Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘ทนายเดชา’ ชี้ ครูใช้ปัตตาเลี่ยน ตัดผมนักเรียน เป็นการกระทำผิดกฎหมาย  แจง!! เป็นเจตนาร้าย ต้องการให้อับอาย แนะ ‘ควรตัดคะแนน-เชิญผู้ปกครอง’

(22 พ.ค.67) เปิดเทอมปุ๊บ ดราม่าปั๊บ หลังพบคลิปครูใช้ปัตตาเลี่ยนไถผมนักเรียนชาย ที่ไว้ผมรองทรง แม้ว่า กฎกระทรวงศึกษาจะมีการผ่อนคลายเรื่องทรงผมไปแล้วก็ตาม

โดยคลิปดังกล่าว ผู้ใช้ทวิตเตอร์ (X) รายหนึ่ง ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.ราชบุรี โดยระบุข้อความว่า 

“เราเห็นคลิปนี้ในเฟซบุ๊ก รบกวนดันคลิปนี้ให้หน่อยได้ไหมคะ ดึงผมนักเรียนแรง และทำเกินไป ดูจากข้างหลังน่าจะต่อแถวตัดผมกับครูกันยาวเลยค่ะ #สถานศึกษาแห่งนึงในราชบุรี”

ทั้งนี้คลิปดังกล่าว มีเสียงดังอยู่ในคลิปว่า “อาจารย์ มันเกินอันนี้ไปหน่อยนะ” ซึ่งอาจารย์ได้ตอบเสียงดังกลับมาว่า “ไม่เกิน”

จากกรณีนี้ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือ ทนายเดชา ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์ โดยระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “ครูใช้ปัตตาเลี่ยน ตัดผมนักเรียนที่ผมยาวผิดระเบียบ ผิดกฎหมายนะครับ ถือเป็นเจตนาร้าย เพราะทำให้เด็กอับอาย”

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “วิธีการที่ถูกต้องในการลงโทษนักเรียนคือการตัดคะแนนหรือเชิญผู้ปกครองมาพบ หรือสั่งพักการเรียน ส่วนการทำร้ายร่างกายการประจานเด็กหรือการตัดผมเด็ก เพื่อให้อับอาย เป็นวิธีการที่ผิดกฎหมาย ไม่มีกฎหมายรองรับ”

‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์ข้อความลงเฟซ รำลึก 10 ปี การรัฐประหาร เผย!! มีความหวังที่จะเห็นประเทศไทย เดินไปสู่ประชาธิปไตย

(22 พ.ค.67) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Yingluck Shinawatra โดยได้ระบุว่า...

นับเป็นเวลา 10 ปีแล้วจากวันที่เกิดการรัฐประหาร เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 จนมาถึงวันนี้เป็นเวลาที่ยาวนาน แต่ดิฉันเริ่มมีความหวังค่ะ ก็คือการที่เห็นประเทศกลับคืนสู่หนทางแห่งประชาธิปไตย โดยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เขียนโดยประชาชน เพื่อประชาชน ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนไปพร้อมๆกัน

รอความหวังที่จะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงค่ะ

ทวนความจำชาวสยามในวันที่ 'พรรคเพื่อไทย' ลั่นต้าน ‘รัฐประหาร’ บทลงเอยมีแค่ 'ทำวันนี้เพื่อชาติ' หรือ 'ผิดพลาดเช่นในอดีต'

ทันทีที่แถลงการณ์ '10 ปีที่ผ่านไป จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ยุติวงจรรัฐประหาร ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน' ของพรรคเพื่อไทยปรากฏออกมา...

ฉับพลันทันใดก็เกิดคำถามต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะคำถามที่มุ่งไปถึงเหตุอันทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยจำนวนมากต้องออกมาเดินถนนเพื่อประท้วงรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น ใต้เงาแห่งทุจริตคอร์รัปชันที่คลุมรัฐบาลในขณะนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ 'โครงการจำนำข้าว' 

พูดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องขอหยิบยกข้อมูลที่ย้อนไปเมื่อ 1 มิถุนายน 2565 โดยมี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้ซึ่งเปิดโปงการทุจริต ‘โครงการจำนำข้าว’ ได้มีการโพสต์ในเฟซบุ๊กไว้ดังนี้...

