Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

20 พฤษภาคม พ.ศ. 2445 'คิวบา' ได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ  แต่ยังคงถูกแทรกแซงกิจการภายในมาโดยตลอด

'ประเทศคิวบา' ในอดีตเป็นอาณานิคมของสเปนร่วม 400 ปี และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่รบชนะสเปนแล้วเข้ายึดครองคิวบาและหมู่เกาะฟิลิปปินส์จากสเปนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว โดยสหรัฐอเมริกาได้ให้เอกราชแก่คิวบาเมื่อ พ.ศ.2445 แต่ยังไว้สิทธิในการแทรกแซงกิจการภายในของคิวบามาโดยตลอด ต่อมาได้เกิดกบฏนายสิบที่นำโดยสิบเอกฟุลเคนเซียว บาติสตา ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ.2476 ซึ่งบาติสตาได้ครองอำนาจในคิวบาอยู่นานถึง 25 ปี เนื่องจากมีนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเข้มงวด

รัฐบาลของบาติสตาได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนของบริษัทต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาและบรรดากลุ่มมาเฟียต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาก็ได้ขยายการปฏิบัติการมาที่เกาะคิวบา ซึ่งอยู่ห่างจากมลรัฐฟลอริดาเพียง 144 กิโลเมตรเท่านั้น จึงสร้างความมั่งคั่งให้กับบาติสตาอย่างมหาศาลด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงจนกระทั่งนายฟิเดล คาสโตร ทนายความหนุ่มได้ก่อตั้งขบวนการใต้ดินออกหนังสือพิมพ์โจมตีรัฐบาลบาติสตาและได้รวบรวมสมาชิกตั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธเข้าต่อสู้กับทหารเพื่อปลุกเร้าประชาชนคิวบาให้ลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลบาติสตาตามแบบการต่อสู้ของชาวคิวบาในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากสเปนในอดีตใน พ.ศ.2495 โดยคาสโตรได้นำกองกำลัง 165 คน เข้าโจมตีค่ายทหารมอนคาดา ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเกาะในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2496 แต่กลับถูกตีโต้กลับแตกพ่ายไป และคาสโตรถูกจับจำคุก 1 ปี และเนรเทศไปอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก

ที่ประเทศเม็กซิโกนี่เองที่คาสโตรได้พบกับเช กูวารา นายแพทย์หนุ่มชาวอาร์เจนตินาผู้มีอุดมการณ์ตรงกัน ดังนั้น ทั้ง 2 คนได้รวบรวมกลุ่มสมัครพรรคพวกชาวคิวบาตั้งเป็นขบวนการ 26 กรกฎาคม แล้วลักลอบกลับมายังคิวบาพร้อมกำลังพล 85 คนอีกใน พ.ศ.2499 หลังจากความพ่ายแพ้ในช่วงแรก ๆ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนยุทธวิธีการรบเป็นรูปแบบทำสงครามกองโจรต่อสู้กองทัพของบาติสตาอย่างมีประสิทธิภาพจนเป็นผลให้บาติสตาต้องหนีออกนอกประเทศคิวบาใน พ.ศ.2502

ฟิเดล คาสโตร ได้มาเป็นผู้ปกครองคิวบาแบบเผด็จการและเริ่มแสดงท่าทีเอนเอียงไปมีความความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตผู้นำกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐอเมริกา ทำให้สหรัฐอเมริกาโดยหน่วยงานซีไอเอได้จัดการฝึกและติดอาวุธให้กับกองทัพชาวคิวบาพลัดถิ่นที่อยู่ในอเมริกากลับไปบุกยกพลขึ้นบกที่อ่าวหมู คิวบาใน พ.ศ.2504 เพื่อล้มรัฐบาลคาสโตร แต่ต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง รัฐบาลอเมริกันต้องเสียศักดิ์ศรีและต้องจ่ายเงินและรถแทรกเตอร์เป็นจำนวนมาก เพื่อไถ่ตัวทหารคิวบาพลัดถิ่นกลับมายังสหรัฐอเมริกา แต่หน่วยซีไอเอยังคงพยายามลอบสังหารคาสโตรอีกนับครั้งไม่ถ้วน และสหรัฐอเมริกายังลงโทษทางเศรษฐกิจต่อคิวบาด้วยการไม่ค้าขายด้วย รวมทั้งแช่แข็งทรัพย์สินของคิวบาที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาเพื่อการตอบโต้การที่ทางการคิวบายึดทรัพย์สินของชาวอเมริกันที่ทำธุรกิจอยู่ในคิวบาเป็นเวลายาวนานร่วม 5 ทศวรรษ

เพื่อเป็นการป้องกันตัว คาสโตรได้อนุญาตให้สหภาพโซเวียตติดตั้งฐานยิงจรวดหัวรบนิวเคลียร์และเก็บอาวุธนิวเคลียร์บนเกาะคิวบาซึ่งอยู่ห่างจากสหรัฐอเมริกาเพียง 144 กิโลเมตร สามารถที่ยิงขีปนาวุธเข้าใส่สหรัฐอเมริกาอย่างง่ายดาย จึงนำไปสู่เหตุการณ์วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาใน พ.ศ.2505 เกือบจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้นเลยทีเดียว แต่วิกฤตการณ์ขีปนาวุธสงบลงได้ โดยทางสหรัฐอเมริกาต้องยอมให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้กำลังทหารบุกโจมตีคิวบาโดยเด็ดขาด และสหภาพโซเวียตก็ยอมถอนอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดออกจากคิวบา

คาสโตรได้เปลี่ยนแปลงการปกครองคิวบาให้เป็นคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ใน พ.ศ.2504 ใน พ.ศ.2508 คาสโตรได้เป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งตั้งขึ้น ขณะที่พรรคการเมืองอื่นถูกยุบ จากนั้นเขานำการเปลี่ยนแปลงคิวบาสู่สาธารณรัฐสังคมนิยม ยึดอุตสาหกรรมไปเป็นของรัฐและนำสาธารณสุขถ้วนหน้าและการศึกษาแบบให้เปล่า เช่นเดียวกับการปราบปรามการต่อต้านภายใน คาสโตรได้ริเริ่มคณะแพทย์คิวบาผู้ซึ่งทำงานทั่วโลกกำลังพัฒนา และช่วยเหลือกลุ่มสังคมนิยมปฏิวัติต่างประเทศหลายกลุ่มด้วยการส่งทหารคิวบาไปช่วยรัฐบาลคอมมิวนิสต์หลายประเทศรบ ด้วยหวังว่าจะโค่นทุนนิยมโลก

ซึ่งก่อนหน้านี้สหายของเขาคือ 'เช กูวารา' ก็ได้ไปปฏิบัติการทางทหาร เพื่อช่วยการปฏิวัติของประเทศโบลิเวียและถูกสังหารที่นั่นอีกด้วย

เมื่อประเทศสหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลงเมื่อ พ.ศ.2534 ทำให้เศรษฐกิจของคิวบาเกือบล่มสลายทำให้คิวบาต้องผ่อนปรนการใช้การบริหารเศรษฐกิจทั้งหมดโดยรัฐบาลกลางผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ซึ่งมีต้นแบบมาจากสหภาพโซเวียต ซึ่งก็ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายไปแล้ว (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยก็ได้ต้นแบบมาจากสหภาพโซเวียตด้วย) และเริ่มมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ ยิ่งกว่านั้นคิวบายังได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการเงินจากจีนและเวเนซุเอลา

ใน พ.ศ.2549 คาสโตรต้องเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ เขาจึงส่งต่ออำนาจให้กับราอูล คาสโตร น้องชายผู้ร่วมรบกับเขามาโดยตลอด และใน พ.ศ.2558 สหรัฐอเมริกาได้ตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับคิวบาอีกครั้งภายหลังที่ตัดสัมพันธ์กันมา 54 ปี ในสมัยของประธานาธิบดีราอูล คาสโตร นี่เอง

การจากไปของฟิเดล คาสโตร เป็นการจากไปของนักปฏิวัติที่อยู่ยั้งยืนยงและสามารถต้านทานการโจมตีอย่างหนักและต่อเนื่องจากประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาได้ถึง 11 คน นับได้ว่าเป็นชายชาตรีโดยแท้

‘อาจารย์แอม’ เตรียมดัน ‘ยันต์ลาบูบู้’ ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ลั่น!! ไม่ได้สักมั่วซั่ว ‘เรียกทรัพย์-เมตตา-มหานิยม’ ตามฐานดวง

(19 พ.ค.67) จากกรณีคลิปที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารย์ในโลกโซเชียล เมื่อผู้ใช้ติ๊กต็อกชื่อว่า ‘ajarnamsri6599’ ซึ่งเป็นช่องของ อาจารย์แอม ศรีพรหมญาณ คุ้มเศรษฐีหมื่นยันต์ สำนักสักยันต์อาจารย์สีหราช หมื่นยันต์ ได้แชร์ลายสักที่เป็นรูปลาบูบู้ ที่แขน พร้อมลงยันต์รอบ ๆ จนชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์จำนวนมาก

ล่าสุด อาจารย์แอม ศรีพรหมญาณ คุ้มเศรษฐีหมื่นยันต์ ได้เปิดเผยว่า จริง ๆ แล้วคนที่สักเป็นน้องสาวของอาจารย์เอง ซึ่งที่บ้านคลั่งไคล้การจุ่มกล่องสุ่มมาก ๆ ทั้งลูกสาว 2 คนของตน ก็ชอบมาก ๆ เวลาไปช้อปปิ้งเขาก็มักจะพูดถึงกล่องสุ่มตลอดเวลา ที่บ้านของตนจึงมีกล่องสุ่มเยอะมาก ทุกรุ่นทุกแบบเต็มไปหมด

จนพ่อของเขา อาจารย์สีหราช หมื่นยันต์ เจ้าของสำนักสักยันต์อาจารย์สีหราช หมื่นยันต์ สามีของตน ก็เลยออกแบบวาดรูปยันต์ลาบูบู้ขึ้นมา ซึ่งอาจารย์สีหราชเองก็ไม่เคยเห็นตัวจริง ดูตามติ๊กต็อกตามรูปต่าง ๆ ที่ลูกสาวเปิดให้ดู แล้วก็บอกกับลูกว่าต้องมีเงินก่อนถึงจะไปซื้อได้ ถึงได้ออกมาเป็นลายยันต์นี้

โดยวันนั้นน้องสาวของตนมาช่วยเลี้ยงหลาน และน้องสาวของตนก็ชอบลาบูบู้มากเช่นเดียวกัน ก็เลยได้สักยันต์ตามลายนั้นเลย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ลงสีต้องนัดมาลงสีอีกครั้ง

ซึ่งยันต์ลาบูบู้ที่อาจารย์สีหราชออกแบบเป็นยันต์ที่ลงคาถาถูกต้อง เพราะอาจารย์สีหราชมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้อยู่แล้ว และยันต์นี้จะเน้นในทางเมตตาค้าขาย มหานิยม ธุรกิจ โภคทรัพย์ อาจารย์สีหราชก็คิดว่า ลูกมาขอเงินไปซื้อ หรือคนที่จะมีเงินเท่านั้นถึงจะไปซื้อลาบูบู้ได้ ก็เลยเขียนยันต์ไปในสายโภคทรัพย์เมตตา

