Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘ฮุนได’ จับมือ ‘JWON’ เปิดประสบการณ์งานศิลป์บนรถ ‘IONIQ 5’ เน้น!! พลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (HMT) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนแห่งโลกยานยนต์ ร่วมมือกับศิลปินไทยชื่อดัง ‘JWON’ สรายุทธ คุระแก้ว นำเสนอพลังสร้างสรรค์แห่งศิลปะที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ผ่านการสรรสร้างงานศิลปะหนึ่งเดียวบนรถยนต์ IONIQ 5 ในรูปแบบของ Art Car พร้อมจัดเวิร์กช็อปรอบเอ็กซ์คลูซีฟ ‘IONIQ Powering Arts x JWON’ ณ IONIQ Lab ให้ผู้เข้าร่วมงานสรรค์สร้างงานศิลปะด้วยตัวเอง ไปพร้อมกับสัมผัสการบรรจบกันของความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัย นอกจากนั้น ยังมีนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของ JWON ที่สรรค์สร้างขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ รวมถึงภาพที่วาดขึ้นใหม่ และรูปปั้น Dylie ขนาด 2 เมตร

ศิลปิน JWON สร้างสรรค์ศิลปะ Art Car บน IONIQ 5 ในธีม ‘Dylie, Embark on your journey to the world’ โดยนำก้อนเมฆมาเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจุดประกายการมุ่งหน้าสู่อนาคตที่สดใส และดีต่อชีวิตทุกคน Dylie ยังเป็นมากกว่าองค์ประกอบตกแต่ง แต่เชื่อมโยงผู้ชมเข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างกลมกลืน พร้อมทั้งเป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางอันเปี่ยมชีวิตชีวา บนความยั่งยืนเสมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆที่สวยงาม การผสานพรสวรรค์ทางศิลปะของ JWON เข้ากับนวัตกรรมอันล้ำหน้าของ IONIQ 5 ในครั้งนี้ จึงแสดงถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของศิลปะ ผ่านการสรรค์สร้างแรงบันดาลใจ และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและความยั่งยืน จนก่อเกิดเป็นงานศิลป์บนยนตกรรม Art Car ชิ้นเอกคันแรกและมีเพียงหนึ่งเดียว

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่การนำเสนอผลงานศิลปะผ่าน IONIQ 5 เพียงอย่างเดียว หากยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดพิเศษที่ IONIQ Lab ให้ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสถึงการบรรจบกัน ของความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด โดย JWON ศิลปินผู้โด่งดังด้านการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย ได้ร่วมแบ่งปันเทคนิคพร้อมกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมงาน ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ และนำเสนอเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตนอย่างอิสระ สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการก่อตั้ง IONIQ Lab เพื่อส่งเสริมการสร้างแนวคิดใหม่และสร้างพื้นที่ในการแสดงออกให้กับทุกคน กิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ ให้ผู้คนกล้าคิดบนแนวคิดที่แตกต่าง เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของนวัตกรรมไปสู่ขอบเขตแห่งการสร้างสรรค์ใหม่ไม่รู้จบ

ด้วยพรสวรรค์และสไตล์ศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของ JWON ซึ่งโด่งดังจากการจัดนิทรรศการในระดับนานาชาติมากมาย จึงถือเป็นโอกาสดีให้ IONIQ เป็นที่รู้จักของกลุ่มคนที่กว้างขวางขึ้น พร้อมดึงดูดความสนใจของกลุ่มผู้สนใจในงานศิลป์จำนวนมากมายังรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ต่อไป นอกจากนี้ การร่วมมือกับ JWON ซึ่งเป็นศิลปินไทย ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ของ IONIQ กับกลุ่มผู้บริโภคในประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมที่จะมีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “IONIQ Lab มิใช่เพียงศูนย์นวัตกรรม หากเป็นเวทีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงบันดาลใจ ในการก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน เป็นศูนย์กลางแห่งความมุ่งมั่นและความร่วมแรงร่วมใจ ในการสร้างสรรค์อนาคตที่สดใสกว่าสำหรับทุกคน ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ยังสอดคล้องกับปณิธานของแบรนด์ ในด้านนวัตกรรม ความยั่งยืน และการนำเสนออัตลักษณ์ของบุคคลอย่างสมบูรณ์แบบ เป้าหมายของเราคือการผสานศิลปะเข้ากับเทคโนโลยี เพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ที่นำไปสู่การสร้างโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยสไตล์ทางศิลปะที่โดดเด่นและชื่อเสียงในระดับโลกของ JWON ทำให้เราเชื่อมั่นว่า จะทำให้เราเข้าถึงกลุ่มผู้ชมในวงกว้างยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอศักยภาพของรถไฟฟ้า IONIQ ได้อย่างโดดเด่น เราจึงให้ความสำคัญกับศักยภาพของศิลปะ เพื่อใช้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกผ่านการจัดงานนี้ ด้วยการผสานทักษะทางศิลปะของ JWON เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยของ IONIQ 5 จนเชื่อมโยงกันอย่างกลมกลืน และสร้างแรงบันดาลใจพร้อมส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน อย่างโดดเด่นในโลกยานยนต์”

