Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘ลิซ่า’ ทำว้าวุ่น!! หลังโพสต์อวดชุดน้องเป็ดลาบูบู้ ราคาพุ่งไกลจากหลักร้อยถึงหลักพัน ไม่ถึง 24 ชม.

(21 พ.ค.67) เรียกว่างานเข้าคนรักอาร์ตทอย โดยเฉพาะติ่งลาบูบู้ หลังจากที่ ‘ลิซ่า Blackpink’ หรือ ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ เจ้าแม่ sold out ขอเป็นสาวกรันวงการลาบูบู้อีกคน ได้ทำการโพสต์ภาพคู่น้องลาบูบู้ ก็ทำเอาลาบูบู้ราคาสูงขึ้นไปหลายเท่า แถมหายากจนบางรุ่นกลายเป็นแรร์ไอเทม กลายเป็นของหายากที่หลายคนพยายามตามหา ราคารีเซลล์จากหลักร้อยพุ่งไปถึงหลักสองพันบาทเป็นที่เรียบร้อย

ล่าสุด ลิซ่า ได้โพสต์ภาพไอจีสตอรี่ กระเป๋าพร้อมลาบูบู้ อวดชุดเป็ดลาบูบู้ ก็ทำเอาวงการร้อนฉ่า จาก accessory ชุดเป็ดลาบูบู้จากราคาตามท้องตลาด ไม่ถึง 500 บาท ไม่ถึง 24 ชั่วโมงที่ลิซ่าโพสต์ ราคาดีดไปถึง 2,600 บาท แถมตอนนี้ยังต้องพรีออเดอร์ในบางร้านเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า 

ราคาชุดเป็ดลาบูบู้ไปไกลทำเอาชาวเน็ตหลายคนถึงกับอุทานว่า ราคาไปไกลมาก! บางคนก็บอกว่า แพงจนแทบขยี้ตาไม่ทัน บางคนก็ครีเอตไม่สนราคา เปิดรับถักชุดเป็ดให้น้องลาบูบู้ สร้างรายได้อีกด้วย

'สมชาย' เต็งประมุขสภาสูง-กู้เกียรติเพื่อไทย คู่ขนาน 'ระบอบทักษิณ-เศรษฐา' ได้ไปต่อ

จะบอกว่าไม่เซอร์ไพรส์ ก็คงไม่ได้ สำหรับกรณีที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 สามีของ 'เจ๊แดง' เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของทักษิณ ชินวัตร ลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

จริง ๆ แล้ว สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นคนนครศรีธรรมราช จะไปสมัครที่นั่น ซึ่งเป็นบ้านเกิด หรือลงในกทม. ที่ทำงานรับราชการยาวนานจนได้เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม และได้เป็นนายกฯ ไร้ทำเนียบ 50 กว่าวัน เพราะพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบชุมนุมขับไล่ รัฐบาลสมัคร เลยเถิดมาถึงรัฐบาลสมชาย...ก็ย่อมได้

แต่การเลือกลงเชียงใหม่ที่ชีวิตปักหลักยาวนานรอบนี้ หากสมชายได้รับเลือกก็จะเป็นการกอบกู้เกียรติภูมิให้กับพรรคเพื่อไทยทางอ้อม เพราะเลือกตั้ง สส. ปี 2566 ก็ดังที่รู้ ๆ กันว่า จาก 10 ที่นั่ง พรรคก้าวไกลกวาดไป 7 เพื่อไทยได้แค่ 2 พลังประชารัฐได้ 1 เสียฟอร์มพรรคเสื้อแดงเป็นอย่างมาก...

ไม่แต่เท่านั้น ไม่ต้องอินไซด์อะไรกันมาก การลงสมัครของสมชายรอบนี้ชัดเจนว่า หากเขาได้เป็น 1 ใน 200 สว. โอกาสที่จะได้เป็นประธานวุฒิสภาก็มีสูงกว่าใครเพื่อน...

อนึ่ง ชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาฯ แล้วเป็นนายกฯ สองรอบ แล้วมาเป็นประธานสภาสั่งลาฯ ได้อีก แล้วทำไมอดีตนายกฯ อย่างสมชาย จะทำไม่ได้!!

สว. มีวาระ 5 ปี แม้ไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ แล้ว แต่อำนาจอื่น ๆ ยังมีอีกมากมาย โดยเฉพาะการเลือกกรรมการองค์กรอิสระ การกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบถ่วงดุล-เสริมดุลรัฐบาล

กรณีถ้าสมชายได้รับเลือกเป็นประมุขวุฒิสภา ก็จะเป็นอีกเสาค้ำอำนาจให้กับระบอบทักษิณที่กำลังฟื้นคืนชีพ ยึดฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสภาล่าง, สภาสูง, คุมฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ที่ตัวจริงเสียงจริงของอำนาจคือ บ้านจันทร์ส่องหล้า...

