือ 25 บาท และด่านศรีนครินทร์ (ขาเข้า) จ่ายเงินทางขึ้น 25 บาท คาดว่าจะหารือและได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ในการปรับลดค่าผ่านทางดังกล่าว จะทำให้รายได้ของผู้รับสัมปทานลดลง ดังนั้น จากการหารือในเบื้องต้น กทพ. มีแนวทางขยายสัญญาสัมปทานให้กับ BEM ระบบทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ที่จะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 30 ตุลาคม 2578 พร้อมกับการพิจารณาแบ่งสัดส่วนรายได้ โดย กทพ. จะมีรายได้ลดลง เพื่อนำไปชดเชยให้กับผู้รับสัมปทานในการลดค่าผ่านทาง จากเดิม กทพ. มีสัดส่วน 60% ผู้รับสัมปทาน 40% ขณะเดียวกัน BEM จะต้องรับภาระในการลงทุนก่อสร้างโครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 สายงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double Deck) อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การปรับลดค่าผ่านทางในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นอย่างมาก

"กระทรวงคมนาคม มีเรื่องใหญ่ที่อยากจะทำให้เห็นผลโดยเร็ว คือ การแก้ไขปัญหาค่าทางด่วนแพง เพราะตอนนี้ มีประชานที่ใช้ทางด่วนช่วงยาว มีระยะทางไกล ต้องจ่ายแพงถึง 100 กว่าบาท ผมเลยให้ กทพ. และ สนข. ไปหารือกับเอกชน เพื่อลดค่าทางด่วน ให้เหลือสูงสุดไม่เกิน 50 บาท หรือ 50 บาทตลอดสาย เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้ทางด่วนให้กับประชาชน" นายสุริยะ กล่าวและว่า

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ เมื่อ กทพ. หารือร่วมกับ สนข. และ BEM จนได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือนนับจากนี้ กทพ. จะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. พิจารณาเห็นชอบแนวทางการปรับลดค่าผ่านทาง รวมทั้งการขยายสัญญาสัมปทาน, การปรับสัดส่วนรายได้ และ BEM เป็นผู้ลงทุนโครงการ Double Deck ก่อนจะเสนอไปยังคณะกรรมการ มาตรา 43 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2562 พิจารณาเห็นชอบรายละเอียดการแก้ไขสัญญาฯ

ทั้งนี้ เมื่อผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 43 แล้วจะส่งร่างสัญญา ที่มีการปรับแก้ไขแล้วต่อไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อตรวจร่างสัญญา จากนั้นจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาเห็นชอบการแก้ไขสัญญา และเสนอไปยังคณะกรรมการร่วมทุนรัฐและเอกชน (PPP) เห็นชอบ ก่อนเสนอไปคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในเดือนสิงหาคม 2567 หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้มีนโยบายให้ส่งเสริมให้มีการใช้งานบัตร Easy Pass เพิ่มมากขึ้น โดยสั่งการให้ กทพ. เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และการเติมเงิน Easy Pass ให้สะดวกขึ้น อาทิ การจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ ขณะเดียวกัน จะมีการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ Easy Pass ให้ได้รับความสะดวกสบายและรวดเร็วในการเดินทาง โดยการยกไม้กั้นออก และจะมีการเพิ่มช่อง Easy pass มากขึ้น

เอกอัครราชทูต (Ambassador) ศักดิ์ศรีของประเทศ ผู้แทนของพระราชา

โลกใบนี้มีประเทศต่าง ๆ อยู่เกือบ 200 ประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันในหลากหลายมิติไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ 

การที่จะทำให้พลโลกอยู่รวมกันอย่างมีสันติสุข โดยให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด และเพื่อป้องกันไม่ให้ขยายตัวจนกลายเป็นความรุนแรง จนกลายเป็นสงครามระหว่างกันนั้น ทุก ๆ ประเทศจึงต้องมีไมตรีจิตและมิตรภาพอันดีต่อกัน

แน่นอนว่า การสร้างและรักษาไมตรีจิต-มิตรภาพอันดีระหว่างประเทศ 2 ประเทศนั้น จะดำเนินไปได้ด้วยดีถ้าทั้งสองประเทศมีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทน, ผู้รับเจรจาแทน หรือตัวเชื่อมระหว่างกัน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนักการทูตของประเทศนั้น ๆ โดยมี ‘เอกอัครราชทูต’ (Ambassador) เป็นหัวหน้าคณะ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางการทูตระดับสูงที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลของประเทศนั้น เพื่อเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประเทศตนในประเทศที่ตนประจำการอยู่ 