ร่วมสนับสนุนแนวคิดอากาศสะอาดเพื่อเราทุกคน ด้วยการแวะมาพบกับ Dylie พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการงานศิลป์ของ JWON ได้ที่ IONIQ Lab สถานที่ที่ศิลปะ เทคโนโลยี และแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมมาบรรจบกัน ได้ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม - 18 มิถุนายน 2567 โดยในนิทรรศการไม่มีได้มีเพียง IONIQ 5 Art Car เท่านั้น แต่ยังมีรูปปั้น Dylie ขนาด 2 เมตร พร้อมผลงานศิลปะจาก JWON อีกหลายชิ้นที่ไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน มาจัดแสดงที่นี่ ให้คุณชมก่อนใคร

'ชาวแอฟริกา' นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ในภาคเกษตร พลิกผืนทรายแห้งแล้ง เป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์ 'เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์' ได้

(23 พ.ค.67) เพจ 'เกษตร นานา' ได้โพสต์ข้อความชวนประทับใจผ่านเรื่องราวของอาณาจักรเลโซโท ระบุว่า...

ชาวเลโซโท ในทวีปแอฟริกา ได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยทำการเกษตรแบบผสมผสานไปใช้ในประเทศ จนสามารถพลิกฟื้นผืนดินจากทะเลทรายอันแห้งแล้งให้เป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ได้ โดยผ่านโครงการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในเลโซโท 

สำหรับโครงการนี้ มีการจัดตั้งศูนย์สาธิต Koete และชุมชน Makoabating เขต Matsieng กรุงมาเซรู ราชอาณาจักรเลโซโท เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้การพัฒนาการเกษตรโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนและชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชุมชนอื่นนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน

มันไม่สำคัญว่าเราจะอยู่ตรงกลางหรือเปล่า เราสามารถไชน์ได้จากทุกที่

‘แพร ภริตา’ 1 ในสาวไทยจากวง ‘BABYMONSTER’ เปิดใจถึงรุ่นพี่ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ผ่านบทสัมภาษณ์ใน Teen Vogue #BABYMONSTER โดยระบุว่า…

หนูรู้สึกว่าพี่ลิซ่าเปิดประตูสู่ความสำเร็จหลาย ๆ อย่างให้พวกเรามาถึงจุดนี้ค่ะ เพราะงั้นหนูเลยรู้สึกขอบคุณมาก ๆ

คำสอนจากพี่ลิซ่าที่ติดอยู่ในใจหนูมากที่สุดคือ… "มันไม่สำคัญว่าเราจะอยู่ตรงกลางหรือเปล่า เราสามารถไชน์ได้จากทุกที่"

เปรียบเทียบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงใน 10 ชาติอาเซียน ประเทศไหน 'ถูก-แพง' หากใช้ค่าแรงตั้ง หารด้วย 'ราคาต่อหน่วย'

บ่อยครั้งที่บ้านเรามีการหยิบยกเอาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมาเปรียบเทียบกับรายรับของประชากร ASEAN ทั้ง 10 ประเทศ ด้วยการเอาค่าแรงตั้งแล้วหารด้วยราคาจำหน่ายปลีกของน้ำมันเชื้อเพลิง จนได้ผลออกมาว่า 'ค่าแรงของแต่ละประเทศนั้นจะสามารถซื้อน้ำมันได้กี่ลิตร' เพื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของ 10 รัฐสมาชิก ASEAN 