อาจารย์แอม กล่าวต่อว่า ยังไม่เคยสักลายนี้ให้ใคร น้องสาวเป็นคนแรก ซึ่งก็มีคนทักมาถามเยอะมองว่าเป็นเรื่องตลกบ้างอะไรบ้าง แต่ตนไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะพุทธคุณเขียนถูกต้อง และเชื่อในสิ่งที่สัก คิดดี ทำดี พูดดี ไม่ได้เป็นบุคคลที่ทำความเสื่อมเสียอะไร

การสักก็อยู่ที่ความเชื่อความศรัทธา แต่จริง ๆ แล้วจะสักยันต์ตามฐานดวงเป็นหลัก ยันต์นี้เป็นยันต์ครอบครัว เป็นยันต์ที่ลูกสาวอยากได้ และหาใครสักให้ไม่ได้ก็เลยทำขำ ๆ กันในครอบครัว

ส่วนคนอื่น ๆ ที่อยากสักแบบนี้ก็สามารถสักให้ได้แต่ต้องมีพุทธคุณที่ถูกต้อง แต่จะแนะนำก่อนไม่ใช่ว่าสักให้ได้ทุกคน อันนี้เป็นยันต์ที่ครอบครัวสักขึ้นมาเอง ถ้าลูกศิษย์ที่ศรัทธาอยู่แล้วจะรู้ว่าตนสักเฉพาะยันต์ตามดวงชะตา จะมีการตรวจสอบยันต์ที่ตรงตามดวงชะตาก่อนสัก ไม่ได้คิดจะสักอะไรก็สักไปเลย ไม่ได้เกาะกระแสอะไรอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม อาจารย์เชื่อว่าคนที่มองด้านลบส่วนมากไม่ได้รู้จักตัวตนเรา เราจะไม่เสียเวลาอธิบายและจะบอกว่าการสักแบบนี้มันอยู่ที่ความชอบ ไม่ว่าตัวการ์ตูนอะไรก็สามารถสักได้ แค่เอามาใส่อักขระยันต์เพิ่มเติม

อยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วยันต์ไทยสามารถเป็นซอฟต์พาวเวอร์ได้ ถ้านำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง และนำไปใช้ในบุคคลที่คู่ควร ไม่ใช่ว่าจะสักให้มั่วซั่ว ก่อนจะโพสต์หรือมีความคิดในเชิงลบ ควรจะรู้จักตัวคนนั้นก่อน ตนไม่ได้ใช้กระแสตรงนี้เพื่อที่จะดันตัวเองให้ดังอยู่แล้ว

หนูน้อยชาวจีน คิดถึงแม่ผู้ล่วงลับ ‘วิดีโอคอล’ หาป้า เผย!! ‘หน้าป้า’ เหมือน ‘หน้าแม่’ ได้เห็นแล้ว ช่วยฮีลใจ

(19 พ.ค.67) เป็นไวรัลเรียกน้ำตาได้ไม่น้อย เมื่อเด็กชายคนหนึ่งในมณฑลหูหนาน ของจีน ทนคิดถึงแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วไม่ไหว จึงวิดีโอคอลหาป้าพร้อมเผยเหตุผลสุดบีบหัวใจ

โดยเด็กชายได้เลือกโทรหาป้าคนที่สอง เพราะเธอมีหน้าตาคล้ายกับแม่มาก เมื่อได้เห็นหน้าป้า จึงทำให้เด็กชายรู้สึกเหมือนได้เจอแม่อีกครั้ง

“คุณป้าครับ ผมคิดถึงแม่ ป้าดูเหมือนแม่ของผมเลย ผมเห็นป้าแล้วรู้สึกเหมือนได้เจอแม่อีกครั้ง ผมอยากเจอป้าจัง” เด็กชายกล่าว

ด้านป้าของเด็กชายเล่าว่า ช่วงค่ำของวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา จู่ ๆ หลานชายก็วิดีโอคอลมาหา โดยบอกว่าคิดถึงแม่ที่เสียชีวิตไป และบอกว่าเธอหน้าเหมือนแม่ของเด็กชายมาก เพราะคิดถึงแม่ก็เลยอยากเจอแม่ เด็กชายจึงเลือกโทรหาเธอ

นอกจากนี้ เธอยังเผยความรู้สึกในใจว่า ไม่ใช่แค่หลานชายที่จะร้องไห้ สำหรับเธอแล้ว การได้เห็นหน้าหลานชาย มันก็เหมือนการได้เห็นน้องสาวที่เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน และเธอก็สัญญาว่าเธอจะทำหน้าที่เป็นป้าที่ดี ให้ความรักและความเอาใจใส่หลานชายให้ดีที่สุด

“หลานชายของฉันคล้ายกับน้องสาวของฉัน และฉันก็เหมือนแม่ของหลาน เราต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ฉันเชื่อว่าหลานชายของฉันจะเติบโตอย่างมีความสุขแม้ไม่มีแม่” ป้าของเด็กชายกล่าวทิ้งท้าย

ร้านกาแฟในนิวยอร์ก ชง ‘ลาเต้ทุเรียน’ รสชาติหวานหอม ขึ้นแท่นเมนูขายดี!! เพราะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์

(19 พ.ค.67) ปัจจุบันมีเมนูเครื่องดื่มครีเอทมากขึ้น มีการนำวัตถุดิบต่าง ๆ มาผสมผสานจนเกิดเป็นเมนูใหม่ให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง เช่นเดียวร้านกาแฟในนิวยอร์กแห่งนี้ ที่ได้หยิบ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้เข้ามาอยู่ในเมนูด้วย.