ในอภิปรายงบประมาณถึงโกงจำนำข้าว "ตั้งแต่ปี 54 โครงการจำนำข้าว ขาดทุน 9.5 แสนล้านบาท รัฐบาลชุดนี้ ตั้งงบประมาณชำระหนี้ไปแล้ว 7.8 แสนล้านบาท คงเหลือเงินต้นและดอกเบี้ยอีก 3 แสนล้านบาท" เป็นคำพูดของพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ตอบนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กรณีกล่าวหาตั้งงบประมาณส่อโกง และวันนี้คนที่เกี่ยวข้องกับการโกงจำนำข้าวถูกตัดสินจำคุกนับสิบคน รวมทั้งนายบุญทรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น เสี่ยเปี๋ยง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ฯลฯ รวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งหลบหนีไปอยู่ในต่างประเทศจนทุกวันนี้

พรรค ‘เพื่อไทย’ (เริ่มตั้งแต่พรรค ‘ไทยรักไทย’ ถูกยุบ ตั้งพรรคใหม่เป็นพรรค ‘พลังประชาชน’ ถูกยุบและตั้งพรรคใหม่อีกเป็น ‘เพื่อไทย’) เป็นพรรคการเมืองที่มีรัฐมนตรีติดคุกด้วยคดีทุจริตประพฤติมิชอบมากที่สุด ได้แก่...

(1) บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณินย์ และ (2) ภูมิ สาระผล อดีตรมช.พานิชย์ จากคดีทุจริตจำนำข้าว 

(3) วัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร 

(4) เบญจา หลุยเจริญ อดีตรมช.คลัง จากคดีทุจริตช่วย 'โอ๊ค-เอม' ซื้อหุ้นชินคอร์ปโดยไม่ต้องเสียภาษี 

(5) ยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.มหาดไทย มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากคดีที่ดินอัลไพน์ 

(6) ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรมว.ทรัพยากรฯ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากคดีการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมในกระทรวงทรัพยากรฯ ขณะเป็นปลัดกระทรวงฯ 

(7) ชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตรมว.เกษตรฯ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากคดีฮั้วประมูลจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ 

(8) สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา 157 กรณีที่มีการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) จำคุก 1ปี 

(9) ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก 

(10) ประชา มาลีนนท์ อดีตรมช.มหาดไทย จากคดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิง (อยู่ระหว่างการหลบหนีคดี)

และ (11) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากคดีทุจริตจำนำข้าว (อยู่ระหว่างการหลบหนีคดี) ทั้งนี้ยังไม่รวมนักการเมืองและผู้เกี่ยวข้องในสังกัดของพรรค ‘เพื่อไทย’ พรรค ‘ไทยรักไทย’ และพรรค ‘พลังประชาชน’ อีกหลายคนที่ถูกตัดสินจำคุกจากคดีที่เกี่ยวข้องการทุจริตประพฤติมิชอบ 

มูลเหตุในการรัฐประหารทุกครั้งที่ผู้ก่อการหยิบยกมาเป็นเหตุผลคือ ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ เมื่อมีการตรวจสอบโดยไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองเข้าแทรกแซง แล้วผลการตรวจสอบก็พบว่า มี ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ เกิดขึ้นจริง ทั้งยังเป็นการสร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองอย่างมากมายมหาศาล ดังนั้นหากไม่สามารถกำจัด ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ โดยนักการเมืองและพรรคการเมืองให้หมดสิ้นไปได้แล้ว ย่อมมีโอกาสที่จะทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยจำนวนมากออกมาเดินถนนประท้วงรัฐบาลที่มีพฤติการณ์และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ อีกอย่างแน่นอน จึงต้องเกิด ‘รัฐประหาร’ อีกเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็น ‘วงจรอุบาทว์’ โดยมี การเลือกตั้ง -> จัดตั้งรัฐบาล -> เกิดวิกฤตการณ์จาก ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ ของนักการเมือง -> เกิดการรัฐประหาร  -> ยกเลิกรัฐธรรมนูญ -> ร่างรัฐธรรมนูญ -> กลับเลือกตั้งอีก ทั้งนี้หากไม่สามารถที่จะหยุดยั้ง ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ ได้ก็จะไม่สามารถป้องกัน ‘วงจรอุบาทว์’ ในอนาคตได้เลย