แม้วิธีการคิดแบบนี้จะง่ายและดูเหมือนมีความชัดเจน แต่เป็นวิธีการที่ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะไม่ได้พิจารณาด้วยข้อมูลจากดัชนีค่าครองชีพ (Cost of Living Index) 

ดัชนีค่าครองชีพ (Cost of Living Index) เป็นการคำนวณค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เสื้อผ้าและรองเท้า กีฬาและสันทนาการ และค่าสาธารณูปโภค (ไม่รวมค่าเช่าที่อยู่อาศัย) ซึ่งสำรวจข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อาทิ หน่วยงานภาครัฐ ซูเปอร์มาร์เก็ต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค โดยเปรียบเทียบกับดัชนีค่าครองชีพของมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้เป็นค่าฐานอยู่ที่ร้อยละ 100 (100%)

ดัชนีค่าครองชีพยังเป็นเกณฑ์มาตรฐานสําหรับการเปรียบเทียบความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของสถานที่ที่แตกต่างกันสําหรับ บุคคล, ครอบครัว และธุรกิจ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่...

- ค่าที่อยู่อาศัย : ค่าเช่าหรือค่าจํานองภาษีทรัพย์สินและค่าสาธารณูปโภค
- ค่าอาหาร : ร้านขายของชําและรับประทานอาหารนอกบ้าน
- ค่าขนส่ง : น้ำมันเบนซิน การขนส่งสาธารณะ และค่าใช้จ่ายในการบํารุงรักษายานพาหนะ
- ค่ารักษาพยาบาล : เบี้ยประกันสุขภาพ และค่ารักษาพยาบาลนอกเหนือความคุ้มครองของประกัน
- ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา : ค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน และการใช้จ่ายในดูแลเด็กเล็ก
- ค่าใช้จ่ายด้านสันทนาการและความบันเทิง : กิจกรรมสันทนาการ ความบันเทิง และสินค้าเพื่อการพักผ่อน
- ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด : เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ

***หากค่าของดัชนีค่าครองชีพในประเทศใด 'สูง' จะหมายถึงว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ในประเทศนั้นย่อมสูงตามไปด้วย

ทีนี้หากเปรียบเทียบ ราคาน้ำเบนซินต่อลิตร กับค่าแรงหนึ่งวัน และดัชนีค่าครองชีพ ของ ASEAN 10 ประเทศ (คิดเป็นเงินบาท) พอจะสรุปข้อมูลได้ดังนี้...

1. สิงคโปร์ : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 79 บาท แรงงานมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 46,051 บาท หรือวันละ 1,535 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 19.4 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 81.9 (สิงคโปร์เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอันดับหนึ่งของ ASEAN มีระบบการขนส่งมวลชนดีที่สุดใน ASEAN ชาวสิงคโปร์จึงใช้รถยนต์ส่วนบุคคลกันน้อยมาก)

2. บรูไน : ราคาน้ำเบนซินลิตรละ 14 บาท ไม่มีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ รายได้ต่อเดือนประมาณ 28,431 บาท หรือวันละ 948 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 67.7 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 50.5 (บรูไนเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของ ASEAN)

3. มาเลเซีย : ราคาน้ำเบนซินลิตรละ 16 บาท ค่าแรงวันละ 392 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 24.5 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 30.5 (รัฐบาลมาเลเซียใช้งบประมาณของรัฐในการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงราวปีละ 387,069,500 ล้านบาท)

4. ไทย : ราคาน้ำเบนซินลิตรละ 38.5 บาท ค่าแรงวันละ 363 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 9.4 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 36.04 (ไทยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วใช้การอุดหนุนน้ำมันดีเซลและก๊าซ LPG)

5. ฟิลิปปินส์ : ราคาน้ำเบนซินลิตรละ 37 บาท ค่าแรงวันละ 362 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 9.8 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 33.6 (รัฐบาลฟิลิปปินส์ใช้งบประมาณของรัฐในการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันมีความพยายามที่จะฟื้นฟูกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน (OPSF) ซึ่งยกเลิกไปในปี 1996 กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง)