เว็บไซต์นิวยอร์กโพสต์ได้รายงานว่า ร้านกาแฟ ‘Not As Bitter’ ได้ผุดเมนูลาเต้สุดแปลกใหม่ เพิ่มความเข้มข้นของกาแฟด้วยส่วนผสมที่ดุร้ายที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือ ‘ทุเรียน’ ราชาผลไม้ที่มีเปลือกภายนอกแหลมคม ดูเหมือนอาวุธในระยะประชิดในยุคกลาง และเป็นที่เลื่องลือเรื่องกลิ่นฉุน

‘เจฟฟรี่ หวัง’ เจ้าของร้านเผยว่า ทางร้านคัดเลือกผลไม้สดใหม่ทุกวัน โดยเป็นทุเรียนจากไทยหรือมาเลเซีย ซึ่งรสชาติสุดเอกลักษณ์ของลาเต้แก้วนี้ ออกมาดีอย่างน่าประหลาดใจ

“เครื่องดื่มนั้นรสชาติดีมาก เพราะมันหวาน มันเพิ่มรสชาติให้กับกาแฟ และเพิ่มความนัว ความครีมมี่ลงไปด้วย” บาริสต้าซึ่งมาจากเทียนจิน ประเทศจีน กล่าว

สำหรับเมนูลาเต้ทุเรียนนั้น ทางร้านได้รับแรงบันดาลใจจากเทรนด์ในประเทศจีน ที่มักผสมเครื่องดื่มกับผลไม้และอื่น ๆ มากมาย โดยวางขายในราคา 8.50 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 300 บาท ซึ่งทางร้านยังมีเมนูที่ผสมผสานวัตถุดิบสุดแปลกใหม่อีกมากมาย เพียงแต่ลาเต้ทุเรียนค่อนข้างได้กระแสตอบรับดีมากกว่าเมนูที่ผสมผลไม้อื่น ๆ

ร้านค้าในนิวยอร์ก กำลังทยอยปิดตัวลง เพราะไปต่อไม่ไหว ชี้!! ‘คดีลักขโมย’ ระบาดอย่างหนัก เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว

(19 พ.ค.67) มหานครนิวยอร์กมีการแจ้งความเกี่ยวกับเหตุขโมยของ 21,578 คดี ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2024 จนถึงวันที่ 12 พฤษภาคม เพิ่มขึ้น 5% จากระดับ 20,552 คดี จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยที่ในแมนฮัตตันเพียงเขตเดียว มีคดีขโมยของจากห้างค้าปลีกถึง 8,896 คดี

อาชญากรรมดังกล่าวแพร่ระบาดรุนแรงหนักมากเสียจน เครือข่ายห้างค้าปลีกดังระดับชาติ อย่าง ทาร์เก็ต ซีวีเอส และวอลกรีนส์ ต้องปิดทำการไปแล้วหลายสาขา และพับแผนขยายสาขาเข้าลิ้นชัก

ห้างทาร์เก็ต แถลงว่าในช่วงปลายปีที่แล้ว พวกเขาได้ปิดทำการสาขาต่างๆ 9 แห่งใน 4 รัฐ ในนั้นรวมถึงในฮาร์เลม สืบเนื่องจากเหตุลักขโมย 

เราไม่อาจปฏิบัติการสาขาต่างๆ เหล่านี้ต่อไปได้ เพราะเหตุขโมยและอาชญากรรมค้าปลีกอย่างเป็นระบบ ที่คุกคามความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้าของเรา และทำให้ผลงานทางธุรกิจอยู่ในภาวะไม่ยั่งยืน

นายหน้าค้าปลีกรายหนึ่งในแมนฮัตตัน ระบุว่าในขณะที่รูปแบบการชอปปิ้งได้เปลี่ยนไป ผู้คนหันไปซื้อของทางออนไลน์มากขึ้น แต่เหตุลักขโมยก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เครือข่ายค้าปลีกทั้งหลายตัดสินใจปิดสาขาต่างๆ เช่นกัน

โจเซฟ เกียคาโลเน นายตำรวจปลดเกษียณแล้ว จากกรมตำรวจนิวยอร์ก และเป็นศาสตราจารย์รับเชิญ ณ วิทยาลัยการศึกษากระบวนการยุติธรรม จอห์น เจย์ ระบุว่าส่วนหนึ่งของปัญหาคือ การที่พวกนักการเมืองเมินเฉยต่อเหตุขโมยของในห้างค้าปลีก แทนที่จะพุ่งเป้าให้ความสำคัญกับมัน

พวกนักการเมืองบอกกับเราว่า การขโมยของไม่ใช่ปัญหา เกียคาโลน กล่าว จากนั้นแทบในทันทีทันใด เราเริ่มพบเห็นปัญหานี้เกิดขึ้น เพราะว่ามากมายในอาชญากรรมเหล่านี้ถูกลดระดับความสำคัญโดยตัวนักการเมืองเอง ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ต้องยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมา

เหตุลักขโมยในห้างค้าปลีก ซึ่งกรมตำรวจนิวยอร์กเพิ่งเพิ่มเข้าไปในรายงานติดตามอาชญากรรม CompStat มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเมืองแห่งนี้ ในช่วง 6 ปีหลังสุด จำนวนคดีต่างๆ เพิ่มขึ้นจากคำร้องเพียง 32,254 คดี ตลอดทั้งปี 2017 เป็น 37,922 คดีในปี 2019 ก่อนลดลงระหว่างช่วงพีกสุดของโควิด-19 ในปี 2020 ทว่านับตั้งแต่ปี 2021-2023 คำร้องทั่วเมืองกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง จาก 43,892 คดี เป็น 59,137 คดี

คดีลักขโมยนี้ได้สร้างความลำบากแก่ห้างขายยารายใหญ่เช่นกัน ในขณะที่ห้างเหล่านี้กำลังอยู่ระหว่างการลดขนาดธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว

วอลกรีนส์ อยู่บนเส้นทางของการลดจำนวนร้านลงทั่วประเทศราว 200 แห่งในปีงบประมาณ 2024 ซีอีโอ ทีโมที เวนท์เวิร์ธ กล่าวระหว่างพูดคุยทางโทรศัพท์กับพวกนักวิเคราะห์เกี่ยวกับผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท ขณะที่ทางห้างค้าปลีกซีวีเอส แถลงแผนหนึ่งตั้งแต่ปี 2021 ว่ามีแผนลดจำนวนสาขาลง 900 แห่ง แบ่งเป็นปีละ 300 แห่ง ในปี 2022, 2023 และ 2024

Rite Aid เครือข่ายร้านขายยา เตรียมปิดทำการสาขาต่างๆ เพิ่มเติมอีก 53 แห่งใน 9 รัฐ ส่วนหนึ่งในกระบวนการล้มละลายของบริษัท นอกเหนือจากที่ปิดไปเบื้องต้น 154 สาขา

‘อ.อ๊อด’ โพสต์เฟซประกาศ ขอยุติการตรวจสอบ ‘ข้าว 10 ปี’ ชี้!! มีผู้ใหญ่เตือน ไม่อยากให้ลุกลาม เป็นประเด็นทางการเมือง

(19 พ.ค.67) เฟซบุ๊ก ‘Weerachai Phutdhawong’ หรือ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรืออาจารย์อ๊อด อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ถึงกรณีข้าว 10 ปี โดยระบุข้อความว่า …

สวัสดีครับ อาจารย์อ๊อด เองครับ สืบเนื่องจากกรณีข้าว 1 ทศวรรษที่เป็นประเด็น ทางสังคมและตอนนี้เริ่มลุกลามเป็นประเด็นการเมือง

ห้องปฏิบัติการของทีมงานอาจารย์อ๊อด ได้รับคำแนะนำจากผู้หลักผู้ใหญ่หลายฝ่าย รวมถึงทีมงานเองก็ไม่อยากให้เกิดประเด็นทางการเมืองที่ลุกลามไปมากกว่านี้ จึงขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า เราได้ยุติการตรวจสอบข้าว ในทุกกรณีแล้ว

ในส่วนของผลการตรวจสอบจากบริษัทห้องปฏิบัติการกลางแห่งประเทศไทย ที่มีนักข่าว อีกช่องนำไปมอบให้นั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับตัวอย่างและผลการทดสอบของทีมงานอาจารย์อ๊อด รวมถึง ผลแล็บที่กำลังจะแถลงข่าวโดยอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในวันพรุ่งนี้ด้วย

ทีมงานอาจารย์อ๊อดขอกราบเรียนว่าทุกอย่างที่ดำเนินการมา โดยตลอดนั้นก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และไม่อยากให้เป็นประเด็นการเมืองต่อเนื่อง ในส่วนของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทั้ง 2 หน่วยข้างต้น ได้ออกมา Take Action แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี หากข้าว 1 ทศวรรษนี้ สามารถสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ไม่ว่าจะวิธีการใดก็ตาม ทีมงานอาจารย์อ๊อดก็ขอแสดงความยินดีมาล่วงหน้า

ด้วยจิตคารวะ

อาจารย์อ๊อด

'สิงคโปร์' ตรวจสอบเข้มด่านพรมแดน 'ยะโฮร์บาห์รู - ขาเข้าสิงคโปร์' หลังเกิดเหตุคนร้ายสังหารตำรวจในมาเลย์ฯ โยงกลุ่มก่อการร้าย

(19 พ.ค.67) จากเพจ 'World Forum ข่าวสารต่างประเทศ' ได้นำเสนอภาพด่านพรมแดน ยะโฮร์บาห์รู - ขาเข้าสิงคโปร์ ที่มีรถติดหนัก เพราะต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น โดยสาเหตุเนื่องมาจาก...

เวลา 02.54 น. วันที่ 17/05/2024 ชายชาวมาเลเซีย วัย 34 ปี บุกสถานีตำรวจเมืองอูลูติรัม ในรัฐยะโฮร์ มีตำรวจเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย 

โดยคนร้ายได้สังหาร ตำรวจ และแย่งชิงอาวุธมาใช้สังหารตำรวจคนที่ 2 จากนั้นตำรวจคนที่ 3 ที่เป็นสายตรวจ กลับมาจากตรวจได้มาพบ จึงเกิดการต่อสู้ และได้สังหารคนร้าย ส่วนตำรวจคนที่ 3 มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ และลำคอถูกนำส่งโรงพยาบาล 

ต่อมามีข่าวลือว่า คนร้ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับ Jemaah Islamiyah หรือ ญะมาอะห์ อิสลามียะห์ หรือกลุ่ม JI ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่คาดว่าก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2533 (ประวัติกลุ่ม เคลื่อนไหวในไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) 

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของมาเลเซีย ได้ปฏิเสธว่าคนร้ายดังกล่าวไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับกลุ่ม JI 

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ทางการสิงคโปร์ ประกาศยกระดับความปลอดภัย (ภาพวันที่  18-19 /05 /2024) โดยด่านยะโฮร์ มีรถติดยาว และไม่แน่ชัดว่าประตูตรวจคนเข้าเมือง สนามบิน ท่าเรือ จะเข้มงวดด้วยหรือไม่?