ตอนนี้เหลือเพียงโจทย์ข้อใหญ่คือ ทำอย่างไรให้ ลูกสาวคนโปรดที่มีทั้งดีเอ็นเอพ่อและแม่อย่าง 'อุ๊งอิ๊ง' แพทองธาร ชินวัตร โตได้ทัน มารับไม้ตำแหน่งนายกฯ จาก 'อานิด' เศรษฐา ทวีสิน ได้ทันในสมัยหน้า...

คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต...ก่อนที่จะไปลุ้นกันว่าสมชายและอุ๊งอิ๊งจะไปถึงเป้าวางหรือไม่...เฉพาะหน้ารอดูจุดเปลี่ยน 23 พ.ค. กรณี 40 สว. ปฏิบัติการสอยพิชิต ชื่นบาน ว่าจะลากเอาเศรษฐาตกเก้าอี้ไปด้วยหรือไม่...

บรรดาเกจิอาจารย์ฟันธงกันเป็นเสียงเดียวว่า  23 พ.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาแน่ แต่เศรษฐายังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่...แล้วจากนั้นอีกประมาณเดือนครึ่งไปรอฟังคำตอบ ใครรอดใครร่วง...

ประมวลข่าวประเมินสถานการณ์...ราคาต่อรองพิชิต โอกาสรอด 10 ไม่รอด 90 ส่วนนายกฯ รอด 51 ไม่รอด 49...

จาก 23 พ.ค. ไปโฟกัสกันวันที่ 29 พ.ค. ทักษิณ ชินวัตร ต้องไปฟังคำสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้องคดีมาตรา 112 จากอัยการสูงสุด...ตอนนี้ราคาต่อรอง 60 ไม่ฟ้อง 40 ฟ้อง...

ดูตัวเลขพยากรณ์จาก 2 กรณีแล้วหลายคนอาจขัดอกขัดใจ เพราะถ้าเป็นไปตามนี้แปลว่าระบอบทักษิณยังไปต่อและมีแนวโน้มฮึกเหิมต่อไป...ทราบแล้วเปลี่ยน!!

‘เนทันยาฮู-ผู้นำฮามาส’ โดนคู่!! ‘ไอซีซี’ โร่ขอหมายจับ ข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

(21 พ.ค.67) คาริม ข่าน อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) กล่าวว่า เขาได้ขอหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล นายยูอาฟ กัลลันท์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล และผู้นำฮามาสอีก 3 คน ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม

แถลงการณ์ของข่านถูกเผยแพร่หลังสงครามในฉนวนกาซายืดเยื้อมานานกว่า 7 เดือน โดยระบุว่า เขามีเหตุผลอันสมควรที่ทำให้เชื่อว่า ชายทั้ง 5 คนนี้ต้องรับผิดทางอาญาต่อข้อกล่าวหาว่าได้ก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ข่านกล่าวด้วยว่า เขาได้ยื่นขอหมายจับเนทันยาฮูและกัลลันท์ ที่ดูแลการรุกรานของอิสราเอลต่อกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา หลังจากกลุ่มติดอาวุธฮามาสได้โจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมปีก่อน

ขณะเดียวกันก็ยังได้ยื่นขอหมายจับยาห์ยา ซินวาร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส โมฮัมเหม็ด อัล-มาสรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เดอีฟ และอิสมาอิล ฮานีเยห์ หัวหน้าสำนักการเมืองของกลุ่มฮามาสด้วย

ข่านระบุว่า อิสราเอลก็เหมือนรัฐอื่น ๆ ที่มีสิทธิที่จะดำเนินการเพื่อปกป้องพลเมืองของตน แต่สิทธิดังกล่าวไม่ทำให้อิสราเอลหรือรัฐใด ๆ พ้นจากพันธกรณีในการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

“อาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการโดยอิสราเอลนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีพลเรือนชาวปาเลสไตน์อย่างกว้างขวางและเป็นระบบตามนโยบายของรัฐ และจากการประเมินของเรา อาชญากรรมเหล่านี้ยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้” ข่านกล่าว

หลักฐานที่สำนักงานของเขารวบรวมมาได้แสดงให้เห็นว่า อิสราเอลได้กีดกันพลเรือนจากสิ่งของที่ขาดไม่ได้สำหรับการอยู่รอดของมนุษย์อย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงอาหาร ยารักษาโรค และพลังงาน ซึ่งเนทันยาฮูและกัลลันท์ต้องรับผิดชอบ เพราะอิสราเอลจงใจก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง และการสังหารซึ่งเป็นอาชญากรรมสงคราม

ขณะที่ผู้นำกลุ่มฮามาสเผชิญข้อกล่าวหาว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่กลุ่มฮามาสก่อขึ้น รวมถึงการทำลายล้างและฆาตกรรม การจับตัวประกัน การทรมาน การข่มขืน และการกระทำรุนแรงทางเพศอื่น ๆ

หลังจากนี้องค์คณะผู้พิพากษาก่อนพิจารณาคดีจะตัดสินว่า หลักฐานที่อัยการได้นำเสนอนั้นเพียงพอที่จะให้ไอซีซีออกหมายจับหรือไม่ อย่างไรก็ดี ไอซีซีไม่มีอำนาจให้การบังคับให้มีการดำเนินการตามหมายจับแต่อย่างใด