6. อินโดนีเซีย : ราคาน้ำเบนซินลิตรละ 35.5 บาท ค่าแรงวันละ 351 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 9.9 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 28.5 (รัฐบาลอินโดนีเซียใช้งบประมาณของรัฐในการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ LPG ราวปีละ 303,245,769 ล้านบาท)

7. เวียดนาม : ราคาน้ำเบนซินลิตรละ 33 บาท ค่าแรงวันละ 234 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 7.1 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 30.8 (เวียดนามมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง)

8. กัมพูชา : ราคาน้ำเบนซินลิตรละ 43.5 บาท ค่าแรงวันละ 227 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 5.2 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 38.5 และไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน

9. ลาว : ราคาน้ำเบนซินลิตรละ 54 บาท ค่าแรงวันละ 85 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 1.6 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 44.4 (ลาวพึ่งจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในปีนี้) และไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน

10. เมียนมา : ราคาน้ำเบนซินลิตรละ 40.5 บาท ค่าแรงวันละ 81 บาท ค่าแรงหนึ่งวันสามารถซื้อน้ำมันเบนซินได้ 2 ลิตร และดัชนีค่าครองชีพเท่ากับ 38.6

ดังนั้นวิธีการเอา 'ค่าแรงตั้ง' หารด้วย 'ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่อหน่วย' ได้คำตอบเป็น 'ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง' จึงเป็นตรรกะที่ไม่ถูกต้อง หากไม่นำปัจจัยอื่นๆ มาพิจารณาประกอบร่วม โดยเฉพาะ 'ดัชนีค่าครองชีพ' เพราะผลลัพธ์ที่ออกมา แม้ค่าแรงจะสามารถซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากกว่าประเทศอื่น แต่หากดัชนีค่าครองชีพสูง อาทิ ดัชนีค่าครองชีพของสิงคโปร์ ที่สูงถึง 81.9 ซึ่งหมายความว่า ถ้าค่าครองชีพในมหานครนิวยอร์กเท่ากับวันละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ประชาชนชาวสิงคโปร์ต้องจ่ายค่าครองชีพเท่ากับ 81.9 ดอลลาร์สหรัฐ 

เมื่อต้องใช้จ่ายค่าครองชีพที่สูงลิ่วแล้ว แน่นอนว่าคนสิงคโปร์ก็คงจะไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อรถยนต์ ซ้ำยังต้องจ่ายค่าเช่าที่จอดรถอีกซึ่งแพงมากๆ และไหนจะต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 

ส่วนบางประเทศได้ใช้น้ำมันราคาถูก นั่นก็เพราะภาครัฐต้องใช้งบประมาณของประเทศจำนวนมากมายมหาศาลในการอุดหนุนราคา ซึ่งน่าเสียดายแทน เพราะแทนที่จะได้เอางบประมาณดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆ 

ดังนั้น เมื่อลองพิจารณาจากตัวเลขข้อมูลโดยรวมในหลายๆ มิติแล้ว ราคาน้ำมันของแต่ละประเทศต่างก็มีความเหมาะสมถูกต้องตามแต่บริบทของประเทศนั้นๆ โดยใน ASEAN มีบรูไนประเทศเดียวเท่านั้นที่มีน้ำมันดิบและโรงกลั่นน้ำมันเอง ในขณะที่อีก 9 ประเทศต้องนำเข้าน้ำมันดิบหรือน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป เพราะไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเอง 

โดยสรุป ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกหรือแพงนอกจากเรื่องของราคาแล้วยังต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วนอีกด้วย จึงจะเข้าใจว่าราคาน้ำเชื้อเพลิงที่ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรมของแต่ละประเทศนั้น ควรเป็นเท่าใด? และด้วยเหตุผลอันใด?