การหยิบยกเอา ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ ป้องกัน ‘การรัฐประหาร’ เพื่อหยุดยั้ง ‘วงจรอุบาทว์’ ไม่มีทางสำเร็จอย่างแน่นอนหากไม่จัดการป้องกัน ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ อย่างเด็ดขาดจนหมดสิ้นไป เพราะผู้ก่อการ ‘การรัฐประหาร’ ย่อมเป็น ‘รัฏฐาธิปัตย์’ (ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดในรัฐ) เสมอ หากพรรค ‘เพื่อไทย’ มีความตั้งใจจริงในการกำจัด ‘วงจรอุบาทว์’ ด้วยไม่ต้องการให้ ‘การรัฐประหาร’ เกิดขึ้นอีกนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องอ้างถึงการร่าง ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ แต่อย่างใดเลย เพราะเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้มีความเข้มข้นและชัดเจนในเรื่องของการป้องกันและปราบปราม ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ ของนักการเมืองและพรรคการเมือง มากอยู่แล้ว 

หากรัฐบาลโดยพรรค ‘เพื่อไทย’ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงตรง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนและพวกพ้อง มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างที่สุดในการต่อต้านและปฏิเสธ ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ ของนักการเมืองและพรรคการเมือง เพียงเท่านี้ ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ ของนักการเมืองและพรรคการเมืองก็จะค่อย ๆ หมดไป ทำให้ไม่มีเหตุผลให้พี่น้องประชาชนคนไทยจำนวนมากต้องออกมาเดินถนนประท้วงรัฐบาลอีก และไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่ผู้ก่อการ ‘รัฐประหาร’ จะนำเอาเรื่องของ ‘การทุจริตประพฤติมิชอบ’ มาเป็นความชอบธรรมในการก่อการได้อีกเลย 

แต่สิ่งที่รัฐบาลโดยพรรค ‘เพื่อไทย’ ทำอยู่ขณะนี้กลับทำให้เกิดความรู้สึกน่าสงสัยและเคลือบแคลง ไม่ว่าจะเป็นความพยายามเพื่อ ‘ฟอกขาว’ คดีทุจริตจำนำข้าว หรือ โครงการ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ต่างก็ไม่เห็นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตรรกะของพรรค ‘เพื่อไทย’ อาจจะผิดเพี้ยน ด้วยเน้นแต่การต่อต้านการ ‘รัฐประหาร’ แต่กลับไม่กล่าวถึงการต่อต้าน คัดค้านการ ‘ทุจริตคอร์รัปชัน’ อันเป็นสาเหตุต้นตอที่มาของ ‘วงจรอุบาทว์’ ในระบบการเมืองของไทยอย่างแท้จริงแต่ประการใด

ด้วยเพราะ รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งนำโดยพรรค ‘เพื่อไทย’ นั้น มีความชอบธรรมในการจัดตั้งตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันอย่างถูกต้องทุกประการ ทั้งยังมีความมั่นคงทางการเมืองที่เข้มแข็งในระดับที่น่าพอใจ ทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยต่างก็มีความหวังว่า ตลอดอายุของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ ‘นายกฯ นิด เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี จะสามารถสร้างผลงานเพื่อนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าสู่อนาคตด้วยความมั่นคงและยั่งยืน เหมือนดังเช่นนโนยายที่พรรค ‘เพื่อไทย’ ได้นำมาใช้ในการหาเสียง 

ดังนั้นในฐานะที่เป็นคนไทยด้วยกัน ทีมบรรณาธิการของ THE STATES TIMES จึงขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยให้ ‘นายกฯนิด’ ทำงานเพื่อประเทศชาติได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และเมื่อตอนนี้มีโอกาสช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยแล้ว ก็ขอให้ทำให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุด โดยอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน อย่าได้ย้อนทำในเรื่องที่เคยผิดพลาดและไม่ถูกต้องเช่นในอดีตอีก 

ทั้งนี้หากรัฐบาล ‘พรรคเพื่อไทย’ จะได้ถือเอา “ความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงตรง เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนและพวกพ้อง” เป็นที่ตั้งได้แล้ว ความดีต่าง ๆ เหล่านี้จะทำหน้าเป็นเสมือนเกราะป้องกันภัยทางการเมืองต่าง ๆ รวมทั้ง ‘การรัฐประหาร’ ไปจนถึง ‘วงจรอุบาทว์’ ในระบบการเมืองของไทยที่พรรค ‘เพื่อไทย’ ไม่ปรารถนาได้เป็นอย่างดีที่สุด 