บทบาทหลักของ ’เอกอัครราชทูต’ คือการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ อำนวยความสะดวกด้านการค้าและการพาณิชย์ และส่งเสริมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการศึกษา ทั้งยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในการสร้างสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศตนและประเทศที่ประจำการ, รายงานข้อมูลข่าวสารของประเทศที่ไปประจำการให้รัฐบาลทราบเพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายการทูตให้ถูกต้องเหมาะสมกับประเทศนั้น ๆ, ดำเนินนโยบายทางการทูต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ, แนะนำโน้มน้าวให้ประเทศที่ไปประจำการดำเนินนโยบายที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ และแนะนำมาตรการรับมือกรณีมีเหตุจำเป็นให้แก่รัฐบาล ฯลฯ

สำหรับบ้านเรา ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรด้วยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นตำแหน่ง ‘เอกอัครราชทูต’ (หัวหน้าทูตของพระราชา) เป็นตำแหน่งที่ต้องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ต้องเข้าเฝ้าเพื่อกราบถวายบังคมลาไปปฏิบัติหน้าที่ รับพระราชทานเจิม และรับพระราชทานพระราชสาส์นตราตั้ง เพื่อนำไปยื่นต่อประมุขของประเทศที่ตนเองไปประจำการ เรียกได้ว่านอกจากจะเป็นทั้งตัวแทนและภาพลักษณ์ของประเทศแล้ว ตำแหน่ง ‘เอกอัครราชทูต’ นั้นยังถือเป็นผู้แทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย 

เนื่องจากตำแหน่ง ‘เอกอัครราชทูต’ เป็นตำแหน่งสำคัญด้วยเพราะเป็นทั้งตัวแทนและภาพลักษณ์ของประเทศ จึงมีการพิจารณาคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดี โดยทั่วไปแล้วผู้ที่จะได้ดำรงตำแหน่ง ‘เอกอัครราชทูต’ นั้นจะได้ถูกการคัดเลือกจากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่มีทักษะทางการทูต ความรู้ภาษาต่างประเทศ และความเชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยเพราะแม้ว่าเกือบ 200 ประเทศบนโลกนี้ แต่ไทยเรามีสถานทูตเพียง 67 แห่ง นั่นหมายถึงว่า นักการทูตที่จะก้าวสู่ตำแหน่ง ‘เอกอัครราชทูต’ นั้นจะต้องมีทั้งความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานอย่างยอดเยี่ยม มีวัตรปฏิบัติอันเป็นที่ยอมรับ นับถือ และชื่นชมของบรรดาผู้คนในสังคมโดยรวม 

นอกจากนี้แล้วตำแหน่งนี้มิใช่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเฉพาะประเทศนั้น ๆ แต่กระทรวงต่างประเทศยังต้องส่งข้อมูลประวัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนี้ไปให้ประเทศที่จะไปประจำการพิจารณาตรวจสอบด้วย 

นักการทูตไม่ว่าระดับ ‘เอกอัครราชทูต’ หรือคณะเจ้าหน้าที่ทางการทูต ฯลฯ ของไทยนั้น ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้วยวัตรปฏิบัติในต่างแดนนั้น สุภาพ อ่อนโยน สมกับเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ โดยปัจจุบันนอกจากกระทรวงการต่างประเทศที่ส่งคณะทูตไปประจำยังมิตรประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว แทบทุกกระทรวงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานในประเทศที่มีความสำคัญต่อภารกิจของกระทรวงนั้น ๆ อีกด้วย

โดยสรุปแล้ว นักการทูตไทยนั้น ปฏิบัติตนตามแบบแผนพิธีการทางการทูต (Diplomatic protocol) ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม เป็นอย่างดี จึงได้รับการยอมรับและชื่นชมยินดีจากทุก ๆ ประเทศที่มีนักการทูตไทยไปประจำการ แตกต่างจากหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจตะวันตกที่มักจะให้นักการทูตของตนเข้าไปวุ่นวายแทรกแซงประเทศต่าง ๆ เพียงเพื่อผลประโยชน์และความต้องการของประเทศตน โดยไม่คำนึงถึง มารยาท ความถูกต้องเหมาะสม ตามแบบแผนพิธีการทางการทูต ทำให้ประชาชนของประเทศที่ไปประจำการเกิดความเกลียดชังจนกระทบไปถึงภาพลักษณ์ของประเทศของตนโดยรวมอีกด้วย