เชียงใหม่-นบ.ยส.35 แถลงผลการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ ห้วง 6 เดือน

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ห้องพลอยไพลิน โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พล.อ.นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (ผบ.นบ.ยส.35) นางจิตติวรรณ เอมมณีรัตน์ อธิบดีอัยการภาค 5 นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย ที่ปรึกษา ป.ป.ส. นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ ผอ.ปปส.ภ.5 นายศราวุธ ภักดี ผอ.ปปส.ภ.6 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ เอมกมล ผบก.ภ.จว.ตาก พ.อ.กิดากร จันทรา รอง ผบ.กล.ผาเมือง และ พ.อ.ไมตรี ชูปรีชา รอง ผบก.กกล.นเรศวร ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ ในช่วง 6 เดือน 

ตามที่ รัฐบาลได้ประกาศพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 11 อำเภอ ของจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย (อำเภอเวียงแหง, เชียงดาว, ฝาง, ไชยปราการ, แม่อาย, แม่จัน, แม่ฟ้าหลวง, แม่สาย, เชียงแสน, 
เวียงแก่น และ เชียงของ) ตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาร่วม 6 เดือน 

ผลการปฏิบัติการสกัดกั้น มีเหตุการณ์สำคัญ 74 เหตุการณ์ โดยมีการปะทะกับกลุ่มขบวนการ 30 ครั้ง ตรวจยึด/จับกุม 40 ครั้ง และขยายผลยึดทรัพย์ 4 ครั้ง ตรวจยึดยาบ้ารวม 129 ล้านเม็ดเศษ, ไอซ์ 1,890 กก., เฮโรอีน 249 กก., ฝิ่นดิบ 188 กก. จับกุมผู้ต้องหา 1,507 ราย กลุ่มขบวนการเสียชีวิต 25 ศพ 

ในปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดในทุกพื้นที่ชายแดนของประเทศ ให้เห็นผล และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 
จึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 เห็นชอบให้เพิ่มพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในพื้นที่ชายแดนภาคเหนืออีก 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปาย และปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน, อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย, อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน และ อำเภอแม่สอด, อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

ทั้งนี้ พลเอกนฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ(ผบ.นบ.ยส.35) ได้เปิดเผยว่า ในห้วงที่ผ่านมามีการจับกุมยาบ้าได้เป็นจำนวนมากในพื้นที่รับผิดชอบ อีกทั้งยังพบว่ากลุ่มขบวนลักลอบขนยาเสพติด ใช้พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และพื้นที่ข้างเคียงเป็นทางผ่านเพื่อส่ง ไอซ์ และ เฮโรอีน ออกไปต่างประเทศมากขึ้น จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่สำคัญเร่งด่วน และพื้นที่อนุมัติเพิ่มเติม ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจภูธรภาค 6, ตำรวจปราบปรามยาเสพติด, กองกำลังผาเมือง, กองกำลังนเรศวร, ผู้ว่าราชการจังหวัด เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, พะเยา, น่าน และ ตาก ปปส.ภาค 5 และ ปปส.ภาค 6 ตลอดจนที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ และ อุตสาหกรรม ร่วมกันพิจารณาหารือ ถึงแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด ได้แก่การเพิ่มกำลังในพื้นที่ หรือการเพิ่มความถี่ในการปฏิบัติการ ซึ่ง นบ.ยส.35 จะต้องจัดส่วนแยกออกไปดำเนินการ ประสานการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้ง 6 จังหวัด18 อำเภอ ให้บรรลุ
ตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

นอกจากนี้ นบ.ยส.35 ยังมุ่งเน้นการประสาน และหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการส่งหมายจับของผู้ต้องหา เพื่อขอความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับมารับโทษ ซึ่งจะต้องขอความร่วมมือ
จากสื่อมวลชน ให้ประโคมข่าวผู้ต้องหาหลบหนีข้ามแดน ก็จะเป็นการกดดันหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศเพื่อนบ้านได้เร่งรัดและให้ความสำคัญ จากกระแสสื่อสังคมอีกทางหนึ่ง

การประชุมในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะในเรื่องของการประสานงาน และการบูรณาการ การปฏิบัติในระดับพื้นที่ หน่วยที่มาประชุมได้ ร่วมพิจารณาการนำเสนอข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะต่างๆ อันนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติ เพื่อลดระดับความรุนแรงของปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป 

‘ชาวต่างชาติ’ เล่าความประทับใจ ทำมือถือหายใน ‘แท็กซี่’ ‘คนขับ’ รีบเอามาส่งคืนให้ ถึงแม้จะอยู่ไกล หลายร้อยกิโลเมตร