พี่สาวสุดสตรอง แม่ติดธุระด่วน ฝากช่วยเลี้ยงน้อง เลยพามานั่งเรียนด้วย ชาวโซเชียลปลื้ม ที่เด็กไม่ยอมขาดเรียน ชี้!! เป็นภาพที่น่ารักมาก

(22 พ.ค.67) ถือเป็นคลิปวีดีโอที่เป็นไวรัลในขณะนี้ เมื่อเด็กน้อยมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียน แม้ว่าทางคุณแม่จะมีธุระด่วนทำให้ต้องเลี้ยงน้องช่วยคุณแม่ แต่น้องก็ไม่ยอมขาดเรียน โดยพาน้องมาเลี้ยงที่โรงเรียน และนั่งเรียนหนังสืออย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เรื่องราวดังกล่าวถูกแชร์ผ่านผู้ใช้งานติ๊กต็อกชื่อ yingggzz ซึ่งเป็นคุณครูได้แชร์คลิปสุดน่ารัก โดยระบุข้อความว่า 

ไม่รู้คนเป็นครูเเบบเราจะรู้สึกยังไง เเต่สิ่งเดียวบอกกับเด็กเสมอว่า ไม่ว่ายังไงอย่าขาดเรียนนะลูก เเม่ไม่ว่างเอาน้องมาเรียนด้วยเลย เเล้วทำจริ้งงงง55555 ดีนะน้องไม่ดื้อ 

เมื่อคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไปทำให้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก อาทิ 

น้องแข็งแกร่งมาก มือนึงอุ้มน้อง อีกมือเขียนสมุด หนูลูกเก่งมาก

พี่เก่งมากเลยค่ะ ที่เลี้ยงน้องได้

ก่อนอื่นต้องชื่นชมครูเลยที่ให้โอกาสและเข้าใจความจำเป็นของเด็ก...น้องน่ารักและเก่งมาก ๆ ค่ะ

ไม่มีอะไรที่พี่คนโตทำไม่ได้โดยเฉพาะพี่สาว

เเข็งแกร่งมากเลยพี่สาวคนนี้

สายตามุ่งมั่นลูก หนํจ๋าโตมา โมเม้นท์นี่ต้องอยู่กับหนูทั้งสองนะคะ แล้วหนูจะน่ารักมาก เป็นต้น 

‘สายป่าน อภิญญา’ ทุ่มเงินครึ่งล้าน ซื้อนักมวยหนุ่มเข้าค่าย ชี้!! ชอบศิลปะมวยไทย อยากปั้นเด็กรุ่นใหม่ ให้ประสบความสำเร็จ

(22 พ.ค.67) สายป่าน อภิญญา เผยจุดเริ่มต้นจับธุรกิจมวยไทย ทุ่มครึ่งล้าน ซื้อนักมวยหนุ่มวัย 19 อนาคตไกล ชี้ประสบการณ์ใหม่ ต้องใจรักมาก

เริ่มเข้าวงการมวย เพราะชื่นชอบเป็นพิเศษ ถึงกับไปเรียนจริงจัง สำหรับนางเอกสาว ‘สายป่าน อภิญญา’ ล่าสุดควักเงินครึ่งล้าน ซื้อตัวนักมวยหนุ่มวัย 19 อนาคตไกล มาปลุกปั้นให้โอกาสขึ้นสังเวียน

โดย สายป่าน ได้เปิดใจถึง ประสบการณ์ใหม่ในวงการมวย ว่า ...

ช่วงนี้ซื้อนักมวยเก่ง? 
“ไม่เก่ง คนเดียวเองค่ะ(หัวเราะ) เพชรโฟกัส ตอนนี้ใช้ชื่อ เพชร โพกัส พีเค ว.อภิญญา ถามว่ามาเข้าวงการมวยได้ยังไง เราชอบ ไปดูแล้วรู้สึกว่าชอบศิลปะป้องกันตัวมวยไทยเป็นพิเศษ แล้วก็เรียน หลังจากนั้นมาพอเราดูทุกๆ วีค มีความชื่นชอบ อยากจะซื้อมวยไว้สักคนหนึ่ง ป่านชอบจริงๆ แล้วน้องเขาดูมีอนาคต เราอยากให้น้องเขาได้โอกาสดีๆ”