การสอบสวนในกรณีสงครามฉนวนกาซาโดยไอซีซีถูกต่อต้านจากทั้งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ขณะที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรมสงคราม และยังมีการวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของข่านอีกด้วย

เนทันยาฮู กล่าวว่า การตัดสินใจของข่านเป็นการบิดเบือนความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับปฏิเสธการที่อัยการไอซีซีนำเอาอิสราเอลที่เป็นประชาธิปไตยไปเปรียบเทียบกับกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นฆาตกรสังหารหมู่

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ เรียกการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นเรื่องรับไม่ได้ พร้อมกับย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ไบเดนกล่าวว่า การสนับสนุนของสหรัฐต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของอิสราเอลนั้นแข็งแกร่ง เรายืนหยัดร่วมกับอิสราเอลเพื่อกำจัดฮามาส เราต้องการให้ฮามาสพ่ายแพ้ และเรากำลังทำงานร่วมกับอิสราเอลเพื่อทำให้มันเกิดขึ้น

ขณะที่นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า การดำเนินการนี้ถือเป็นอันตรายต่อการเจรจาข้อตกลงตัวประกันและการหยุดยิง

ซามี อาบู ซูห์รี เจ้าหน้าที่อาวุโสของกลุ่มฮามาส กล่าวว่า การตัดสินใจของอัยการในการออกหมายจับผู้นำฮามาสทั้ง 3 คน ก็เท่ากับว่าเหยื่อมีสถานะเป็นผู้ประหัตประหาร พร้อมกับเรียกร้องให้มีการยกเลิกหมายจับผู้นำของตนด้วย

ด้านเบนนี เกนต์ซ สมาชิกคณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอล กล่าวว่า การเปรียบเทียบผู้นำประเทศประชาธิปไตยที่มุ่งมั่นจะปกป้องตนเองจากความหวาดกลัวอันน่ารังเกียจต่ผู้นำองค์การก่อการร้ายกระหายเลือด ถือเป็นการบิดเบือนความยุติธรรมอย่างลึกซึ้ง และเป็นการล้มละลายทางศีลธรรมอย่างโจ่งแจ้ง

‘เศรษฐกิจสีชมพู’ โอกาสที่ ‘ไทย’ ไม่ควรมองข้าม ดึงกลุ่ม ‘LGBTQ+’ ผู้มีกำลังซื้อมหาศาลเข้าประเทศ

เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘Salika’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

ก่อนจะถึงเดือนมิถุนายน เดือน Pride Month ช่วงเวลาที่ทั่วโลกเปิดรับความหลากหลายทางเพศที่ไร้ซึ่งข้อจำกัดเดิม ๆ อยากพาทุกคนมารู้จักกับ ‘เศรษฐกิจสีชมพู’ หรือ ‘Pink Economy’ อีกหนึ่งโอกาสของ ‘ประเทศไทย’ ที่จะใช้ความโดดเด่นของพื้นที่ที่เปิดกว้างและมอบอิสระให้ชาว LGBTQ+ ในการสร้างธุรกิจที่โดนใจกลุ่มคนเหล่านี้

โดยในปี 2566 ข้อมูลจาก LGBT Capital ระบุว่า ประเทศไทย ติดอันดับ 4 ของโลก ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBT สูงที่สุด อีกทั้งแนวโน้มการจัดอันดับระดับสากล ในแง่ประเทศที่เป็นมิตรต่อ LGBTQ+ มากที่สุด ซึ่งไทยก็มีคะแนนไต่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพดินแดนที่เปิดกว้างพร้อมโอบอุ้มความหลากหลายทางเพศ จนนี่อาจกลายมาเป็นจุดขายใหม่ทางเศรษฐกิจได้

บทความจาก สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในแต่ละปีของเทศกาลไพรด์ หรือ Pride Month ในเดือนมิถุนายน การจัดงานนี้ที่ประเทศไทยได้รับการกล่าวถึงในกลุ่ม LGBTQ+ ทั่วโลก เพราะมีสีสันและน่าตื่นตาตื่นใจมาก

และการรวมตัวหรือรวมกลุ่มของชาว LGBTQ+ นี่เอง ที่ทำให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างเม็ดเงินมหาศาลของคนเหล่านั้นได้เช่นกัน ซึ่งภาษาในทางการตลาด เรียกว่า PINK ECONOMY หรือเศรษฐกิจสีชมพู ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐฯ ช่วงกลางทศวรรษ 1960 เมื่อบริษัทต่างๆ เริ่มมองเห็น ‘กำลังซื้อ’ และการใช้จ่ายที่หนักและหลากหลายของกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งมากกว่ากลุ่มเพศตรงข้าม และกลุ่มครอบครัวที่มีลูก แม้จะไม่ได้มีรายได้สูงกว่าก็ตาม

แต่ด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่ต่างออกไป ไม่มีลูก ไม่มีภาระทางครอบครัวมากนัก จึงมีเงินในกระเป๋าเหลือสูงกว่า มีความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือย และบริการระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้น และมักจะเลือกซื้อด้วยราคาที่แพงกว่าผู้บริโภคกลุ่มครอบครัว

ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า อาหาร ของใช้ส่วนตัว แม้กระทั่งการท่องเที่ยวที่เน้นความหรูหรา และหากกลุ่ม LGBTQ+ เลือกใช้ชีวิตคู่ ก็ยิ่งมีกำลังซื้อสูงขึ้นแบบทวีคูณไปอีก เรียกว่า DINK หรือ Double Income, No Kids มีรายได้สองเท่า ไม่มีลูกเป็นเงื่อนไข และใช้จ่ายได้อิสระ

โดย PINK ECONOMY ในสหรัฐนั้น อาจสูงถึง 780,000 ล้านดอลลาร์จากการประเมินของ Witeck Communication บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ธุรกิจของสหรัฐ ขณะที่ประมาณการกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ทั่วโลกอาจจะสูงถึง 3.7 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ขณะที่หนังสือพิมพ์ China Daily ของทางการจีน ได้เคยระบุถึงเม็ดเงิน Pink economy ในประเทศเมื่อหลายปีก่อนที่มีขนาดตลาดสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์ จากจำนวน LGBTQ+ ที่มีอยู่ในจีนถึง 70 ล้านคน พูดง่าย ๆ แค่ตลาดคนกลุ่มนี้ในจีนประเทศเดียว ก็เท่ากับประชากรไทยทั้งประเทศแล้ว

ดังนั้น ด้วยโอกาสต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ ทำให้ประเทศไทยไม่ควรมองข้ามความน่าสนใจของ เศรษฐกิจสีชมพู หรือ PINK ECONOMY ด้วยประการทั้งปวง

สำหรับโอกาสของตลาด พลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภค LGBTQ+ ภายใต้ข้อมูล กลุ่มเกย์ และเลสเบี้ยน มีรายได้เฉลี่ยต่อปีสูงกว่าเพศหญิงและชาย มูลค่าตลาดถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะไทย ซึ่งกวาดเม็ดเงินจากคนกลุ่มนี้ได้เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยจะตั้งเป้า เป็นฮับ LGBTQ+ Destination และเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ ระดับสากล เช่นเดียวกับ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส อังกฤษ และออสเตรเลีย อีกด้วย โดยจะเดินหน้าพัฒนาการเดินทางมาเยือนให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย และมีที่พักโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว สถานบริการเฉพาะกลุ่ม ตลอดจนคลินิกสุขภาพเพศหลากหลายอย่างครบครัน ผลักดัน ซีรีส์วายไทยให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ไปในตัว

โดยล่าสุดได้มีการวิเคราะห์โอกาสทางการตลาดผ่าน เศรษฐกิจสีชมพู หรือ PINK ECNOMY ที่เกิดขึ้นจากพลังซื้อ กลุ่ม LGBTQ+ ทั้งนี้ โอกาสของธุรกิจ และกิจกรรมที่มีศักยภาพ ซึ่งรัฐและเอกชนต้องช่วยขับเคลื่อน มีดังนี้

1. ส่งเสริม เทศกาล Pride Month ต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่ และ ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ สร้างความพร้อมของพื้นที่เพื่อเสนอตัว เป็นเจ้าภาพ จัด WorldPride เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาร่วมงานมากขึ้น และสนับสนุนแบรนด์สินค้าให้ใช้ในเทศกาล ชูธงสีรุ้ง แสดงสัญลักษณ์ของการเป็นส่วนหนึ่งบนแพลตฟอร์มและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม LGBTQ+ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย

2. ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย อาศัยจุดแข็งของไทย ที่ติดอันดับประเทศน่าเที่ยวของชาว LGBTQ+ ดึงแหล่งท่องเที่ยวและเทศกาลท้องถิ่นมาเป็นจุดขาย ใช้โอกาสพัฒนาสินค้าชุมชนให้น่าสนใจ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาเที่ยวและใช้จ่ายมากขึ้น

3. ส่งเสริมธุรกิจด้านความบันเทิง คลับ บาร์ ราตรีสถาน หรือการประกวด LGBTQ+ เพื่อให้เป็นฮับของการมาผ่อนคลายและสนุกสนาน

4. ส่งเสริมธุรกิจด้านสุขภาวะและอสังหาริมทรัพย์สำหรับเพศหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่ม LGBTQ+ ทั้งในด้านการดูแลสุขภาพเฉพาะ การผ่าตัดแปลงเพศ และการจัดสรรบ้านพักอาศัยสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน

มือดีปล่อยคลิปหลุด ‘พิมพ์ กรกนก’ ยอมมอบกับตำรวจไซเบอร์ สารภาพทำไปเพราะถูกฝ่ายชายนอกใจ พร้อมยอมรับผิดทั้งหมด

(21 พ.ค.67) กัน จอมพลัง พา น.ส.เอ นามสมมติ เข้าพบตำรวจไซเบอร์ หลังจากที่มีกระแสข่าวเกิดขึ้นว่ามีคนปล่อยคลิปลับของ ‘พิมพ์ กรกนก’ เน็ตไอดอลสาว จนได้รับความเสียหาย

