Friday, 6 November 2026
Hard News Team

‘ก.พลังงาน’ สั่ง ‘กกพ.’ บี้ ‘ปตท.’ คืนค่าชอร์ตฟอล 4,700 ลบ. เล็งดึงเงินลดค่าไฟงวดสุดท้ายปี 67 ได้ 7.8 สต./หน่วย

(26 เม.ย. 67) แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสั่งให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ตรวจสอบการส่งผ่านราคาก๊าซธรรมชาติ 

กรณีผู้ผลิตไม่สามารถส่งมอบก๊าซฯ ได้ตามเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (ชอร์ตฟอล) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพิ่มเติมจากงวดแรก 4,300 ล้านบาท มีช่วงเวลาอื่นอีกหรือไม่ว่า ล่าสุดทาง กกพ. ได้รายงานผลการตรวจสอบราคาจัดหาก๊าซธรรมชาติของปตท. ระหว่างปี 56-63 พบตัวเลขส่วนต่างราคาชอร์ตฟอลที่ปตท. ซื้อก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย แต่ยังไม่ได้สะท้อนไปเป็นส่วนลดในราคาพูลแก๊สหรือราคารวม อีก 4,700 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ปตท. ต้องส่งคืน เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน หลังจากก่อนหน้านี้คณะกรรมการ หรือบอร์ดปตท. มีมติยอมส่งคืนราคาชอร์ตฟอล ระหว่างต.ค. 63 - ธ.ค. 65 เป็นมูลค่า 4,300 ล้านบาท เพื่อนำมาลดต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 29 เม.ย. คณะอนุกรรมการตรวจสอบการส่งผ่านราคาก๊าซธรรมชาติ กรณีผู้ผลิตไม่สามารถส่งมอบก๊าซได้ตามเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (ชอร์ตฟอล) จะประชุมพิจารณาตัวเลขส่วนต่างราคาชอร์ตฟอลรอบสอง มูลค่า 4,700 ล้านบาท

ก่อนเสนอให้กกพ.มีมติ และแจ้งไปยังปตท.ให้ดำเนินการต่อไป หากปตท.ยอมรับตัวเลขส่วนต่างราคาชอร์ตฟอล จะสามารถนำมาลดค่าไฟฟ้างวดสุดท้ายของปี 67 (ก.ย. - ธ.ค. 67) ได้ประมาณ 0.078 บาทต่อหน่วย หรือ 7.8 สตางค์

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 67 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน มีหนังสือถึงกกพ. สั่งให้ตรวจสอบชอร์ตฟอลเพิ่มเติมจากงวดแรก และให้ดำเนินงานการอย่างเร่งด่วน เมื่อได้ผลอย่างไรให้รายงานความคืบหน้าต่อรมว.พลังงานทุก 30 วัน

ซึ่ง กกพ.ได้ส่งหนังสือรายงานรมว.พลังงานเป็นระยะ จนพบข้อมูลตัวเลขล่าสุด โดยงวดแรกปตท.ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของกกพ. เนื่องจากมองว่า ปตท.คำนวณถูกต้องมาตลอด ตามการบริหารสัญญาซื้อขายก๊าซ 

แต่ทาง กกพ. ได้พิจารณายกอุทธรณ์ ทำให้ปตท.ต้องคืนค่าชอร์ตฟอลตามคำสั่ง ซึ่งครั้งนี้หากปตท.ไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง สามารถยื่นอุทธรณ์ และชี้แจงข้อเท็จจริงได้อีกเช่นกัน

มุกดาหาร -ทหารกกล.สุรศักดิ์มนตรี ยึดเรือบรรทุกกระเทียมกว่า 5 ตัน ขณะลักลอบนำข้ามแม่น้ำโขงมาส่งมุกดาหาร

เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.อ.กัญญณัต ไชยโอชะ รองเสนาธิการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (แถลงข่าว) หน่วยทหารร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงจังหวัดมุกดาหาร ตรวจยึดกระเทียมหนีภาษีกว่า 5 ตัน พร้อมเรือบรรทุก 

สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น วันที่ 24 เมษายน หมวดปืนเล็กที่ 2 กองร้อยทหารราบ กองบังคับการควบคุมที่ 1 (ร.3) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนกระเทียมหนีภาษีจากแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว มาขึ้นที่บริเวณบ้านบางทรายใหญ่ ม.1 ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร จึงได้สนธิกำลังกับหน่วยงานกรมประมง กอ.รมน.ภาค2 กองร้อย ทหารพราน 2105 หน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักข่าว กอ.รมน. ตำรวจน้ำและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง  นำกำลังเจ้าหน้าที่รุดไปตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง พบเรือเหล็กบรรทุกกระเทียมเต็มลำแล่นจากแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ากำลังจะเข้ามาจอดที่บริเวณท่าน้ำบ้านบางทรายใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงได้แล่นเรือเข้าไปประกบโดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร 1 นายได้กระโดดขึ้นไปบนเรือเพื่อที่จะบังคับให้คนขับเรือหยุด และได้เกิดการยื้อแย่งที่จะบังคับหางเสือเรือกระทั่งต่อมาคนขับเรือสู้แรงเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้จึงได้ทิ้งตัวลงแม่น้ำโขงหายไป  เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบพบกระเทียมจำนวน 274 กระสอบ น้ำหนัก 5,480 กิโลกรัม กระเป๋าสะพายข้างในมีบัตรประจำตัวคนขับเรือ1 ใบ จึงได้ทำการตรวจยึดไว้พร้อมกับเรือบรรทุกนำส่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรมุกดาหารเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ต่อมาเมียคนขับเรือบรรทุกกระเทียมชาวลาวอเข้าแจ้ง ตร.มุกดาหาร เชื่อสามีถูก จนท. ทำให้ตกเรือสูญหาย นางเดือน สีสว่าง อายุ 26 ปี อยู่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว พร้อมผู้ติดตามอีกประมาณ 40 คน ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เพื่อแจ้งความว่า เมื่อคืนวันที่ 24 เมษายน 2567 ตนได้รับแจ้งจากญาติที่อยู่ฝั่งอำเภอเมืองมุกดาหาร ว่าท้าวลำพอน อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นสามีได้ถูกเจ้าหน้าที่ถีบตกน้ำขณะขับเรือบรรทุกกระเทียมจะเข้าฝั่งที่บ้านบางทรายน้อย ซึ่งจนถึงขนาดนี้ยังหาตัวไม่พบ ไม่ทราบว่าเสียชีวิตหรือยัง จึงมาขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายให้ด้วย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259777

เรียนสาขาไหนดี? จบมา มีงานทำ แถม ‘รายได้สูง’

(26 เม.ย. 67) ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ‘Sompob Pordi’ โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ ‘เรียนอะไรได้ตังค์เยอะสุด?’ โดยระบุว่า…

โพสต์ที่แชร์มาเป็นของฝรั่ง ในบ้านเขา ปริญญาตรีที่ทำงานได้เงินมากที่สุด 3 สาขา คือ วิศวะคอมพิวเตอร์ ($80,000/ปี) วิศวะเคมี และคอมพิวเตอร์ซายเอนซ์ ($75,000 /ปี) โดยผู้ที่เรียนจบสามสาขานี้จะมีรายได้สูงกว่าผู้ที่เรียนจบสาขาสังคมสองเท่า

ใน 16 สาขาที่ทำเงินสูงสุด เกือบทั้งหมดเป็นวิศวกรรมศาสตร์ แทรกด้วย คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เภสัชศาสตร์ การเงิน วิเคราะห์ธุรกิจ

ส่วนสาขาวิชาที่รายได้ต่ำสุดก็ยังเป็นพวก liberal art หรือสายสังคม ประเภท มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์, เทววิทยา และ สาขาที่เกี่ยวกับการแสดง

ทั้งหมดนี้เป็นของฝรั่ง แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะฝรั่ง จีน แขก ไทย ก็ไม่ต่างกันแต่อย่างใด

เพราะเหตุนี้ หากประเทศเล็ก ๆ จน ๆ อย่างเราไม่ต้องการเป็นประเทศเล็ก ๆ จน ๆ ตลอดไป ก็ควรรีบปิดคณะ/มหาวิทยาลัยสายสังคมทิ้งซัก 90% ของปัจจุบัน แล้วเอางบประมาณ ทรัพยากร มาทุ่มให้กับสายอื่นที่มีประโยชน์ ที่คุณค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า รวมทั้งสายอาชีวะด้วย

ถ้าทำตามนี้ นอกจากประเทศจะมีความสามารถ มีศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ประชากรที่ฉลาดเท่ากับควาย ที่มีค่าแรงขั้นต่ำเป็นเป้าหมายในชีวิต ที่มีความฝันจะเป็นกาฝากสังคม เกาะกินสวัสดิการ จะลดลงด้วย