“ไม่ถึงกับเป็นโปรโมเตอร์ขนาดนั้นค่ะ ก็คือว่าเราสนับสนุนน้องเขา ดูแลน้องเขา ส่งน้องเขาซ้อม และมีรายการก็ส่งน้องเขาไปแข่งขัน ไปขึ้นชก เราก็คอยเป็นกำลังใจเชียร์ ดูแลเขาอยู่ในสายตาตลอด”

ทุ่มงบไปเท่าไหร่? 
“ไม่บอก(หัวเราะ) ประมาณ 6 หลักกลางๆ ยังไม่คิดจะซื้ออีก ขอลองก่อนเพราะจริงๆ มันไม่ได้ง่ายนะ ทำมวยต้องใจรักมากๆ จริงๆ ค่ะ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับป่านกับวุฒิเลย”

“สำหรับเป้าหมายในการปั้นน้อง ก็ไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่น้องจะไปได้ คือตอนนี้โฟกัสยังอายุ 19 เข้า 20 น้องเขายังไปต่อได้อีกไกล อยากให้น้องเขาประสบความสำเร็จในอาชีพ น้องเขาเป็นมวยที่เก่งอยู่แล้ว อยู่ที่ประสบการณ์ของน้องด้วย”

“ซึ่งป่านยินดีที่จะสนับสนุนน้องเขา ตอนนี้เป็นรายบุคคลไปก่อน สามีเขาก็สนับสนุน เขาอยากทำ พอมาคุยกันเราก็ชอบเหมือนกันนอกเหนือจากดำน้ำแล้ว ก็มีเรื่องมวยนี่แหละที่เราชอบทั้งคู่ มันถึงเวลาแล้ว พอเห็นน้องเขา แล้วรู้สึกว่าน้องเขามีโอกาสมีอนาคตอีกไกลเลย ก็น่าสนใจ”

‘กทพ.’ ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง เพื่อ ‘อำนวยความสะดวก-ลดค่าใช้จ่าย’ ให้ปชช.

(22 พ.ค.67) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษของทางพิเศษ รวม 3 สายทาง ดังนี้

-ทางพิเศษเฉลิมมหานคร จำนวน 19 ด่าน

-ทางพิเศษศรีรัช จำนวน 31 ด่าน

-ทางพิเศษอุดรรัถยา จำนวน 10 ด่าน

ในวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2567 (วันวิสาขบูชา) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. จำนวน 1 วัน ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำปีตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ปรากฏในสัญญาสัมปทาน ฉบับแก้ไขใหม่ ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนในวันหยุด และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน รวมทั้งช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้ใช้ทางพิเศษสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทาง สภาพการจราจร และขอความช่วยเหลือจากศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ EXAT Call Center โทร 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ราชทัณฑ์’ แจงส่งตัว ‘วนรัชต์’ ผู้ต้องหาโกงหุ้น ‘STARK’ นอนโรงพยาบาลตำรวจ  ชี้!! ปฏิบัติตามมาตรฐานการแพทย์ ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด

(22 พ.ค.67) กรมราชทัณฑ์ ได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจง ระบุว่า ตามที่สื่อมวลชนได้เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการเข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม ของกลุ่มผู้เสียหายจากคดีของ นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ ผู้ต้องขัง คดีฉ้อโกง ซึ่งอยู่ระหว่างไต่สวน-พิจารณาคดี ออกไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย.2567 เป็นความจริงหรือไม่ นั้น

กรมราชทัณฑ์ ได้รับรายงานจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แจ้งว่า ได้รับตัว นายวนรัชต์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2567 ด้วยอาการป่วยหลายโรค

ซึ่งระหว่างรักษาตัวอยู่ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ พบว่ามีความผิดปกติ เป็นก้อนเนื้ออักเสบในร่มผ้า ซึ่งได้ทำการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง 14 วัน แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2567 โดยให้เป็นผู้ป่วยใน

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2567 แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ได้ดำเนินการผ่าตัดเพื่อทำการรักษา แต่เนื่องจากมีอาการติดเชื้อ จึงจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสาน เพื่อขอความเห็นประกอบการพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ การรับตัวนายวนรัชต์ กลับไปยังทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์จะต้องได้แจ้งจากโรงพยาบาลตำรวจก่อน กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า ผู้ต้องขังทุกรายหากมีอาการเจ็บป่วยภายในเรือนจํา จะได้รับการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยถือตามหลักสิทธิมนุษยชนและสุขภาพผู้ต้องขังเป็นสำคัญ

