Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ฟัน!! ศก.ไทย ปี 67 พ้นจุดต่ำสุดแล้ว คาด!! ‘งบรัฐฯ-ท่องเที่ยว-ส่งออก’ ดัน ศก. ครึ่งปีหลังขยายตัว

(21 พ.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘BTimes’ ได้โพสต์ข้อความ “ฟันธงเศรษฐกิจไทยไม่แย่ไปกว่านี้แล้ว เศรษฐกิจไทยปี 67 พ้นต่ำสุดแล้ว แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ลดเป้าคาดการณ์ปี 67 ลงเหลือ 2.6%” พร้อมระบุเนื้อหาเพิ่มเติมว่า…

ไม่มีแย่! กสิกรไทยฟันธงเศรษฐกิจไทยปี 67 พ้นต่ำสุดแล้ว เปิด 3 ปัจจัยดันเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง แต่ลดเป้าคาดการณ์ปี 67 ลงเหลือ 2.6%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2567 ขยายตัวที่ 1.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปีผ่านมา และหากเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าขยายตัวที่ 1.1% เมื่อเทียบช่วงไตรมาสก่อนหน้านี้ โดยแม้ว่าจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด แต่ก็ถือขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากการลงทุนภาครัฐที่หดตัวลงอย่างมากเนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้าถึงเดือนเม.ย. 2567 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคก่อสร้างและภาคอุตสาหกรรม โดยภาคการผลิตอุตสาหกรรมยังคงชะลอลงต่อเนื่อง

ขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาดน้อยกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้าจากผลกระทบของสภาพอากาศที่ร้อนจัดและภัยแล้ง ขณะที่การส่งออกไทยหดตัวจากปีก่อนหน้าเนื่องจากปัจจัยฐานสูง ประกอบกับการสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยที่ส่งผลให้การส่งออกไทยฟื้นตัวช้า 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2567 มาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและมีแนวโน้มทยอยขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการเบิกจ่ายงบประมาณจากทางภาครัฐที่มีทิศทางเร่งตัวขึ้นหลังจากงบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2567 นอกจากนี้ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยปีนี้ที่ 36 ล้านคน ขณะที่แม้ว่าการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า แต่เนื่องจากผลจากปัจจัยฐานที่อยู่ในระดับสูงของปีก่อนหน้าคงมีลดลง ส่งผลให้การส่งออกไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้ในไตรมาสที่เหลือของปีนี้

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลงกว่าที่ประเมิน โดยปรับลดคาดการณ์การขยายตัวเติบโตจาก 2.8% มาอยู่ที่ 2.6% จากปัจจัยดังต่อไปนี้ การลงทุนและการบริโภคภาครัฐมีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่เคยคาด จากตัวเลขในไตรมาส 1/2567 ที่หดตัวลึกกว่าคาด แม้จะมีการเร่งเบิกจ่ายในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่คาดว่าจะไม่เร่งตัวมากพอที่จะชดเชยการหดตัวในช่วงไตรมาส 1/2567 ได้

การส่งออกไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาด ตามทิศทางการค้าโลก ท่ามกลางภาคการผลิตทั่วโลกที่ยังอ่อนแรง ประกอบกับมีความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อีกทั้งการส่งออกไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกที่ลดลง ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดคาดการณ์ลงจาก 2.0% เป็น 1.5% ด้านภาคการผลิตยังมีแนวโน้มอ่อนแรงต่อเนื่อง จากอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอลงและอุปสงค์นอกประเทศที่ฟื้นตัวช้า ประกอบกับการเข้ามาตีตลาดของสินค้าราคาถูกจากจีน

ผลผลิตทางการเกษตรได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรง สภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรในไตรมาส 1/2567 และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางเกษตรบางส่วนในไตรมาส 2/2567 ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังภาวะลานีญาอาจส่งผลให้เกิดฝนตกชุกและอุณหภูมิปรับลดลง แต่ก็มีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดภาวะน้ำท่วมขังได้ในบางพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรได้

ติดตามผลกระทบหากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาททั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ และอาจมีผลต่อไปยังการจ้างงานและการลงทุนในประเทศ ส่วนมาตรการกระตุ้นทางการคลังในประเทศยังมีความไม่แน่นอน โดยแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจออกมาตรการกระตุ้นในช่วงปลายปีนี้ แต่ผลต่อเศรษฐกิจไทยยังคงมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ ประมาณการเศรษฐกิจไทยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คำนึงถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐไปบางส่วนแล้ว

‘เวฟ บีซีจี’ ผนึก ‘กรมการข้าว’ ถ่ายทอดการทำนา ‘เปียกสลับแห้ง’ หวังเพิ่มขีดแข่งขันชาวนาไทย - พร้อมลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

‘เวฟ บีซีจี’ เอ็มโอยู ‘กรมการข้าว’ ร่วมมือพัฒนาองค์ความรู้และผลิตบุคลากรด้านพัฒนาพันธุ์ข้าว และกรรมวิธีการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง หวังช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตข้าว และพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย รวมทั้งเพิ่มขีดแข่งขันบนเวทีโลก เสริมศักยภาพการส่งออก และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เมื่อไม่นานมานี้ นายเจมส์ แอนดริว มอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด (Wave BCG) และ นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และผลิตบุคลากรด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าว กรรมวิธีการเพาะปลูก เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น

บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผ่านการให้ความรู้ในการทำนาแบบเปียกสลับแห้งให้แก่เกษตรกรไทย ซึ่งวิธีการนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตข้าว เนื่องจากวิธีการปลูกข้าวเปียกสลับแห้งทำให้ข้าวดูดซับสารอาหารภายในดินได้ดียิ่งขึ้น และจากการปล่อยให้นาข้าวแห้งจะช่วยลดจำนวนศัตรูพืช จึงส่งผลกับผลผลิตโดยตรง

นอกจากนี้แล้วยังเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกจากการที่เป็นข้าวคาร์บอนต่ำซึ่งจะสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่าย จะร่วมมือกันในการสนับสนุนให้แก่เกษตรกรไทยให้เข้าใจและนำวิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งนี้ไปปรับใช้ เพื่อช่วยประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มศักยภาพในการส่งออกข้าว และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

ความร่วมมือนี้ยังพิจารณาแนวทางการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และแบ่งปันองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของทั้งสองฝ่ายหรือดำเนินการความร่วมมืออื่น ๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน

นายเจมส์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่า 56 ล้านไร่และมีข้าวเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทย ทั้งยังมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากอินเดียและเวียดนาม ซึ่งด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้ประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ และทำให้พื้นที่นอกเขตชลประทานไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเกษตรได้ เมื่อพื้นที่ทำเกษตรกรรมหายไป นั่นหมายความว่าปริมาณข้าวที่ถูกใช้เพื่อบริโภคและส่งออก และข้าวยังเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย เช่น อาหารแปรรูป อาหารสัตว์ อุตสาหกรรมแป้ง เป็นต้น ด้วยสถานการณ์ข้างต้นที่กล่าวมาทำให้บริษัทเวฟ บีซีจี จำกัด ตระหนักว่าการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกข้าวจากวิธีการปกติเป็น การปลูกแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังต้องการความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้บริษัทเวฟ บีซีจี เป็นบริษัท climate ครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเพื่อช่วยให้องค์กรวางแผนในการลดการปล่อยก๊าซเรื่อนกระจก ผู้พัฒนาโครงการเพื่อได้มาซึ่ง Carbon Credit ผู้จัดหา Carbon Credit ให้บริษัททั้งในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังลงทุนในนวัตกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Tech

ส่วนทางด้านกรมการข้าว เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจ ในการส่งเสริมและสนับสนุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และคุณภาพผลผลิตข้าวพัฒนาศักยภาพชาวนา และองค์กรชาวนาให้เข้มแข็ง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตข้าว และเครื่องจักรกลการเกษตร ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าข้าว ผลผลิตภัณฑ์แปรรูป และผลพลอยได้จากข้าววิจัยและพัฒนารูปแบบบูรณาการด้านการผลิต การแปรรูป และบรรจุภัณฑ์ข้าว