‘ป้ามุกดา’ วัย 59 ปี สะบัดแปรงสีละเลงรั้วบ้าน บอก!! ไม่เคยเรียน ‘ศิลปะ-วาดภาพ’ มาก่อน

(25 เม.ย. 67) ใครเห็นก็ว้าว... ที่หมู่บ้านปิ่นสุวรรณ หมู่ 1 ต.ปากแคว อ.เมือง จ.สุโขทัย มีคุณป้าคนหนึ่งชื่อว่า นางจันทร์หอม สุรกานนท์ หรือ ‘ป้ามุกดา’ อายุ 59 ปี เป็นแม่ค้าไข่เค็มและทำก๋วยเตี๋ยวพวงส่งขาย ไม่เคยเรียนศิลปะ แล้วก็ไม่เคยวาดภาพอะไรที่ไหนมาก่อน แต่ด้วยความรู้สึกเสียดายสีทาบ้านที่เหลือ ก็เลยหิ้วถังมานั่งละเลงสีวาดรั้วบ้านเล่น ๆ ตามจินตนาการของตัวเอง ปรากฏเมื่อผลงานเสร็จ ใครเห็นก็ต้องร้องว้าว และทึ่งไปตาม ๆ กัน กับฝีมือการวาดภาพครั้งแรกของคุณป้า ที่เรียกได้ว่าระดับเทพเลยทีเดียว

ป้ามุกดา บอกว่า เรียนจบ ปวช.สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ อาชีพปัจจุบันผลิตไข่เค็ม และทำก๋วยเตี๋ยวพวงสุโขทัยส่งขายตามออเดอร์ ส่วนเรื่องภาพวาดรั้วบ้านที่กลายเป็นกระแสดังในโซเชียล บางคนไม่เชื่อว่าป้าไม่มีความรู้ด้านศิลปะ ขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีความรู้ด้านนี้จริง ๆ แล้วก็ยังงงตัวเองอยู่เลยว่าวาดออกมาได้อย่างไร

“จุดเริ่มต้นในการวาดภาพเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ป้าจ้างช่างให้มาทาสีบ้านแล้วสีมันเหลือ รู้สึกเสียดายก็เลยเอาไปทากำแพงรั้วรอบบ้านเล่น ๆ แต่มันดูโล่ง ๆ ก็เลยซื้อสีมาเพิ่ม วาดเติมแต่งต้นไม้ ดอกไม้ พอคนผ่านมาเห็นชมว่าสวย ใจป้าก็มีพลัง จึงตั้งใจวาดอย่างจริงจัง 3 เดือนกว่าจะเสร็จ ได้ผลงานออกมาอย่างที่เห็น”

ป้ามุกดา บอกอีกว่า ภาพที่วาดไว้บนกำแพงนั้น ประกอบด้วยชื่อภาพ น้ำตกจากฟากฟ้า, มวลหมู่แห่งดวงดาว, ป่าหลากสี, หุบเขาสีเขียว, ทุ่งดอกบัวตอง, ดงดอกคูน, น้ำตกหกสาวน้อย และทุ่งดอกทานตะวัน ทั้งหมดเกิดจากจินตนาการล้วนๆ วาดไปไอเดียผุดไป พลังมีมาแต่ละวันไม่เท่ากัน แต่ถ้าวันไหนป้างอนลุง วันนั้นบอกเลยไอเดียกระฉูด เพราะป้าจะไม่มองหน้าลุง มุ่งแต่วาดภาพอย่างเดียว

‘ปตท.’ รวมพลังผู้บริหาร-พนักงาน ‘ปรับภูมิทัศน์ @คลองเปรมประชากร’ หวังเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้คนเมือง พร้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ในหลวง ร.10

เมื่อวานนี้ (24 เม.ย.67) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Kick-off ‘โครงการปรับภูมิทัศน์ @ คลองเปรมประชากร’ เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่สีเขียว ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน ปตท. กว่า 300 คน ร่วมปลูกต้นไม้ ณ ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