และหากอาการเจ็บป่วยเกินขีดความสามารถจะต้องพิจารณาส่งตัวออกไปรักษาที่โรงพยาบาลภายนอก เพื่อให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพและปลอดภัยของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงในการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563

อีอีซี เปิดศูนย์เครือข่ายพลังสตรี อีอีซีนำร่อง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง สร้างกลไกการรับรู้ถึงระดับชุมชน ดึงพลังท้องถิ่นร่วมพัฒนาอีอีซีต่อเนื่อง

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า ศูนย์เครือข่ายพลังสตรี อีอีซี จะเป็นกลไกสำคัญ เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ อีอีซี และประโยชน์สำคัญที่ในพื้นที่จะได้รับ ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง อีกทั้ง กลุ่มเครือข่ายพลังสตรี อีอีซี จะร่วมเป็นแกนกลางในการผลักดันให้สินค้าและบริการของชุมชนเป็นส่วนหนึ่งใน Supply Chain ของนักลงทุน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยศูนย์เครือข่ายพลังสตรี ที่อำเภอปลวกแดงแห่งนี้ จะร่วมกับอีอีซี ทำกิจกรรมประโยชน์ต่อสาธารณในพื้นที่ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

เพื่อให้สามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าและบริการ ในระดับวิสาหกิจชุมชน ไปสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ ผ่านกลไกความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากพื้นที่ อีอีซี ได้มีช่องทางการตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น สร้างโอกาสให้แก่สินค้าชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการท่องเที่ยวของชุมชนให้มีมาตรฐาน รองรับการเข้ามาใช้จ่ายของนักลงทุน และผู้ที่จะมาทำงานในพื้นที่ อีอีซี ต่อไป

พัชรวาท เชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกันปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยลดโลกเดือด เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2567

(21 พฤษภาคม 2567) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ จัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชาของทุกปี โดยมี พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี และผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกิจกรรม พร้อมกับได้ปลูกต้นรวงผึ้ง บริเวณด้านหน้ากรมป่าไม้ 

พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532 อนุมัติให้วันวิสาขบูชาของทุกปีเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และมีการจัดกิจกรรมเป็นประจำทุกปี เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ โดยรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้มีการปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งจะก่อให้เกิดความรัก ความหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มคุณค่าของพื้นที่ป่าไม้ รวมถึงช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ลดมลภาวะจากฝุ่นและหมอกควัน ช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ จังหวัดเพชรบุรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบกล้าไม้มหามงคล "ต้นหัวใจเศรษฐี" ให้กับนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2567 ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศ ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยลดโลกร้อน โดยใช้โอกาสวันสำคัญในวันนี้

ด้านนายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในปีนี้กรมป่าไม้จัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2567 พร้อมกันทั่วประเทศ โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทุกสำนัก และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้สาขาทุกสาขา ยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ปี 2567 ในวันนี้ โดยการจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้กรมป่าไม้ ยังได้เตรียมกล้าไม้เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่สนใจได้นำกลับไปปลูกตามที่อยู่อาศัย วัด โรงเรียน พื้นที่สาธารณประโยชน์ ตามความเหมาะสม โดยสามารถติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ กรมป่าไม้ ทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ต้นไม้ให้คงอยู่เป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทรงคุณค่าตลอดไป 

และในโอกาสวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยกเว้นค่าบริการในการเข้าไปท่องเที่ยวพักผ่อนในวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 สำหรับบุคคลชาวไทยพร้อมยานพาหนะที่เข้าไปใช้บริการในป่านันทนาการ 3 แห่ง ได้แก่ ป่านันทนาการหินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬ ป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี และป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จังหวัดยะลา โดยพื้นที่ป่านันทนาการทั้ง 3 แห่ง จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้ขยายตัวเพิ่มยิ่งขึ้น และช่วยส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติให้แก่ประชาชนควบคู่ไปกับการพักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่ป่านันทนาการได้อย่างเต็มที่

'ไทยภักดี' ลั่น!! รัฐประหารเพียงปลายเหตุ ต้นเหตุคือนักการเมืองโกง  ชี้!! ประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ หยุดรัฐประหารได้แท้จริง

(22 พ.ค.67) พรรคไทยภักดี ได้ออกแถลงการณ์ โดยมีเนื้อหา ระบุว่า...