‘สว. ดิเรกฤทธิ์’ ยันไม่มีใบสั่ง ยื่นศาลรธน. ถอด ‘เศรษฐา-พิชิต’ พ้นตำแหน่ง  แจง!! ไม่เปิดชื่อทั้งหมด เพราะเป็นเอกสิทธิของแต่ละบุคคล รวมทั้งกังวลผลกระทบ

(19 พ.ค.67) นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ส.ว. ในฐานะ 1 ใน 40 สว. ที่ร่วมลงชื่อเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯให้สัมภาษณ์กรณีที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ปฏิเสธการเข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุว่ามีผู้นำเชื่อไปแอบอ้าง ว่า กรณีดังกล่าวไม่มีผลใดๆ ต่อการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีการลงชื่อครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด คือ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกที่มี หรือ 25 คน ซึ่งการลงลายมือชื่อดังกล่าวมี ส.ว. เข้าชื่อ จำนวน 40 คน ส่วนที่มีข้อเรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อส.ว. ทั้งหมดที่ร่วมลงนามนั้น เป็นเอกสิทธิของแต่ละบุคคลที่จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ได้ อีกครั้งบางคนไม่อยากให้เปิดเผย เพราะกังวลว่าจะมีผลกระทบ หรือทำให้เกิดการได้หรือเสียเปรียบต่างๆ

“ส.ว.หลายคนเป็นผู้ใหญ่ไม่อยากออกสื่อ หรือไม่จำเป็นต้องแสดงตัว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตีตราลับและใช้สิทธิยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ทั้งนี้รายชื่อของส.ว.นั้น ถูกเปิดเผยต่อศาลแล้ว หากมีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยจะเปิดเผยในรายละเอียดอยู่ แต่ในระหว่างการดำเนินการไม่อยากให้เปิดเผย ทั้งนี้ผมในฐานะผู้ร่วมลงชื่อ ยอมรับว่าไม่ได้เห็นรายชื่อทั้งหมด” นายดิเรกฤทธิ์ กล่าว

นายดิเรกฤทธิ์ กล่าวยืนยันด้วยว่าการเข้าชื่อของส.ว. ไม่มีการใช้เครดิตของบุคคลใดเป็นการเฉพาะ เพราะ ส.ว.แต่ละคนมีหน้าที่และมีสิทธิเท่ากัน และเป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมาย ส่วนที่หลายฝ่ายถามหาเหตุผลว่าทำไมต้องทำในช่วงที่สว.ปัจจุบันหมดวาระแล้ว นั้นข้อเท็จจริงคือส.ว.ปัจจุบันยังมีเงินเดือนและค่าตอบแทน ยังทำหน้าที่อยู่ ซึ่งส.ว.ปัจจุบันจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีส.ว.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องของการทำในระหว่างหมดวาระ

“ผมยืนยันว่าไม่มีใบสั่งหรือรับงานมาจากไหน แต่ยอมรับว่าส.ว.มีความเห็นหลากหลายในแต่ละกลุ่ม ซึ่งแต่ละคนล้วนมีเหตุผลและการพิจารณาเนื้อหา ส่วนผมนั้นไม่ใช่คนเกเร หรือเห็นแก่ประโยชน์ใด และที่ผ่านมาการทำหน้าที่ของผมนั้นเป็นไปเพื่อ่ประโยชน์ของประชาชน” นายดิเรกฤทธิ์ กล่าว

สำรวจมุมมอง 'คนเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น' ต่อคนไทย ฝ่ายหนึ่งเหยียด ฝ่ายหนึ่งรักคนไทยแบบสุดใจ

ไม่นานมานี้ ยูทูบช่อง 'FlukeKee_TH' ได้นำเสนอคลิปในหัวข้อ 'สื่อเกาหลีเหยียดคนไทยสะเทือนสัมพันธ์ ผิดกับคนญี่ปุ่นที่รักคนไทยแบบสุดหัวใจ' โดยมีเนื้อหาดังนี้...

จากกรณีนักข่าวเกาหลีใต้คนหนึ่งได้ออกมาพูดในสื่อไลฟ์สด แล้วได้มีการเหยียดเชื้อชาติคนไทย จนลุกลามกลายเป็นกระแสให้คนไทยที่เดิมทีก็เริ่มจะมีทัศนคติที่แย่ลงกับเกาหลีใต้อย่างมากในพักหลังๆ เริ่มรู้สึกแย่ลงไปอีก

โดยนักข่าวผู้นี้ที่พยายามนำเหตุการณ์เหยียดเชื้อชาติของไทยผ่านหลายมุมมองของคนเกาหลีใต้เข้าสู่รายการทีวี พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ทำนองเหยียดคนไทย ต้องส่งคนไทยกลับประเทศ และอื่นๆ

อันที่จริงแล้ว ในระยะหลังคนไทยหลายคนต่างก็มีประสบการณ์ฝังใจตรงกันว่า เวลาที่คนไทยตั้งใจไปเที่ยวเกาหลีใต้ มักต้องมาพบปัญหามากกว่าชาติอื่นๆโดยเฉพาะการติดด่าน ตม.บ้าง และบ้างก็ถูกส่งตัวกลับอย่างไม่ใยดี ถูกไล่ มีการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งการกระทำของตม.ประเทศเกาหลีใต้ที่ปฏิบัติต่อคนไทยนั้น เหมือนกับว่าคนไทยเป็นบุคคลต้องสงสัยในคดีอาชญากรรมเลยทีเดียว

แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่ได้ต้องการสื่อว่าคนเกาหลีใต้ทั้งหมดเป็นคนที่คิดไม่ดีกับคนไทย แต่จากผลสำรวจคนเกาหลีใต้เกินกว่า 50% มักจะมีทัศนคติไม่ชอบคนไทยและส่วนใหญ่จะเหยียดดูถูกคนเชื้อชาติในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะยกเว้นการดูถูกก็แต่ประเทศมาเลเซีย, บรูไน และสิงคโปร์เท่านั้น ส่วนที่เหลือคนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่มองว่าเป็นประเทศที่ยากจน ต่ำต้อย ด้อยพัฒนา ล้าหลังโบราณ แตกต่างจากประเทศเกาหลีใต้ที่เขาจะมองตัวเองว่าเป็นประเทศที่เจริญและพัฒนาแล้ว มีเทคโนโลยีที่ล้ำเลิศและชาติอื่นๆ ก็ไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกับเกาหลีใต้ได้เลยแม้แต่น้อย

มีอยู่กรณีหนึ่งที่เจ้าของช่องแชร์ให้เห็นถึงความเจ็บปวดของคนไทยที่ได้เดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้ และถูกเหยียดหยามทันทีที่พวกเขาพูดภาษาไทยออกไปหลังจากพวกคนเกาหลีใต้ได้ยิน ซึ่งเหตุการณ์นั้นมีอยู่ว่า คนไทยได้เข้าไปในคาเฟ่หนึ่งของเกาหลีใต้ ตอนแรกพนักงานต้อนรับที่เป็นคนเกาหลีใต้นั้นก็ต้อนรับอย่างปกติ แต่พอเจ้าของร้านได้ยินว่าพูดภาษาไทยเท่านั้น ก็ทำท่าทีไม่พอใจเดินออกมาจากเคาท์เตอร์ มาด่าใส่คนไทยเป็นภาษาเกาหลี แล้วก็ไล่คนไทยให้ออกไปให้หมด ไม่ต้อนรับแถมยังตะโกนด่าไล่หลัง ซึ่งก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นว่าทำไมต้องเหยียดหยามดูถูกคนไทยขนาดนั้น

นอกจากนี้ในเพจของเกาหลีใต้นั้น ก็มีการโพสต์และแสดงความคิดเห็นกันมากมาย เกี่ยวกับคนไทย ยกตัวอย่างเช่น...

"ไปบอกรัฐบาลไทยด้วยนะ จัดการคนในประเทศของตนให้ดี ทั้งเป็นผีน้อย และลักลอบค้ายาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย ต้องตรวจคนไทยให้หนักๆ"

"คนไทยไม่ต้องมาก็ได้นะ มีแต่จะสร้างปัญหา และความเดือดร้อนให้กับประเทศเกาหลีใต้"

***กลับกันถ้าเปรียบเทียบกับ 'ประเทศญี่ปุ่น' ประเทศที่เจริญมาเป็นร้อยๆ ปีนั้น หากคนไทยคนไหนเคยไปเที่ยว ก็จะรับรู้และสัมผัสได้เลยว่าชาวญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญและให้เกียรติกับคนไทยอย่างมาก พร้อมที่จะต้อนรับคนไทยด้วยความจริงใจเป็นอย่างดี เพราะประเทศญี่ปุ่นเขาจะมองว่าคนไทยนั้น มีความซื่อสัตย์และเป็นมิตรที่ดีที่สุด เมื่อคนญี่ปุ่นอยู่ร่วมหรือทำงานกับคนไทย คนญี่ปุ่นจะมีความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ ความรู้สึกเหล่านี้ของชาวญี่ปุ่น เป็นแบบนี้ ติดต่อกันมาหลายศตวรรษแล้ว 

ทางช่อง เผยอีกว่า เคยมีกระทู้หนึ่งได้เปรียบเทียบความรู้สึกระหว่างการไปเที่ยวเกาหลีใต้กับประเทศญี่ปุ่นว่าแตกต่างกันมาก ในแง่ของการให้เกียรติต่อคนไทย โดยผู้โพสต์กระทู้นั้นได้เล่าว่า เขาเคยมีโอกาสไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ้เคยแวะไปร้านราเมง เมื่อเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นได้รู้ว่าคนไทยมาเที่ยว และแวะรับประทานอาหาร เจ้าของก็มีความสุขเป็นอย่างมากและให้การต้อนรับลูกค้าคนไทยเป็นอย่างดี เหมือนกับว่าเป็นญาติของเขาคนหนึ่ง รวมทั้งคนในร้านก็พยายามที่จะมาสอบถามพูดคุย แล้วก็มาทักทายด้วยมิตรภาพอย่างมีมารยาท อ่อนน้อมถ่อมตนและแนะนำที่พักอาศัยสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ถึงขนาดจะเป็นไกด์นำเที่ยวพาเที่ยวให้ทั่วเมืองโอซากา โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ตัดภาพกลับมาเปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้แล้วผิดกันอย่างสิ้นเชิง มิตรภาพที่คนเกาหลีใต้มีต่อคนไทยนั้นมันแตกต่างกับญี่ปุ่นมาก เพราะคนไทยโดนคนเกาหลีใต้เหยียดหยาม แล้วก็ดูถูกไม่ให้เข้าประเทศ บางครั้งก็มีการทำร้ายร่างกายคนไทย