นายฉัตรชัย กล่าวว่า ปตท. ได้จัดสรรพื้นที่ติดคลองเปรมประชากรจำนวน 10 ไร่ ในโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ ถนนกำแพงเพชร 6 ซึ่งพื้นที่นี้มีจุดเด่นในการเข้าถึงได้ 3 เส้นทาง คือ ทางล้อ จากถนนวิภาวดีรังสิต ทางราง จากสถานีรถไฟสายสีแดง-ทุ่งสองห้อง และทางเรือ ถึงคลองเปรมประชากร โดยพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ออกแบบให้เป็นสวนเฉลิมพระเกียรติฯ ที่บอกเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 10 ต่อประชาชน และเพื่อสืบสานประวัติศาสตร์พื้นที่ ภูมิทัศน์วัฒนธรรม 

นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ปตท. ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้สร้างความ สงบ ร่มเย็นให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงสร้างการเติบโตให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมือง โดยคำนึงถึงระบบนิเวศที่ยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยวันนี้ได้จัดเตรียมต้นไม้ใหญ่และกล้าไม้ อาทิ ต้นพะยูง ต้นอโศกศรียะลา ต้นปีบ ต้นประดู่ป่า ต้นรวงผึ้ง ต้นโพธิ์ ฯลฯ รวมกว่า 300 ต้น สลับกับไม้พุ่มขนาดกลางรวมพันธุ์ไม้กว่า 54 ชนิด มาปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยแนวทางการปลูกต้นไม้จะเป็นการจัดสรรโครงสร้างของต้นไม้ตามธรรมชาติ อนุรักษ์ต้นไม้เดิมในพื้นที่ และปลูกเพิ่มเติมตามแนวคิดของการใช้ต้นไม้ในโครงการ คือ ต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ ต้นไม้พื้นถิ่นลุ่มแม่น้ำภาคกลาง ต้นไม้สำหรับพื้นที่แก้มลิงชีวภาพ (Bioretention Ponds) และต้นไม้เพื่อสิ่งแวดล้อม (ไม้กรองฝุ่น - พืชกรองน้ำ)

"ตลอดระยะเวลา 45 ปี ปตท. ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องผ่านการดำเนินงานในทุกมิติ ควบคู่กับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป็นองค์กรที่ดีของสังคม พร้อมจุดพลังและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ให้เติบโตเคียงข้างกันไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน" นายอรรถพล กล่าว

'เช็ค-สุทธิพงษ์' ทึ่ง!! กรณีทุกข์ 'นุจรีย์' ถูก 'พีระพันธุ์-รวมไทยสร้างชาติ' ช่วย สะท้อน!! การเมืองแบบสุภาพบุรุษ-ไม่ขุดคู่แข่ง-ทำงานตาม DNA 'ลุงตู่'

(25 เม.ย. 67) นายสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ หรือพี่เช็ค อดีตผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ชื่อดังจากรายการคนค้นคน หนึ่งในผู้ร่วมโครงการ ‘อาสามาด้วยใจ’ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suthipong Thamawuit' ที่ทำให้ตัวเขาเข้าใจคำว่า 'สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง' มากขึ้น โดยระบุว่า...

ได้ฟังอาจารย์พีหรือพี่ตุ๋ย (พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน) พูดถึงกรณีการช่วยเหลือ 'นุจรีย์' ในงานประชุมใหญ่พรรครวมไทยสร้างชาติ มีประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจ (ติดตามคลิป 'นุจรีย์ ร้องขอความเป็นธรรม' ได้ที่นี่ >> https://youtu.be/-y-qpFrsZqc?si=Ito14ExcUxzx0LMI)

…………………………………………………..