(22 พ.ค.67) ชาวต่างชาติรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้เรดดิท บอกเล่าเรื่องราวสุดประทับใจเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของคนไทยที่ทำเขาลืมไม่ลง

โดยเจ้าของกระทู้เล่าว่า เมื่อคืนก่อนเขาดื่มแอลกอฮอล์มากไปหน่อย ตื่นเช้ามาก็พบว่าโทรศัพท์ได้หายไป เขาจึงรีบเปิดโน้ตบุ๊กและเข้าเฟซบุ๊กเพื่อพูดคุยกับแฟน ต่อมานึกได้ว่าเผลอทิ้งโทรศัพท์ไว้ในโบลต์แท็กซี่ เขาจึงเข้าอีเมลเพื่อตรวจดูใบเสร็จและข้อมูลของคนขับ จากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้ไปค้นหาในเฟซบุ๊ก จนพบกับคนขับ

เขารีบส่งข้อความไปหาคนขับทันที ด้านคนขับก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว โดยแจ้งว่าเจอโทรศัพท์อยู่บนรถและจะนำไปคืนให้ แต่คงต้องใช้เวลาเพราะตอนนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ (ห่างจากชลบุรีประมาณ 80 ไมล์ หรือราว 128 กิโลเมตร)

และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทางคนขับก็ได้นำโทรศัพท์มาคืนตามที่บอกไว้ ซึ่งเขาประทับใจมากและไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรให้เพียงพอ เขาจึงให้ทิปคนขับไปจำนวนหนึ่ง พร้อมตั้งกระทู้เพื่อแบ่งปันความประทับใจครั้งนี้

ด้านความคิดเห็นชาวเน็ตนั้น ต่างเข้ามาชื่นชมในความจิตใจดีของคนขับ พร้อมเล่าประสบการณ์การทำของหายที่เมืองไทยเพียบ ซึ่งส่วนใหญ่ค่อนข้างประทับใจในความซื่อสัตย์และความใจดีของคนไทย

“คล้ายกับฉัน ตอนนั้นนั่งแท็กซี่จากสุวรรณภูมิไปนานา หอบทั้งกระเป๋าสะพายและกระเป๋าเดินทาง แล้วดันลืมโทรศัพท์ไว้บนรถ หลังจากเช็กอิน พนักงานก็เอากระเป๋าไปไว้บนห้อง แต่พอเปิดกระเป๋าก็พบว่าโทรศัพท์หายไป เลยไปล็อบบี้แล้วขอดูกล้องวงจรปิด ดูเรื่อยๆ ทายสิว่าใครจอดรถและเดินเข้ามาในล็อบบี้พร้อมโทรศัพท์ของฉัน!? คนขับแท็กซี่ เขาขับไปครึ่งทางแล้วแต่ก็วนกลับมา ฉันทั้งตกใจและโล่งใจเลยให้ทิป 1,000 บาท แต่เขาปฏิเสธ ฉันจึงยัดเงินลงในกระเป๋าของเขา พร้อมขอบคุณ”

“อย่างน้อยปีละครั้งที่ฉันลืมโทรศัพท์ไว้ในแกร็บ แต่ฉันก็ได้มันคืนมาเสมอ ไม่ว่าคนขับจะสังเกตเห็นและเอามาคืนเอง หรือฝั่งฉันจะยืมโทรศัพท์เพื่อนเพื่อโทรไปหาคนขับก็ตาม คนขับก็จะวนกลับมาภายใน 20 นาที”

“ภรรยาของฉันเคยทำโทรศัพท์หล่นไว้บนรถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพ ฉันพูดได้เลยว่าเธอเสียใจมาก แต่เธอก็พยายามแสดงออกว่าโอเค ฉันเลยกระหน่ำโทรหาประมาณ 100 ครั้ง และในที่สุดคนขับก็ได้ยิน และเอาโทรศัพท์กลับมาคืนให้ภรรยา”

‘เศรษฐา’ ถึงโตเกียว เดินเที่ยวย่าน ‘กินซ่า’ ใส่เสื้อ ‘ผ้าขาวม้า’ สีสันสดใส อวดให้ชาวญี่ปุ่นเห็น

(22 พ.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมในช่วงเย็นวันนี้ (22 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง

นายเศรษฐาได้ใช้เวลาว่างออกมาเดินบริเวณหน้าโรงแรมที่พัก The Peninsula Tokyo ใกล้ย่านกินซ่า ก่อนปฏิบัติภารกิจการเข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29

โดยนายเศรษฐา สวมใส่เสื้อเชิ้ตที่ตัดจากผ้าขาวม้าสีสันสดใส จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาอวดชาวญี่ปุ่น ก่อนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า …

“ถึงโตเกียวแล้วครับ หลังเตรียมงานวันพรุ่งนี้ที่จะพบภาคเอกชนหลายรายทั้ง Mitsui & Co, Ajinomoto, Nidec Corporation, Sony และ MUFG & SoftBank เรียบร้อยแล้ว เลยเดินออกกำลังกายรอบโรงแรมที่พัก และไม่ลืมใส่เสื้อเชิ้ตผ้าขาวม้าสีสันสดใส จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาอวดชาวญี่ปุ่นด้วยครับ”

'ดร.หิมาลัย' ปลื้ม!! ตัวเทพธุรกิจชั้นนำไทยร่วมส่งพลังใจให้ 'พี่ตุ๋ย' หลังมุ่งมั่นสร้างความเป็นธรรมด้านราคาพลังงานไทยแบบพลิกโฉม

ย้อนไปเมื่อ 10 พ.ค.67 พี่วิกรม กรมดิษฐ์และพี่ๆ น้องๆ กลุ่มคนรักเดช (พี่เดช บุลสุข ผู้ก่อต้องแมคโดนัลด์ในไทย ซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่เพื่อนๆ ของพี่เดชยังมีการรวมตัวจัดงานระลึกถึงเป็นระยะๆ โดยมีพี่วิกรมฯ เป็นประธานจัดอยู่เสมอๆ) ได้กรุณาจัดงานเลี้ยงเล็กๆ แสดงความยินดีและให้กำลังใจผม ในการทำงานการเมืองในตำแหน่ง ผอ.พรรค รวมไทยสร้างชาติ

ในงานนี้ พี่วิกรมฯ ได้เปิดโอกาสให้พี่ๆ ในงานหลายท่านได้พูดคุยสอบถามถึงงานในด้านการเมืองของพรรคและนโยบายด้านพลังงานที่พรรครับผิดชอบอยู่ ผมได้มีโอกาสชี้แจงถึงการทำงานของท่านพีระพันธุ์ฯ ซึ่งพยายามทำงานอย่างหนัก ในการผ่าโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งท่านเห็นว่ายังไม่เป็นธรรมต่อประชาชน อาทิ...

การพยายามขอลดภาษีน้ำมัน / การขอเงินอุดหนุนน้ำมันดีเซล / การจัดตั้งยุทธศาสตร์น้ำมันสำรองของประเทศชาติ เพื่อมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ในยามวิกฤต รวมถึงให้ทหาร-ตำรวจได้ใช้ในภารกิจป้องกันประเทศและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ / การส่งเสริมการนำเข้าน้ำมันเฉพาะกลุ่ม เช่น ภาคการขนส่ง เพื่อให้ได้น้ำมัน ในราคาถูก ทำให้ต้นทุนในการขนส่งสินค้าลดลง / การจัดหาน้ำมันราคาถูกเพื่อเกษตรกร 

ผมได้เล่าให้ฟังอีกว่า ท่านพีระพันธุ์ ฯ ทำงานอย่างหนักทุกวัน เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อย่างการที่ให้บริษัทน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนน้ำมันซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย เป็นมาตรการขั้นต้น เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือในการพิจารณาในเรื่องราคาน้ำมัน และการชดเชยจากกองทุนน้ำมันอย่างเป็นธรรมได้มากขึ้น 

ทว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ มีอุปสรรคทั้งในด้านระเบียบข้อบังคับกฎหมาย และอิทธิพลจากภายนอก อย่างปัจจุบันโรงกลั่นในประเทศไทยมีอยู่จำนวน 6 โรง ท่านพีระพันธุ์ ฯ ก็ได้มีนโยบายในการหาผู้ลงทุนโรงกลั่นเพิ่มในประเทศไทย แต่เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการเดิม และเกิดแรงต่อต้าน โรงกลั่นที่เกิดขึ้นใหม่ จึงให้กลั่นเพื่อการส่งออกเท่านั้น และรัฐจะเก็บภาษีเป็นน้ำมันเพื่อสำรองไว้ใช้ตามยุทธศาสตร์น้ำมันสำรองของชาติโดยที่ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดิน ไปหาซื้อน้ำมันมาเก็บเป็นน้ำมันสำรองแต่อย่างใด 