คอเพลงห้ามพลาด! 28 เม.ย. นี้ พวงเพ็ชร ชวนชม “ดนตรีในสวน เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10” ที่สวนรถไฟ

ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกวันที่ 28 เมษายน ของทุกเดือน ตลอดปี พ.ศ.2567 คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์การจัดงานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ได้กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมดนตรีในสวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยความร่วมมือของกรมประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร รวมถึงเหล่าศิลปิน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมรับฟังบทเพลงอันไพเราะและทรงคุณค่า เช่น เพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และบทเพลงทั่วไป ในบรรยากาศสวนสวยใจกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดปีมหามงคล และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ

โดยในวันที่ 28 เมษายน 2567 กิจกรรมดนตรีในสวน มีกำหนดจัดขึ้น ณ สวนวชิรเบญจทัศ หรือ สวนรถไฟ ประชาชนสามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป นอกจากบทเพลงจากวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์แล้ว ยังมีกลุ่มศิลปินนำโดย คุณโฉมฉาย อรุณฉาน และศิลปินรุ่นใหม่ จากการประกวดในรายการเพลงเอกร่วมขับร้องบทเพลงอันไพเราะ เช่น ธัช กิตติธัช แชมป์รายการเพลงเอกซีซัน 1 แบ๊งค์ เฉลิมรัฐ จุลโลบล แชมป์รายการเพลงเอกซีซัน 2 เซม ภานุรุจ พงพิทักษ์กุล แชมป์รายการเพลงเอกซีซัน 3 และ โอ๋ ชุติมา แก้วเนียม ผู้ร่วมประกวดรายการเพลงเอกซีซัน 2 

“ในปีมหามงคลนี้ ขอเชิญชวนประชาชนคนไทย ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยเข้าร่วมกิจกรรมที่รัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนทั่วประเทศ พร้อมใจจัดขึ้นตลอดทั้งปี สำหรับการจัดกิจกรรมดนตรี นับเป็น Soft Power สาขาหนึ่ง จาก 11 สาขา ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และเป็นสื่อกลางที่สร้างความสามัคคีกลมเกลียวของคนในชาติ ช่วยส่งเสริมความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุขภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์“ ดร.พวงเพ็ชร กล่าว

โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินโครงการ น้ำพระทัยพระราชทานตามพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยให้การสงเคราะห์และเลี้ยงอาหารแก่ประชาชนผู้ประสบภัย และผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน  และมีภารกิจหลักในการให้ความช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเปราะบางต่างๆ โดยใช้วิธีการและกระบวนการทางสังคมสงเคราะห์  เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของกลุ่มเปราะบางให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้และดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดบริการด้านสวัสดิการให้แก่ผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค  เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึง หรือนอกเหนือจากขอบเขตในการได้รับความช่วยเหลือจากสวัสดิการของภาครัฐในด้านต่างๆ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ  และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของกลุ่มเปราะบาง  

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2567 เวลา 14.00 น. การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน  (MOU)  ระหว่าง สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา / สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ /  มูลนิธิสมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ / หน่วยทันตกรรมจิตอาสาบุญญานุภาพ เพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม ในความอุปถัมภ์ของพระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ / สมาคมลูกกตัญญูแห่งชาติ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และสมาคมครัวเชฟจิตอาสา สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  มีการมอบเงินสนับสนุนโครงการน้ำพระทัยพระราชทาน โดยคุณรภัทร  สัญวัชญ์  จำนวน 200,000.- บาท (สองแสนบาทถ้วน) ภายในงานมีการแสดงบูธฝึกอบรมวิชาชีพ  โดยวิทยาลัยสารพัดช่างธนบุรี  บูธผลิตภัณฑ์ฝีมือคนพิการ สำนักส่งเสริมอาชีพและพัฒนา คนพิการ  สภาสังคมสงเคราะห์ฯ  ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ แยกตึกชัย  ถนนราชวิถี กรุงเทพฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว  ดังนี้