โดย กัน จอมพลัง กล่าวว่า น.ส.ได้ติดต่อมาขอปรึกษากับตน ซึ่งตอนแรกตัวของน้องยังลังเลอยู่ไม่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง แต่ตัวของน้องรู้สึกผิด จึงอยากจะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ ก็เลยเกลี้ยกล่อมให้มาพบตำรวจเพื่อให้ข้อมูลและสอบปากคำ โดยตัวน้องยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำ และยอมรับผิดทั้งหมด

ด้าน น.ส.เอ คนปล่อยคลิป เปิดเผยว่า ตนเองได้คบกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตแฟนของ พิมพ์ กรกนก ช่วงระหว่างคบหาดูใจกัน ก็เกิดมีปัญหากันขึ้น มีช่วงหนึ่งที่เธอไปต่างประเทศ เมื่อกลับมา ก็พบว่าแฟนหนุ่มมีท่าทีที่ผิดปกติไป จึงสงสัยว่าแฟนหนุ่มนอกใจไปอยู่กับใคร จากนั้นจึงนำโทรศัพท์ของแฟนหนุ่มมาดู ปรากฏว่า พบคลิปลับแฟนหนุ่มมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น จึงไล่ดูไปเรื่อย ๆ พบว่ามีคลิปของเหยื่อ ซึ่งเป็นแฟนเก่าที่เลิกรากันไปแล้ว รวมถึงมีคลิปของตนเองด้วยเช่นกัน 

ด้วยความเสียใจและรู้สึกรับไม่ได้กับภาพที่ได้เห็นรวมถึงถูกแฟนหนุ่มนอกใจ จึงส่งคลิปทั้งหมดเข้ามาที่โทรศัพท์ของตัวเอง จากนั้นก็ส่งคลิปให้เพื่อนเพื่อเป็นการระบายความรู้สึก

เธอบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เธออยากขอโทษผู้เสียหาย ยอมรับผิดในสิ่งที่ทำและจะขอเยียวยาผู้เสียหายให้มากที่สุด

ด้าน พล.ต.ต. ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผู้บังคับการ สอท.1 บอกว่า หลังจากผู้ปล่อยคลิปติดต่อเข้าพบตำรวจ หลังจากตำรวจนี้ก็จะดำเนินการสอบสวน รวมทั้งต้องตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ส่งคลิปดังกล่าวอย่างละเอียด ตำรวจจะไม่ตรวจสอบเพียงมิติเดียว และจะดำเนินการเอาผิดตามขั้นตอน

ส่วนฝ่ายชายที่เป็นคนถ่ายคลิปจะมีความผิดด้วยหรือไม่ เรื่องนี้อยู่ในสำนวนการสอบสวน ต้องดูว่าตอนถ่ายคลิปสมัครใจทั้งสองฝ่ายไหม หรือโดนบังคับ อยู่ระหว่างสอบสวน ฝากเตือนคนที่ดูคลิปแล้วแชร์ ขอให้หยุด เพราะจะมีความผิดด้วย 

‘ญี่ปุ่น’ ติดฉากกั้นสีดำบังวิว ‘ภูเขาไฟฟูจิ’  อวสานจุดเช็กอิน นักท่องเที่ยว ‘ไร้วินัย’

(21 พ.ค.67) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ กันว่าการได้ชมวิวภูเขาไฟฟูจิถึงจะเรียกได้ว่าเดินทางถึงญี่ปุ่นจริง ๆ และเมืองฟูจิคาวากุจิโกะก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่ได้รับความนิยมมากจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงร้องเรียนจากคนท้องถิ่นว่าแขกผู้มาเยือนเหล่านี้มักจะทิ้งขยะเรี่ยราด รุกล้ำพื้นที่ หรือแม้กระทั่งฝ่าฝืนกฎจราจร เพื่อที่จะได้รูปในมุมที่สวยที่สุดเอาไปแชร์ลงโซเชียลมีเดีย

ชาวเมืองเล่าว่า นักท่องเที่ยวบางคนจอดรถในที่ห้ามจอด ไม่สนป้ายคำเตือนห้ามสูบบุหรี่ และไปยืนออกันอยู่บนบาทวิถี เพื่อจะถ่ายรูปกับร้านสะดวกซื้อซึ่งมีวิวยอดภูเขาไฟที่มีหิมะปกคลุมเป็นฉากหลัง

ล่าสุดวันนี้เจ้าหน้าที่ของเมืองเริ่มนำฉากตาข่ายสีดำขนาดกว้าง 2.5 เมตร ยาว 20 เมตร มาติดตั้งตรงจุดเช็กอินถ่ายรูปจนแล้วเสร็จเมื่อช่วงสาย ๆ ที่ผ่านมา ตามรายงานของผู้สื่อข่าวเอเอฟพี

“ฉันหวังว่าตาข่ายนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้มีใครทำกิจกรรมอันตรายบริเวณนี้อีก” มิจิเอะ โมโตโมจิ วัย 41 ปี เจ้าของร้านขนมหวานพื้นบ้านญี่ปุ่นในพื้นที่บอกกับเอเอฟพี