หลังจากที่พี่ๆ ในกลุ่มได้ฟังถึงการทำงาน ของท่านพีระพันธุ์ ฯ นอกจากพี่ วิกรม กรมดิษฐ์ แล้ว พี่ๆ อีกหลายท่าน เช่น พี่สมพงษ์ ดาววิเศษ, พี่ประเสริฐ เตชะวิบูลย์ ได้ฝากให้กำลังใจท่านพีระพันธุ์ฯ ขอให้ประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อประเทศชาติและบ้านเมืองต่อไป ซึ่งผมได้นำเรียนให้ท่านพีระพันธุ์ ฯ ได้รับทราบถึงความปรารถนาดีของพี่ๆ ทุกท่าน ท่านได้ฝากขอบคุณพี่ๆ ทุกท่าน ที่กรุณาให้กำลังใจมา ณ โอกาสนี้

‘ปชช. อิหร่าน’ แห่ร่วมพิธีอำลา ‘ปธน. ผู้ล่วงลับ’ หลังมีการเคลื่อนย้ายร่าง ไปยังกรุงเตหะราน

(22 พ.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 พ.ค.) ประชาชนจำนวนมากในกรุงเตหะรานของอิหร่าน แห่เข้าร่วมพิธีอำลาประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี ฮอสเซน อามีร์-อับดุลลาเฮียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน และสมาชิกคณะร่วมเดินทางผู้ล่วงลับ หลังมีการเคลื่อนย้ายร่างของพวกเขาจากเมืองทาบริซทางตะวันตกเฉียงเหนือไปยังกรุงเตหะราน


 

‘ดิเรกฤทธิ์’ น้อยใจ หลังถูกเพื่อนสว. ตำหนิ กรณียื่นตรวจสอบ ‘เศรษฐา-พิชิต’  ย้ำ!! ตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง ทำตามหน้าที่อย่างถูกต้อง ไม่มีใบสั่งจากใครทั้งสิ้น

(22 พ.ค.67) นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สว. ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลการลาออกจากรองประธานกมธ.พัฒนาการเมืองฯว่า ยอมรับน้อยใจในการทำงาน กรณี 40 สว.เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบคุณสมบัตินายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายพิชิต ชื่นบาน อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นความตั้งใจดีในการทำงานเพื่อประเทศ  แต่กลับถูกเพื่อนสว.บางคนตำหนิผ่านสื่อในทำนองว่า ไม่สมควรทำ เพราะสว.หมดวาระไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เหมือนกับเป็นการสร้างปัญหาให้ประเทศ ต้องการล้มรัฐบาล จินตนาการไปไกล การให้ความเห็นเช่นนี้ต่อสาธารณะเหมือนต้องการให้ความน่าเชื่อถือตนลดลง ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพกัน ทั้งที่ต่างคนต่างทำหน้าที่ เมื่อพิจารณาดูเวลาทำงานที่เหลือช่วงปลายสมัยจึงขอลาออกจากกมธ.พัฒนาการเมือง ส่วนตำแหน่งกมธ.อื่นๆ ยังคงทำงานต่อไป 

เมื่อถามว่า ได้ปรับความเข้าใจกับสว.ที่ให้สัมภาษณ์เชิงตำหนิแล้วหรือยัง นายดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ต้องเคลียร์ใจอะไร เป็นสไตล์การทำงานของบางคนที่เอาแต่ตำหนิคนอื่น ทำให้ประชาชนเข้าใจสว. คลาดเคลื่อน

"ผมตั้งใจทำงาน แต่ถูกบั่นทอนกำลังใจ ยืนยันว่า การยื่นตรวจสอบนายกฯและนายพิชิตเป็นการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ไม่มีใบสั่งจากใครทั้งสิ้น" นายดิเรกฤทธิ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top