1.ร่วมมือกันขับเคลื่อน โครงการในการสงเคราะห์และเลี้ยงอาหารแก่ผู้ประสบภัยและผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน
2.ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการพัฒนาคุณภาพชีวิต  สุขอนามัยทีดี  การสร้างอาชีพและสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มผู้สูงอายุ  กลุ่มคนพิการ กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มสตรี และสถาบันครอบครัว ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  สามารถพึ่งตนเองได้และดำรงชีวิตอย่างปกติสุข
3.ร่วมมือกันสนับสนุนบทบาทความคิดริเริ่มในการส่งเสริมความเข้มแข็งของการสร้างจิตอาสา  อาสาสมัคร เครือข่ายองค์กรสมาชิก ตลอดจนชุมชนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อกระตุ้นคุณภาพชีวิตของประชาชน

‘ไทย’ ครองอันดับ 1 ประเทศน่าไปเยือนที่สุดในโลกปี 2024 ชนะขาดด้วยคะแนน 72.15 จากผลสำรวจของ CEOWORLD

(26 เม.ย. 67) ถือเป็นเรื่องราวน่ายินดีสำหรับคนไทย เมื่อเว็บไซต์นิตยสารชื่อดังอย่าง CEOWORLD Magazine จัดอันดับประเทศในโลกที่ควรเยี่ยมชมที่สุดในชีวิตปี 2024

นิตยสาร CEOWORLD รวบรวมรายชื่อประเทศในโลกที่ควรไปเยือนในช่วงชีวิต โดยการจัดอันดับอิงตามความคิดเห็นจากผู้อ่านมากกว่า 295,000 ราย ถือเป็นระดับการมีส่วนร่วมสูงสุดในประวัติศาสตร์ของนิตยสาร

ปรากฎว่าประเทศไทยติดอันดับ 1 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนน 72.15 ตามมาด้วย ประเทศกรีซ คะแนน 67.22, ประเทศอินโดนีเซีย คะแนน 65.15, โปรตุเกส คะแนน 64.32, ศรีลังกา คะแนน 60.53

ทั้งนี้ เว็บนิตยสารดังกล่าวระบุไว้ว่า ประเทศไทยประกอบด้วยความหลากหลาย เช่น สถานบันเทิงยามค่ำคืน, อาหารอร่อย, ศิลปะและวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา, แหล่งช็อปปิ้งที่ดีเยี่ยม, แม่น้ำลำคลองที่คดเคี้ยวอย่างสวยงาม, วัดวาอาราม, ตลาดกลางคืน

หากมองหาความสงบในช่วงวันหยุดควรไปเกาะบางกระเจ้า ที่ตั้งอยู่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งห่างจากความวุ่นวายของเมืองที่มีวัด ตลาดน้ำ สวนสาธารณะสุดพิเศษ รวมถึงบ้านที่มีเรื่องราว

ผบช.ภ.4 เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ สดุดีตำรวจกล้าอย่างสมเกียรติ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว และดูแลสิทธิประโยชน์

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.67 พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.อ.เวหา สายสิงห์ อายุ 59 ปี รอง สวป.สภ.ผาขาว จ.เลย ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ขณะขับรถพาตัวนายวัชรากร ผู้ป่วยจิตเวช ไปฉีดยารักษาที่โรงพยาบาลผาขาว ก่อนที่นายวัชรากร    เกิดอาการคุ้มคลั่งในรถ จึงได้ต่อสู้และยื้อแย่งพวงมาลัยรถ จนเสียการควบคุม พลิกคว่ำลงข้างทาง     เป็นเหตุให้ ร.ต.อ.เวหา เสียชีวิต และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดที่ ถนนสายบ้านโนนสมบูรณ์-บ้านหนองตานา ต.ท่าช้างคล้อง อ.ผาขาว จ.เลย

พิธีพระราชทานเพลิงศพถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ที่วัดศิริมงคล อ.ผาขาว จ.เลย  ท่ามกลางข้าราชการตำรวจ และผู้ร่วมพิธีจำนวนมาก โดย พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 ได้ให้กำลังใจและแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวของ ร.ต.อ.เวหา  นอกจากนี้ ยังได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวของ ร.ต.อ.เวหา และข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ด้วย  

สำหรับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ที่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวจะได้รับ ได้แก่ ข้าราชการตำรวจผู้เสียชีวิตจะได้รับการเลื่อนยศตามสิทธิ, ได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , เงินช่วยเหลือจากสมาคมแม่บ้านตำรวจ , เงินกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตฯของตำรวจภูธรภาค 4 , เงินกองทุน พล.ต.อ.สันติ เพ็ญสูตร , และเงินสิทธิประโยชน์ช่วยเหลืออื่น ๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 3.7ล้านบาท และหากผู้เสียชีวิตมีทายาท สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะดำเนินการบรรจุให้เข้ารับราชการตำรวจ เมื่อสำเร็จการศึกษาตามที่เงื่อนไขได้กำหนดไว้