"รัฐประหารเพียงปลายเหตุ ต้นเหตุคือนักการเมืองโกง ประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักการปกครองเท่านั้นจึงจะหยุดรัฐประหารได้แท้จริง"

วันนี้คือวันครบรอบ 10 ปี การรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกมวลมหาประชาชนชาวไทยจำนวนหลายล้านคนชุมนุมขับไล่อยู่ การรัฐประหารเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เป็นที่มุ่งหวังไม่พึงประสงค์ของทุกๆ ภาคส่วนในสังคมประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับการรัฐประหารมาแล้วทั้งสิ้น 13 ครั้ง มากไม่น้อยเมื่อเทียบกับระยะเวลาประชาธิปไตยไทย 92ปี เฉลี่ยแล้ว 7 ปีมีรัฐประหาร 1 ครั้ง 

"รัฐประหารเพียงปลายเหตุ 
ต้นเหตุคือนักการเมืองโกง"

ซึ่งเหตุผลสำคัญของคณะรัฐประหารโดยส่วนใหญ่คือการฉ้อฉลทุจริตของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการรัฐประหาร 2 ครั้งสุดท้ายในปี 2549 และ 2557 ที่คณะรัฐประหารได้รับดอกไม้ และเสียงชื่นชมสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนเกลียดชังรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีพฤติกรรมฉ้อฉลทุจริตคอร์รัปชัน และเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งแตกแยกแบ่งสีแบ่งฝ่ายของประชาชน สร้างวิกฤตปัญหาร้ายแรงต่างๆ ขึ้นในสังคมไทย ที่สำคัญเป็นรัฐบาลที่ไร้สำนึกทางจริยธรรม ไร้ยางอาย แม้จะมีมวลมหาประชาชนชาวไทยหลายล้านคนลุกขึ้นมาประท้วงขับไล่ทั่วทั้งประเทศก็ไม่ยอมลงจากอำนาจเสียที สุดท้ายกองทัพแห่งชาติจึงต้องทำการรัฐประหารในท้ายที่สุด

พรรคไทยภักดี ยืนยันสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักการปกครองเท่านั้นจึงจะหยุดการรัฐประหารได้อย่างแท้จริง การที่พรรคเพื่อไทย และหลายภาคส่วนในสังคม เสนอให้มีกฎหมายป้องกันการรัฐประหาร หรือให้ศาลไม่ยอมรับ 'อำนาจรัฏฐาธิปัตย์' ของคณะรัฐประหาร เป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้จริง ผิดหลักการทางรัฐศาสตร์ เป็นเพียง 'จินตนาการที่ฟุ้งเฟ้อเลื่อนลอย' เพราะโดยแท้จริงแล้วการหยุดรัฐประหารเริ่มต้นจากตัวพรรคการเมืองเอง ความเป็นประชาธิปไตยในพรรคคือ 'สารตั้งต้นหยุดรัฐประหาร' ถ้าพรรคการเมืองเป็นพรรคของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เป็นพรรคมวลชน (Mass Party) อย่างแท้จริง ไม่ใช่พรรคการเมืองของใครบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่ผูกขาด รวบอำนาจเป็นทาสหัวหน้าพรรค เป็นทาสนายทุนพรรค แบบพรรคเพื่อไทยในปัจจุบันที่กล่าวอ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่ภายในพรรคผูกขาดรวบอำนาจโดยคนเพียงคนเดียว หรือตระกูลเดียว ความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรคยังไม่มี จะสร้างประชาธิปไตยของประเทศได้อย่างไร? 

ถ้าพรรคการเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีมวลมหาประชาชนเป็นเจ้าของพรรค คอยควบคุมนักการเมืองในพรรค พรรคการเมืองนั้นจะเคารพกฎหมาย เคารพรัฐธรรมนูญ ยึดมั่นในหลักนิติรัฐนิติธรรม ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล จะไม่ฉ้อฉลทุจริตคอรัปชั่น จะไม่สร้างวิกฤตปัญหามากมายให้กับประชาชน และประเทศชาติ จะมีมวลมหาประชาชนทั้งหลายเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก กองทัพแห่งชาติก็ไม่อาจจะกระทำรัฐประหารได้  

ในโอกาสนี้พรรคไทยภักดีจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศ มาร่วมกันสร้างพรรคการเมืองของประชาชน (Mass Party) พรรคที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพื่อหยุดวงจรรัฐประหารร่วมกัน

ด้วยจิตคารวะ
พรรคไทยภักดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top