สมุทรปราการ- 'พระครูแจ้' ทำบุญทักษิณานุประทาน บริจาคทานช่วยการศึกษา กว่า 500,000 บาท เนื่องในวันครบรอบ 56 ปี วันมรณภาพหลวงปู่กิ่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง

วันที่ 20 พ.ค.2567 เวลา 09.30 น. ที่ศาลาอรรถโกวิทวุฒิคุณ ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง นำคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีทำบุญบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานเพื่ออุทิศถวายแด่ พระอรรถโกวิทวุฒิคุณ (หลวงปู่กิ่ม) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง และเนื่องในโอกาสครบรอบ 56 ปี วันมรณภาพหลวงปู่กิ่ม 

โดยท่าน พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ยังได้บริจาคทานเพื่อช่วยเหลือการศึกษาโดยได้มอบเงินสมทบกองทุนหลวงปู่กิ่ม เพื่อพัฒนาด้านการศึกษา จำนวน 100,000 บาท มอบเงินสนับสนุนพัฒนาโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง จำนวน 100,000 บาท มอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่กลาง จำนวน 20,000 บาท มอบเงินช่วยเหลือด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา สพป.สมุทรปราการ เขต 2 จำนวน 20 โรงเรียน โรงเรียนละ 10,000 บาท 

พร้อมทั้ง มอบชุดนักเรียนเพื่อส่งต่อให้เด็กยากจนอีกโรงเรียนละ 3 ชุด ทั้งนี้ยังได้มอบเงินเหรียญที่ญาติโยมนำมาร่วมทำบุญกับทางวัดบางพลีใหญ่กลาง โดยมอบให้กับโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ จำนวน 1 กระสอบ และมอบทีวีสี ขนาด 43 นิ้ว พร้อมทั้งตู้เย็นขนาด 8 คิว ให้กับโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ภายในเรือนพยาบาลศีลคุณของทางโรงเรียนที่ยังขาดอยู่ในขณะนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 500,000 บาท เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของหลวงปู่กิ่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง และเนื่องในวาระครบรอบ 56 ปี วันมรณภาพของหลวงปู่กิ่มอีกด้วย

‘ชาวบ้านหนองพะวา’ โต้คารมเดือด ‘สส.ก้าวไกล’ ปมกล่าวหาปล่อยรถขนกากสารเคมีกลับคืนโรงงาน

เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีรถบรรทุกขนกากอะลูมิเนียมดรอสจากบริษัท วินโพรเสส จก. หมู่ 4 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ไปกำจัดที่บริษัทเมทเทิลคอม จก. อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ถูกชาวบ้านในพื้นที่รวมตัวถือป้ายประท้วงไม่ให้ขนลงจากรถ เรียกร้องให้นำกลับระยองภายในเวลา 2 วันนั้น กระทั่งช่วงเวลา 19.15 น. มีชาวบ้านหนองพะวา ได้นำรถมาปิดทางเข้าโรงงาน จนมั่นใจแล้วว่า รถขนกากอะลูมิเนียมดรอส จะไม่ถูกนำกลับคืนโรงงาน จึงแยกย้ายกันกลับ

กระทั่งเวลา 20.50 น. รถขนกากอะลูมิเนียมดรอส 3 คัน เดินทางมาถึงหน้าโรงงาน ก่อนจะเลี้ยวเข้าประตูโรงงานไป ซึ่งเป็นจังหวะที่นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคก้าวไกล และนายอำนาจ ออมศิริ เลขานุการนายก อบต.บางบุตร เดินทางมาถึงหน้าโรงงานพอดี เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่า มีรถขนกากสารเคมีกลับมาจากโรงงานใน จ.ชลบุรี กลับคืนเข้าไปในโรงงานวินโพรเสส ทางน.ส.ผ่องพรรณ เจริญรมย์ กำนันตำบลบางบุตร จึงนำชาวบ้านไปหน้าโรงงาน ปะทะคารมกับนายชุติพงศ์ กล่าวหาว่าปล่อยให้รถขนกากสารเคมี เข้าไปในโรงงาน ต่างฝ่ายต่างโวยวายเสียงดัง จนหวิดวางมวยกันเกิดขึ้น จนกระทั่งมีการห้ามปรามกันจึงเย็นลง ก่อนที่จะมีการพูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพรุ่งนี้ (21 พ.ค.)