ผบช.สตม. สั่งเข้ม ปราบปรามคนต่างด้าวลอบทำงานต้องห้าม แย่งอาชีพคนไทยย่านประตูน้ำ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบคนต่างด้าวผิดกฎหมาย 13 ราย

พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. รับนโยบาย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดยกระดับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม โดยเฉพาะความผิดที่เกี่ยวกับคนเข้าเมือง และความผิดเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวในลักษณะงานต้องห้ามหรือลักษณะแย่งอาชีพคนไทยซึ่ง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างและอยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่รับผิดชอบงานสืบสวน เน้นการบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2567 พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในสังกัด กก.สืบสวน บก.ตม.1 สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่จากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และ สน.พญาไท กว่า 20 นาย ประชุมวางแผนเพื่อเข้าตรวจสอบบุคคลต่างด้าวหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม ที่ลักลอบเร่ขายสินค้า และขายของหน้าร้าน ในลักษณะไม่มีนายจ้างเป็นคนไทยแต่เป็นการกระทำด้วยตนเอง อยู่บริเวณจุดต่างๆ ในย่านประตูน้ำ ใกล้โรงแรมแห่งหนึ่งในเขตราชเทวี กทม. ซึ่งได้รับการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสจากประชาชน ทั้งทางช่องทางสื่อกระแสหลัก และโซเชียลมีเดีย

กระทั่ง เวลาประมาณ 18.30 น. ของวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจสอบตามจุดต่างๆ ตามที่ได้สำรวจเป้าหมายไว้ ระหว่างตรวจสอบกลุ่มคนต่างด้าว ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่เป็นคนต่างด้าวผิดกฎหมาย และกลุ่มที่มีเอกสารถูกต้อง แต่ทำงาน ในลักษณะผิดเงื่อนไขหรืองานต้องห้ามโดยเฉพาะงานเร่ขายสินค้าและงานขายของหน้าร้าน  ปฏิบัติการดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ สามารถควบคุมตัวคนต่างด้าวไว้ได้จำนวนทั้งสิ้น 13 คน มาตรวจสอบจำแนกโดยละเอียดอีกครั้งโดยใช้รถบรรทุกควบคุมผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ได้เตรียมไว้  

ผลการตรวจสอบโดยละเอียดพบว่าส่วนใหญ่เป็น บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 12 คน สัญชาติลาว 1 คน 

แบ่งเป็นความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย” 5 คน และ ความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิ์ที่จะกระทำได้ 8 คน ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดี และผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

อนึ่ง สตม.ขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนทุกท่านทราบว่า บุคคลต่างด้าวทุกสัญชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักร นอกจากจะต้องเข้ามาตามช่องทางอนุญาตตามกฎหมายและได้รับการตรวจลงตราโดยถูกต้องแล้ว ยังมีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งที่พักอาศัยต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และหากประสงค์จะทำงานในประเทศไทยจะต้องดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยนายจ้างที่รับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีโทษปรับสูงสุดถึง 100,000 บาท ในส่วนของเจ้าของบ้านหรือผู้ครอบครองเคหสถานยังมีหน้าที่ในการแจ้งต่อ สตม. เมื่อมีบุคคลต่างด้าวเข้ามาพักอาศัยในสถานที่ที่อยู่ในความดูแลของตน ซึ่ง สตม. จะมีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามคนต่างด้าวที่เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งนี้หากผู้ใดให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ จะมีความผิดตามมาตรา 64 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแส การกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง หมายเลขโทรศัพท์ 1178 จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘บิ๊กป้อม’ ประกาศ ‘พลังประชารัฐ’ เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมทันสมัย อุดมการณ์แน่วแน่ ‘ปกป้องสถาบัน ทันสมัยเศรษฐกิจ มีชีวิตที่สดใส’

(26 เม.ย. 67) พรรคพลังประชารัฐ ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2567 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตัวแทนภาค และตัวแทนสาขา และสมาชิกพรรค เข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพปชร., ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค, พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ นายทะเบียนพรรค, นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรค, นางสาวตรีนุช เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา, นายสกลธี ภัททิยกุล, นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์, นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร

โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวเปิดการประชุมว่า สวัสดี สมาชิกพรรคพลังประชารัฐทุกท่าน วันนี้เป็นการประชุมใหญ่สามัญของพรรคพลังประชารัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 43 กำหนดให้พรรคการเมืองต้องจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมา เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองเพื่ออนุมัติภายในเดือนเมษายนของทุกปี ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ผู้แทนสาขา พรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมือง ประจำจังหวัด สมาชิกพรรค จำนวนทั้งหมด เกินกว่า 250 คนครบองค์ประชุม ตามที่กฎหมายกำหนด

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ช่วงเวลา 1 ปี ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารพรรคร่วมกับ คณะกรรมการยุทธศาสตร์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ขับเคลื่อนการทำงานให้เป็นไปตามอุดมการณ์และเจตจำนงของพรรคทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ให้มีสวัสดิการที่ดี มีรายได้ มีความสุข ทุกครอบครัว และเพื่อเร่ง พัฒนาประเทศ ให้เจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้พรรคฯ เป็นที่ศรัทธาของพี่น้องประชาชนเพิ่มมากขึ้น พรรคจึงได้เตรียมปรับตัวเองให้สอดรับกับสถานการณ์ และเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับ ของพี่น้องประชาชน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มอาชีพ ให้มากยิ่งขึ้น

”วันนี้พรรคพลังประชารัฐจึงขอประกาศตัวเองว่า เราขอเป็นพรรค ‘อนุรักษ์นิยมทันสมัย’ ที่มีอุดมการณ์แน่วแน่ ในการปกป้องสถาบันและบริหารเศรษฐกิจ ที่ทันสมัยเพื่อสร้างชีวิตที่สดใส ให้กับคนไทย ทั้งประเทศ 66 ล้านคน ด้วยสโลแกนใหม่ ที่เห็นอยู่บนเวทีนี้ คือ ‘ปกป้องสถาบัน ทันสมัยเศรษฐกิจ มีชีวิตที่สดใส’ โดยเมื่อถึงเวลา ที่เหมาะสมซึ่งอีกไม่นานนัก พรรคจะได้ประกาศรายละเอียดทั้งหมดอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง”

สำหรับการประชุมดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดให้พรรคการเมืองมีการจัดประชุมเพื่อรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีและงบการเงินของพรรคการเมือง ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาในหลายประเด็น โดยเฉพาะการแก้ไขข้อบังคับเรื่องระเบียบการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการขับเคลื่อนพรรคให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันตามแนวทาง ‘อนุรักษ์นิยมทันสมัย’

จากนั้น นายไพบูลย์ ได้แถลงผลการประชุม ซึ่งในการประชุมวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีวาระการพิจารณาที่สำคัญ เรื่องการแก้ไขข้อบังคับพรรคให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย แก้ไขข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ. 2566 มีการแก้ไข 9 ข้อ และจากการพิจารณาตรวจสอบงบการเงินประจำปี 2566  ผลการดำเนินงานได้ดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานการดำเนินงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ซึ่งพรรคพปชร. มีรายได้ทั้งสิ้น 321.875 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 328 ล้านบาท ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 60,970 ราย

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมพิธีปิดฉาก "สองเล เกมส์" – นักกีฬาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 ครองถ้วยพระราชทานฯ คะแนนรวมสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

วานนี้ (25 เมษายน 2567) เวลา 16.00 น. พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีปิดการแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครั้งที่ 10 ประจำปี 2567  "สองเลเกมส์" ที่สนามกีฬาราชนิเวศน์กรีฑาสถาน กองกำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษ (ค่ายพระรามหก) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา , พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน  พร้อมคณะผู้บริหาร และผู้ร่วมการแข่งขัน ร่วมในพิธี

การแข่งขันในครั้งนี้ มีกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2567 มีการชิงชัย 7 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา แชร์บอล เซปักตะกร้อ เปตอง ฟุตบอล 7 คน วอลเลย์บอล สแต็ค และกีฬาพื้นบ้าน  มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่กว่า 1,400 คน จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 222 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมการแข่งขัน

สำหรับผลการแข่งขันฯ รางวัลชนะเลิศคะแนนรวม ครองถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4  (29 เหรียญทอง 11 เหรียญเงิน 15 เหรียญทองแดง) และกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1, 2 และ 3 ตามลำดับ

ในช่วงท้ายได้มีพิธีส่งมอบธงการแข่งขันกีฬาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ให้กับกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันในปีหน้า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top