ด้าน คริสตินา รอยส์ นักท่องเที่ยวชาวนิวซีแลนด์ วัย 36 ปี ออกมาบ่นด้วยความเสียดายว่า “ฉันรู้สึกผิดหวังที่พวกเขาเอาตาข่ายมาติดตั้ง ตรงนี้มันเป็นจุดถ่ายรูปที่เยี่ยมมาก แต่ก็เข้าใจได้ พวกเรามาถึงตั้งแต่คืนวานนี้ และได้ถ่ายรูปเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะมีการติดตั้งฉาก และมีคนจำนวนมากที่ทำแบบเรา”

“จะว่าไปมันก็อันตรายอยู่ เพราะมีรถยนต์ขับไปมาบนถนน ยังมีสถานที่อื่น ๆ ที่พวกคุณสามารถถ่ายภาพกับภูเขาไฟฟูจิได้”

ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเยือนมากเป็นประวัติการณ์ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งทะลุ 3 ล้านคนต่อเดือนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และอีกครั้งในเดือน เม.ย.

นักท่องเที่ยวที่จะใช้เส้นทางยอดนิยมปีนขึ้นภูเขาไฟฟูจิในฤดูร้อนปีนี้จะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2,000 เยนต่อคน โดยทางการยังได้จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยววันละไม่เกิน 4,000 คนเพื่อลดปัญหาความแออัด

'ปราชญ์ สามสี' ตั้งข้อสังเกต 2567 คืนชีพขบวนการล้มเจ้าด้วยทริกใหม่ 'ตัดสิ่งที่ไม่ได้ใช้-สิ่งที่เสียหาย-ควบคุมไม่ได้' ออกจากขบวนการ

(21 พ.ค.67) เพจ 'ปราชญ์ สามสี' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

จับได้สถานการณ์หลังจากนี้นะครับ

เราจะเห็นได้ว่าแม้ว่าตัวแปรทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปยังไง จะย้ายค่ายย้ายสี

แต่จะเห็นชัดในปี 2567 นี้คือการก่อร่างสร้างตัวของขบวนการโจมตีสถาบัน ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

"มีการโอนถ่ายอำนาจเปลี่ยนจากผู้นำทำความคิดรุ่นเก่าไปสู่ผู้นำทางความคิดรุ่นใหม่..."

ถ้าเปรียบเป็นบ้านก็คือมีการเดินสายไฟใหม่
เปลี่ยนหม้อแปลงจ่ายไฟ...หันมาใช้เงินภาษีมากขึ้น

"ตัดสิ่งที่ไม่ได้ใช้ สิ่งที่เสียหาย หรือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้...ออกไปจากขบวนการ"

ทั้งในเรื่องการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ และการเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูซ้ำรอยด้านประวัติศาสตร์จะมีให้เห็น

โดยมีฐานเชิงสัญลักษณ์อยู่ที่ฝรั่งเศสนั่นแหละ

‘สาวสุดทน’ ยอมลาออก!! หลังใช้สิทธิลาคลอด  เหตุถูกเพื่อนร่วมงานแขวะ “เบียดเบียนงานคนอื่น”

(21 พ.ค.67) สาวรายหนึ่งโพสต์ในกลุ่ม JobThai Official Group เพื่อการหางาน หาคน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน พร้อมแนบภาพแชตที่สนทนากับเพื่อนร่วมงาน โดยระบุว่า

"คือเรากำหนดคลอดกรกฎาคมนี้ แต่เราแจ้งหัวหน้างานไปแล้วว่าจะใช้สิทธิลาคลอดเลย หัวหน้างานอนุมัติเรียบร้อยไม่มีปัญหา แจ้งตามกฎบริษัทเรียบร้อย แต่มาเจอคำพูดเพื่อนร่วมงานท่านนึง แบบนี้ทำให้เรากดดันมากค่ะ ส่วนนี้ที่นำมาปรึกษาใครเจอแบบนี้บ้างคะอันนี้ แค่บางส่วนนะคะไม่รวมส่วนที่เขาพูดแขวะตลอด"

ซึ่งในแชท เพื่อนร่วมงานได้ทักมาถามเธอในไลน์กลุ่มว่า ลาออกแล้วใช่มั้ยคะ? ซึ่งเธอก็ตอบว่าลาคลอดและแจ้งทางผู้ใหญ่ไปแล้ว แต่อีกฝ่ายก็พิมพ์ต่อมาว่า "อ่อ ไม่ใช่บอกว่าออกแล้วหรอ เลยเช็คให้ชัวร์ จะได้ให้เขาหาคนมาแทน เสียเวลา และเบียดเบียนงานคนอื่นเขา" ซึ่งเธอก็ตอบไปว่า หลังลาคลอดแล้วไม่มีคนเลี้ยงลูกก็จะลาออกให้

หลังจากภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกในกลุ่ม โดยพากันตำหนิทัศนคติของเพื่อนร่วมงานอย่างหนัก พร้อมให้กำลังใจว่าที่คุณแม่ว่าไม่ต้องไปสนใจคนอื่น ใช้สิทธิของตัวเองให้เต็มที่ 

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าของโพสต์ได้มาตอบภายหลังว่า ส่วนนี้แจ้งทางบริษัทและส่งหลักฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบแล้ว รอผลแจ้งกลับ แต่ไม่สามารถร่วมงานกับคนทัศนคติแบบนี้ต่อไปได้อีก เพราะมีผลต่อจิตใจตอนนี้มาก ๆ จึงตัดสินใจเขียนใบลาออกแล้ว มีผลหลังลาคลอดทันที

พระราชดำริฯ โดย 'กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ' เพื่อประโยชน์สุขแก่ 'ชาวประชา-เด็กนักเรียน' ในถิ่นทุรกันดาร

(21 พ.ค. 67) 'มูลนิธิชัยพัฒนา' ได้โพสต์เรื่องราวของ ไข่ไก่ อารมณ์ดี Happy Chicken ไข่โอเมก้า ผลิตผลจากการพัฒนา เพื่อให้ราษฎรในถิ่นทุรกันดารเลี้ยงไก่ไข่ไว้เป็นอาหารโปรตีน ระบุว่า...

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์จากโครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์สัตว์พระราชทานด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และโครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์สัตว์พระราชทานบ้านหนองชะลาบ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก 'ไข่ไก่ อารมณ์ดี Happy Chicken ไข่โอเมก้า' ไข่มีคุณภาพ สะอาด ถูกหลักอนามัย มีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมด้วยวิตามิน โอเมก้า 3 และแร่ธาตุมากมาย เพราะเกิดจากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ ปลอดภัยจากสารเร่งและยาปฏิชีวนะ ทำให้ไก่มีความสุข อารมณ์ดี จึงดีต่อผู้บริโภค ซึ่งการศึกษาวิจัยพบว่าไข่ไก่ที่ได้จากการเลี้ยงแม่ไก่แบบปล่อยอิสระ มีกรดไขมันโอเมก้า วิตามิน A และ E สูงกว่าการเลี้ยงแบบขัง

เรื่องราวก่อนจะมี 'ไข่ไก่ อารมณ์ดี Happy Chicken ไข่โอเมก้า' มาจากปัญหาความยากจนและความทุกข์ยากลำบากของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร โดยเฉพาะเด็ก ๆ ขาดสารอาหารที่จำเป็น

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีโอกาสเสด็จไปกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาค ทำให้ทรงตระหนักถึงปัญหานี้ จึงทรงหาแนวทางแก้ไขตามแนวพระราชดำริของพระราชบิดาที่ว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ ศูนย์พัฒนาปศุสัตว์ตามพระราชดำริ จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553 จึงพระราชทานพระราชดำริให้ศูนย์พัฒนาปศุสัตว์ฯ เป็นศูนย์กลางในการผลิตพันธุ์สัตว์ต่างๆ ที่จำเป็นและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งพิจารณาส่งเสริมพันธุ์สัตว์พันธุ์ดีให้แก่ราษฎรที่ยากจนในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากศูนย์พัฒนาปศุสัตว์ฯ เพื่อให้ราษฎรสามารถเลี้ยงสัตว์ใช้เป็นอาหารโปรตีน 

วันนั้นทรงมีพระราชดำรัสด้วยว่า “...ไก่พวกนี้เขาให้ไข่เรากินแล้ว ก็ต้องเลี้ยงให้เขามีความสุขด้วย ต้องปล่อยให้ออกมาเดินเล่นบ้าง ต้องเลี้ยงแบบให้ไก่มีความสุข หรือที่เรียกว่า เลี้ยงแบบ Happy Chicken...”

จากนั้นในปี 2558 มีกระแสรับสั่งเพิ่มเติมให้ศูนย์พัฒนาปศุสัตว์ฯ ดำเนินการส่งเสริมขยายพันธุ์ไก่ไข่สู่โรงเรียนและผู้ปกครองนักเรียนโดยให้สามารถดำเนินการขยายพันธุ์ได้เอง และให้ดำเนินงานฝึกอบรมและส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่แก่โรงเรียนถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดตาก ผลิตพันธุ์เป็ดไข่สนับสนุนแก่พื้นที่ที่มีความต้องการให้มากขึ้น 

ต่อมาได้พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนาจัดทำโครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์สัตว์พระราชทานบ้านหนองชะลาบจังหวัดตาก เพื่อผลิตและกระจายพันธุ์ไก่ไข่และเป็ดไข่พระราชทานแก่โรงเรียนทุรกันดารพื้นที่จังหวัดตาก รวมทั้งเป็นแหล่งสาธิตฝึกอบรมและศึกษาเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ปีกและการผลิตอาหารสัตว์โดยใช้วัสดุท้องถิ่น

โครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์สัตว์พระราชทานด่านซ้าย จังหวัดเลย และโครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์สัตว์พระราชทานบ้านหนองชะลาบ จังหวัดตาก จึงเป็นโครงการที่ผลิตไก่ไข่พระราชทานและส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่แบบ Happy Chick โดยเป็นการเลี้ยงไก่แบบปล่อย Free range system หมายถึงระบบการจัดการเลี้ยงไก่ที่ปล่อยให้ไก่ได้ออกมาภายนอกได้อย่างอิสระในพื้นที่ที่มีหญ้าปกคลุม ทำให้ไก่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น การคลุกฝุ่น การไซร้ขน การจิกกินพืช ผัก และแมลง ทำให้ไก่มีความสุข จึงเรียกว่า 'Happy Chicken' รวมทั้งการใช้อาหารที่มีวัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อพระราชทานพันธุ์ไก่ไข่ที่มีคุณภาพแก่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารและประชาชนที่ยากจน ตลอดจนประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ

พระราชดำรินี้เกิดประโยชน์สุขโดยตรงแก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่จะได้รับอาหารโปรตีนไว้บริโภคอย่างเพียงพอ ขณะที่เกษตรกรได้รับองค์ความรู้การเลี้ยงไก่ไข่ที่มีคุณภาพ การผลิตอาหารเลี้ยงไก่ การได้รับการส่งเสริมอาชีพด้านปศุสัตว์ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งได้ขยายต่อยอดไปยังพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย

'ไข่ไก่ อารมณ์ดี Happy Chicken ไข่โอเมก้า' ปัจจุบันยังเป็นสินค้าส่งมอบความสุขแก่ผู้บริโภคทั่วไป ด้วยเป็นที่ยอมรับว่าเป็นไข่คุณภาพถูกหลักอนามัย ดีต่อกายและใจ

นี่คือเรื่องราวความหมายที่อยู่เบื้องหลังผลิตผลจากการพัฒนาของมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งมีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนให้มีความร่มเย็นเป็นสุขและอยู่ดีกินดี อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศ

📢ผู้สนใจ 'ไข่ไก่ อารมณ์ดี Happy Chicken ไข่โอเมก้า' สามารถติดต่อได้ที่ โครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์สัตว์พระราชทานด่านซ้าย จังหวัดเลย โทร. 042 810497 และโครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์สัตว์พระราชทานบ้านหนองชะลาบ จังหวัดตาก โทร. 055 508950

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ลงพื้นที่ตรวจและสังเกตการณ์การบริหารจราจรหน้าโรงเรียน 3 แห่ง กำชับตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกและเร่งระบายรถ เพื่อไม่ให้กระทบกับการจราจรภาพรวม

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2567) เวลาประมาณ 05.45 น. พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) กำกับดูแลงานจราจร ได้เดินทางไปตรวจสอบและสังเกตการณ์การบริหารงานจราจร บริเวณหน้าโรงเรียน 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งอยู่บนถนนที่มีการจราจรหนาแน่นในช่วงเวลาเร่งด่วน ได้แก่ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ถ.สามเสน , โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ คอนแวนต์ ถ.ราชวิถี เขตดุสิต และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ถ.สาธร แขวงสีลม เขตบางรัก โดยมี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิต ผู้บังคับการตำรวจจราจร พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการตำรวจจราจร , สถานีตำรวจนครบาลสามเสน , สถานีตำรวจนครบาลดุสิต และสถานีตำรวจนครบาลยานนาวา ร่วมตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์

จากการตรวจสภาพการจราจรและการอำนวยการจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจนครบาลพื้นที่ ในทุกจุดที่ตรวจเยี่ยม ภาพรวมพบว่ามีผู้ปกครองจำนวนมากขับรถมาส่งบุตรหลานที่โรงเรียน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ของทางโรงเรียน ผู้ปกครองจิตอาสา ช่วยกันบริหารจัดการการรับ-ส่งนักเรียนให้เกิดความรวดเร็ว ไม่ให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้ทางสัญจรบนถนนร่วม ทำให้การจราจรมีความคล่องตัว ทั้งนี้ ได้มีผู้ปกครองร่วมพูดคุยถึงสภาพปัญหาการจราจรในบางจุดที่อาจมีปัญหา ซึ่ง พล.ต.ท.กรไชยฯ ได้กำชับให้ตำรวจจราจรประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดูแลอำนวยความสะดวกการจราจรให้เกิดความคล่องตัวมากที่สุด

นอกจากนี้ ในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน อาจมีฝนตกในชั่วโมงเร่งด่วน หรือมีน้ำท่วมขังบางจุด ส่งผลให้มีปัญหาการจราจรได้ ขอให้ตำรวจจราจรได้ระดมกำลังออกไปอำนวยการจราจร ให้ความช่วยเหลือ แก้ไขสถานการณ์ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน อย่างเต็มกำลัง 

ทั้งนี้ พล.ต.ท.กรไชยฯ ได้ขอบคุณทีมงานเจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่ร่วมกันบริหารจัดการจราจรอย่างเป็นระบบ เกิดความสะดวกและปลอดภัยต่อตัวนักเรียนและประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าว พร้อมให้กำลังใจตำรวจจราจรทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top