"เราจะไม่ทอดทิ้งกัน เพราะกำลังพลทุกระดับชั้นยศ คือครอบครัวกองทัพเรือ"

กรมแพทย์ทหารเรือ มอบหมายให้ รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐท.สส.โดย ทีมลำเลียงทางอากาศ กองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน รพ.อาภากรฯ เพื่อการดูแลผู้ป่วยระหว่างการลำเลียงทางอากาศ จำนวน  5 นาย ร่วมกับ ฝูงบิน 201 กบร.กร. (น.ท.ชาญวิศว์ ภาคทรวง ผบ.ฝูงบิน201) และ มวบ.ฉก.ภต. (น.ท.ยศพล สาโรจน์ ผบ.มวบ.ฉก.ภต.) ปฏิบัติภารกิจส่งกลับสายแพทย์ ผู้ป่วยซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการฝึก เพื่อเข้ารับการรักษาต่อยัง รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี อาการปัจจุบันผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ใช้อุปกรณ์พิเศษเปล ลำเลียงจากสนามบินนราธิวาส ปลายทางสนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยมีทีมศูนย์รถ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. รับผู้ป่วยเข้ารับการรักษายัง รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. ต่อไป เมื่อ 20 พ.ค.67
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 909535645

#I will do my best #
#กองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐท.สส.#
#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ#
#Fit For The Future #กรมแพทย์ทหารเรือ #ลำเลียงทางอากาศ 

สมุทรปราการ- อดีต รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมอวยพรครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่น ครบรอบ 60 ปี

นางจุฑารัตน์ จีนเพ็ชร หรือ(ส.ท.หนู) สมาชิกสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ ได้จัดงานวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี ให้กับสามีและบุตร-ธิดา โดยมีวันคล้ายวันเกิดตรงกัน

ที่บ้านเลขที่ 88/275 ซอยภานุวงศ์ 14  ถนนสุขุมวิท 117 ต.บางเมืองใหม่ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ นางจุฑารัตน์ จีนเพ็ชร (ส.ท.หนู) สมาชิกสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ จัดงานวันคล้ายวันเกิดให้กับ นายสุวรรณ์ สุนทรพง (ผู้ช่วยแดง) อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.บางปูใหม่ พร้อมทั้ง บุตร-ธิดา ซึ่งเป็นพี่น้องฝาแฝด คือ ด.ญ. ธรรมพร สุนทรพง (น้องใบบัว) และ ด.ช. ธรรมจักร สุนทรพง (น้องใบบอน) ซึ่งมีอายุครบ 13 ปี ซึ่งพี่น้องทั้งสองคนและบิดาได้เกิดวันและเดือนเดียวกัน คือวันที่ 18 พฤษภาคม

ภายในงานครบรอบวันคล้ายวันเกิดได้ประกอบพิธีมงคล โดยได้ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 9 รูป จากวัดเจริญวราราม โดยได้รับความเมตตาจาก พระอาจารย์อำพร นำพระสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาธัมมจักรกัปปวัตรณสูตร พร้อมทั้งเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าภาพ อีกทั้ง ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน นายสุวรรณ์ สุนทรพง (ผู้ช่วยแดง) อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.บางปูใหม่ พร้อมด้วย นางจุฑารัตน์ จีนเพ็ชร (ส.ท.หนู) สมาชิกสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ และบุตร-ธิดา ได้ร่วมกันแจกข้าวสาร ถุงละ 5 กิโล จำนวน 417 ถุง มอบให้กับพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ในเขตพื้นที่เพื่อเป็นการทำบุญเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี

โดยมี นายสุนทร ปานแสงทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสมควร ชูไสว (สจ.เต๊า) ประธานสภา อบจ.สมุทรปราการ นายสนอง และนางวารุณี บุญเผือก อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลสำโรงเหนือ นายรุ่งโรจน์ สุพรรณปราการ ประธานสภาเทศบาล ตำบลสำโรงเหนือ นายธงชาติ ผาสุพรรณ์ รองประธานสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ และคณะสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้าเพื่อพัฒนาสำโรงเหนือ นางสายสุนี สมใจ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางด้วน นางนิภา สืบสำราญ เลขานุการองค์การบริหารส่วนตำบลบางด้วน ประธานชุมชน และคณะกรรมการชุมชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนชาวชุมชนตำบลบางเมืองใหม่ ตำบลสำโรงเหนือ ต่างเดินทางมาร่วมในพิธี พร้อมทั้ง ร่วมอวยพรและมอบกระเช้าอวยพร เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 60 ปี ผู้ช่วยแดงกันเป็นจำนวนมาก โดยมีครอบครัวสุนทรพง และครอบครัวจีนเพ็ชรร่วมให้การต้อนรับ

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ทรภ 1 จัดพิธีสักการะ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาคุณเนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ "องค์บิดาของทหารเรือไทย"

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2567 พลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 นำคณะผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการในทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมประกอบพิธีสักการะ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาของทหารเรือไทย ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการทัพเรือภาคที่ 1 และครอบครัว

วันเดียวกัน นาวาเอก อโศก ศรีสวัสดิ์ รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 ประกอบพิธีสักการะ รวมถึงยิงสลุตถวาย ณ ศาลพระตำหนักพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเลกองทัพเรือเกาะช้าง โดยมีคณะฝ่ายอำนวยการในทัพเรือภาคที่ 1 หัวหน้าศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเลกองทัพเรือเกาะช้าง ผู้บังคับการเรือในหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมพิธีฯ

วันที่ 19 พฤษภาคม “วันอาภากร” เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ “องค์บิดาของทหารเรือไทย” ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยอย่างกว้างขวาง พระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทยนั้น ปรากฏทั้งในด้านกิจการทหารเรือที่พระองค์ท่านทรงวางรากฐานไว้ และการแพทย์แผนโบราณ ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาช่วยเหลือรักษาผู้ตกทุกข์ได้ยากไม่เลือกชั้นวรรณะ จนเป็นที่เลื่องลือนับถือกันโดยทั่วไปในพระนามว่า “หมอพร” หรือ ที่ทหารเรือเรียกท่านว่า “เสด็จเตี่ย”

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

**สำหรับวันที่ 19
#วันอาภากร
#วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์
#ทัพเรือภาคที่1
#เทิดทูนสถาบัน ยึดมั่นระเบียบวินัย ประชาชนภูมิใจ ทะเลไทยมั่นคง
#Fit_for_the_Future
 

“อลงกรณ์”โชว์วิสัยทัศน์เวทีเส้นทางสายไหมนานาชาติ ดึงจีนลงทุน12อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ดันไทยประเทศรายได้สูง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้รับเชิญให้กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมสุดยอดการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 2024 และงานนิทรรศการสินค้าประเทศตามแนว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”
ณ นครอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่านับตั้งแต่ข้อริเริ่ม “อีต้าอีลู่ หรือเส้นทางสายไหม หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง One Belt and One Road” ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2013 โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมในอดีตสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ เมื่อกว่า2พันปีก่อนสู่เส้นทางสายไหมใหม่ในศตวรรษที่ 21 เป็นเวลา11ปีที่ประเทศไทยและจีนได้สร้างความร่วมมือระหว่างกันอย่างเต็มที่ภายในกรอบ "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล เกษตรกรรม การค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ประสบความสำเร็จอย่างดี จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทย แหล่งเงินทุนต่างประเทศหลัก และแหล่งนักท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับ1  นอกจากนี้ ไทยและจีนยังคงมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด สร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้ง "ไทย จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" กลายเป็นประโยคที่เข้าใจกันอย่างแพร่หลายของประชาชนทั้งสองประเทศ 