1.ก่อนตัดสินใจมาหาพี่ตุ๋ย เธอบากหน้าไปมาแล้วหลายที่ โดยเฉพาะพรรคที่เธอบูชา 

- ผลที่ได้รับคือ คำสัญญาที่ว่างเปล่า

2.บังเอิญเธอไถติ๊กต็อกไปเจอคลิปหาเสียงที่มีข้อความ 'สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง' ทำให้ตัดสินใจมาหาพี่ตุ๋ย

- เหมือนการเปิดทางของพระเจ้า

3.แต่พี่ตุ๋ยขอให้ตัดเนื้อหาที่พาดพิงคนอื่นออก เพราะไม่ใช้การโจมตีคนอื่นในการเล่นการเมือง

- ได้ฟังแล้วยิ่งนับถือ

4.ในสังคมที่เต็มไปด้วยการเรียกรับ และอาศัยเส้นสาย คนไร้เส้นอย่างนุจรีย์ นึกให้ตายก็นึกไม่ออก ว่าจะไปวิ่งเต้นหาใครได้

- กลายเป็นว่า ที่พึ่ง (เส้น) ของนุจรีย์ คือ เส้นก๋วยจั๊บ

5.คำสัญญาหรือการหาเสียงของนักการเมืองที่มีความจริงใจ ทำให้ประชาชนอย่างนุจรีย์มีที่พึ่ง

- ช่วยด้วยเมตตาธรรม ไม่เรียกรับผลประโยชน์ แต่พร้อมรับผล (คะแนนเสียง) จากการรับผิดชอบคำพูด (ในการหาเสียง)

6.ช่วยโดยการขอความร่วมมือจากกลไกราชการหลายหน่วยงาน ประสานความร่วมมือ 

- ให้กลไกได้ (ช่วยกัน) ทำงาน ไม่สั่ง ไม่ป๋า ไม่ข้ามหน้าข้ามตา 

7.ไม่คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่คือ เจตนาที่จะสื่อความหมาย ให้ทั้งสมาชิกพรรคและประชาชนที่จะเป็นผู้สนับสนุนพรรคในวันข้างหน้าเห็นว่า พรรคนี้ จริงใจที่จะ 'สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง' ตามที่พูดไว้

- ไม่ว่าจะในหรือนอกสภา

8.ไม่ทำ IO ไม่สร้างเฟกนิวส์ ไม่ล้างสมอง ไม่สร้างความแตกแยก แต่ใช้ความจริงใจ 

- ในการสร้าง (ให้เกิด) แนวร่วม ขบวนการด้อมลุงตุ๋ย ทั่วทุกภูมิภาค ทุกสาขาอาชีพ เพื่อมาช่วยกัน

9.ผมเป็นสมาชิกพรรคกรีน แต่โดนลุงตุ๋ยตกเรียบร้อยแล้ว

- นายหัวอย่าน้อยใจ ยังไงก็เขียวทั้งตัวและหัวใจ

***ใครที่อยากรู้ว่า 'นุจรีย์ ร้องขอความเป็นธรรม' เรื่องอะไร และช่วยได้จริงแค่ไหน ติดตามรับชมคลิปนี้ได้ที่นี่ >> https://youtu.be/-y-qpFrsZqc?si=Ito14ExcUxzx0LMI 

ILINK โชว์ผลประการปี 66 แตะ 6,965.19 ล้านบาท กำไรโต 31.41% จากปี 65 ตั้งเป้าปี 67 แตะ 7,002 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 9% ของรายได้

เมื่อวานนี้ (24 เม.ย.67) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2567 ในรูปแบบไฮบริด (Hybrid Meeting) ณ อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ (สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก) โดยมี กรรมการบริษัทฯ กรรมการอิสระ กรรมการบริหาร อาสาพิทักษ์สิทธิ์ ตัวแทนผู้สอบบัญชี และผู้ถือหุ้น เข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ปีงบประมาณ 2566 เผยถึงแผนการขับเคลื่อนธุรกิจ และทิศทางการเติบโตในอนาคต ตามยุทธศาสตร์ 'เติบโต อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพ' ให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมพิจารณารับทราบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น รวมถึงนำเสนอวาระสำคัญ เพื่อการพิจารณาอนุมัติของผู้ถือหุ้น ได้แก่ การอนุมัติงบการเงิน การจ่ายเงินปันผลประจำปี การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี การแต่งตั้งกรรมการใหม่ เป็นต้น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับ ผู้ถือหุ้นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย

สำหรับผลการดำเนินงาน และผลประกอบการ จากภาพรวมทั้ง 3 ธุรกิจ (ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ / ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ และธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์) ตลอดทั้งปี 2566 ที่ผ่านมา ทำรายได้พลิกบวก 4 ไตรมาสรวม 6,965.19 ล้านบาท ขานรับทำกำไรสำหรับงวดโดดเด่น อยู่ที่ 712.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 170.24 ล้านบาท พุ่งแรง 31.41% 