ที่น่าสนใจ คือ เกี่ยวกับเรื่องนี้คนญี่ปุ่นนั้นเขาก็รู้สึกไม่พอใจแทนคนไทยเป็นอย่างมาก และพร้อมที่จะช่วยปกป้องคนไทยทั้งในสื่อโซเชียลหรือแม้กระทั่งในรายการทีวีของญี่ปุ่นเองก็มีการทำข่าวและรุมประณามในการกระทำของคนเกาหลีใต้ ที่ปฏิบัติต่อคนไทยอย่างไร้มนุษยธรรม อีกทั้งชาวญี่ปุ่นเองก็ยังออกมาให้กำลังใจคนไทยที่ถูกเหยียดหยามเชื้อชาติ และถูกทำร้ายร่างกาย

นี่คือความน่ารักของคนญี่ปุ่นที่มีต่อคนไทยอย่างเห็นได้ชัด...

อย่างไรก็ตาม ถีงแม้คนไทยจะถูกกระทำเช่นนี้จากเกาหลีใต้ แต่ทำไมคนไทยยังต้องสนับสนุนและเปิดใจเวลาคนเกาหลีใต้มาเที่ยวหรือมาทำงานในไทย ซึ่งบางคนก็มีงานมีอาชีพดีๆ บางคนได้มาเป็น YouTuber บางคนได้เป็นดารา-ศิลปินที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย นั่นก็เพราะว่านิสัยของคนไทยนั้น เป็นคนที่ไม่ได้เจ็บแค้นหรือมีอคติกับสิ่งที่ผ่านมา และก็ยังมองว่าชาวเกาหลีใต้บางกลุ่มบางคน ก็มีนิสัยที่ดีเช่นกันนั่นเอง

อ.พงษ์ภาณุ ชี้!! 'ก๊าซเรือนกระจก-คาร์บอน' กำลังมีค่าเสมือนทองคำ แนะรัฐบาลเร่งส่งเสริมสังคมไทยเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นเงิน

ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ที่มาร่วมพูดคุยในรายการ Easy Econ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ในประเด็น 'เปลี่ยนคาร์บอนให้เป็นเงิน' เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 67 โดย อ.พงษ์ภาณุ กล่าวว่า...

วันนี้คาร์บอนฯ ไม่ได้เป็นเพียงของเสียที่ทำให้โลกร้อนอีกต่อไป...

ความพยายามของประชาคมโลกในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยอิงกลไกตลาดในการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ได้ทำให้ก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งคาร์บอนมีคุณค่าเสมือนทองคำ หน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ของประเทศไทย มีการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการเปลี่ยนสภาพคาร์บอนให้เป็นเงินตราและ/หรือหลักทรัพย์

เป็นที่น่ายินดีที่วันนี้เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมได้ช่วยให้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย เทคโนโลยีดูดกลับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage-CCS) ได้แสดงให้เห็นศักยภาพในการลดคาร์บอนในปริมาณมาก แม้จะยังคงมีต้นทุนค่อนข้างสูงอยู่ บริษัท ปตท.สผ. ได้ลงทุนจำนวนมหาศาลจัดทำระบบ CCS ที่แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ แหล่งอาทิตย์ กลางอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดคาร์บอนไดอ็อกไซด์ได้ถึงประมาณ 700,000 ถึง 1 ล้านตันต่อปี นับเป็นโครงการ CCS โครงการแรกของประเทศไทย

โครงการภูมิปัญญาผ้าไทยลดโลกร้อน เป็นอีกโครงการที่สมควรกล่าวถึง ผ้าไทยทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายไทย ที่เกิดจากการถักทอของชาวบ้านทั่วประเทศ จากนี้ไปจะใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดเลิกการใช้สารเคมี และได้รับการรับรอง Carbon Footprint โดย อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) จะสามารถนำไปแสดงและวางขายในงานแสดงสินค้าในสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้ ซึ่งจะเป็นช่องทางการตลาดและรายได้ของชาวบ้านอย่างมากมาย นอกจากนี้ กระบวนการถักทอผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถทำเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตเป็นรายได้เสริมให้ชาวบ้านอีกด้วย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันคาร์บอนแห่งเอเชีย (Asia Carbon Institute-ACI) ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ที่สิงคโปร์ ได้ทำความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท Green Standards เพื่อวิจัยและพัฒนา Biochar ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ผ่านกระบวนการทางเคมี และเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดซับคาร์บอนจากอากาศและสามารถฝังลงใต้ดินเพื่อกักเก็บได้เป็นระยะเวลายาวนาน โครงการนี้นอกจากจะช่วยลดเลิกการเผาซากวัสดุการเกษตร ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังจะช่วยสร้างคาร์บอนเครดิตและรายได้เสริมให้เกษตรกรอีกด้วย

สิงคโปร์ภายใต้ทีมบริหารชุดใหม่ นำโดยนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคาร์บอน (Carbon Trading Hub) ของเอเชีย 

ประเทศไทยซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานในด้านนี้ที่ดีพอสมควร ก็ไม่ควรที่จะรีรอที่จะเดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในเอเชียในเรื่องการลดคาร์บอน รวมทั้งรัฐบาลให้การส่งเสริมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการลด/ยกเว้นภาษี การให้เงินอุดหนุน รวมทั้งการออกกฎหมายภาคบังคับ และการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ไทยเดินหน้าไปกับสิงคโปร์ในฐานะ Carbon Hub แห่งเอเชีย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top