ความสำเร็จของความร่วมมือไทย-จีนในวันนี้ มาจากการที่ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในหลักการของการเคารพซึ่งกันและกัน การให้ความเสมอภาค ผลประโยชน์ร่วมกัน และการร่วมกันสร้างนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังเป็นผลงานที่มาจากความร่วมมือระยะยาวระหว่างภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่กำลังดำเนินไปอย่างลึกซึ้ง ความร่วมมือระหว่างไทย-จีนกำลังเผชิญกับโอกาสมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศไทย (2018-2037) ระบุว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2036 และจะดำเนินการแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2023-2027) เพื่อเข้าสู่โหมดการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG :Bio-Circular-Green Economy)

ซึ่งรวมถึงนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาและเชื่อมต่อระบบดิจิทัล การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมสมัยใหม่ที่เน้นคุณค่าในกรอบ "Thailand 4.0" การพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการเน้นการถือประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะการเพิ่มความกระตือรือร้นสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน เป็นเพราะความสอดคล้องกันระหว่างแนวคิด "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" กันนโยบายการพัฒนาของไทยทำให้เกิดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่มีศักยภาพสูงในหลายๆ ด้าน

ในโอกาสนี้ขอเชิญชวนนักลงทุนชาวจีนและนานาประเทศให้มาร่วมลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของไทย (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) และเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้นใน"12 อุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต"ของไทย (12 S-CURVES)เช่น การค้าและการลงทุนในสาขาเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การท่องเที่ยวและการแพทย์ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น เพื่อเชื่อมโยงกับโอกาสต่างๆ ภายใต้แนวคิด "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" และเปิดศักราชใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน.

สำหรับการประชุมสุดยอดการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 2024 และงานนิทรรศการสินค้าประเทศตามแนว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”จัดขึ้นที่ นครอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่20 พฤษภาคม 2567 มีตัวแทนจากประเทศไทยคือนางสาวอภิญญา ปราโมช นายกสมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชียเข้าร่วมประชุมด้วย.

21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จเปิด ‘อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง’ หนึ่งในปราสาทหินศิลปะแบบขอมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของประเทศไทยภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหนึ่งในปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 (บ้านดอนหนองแหน) ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร โดยประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ (ประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) ทั้งนี้ คำว่า ‘พนมรุ้ง’ นั้น มาจากภาษาเขมร คำว่า ‘วนํรุง’ แปลว่า ‘ภูเขาใหญ่’

ทั้งนี้ อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ ได้ดำเนินการบูรณะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 จนเสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2531 โดยมีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน มีงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปี ในครั้งนั้นอีกด้วย

ปัจจุบัน ปราสาทหินพนมรุ้งกำลังอยู่ในเกณฑ์กำลังพิจารณาเป็นมรดกโลก เช่นเดียวกับ ปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา โดยปราสาทหินพนมรุ้งเป็นหนึ่งในปราสาทหินขอมของไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงเป็นภาพพื้นหลังตราสัญลักษณ์ของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดอีกด้วย

‘โรงเรียนสังขะ’ โชว์ระบบสุดล้ำ เช็กชื่อนักเรียนผ่านกล้องวงจรปิด

(20 พ.ค.67) จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘Pakorn Buayam’ ซึ่งเป็นครูของโรงเรียนสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ได้โพสต์คลิปเพื่อแสดงการทำงานของระบบบันทึกการมาโรงเรียนของนักเรียนผ่านกล้องวงจรปิด ซึ่งมีความสะดวกสบายมาก เพราะแค่นักเรียนเดินผ่านกล้องก็ขึ้นข้อมูลรหัสนักเรียนและเวลาที่เข้า พร้อมระบุข้อความว่า “ระบบเช็กการมาเรียนของนักเรียนเช้านี้ ที่นี่โรงเรียนสังขะ จังหวัดสุรินทร์

ทั้งนี้ หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไปก็มีผู้รับชมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังแสดงความคิดเห็นชื่นชมเทคโนโลยีของโรงเรียนและอยากให้โรงเรียนหรือสถานที่ราชการอื่น ๆ มีระบบนี้ด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top