โดยรายได้จาก 'ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ' มีรายได้รวม 2,881.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 366.27 ล้านบาท หรือ 14.56% ทำกำไรสุทธิรวม 309.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.76 ล้านบาท หรือ 51.82% เมื่อเทียบกับปี 65 

ส่วน 'ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ' ซึ่งเป็นรายได้จากบริษัทย่อย IPOWER ทำรายได้ก้าวกระโดดจากธุรกิจรวม 1,329.18 ล้านบาท เติบโต 178.96 ล้านบาท หรือ 15.56% และทำกำไรสุทธิรวม 106.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.96 ล้านบาท หรือ 70.45% 

ในขณะที่มีรายได้จาก 'ธุรกิจโทรคมนาคม' 4 ไตรมาสรวม 2,754.94 ล้านบาท มีกำไรสุทธิรวม 295.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16.75 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 6% โดยในอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 10.74% ของรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 32% 

ถึงแม้จะทำรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับปี 65 นั้น แต่ในทางกลับกัน บริษัทย่อย ITEL กลับสามารถเพิ่มอัตราทำกำไรสุทธิเทียบกับยอดขายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตแบบมีคุณภาพได้เป็นอย่างดี ย้ำให้เห็นภาพชัดแล้วว่าทุกธุรกิจในเครือสามารถขับเคลื่อนดำเนินงานให้เป็นไปตามแบบแผน และประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ทำกำไรแตะจุดสูงสุดได้เป็นประวัติการณ์ 

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการประจำปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 0.39 บาท จากจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วทั้งสิ้น 543,632,325 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ หุ้นละ 1 บาท เป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้น 212.02 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 และกำหนดวันจ่ายปันผลในวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 นี้

สำหรับ ILINK ก่อตั้งบริษัทฯ ตั้งแต่ปี 1987 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ โดยได้สร้างปรากฎการณ์ด้วยการไปนำเทคโนโลยีสายสัญญาณ LAN (Local Area Network) เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นรายแรก และนำมาสร้างเป็นธุรกิจเริ่มต้น ได้แก่ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Import & Distribution) โดยการเติบโตต่อมาของกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ก็ยังคงมุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก ด้วยความเชื่อว่า เทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นปัจจัยที่สำคัญให้เกิดการปรับตัวของธุรกิจและการดำรงชีวิตของมวลมนุษยชาติ

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลัก และ 1 มูลนิธิฯ ดังต่อไปนี้...

- ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Import & Distribution Business)
- ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ (Turnkey Engineering Business)
- ธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้าเซ็นเตอร์ (Telecom Business & Data Center Business)
- มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ (Interlink Hai Jai Foundation)

- ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ เป็นธุรกิจเริ่มต้น และยังคงเป็นธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง และมีผลการดำเนินงานทั้งรายได้ และกำไร ที่เติบโตต่อเนื่องมาตลอดเป็นระยะเวลากว่า 37 ปี มีการดำเนินธุรกิจ โดย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทตั้งต้นของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และในปัจจุบันถูกจัดเป็น ผู้นำด้านเทคโนโลยีระบบสายสัญญาณ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ สายสัญญาณ LAN (Local Area Network Cable), สายสัญญาณใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable), สายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cable), สายสัญญาณความปลอดภัย (Security Control) และสายระบบควบคุมอัจฉริยะ (Control Cable) รวมทั้งตู้ 19 นิ้ว ใส่อุปกรณ์สื่อสาร (19"Rack Cabinets) เป็นต้น

ปี 2024 ธุรกิจจัดจำหน่ายได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยให้โลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น (Technology Transformation) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในตระกูล Super-S Series ที่มีความเพียบพร้อมทั้งความเป็น SMART ใช้งานได้หลากหลาย SMALL ทำให้มีขนาดกะทัดรัดติดตั้งง่าย ลดต้นทุนสายสัญญาณ และ SAVE  ซึ่งช่วยให้ประหยัดทั้งค่าติดตั้ง และค่าวัสดุในการติดตั้งโดยคาดว่า ผลิตภัณฑ์ในตระกูล Super-S Series จะได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดเอเชีย และจะสามารถรองรับเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 15 ปี ข้างหน้า ซึ่งผลิตภัณฑ์สายสัญญาณของ LINK AMERICAN มีการรับประกันยาวนาน 30 ปี

ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศอาเซียน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ LINK ที่ถือกำเนิดขึ้นสหรัฐอเมริกา หรือ เรียกว่า LINK AMERICAN และผลิตภัณฑ์ 19" GERMANY EXPORT RACK หรือ เรียกว่า GERMAN RACK โดยสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไม่น้อยกว่า 80% ในปัจจุบัน

- ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ ดำเนินงานโดย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยเน้นงานประมูลโครงการภาครัฐที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่บริษัทฯ หรือ กลุ่มบริษัทฯ มีประสบการณ์ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ได้แก่ โครงการสายเคเบิ้ลไฟฟ้าแรงสูงใต้น้ำ (High Voltage Submarine Cable), โครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (High Voltage Transmission Line), โครงการสายไฟฟ้าแรงสูงใต้ดิน (High Voltage Under Ground Cable), โครงการสถานีไฟฟ้าย่อยแรงสูง (High Voltage Substation) ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มบริษัทฯ มีผลงานที่ได้รับการรับรองจาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เป็นต้น

โดยที่ประเทศไทยยังคงต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสาธารณูปโภคพลังงานไฟฟ้าทำให้หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ PEA, MEA, EGAT ต้องออกมาประกวดราคาโครงการด้านระบบไฟฟ้าต่างๆ และด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงเป็นโอกาสให้ IPOWER ที่มีประสบการณ์ และผลงานเป็นที่ประจักษ์ สามารถเข้าไปประกวดราคา และได้รับการประกาศให้เป็นผู้ก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ได้ต่อเนื่องตลอดไป

- ธุรกิจคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ จากจุดเริ่มต้นที่กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ให้กับผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telecom Operator) และมีผลงานการติดตั้งโครงข่าย Fiber Optic ให้กับหน่วยงานภาครัฐมากมาย จึงได้นำจุดแข็ง (Strength) ทั้งสอง และเพิ่มด้วยสัมปทานการวางสาย Fiber บนเส้นรถไฟ และถนนทั่วไป บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) (ITEL) ได้นำจุดแข็งทุกอย่างมาก่อสร้างโครงข่าย Interlink Fiber Optic เพื่อให้บริการวงจรเช่าความเร็วสูงแก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคม หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทั่วไปที่ต้องการเชื่อมต่อข้อมูลการสื่อสารจากทุก ๆ สาขาเข้าด้วยกัน (Data Connectivity) โดยได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบมีโครงข่ายของตัวเอง จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และได้วางโครงข่าย Interlink Fiber Optic ไปทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย พร้อมให้บริการมายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว 

อีกทั้งยังได้ลงทุนก่อสร้าง 'ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์' Interlink Data Center ณ ศูนย์ Interlink R&D เพื่อให้บริการพื้นที่เช่า สำหรับ Data Center ของหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชน และ Cloud Web Service ให้หน่วยงานขนาดใหญ่ในต่างประเทศ และภายในประเทศ รวมทั้งภาครัฐด้วย ซึ่งในเวลาต่อมายังได้ร่วมทุนกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ด้านดาต้า เซ็นเตอร์ ของประเทศออสเตรเลีย ก่อสร้างศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์ ขนาดใหญ่ในชื่อ Etix Itel Bangkok Data Center เพื่อรองรับความต้องการระบบ Web Service ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศกำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก ตามนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐาในปัจจุบันอีกด้วย

จากอดีตจนถึงปัจจุบันที่ผ่านมา ITEL ยังสามารถใช้ประโยชน์จากทีมวิศวกรติดตั้ง และซ่อมบำรุงทั่วประเทศ ในการไปเข้าร่วมประมูลโครงการรับเหมาติดตั้ง และดูแลบำรุงรักษาโครงข่าย Fiber Optic ให้กับภาครัฐและให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมทั้งนำโครงข่าย Interlink Fiber Optic ไปก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างมากมายในโครงการต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตชายขอบ, อินเทอร์เน็ตทางไกล, โครงการเมืองอัจฉริยะต่างๆ เป็นต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top