Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘นิพิฏฐ์’ โพสต์เฟซ ‘ธนาธร-คณะก้าวหน้า’ ฉลองได้ ‘บ้านอองโตนี’ ที่ฝรั่งเศส ในขณะที่งานศพ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ เต็มไปด้วยความเศร้า ชี้!! นี่คือพฤติกรรมของฝ่ายปชต

(19 พ.ค. 67) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ภาพคณะก้าวหน้าที่นำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า , น.ส.พรรณิการ์ วานิช ขณะรับประทานอาหารเที่ยง ระหว่างนายธนาธร รับมอบบ้านอองโตนี กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบ้านเดิมที่นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบุรุษอาวุโส และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ อาศัยระหว่างลี้ภัยจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งนายธนาธร ซื้อมาจากเจ้าของชาวเวียดนาม ที่ซื้อต่อจากครอบครัวพนมยงค์ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในราคา 63,788,000 บาท พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยได้ระบุว่า ...

หรือ ‘ก้าวไกล’ จะ ‘ก้าวพลาด’ กรณี ‘บุ้ง เนติพร’

กรณี ‘บุ้ง ทะลุวัง’ นักกิจกรรมเสียชีวิต หลังประกาศอดอาหาร 110 วัน บรรยากาศในงานศพ บุ้ง เนติพร ช่างต่างกับบรรยากาศของแกนนำ “คณะก้าวหน้า” ที่ยกทีมชุดใหญ่ไปนั่งดื่ม-นั่งกิน ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ดินแดนแห่งเสรีภาพ-ภราดรภาพ และ เสมอภาค

บุ้ง ตายเพราะอดอาหาร ตามความเชื่อที่ตรงกับความเชื่อของ ‘คณะก้าวหน้า’ และ ตรงกับความเชื่อของ ‘พรรคก้าวไกล’

คนหนึ่ง ‘ตาย’ เพราะประกาศอดอาหาร อีกกลุ่มหนึ่งกำลัง ‘ดื่ม-กิน’

คณะก้าวหน้า ยังเงียบในการตายของบุ้ง ขณะที่พรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ 4 ข้อ เป็น 4 ข้อ ที่ไม่เข้าท่า ไร้สาระ บนความตายของ บุ้ง ผมค่อยแสดงความเห็นในเรื่องความไร้สาระของทั้ง 4 ข้อในภายหลัง

บุ้ง ตายตามความเชื่อ ความเชื่อของเขาจะผิดหรือถูก เราไม่วิจารณ์ แต่เราเคารพในความเชื่อของเขา

บุ้ง ตายในขณะที่มีรัฐบาล ที่สถาปนาตัวเองว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตยกำลังบริหารประเทศ

บุ้ง ตายในขณะถูกจองจำตามความเชื่อ ตรงข้ามกับ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร นักโทษเด็ดขาดคดีทุจริต ไม่ถูกจำคุกแม้แต่วันเดียว

บุ้ง ตายขณะมีอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนเดียวกันกับคนที่อนุญาตให้ คุณทักษิณ ชินวัตร นักโทษคดีทุจริต กินดี-อยู่ดี ในห้องพิเศษ ชั้น 14 รพ.ตำรวจ

บุ้ง ตายขณะมีรัฐมนตรียุติธรรม ที่ชื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง คนเดียวกับที่ยินยอมให้ คุณทักษิณ นักโทษคดีทุจริต อยู่ดี-กินดี ในห้องพิเศษ ชั้น 14 รพ.ตำรวจ

พรรคก้าวไกล จึงก้าวพลาด บนความตายของบุ้ง พลาดอย่างไรผมค่อยเขียนก็แล้วกัน รอคณะก้าวหน้า และ พรรคก้าวไกล ออกมาโต้ก่อนก็แล้วกัน

บุ้ง ตายแล้ว นักการเมืองคงกำลังสอดส่ายสายตาหาคนมาตายแทนตนต่อไป
ความตายที่มนุษย์ยอมรับ และ ให้เกียรติกัน คือ “ความตายในสงคราม” หากความตายของบุ้ง เป็นความตายในสงครามแห่งความเชื่อ เราก็ควรเคารพดวงวิญญาณของเธอ

ผมมีความเห็นต่างกับ บุ้ง ในทางการเมือง แต่ผมเคารพและให้เกียรติดวงวิญญาณของเธอ
#เราควรเคารพดวงวิญญาณของบุ้ง แต่ควรรังเกียจนักการเมือง และพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตย

‘ธนกร’ สยบข่าวลือ ‘รทสช.’ รักกันดี สามัคคีทุกคน ไม่มี ‘ตั้งก๊ก-แบ่งก๊วน’ ย้ำ!! ไม่ได้เป็นพรรคเฉพาะกิจ มีอุดมการณ์ ทำงานเพื่อปชช. ขอตามรอย ‘ลุงตู่’

(19 พ.ค.67) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์หลังมีสมาชิกพรรคหลายคนลาออกทำให้เกิดกระแสข่าวพรรคใกล้แตก โดยยืนยันว่า ก็เป็นแค่ข่าวลือซึ่งในความเป็นจริง สสและสมาชิกพรรคทุกคน มั่นใจและรู้กันดีว่า รวมไทยสร้างชาติเรายังเหนียวแน่น ทำงานเป็นทีม มีการแบ่งหน้าที่กันทำในส่วนต่างๆ ไม่ได้มีการแบ่งก๊ก แบ่งก๊วน แบ่งกลุ่มตามที่มีข่าว

ซึ่งตนเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดถึงมีข่าวในลักษณะนี้ออกมา โดยมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของพรรค การเมืองที่มีคนออก คนเข้า ซึ่ง รทสช.ก็เช่นกัน มีคนทั้งรุ่นเก่า รุ่นกลางและรุ่นใหม่มีทุกรุ่นขอเข้ามาร่วมงานกับพรรคอีกจำนวนมาก ซึ่งสมาชิกทุกคนมั่นใจในการนำของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค ที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง

เมื่อถามว่า แกนนำคนสำคัญที่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคหลายคน ทั้งนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ที่ถูกมองว่าเป็นคนของกลุ่มทุนของพรรค อาจเป็นสัญญาณเตือนทางการเมืองหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า การบริหารพรรคการเมือง ต้องให้เกียรติหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรคที่จะโบกธงนำพาสมาชิกในการทำงานการเมือง ส่วนการตัดสินใจลาออกถือเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล ยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติยังคงเดินหน้าทำงานตามอุดมการณ์ ดั้งเดิม ตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อตั้งพรรคไม่เปลี่ยนแปลง คือยึดมั่นการทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นที่ตั้ง การคงอยู่ของพรรคขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง

“ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมีข่าวเรื่องพรรคแตกออกมา เพราะความจริงรทสช.เราเป็นทีมเดียวกันหมด ไม่มีก๊วน โดยเฉพาะเมื่อวันที่12 พฤษภาคมที่ผ่านมาในงานสัมมนา สส.ของพรรค บรรยากาศดีเป็นไปอย่างชื่นมื่น ไม่มีการตั้งก๊ก แบ่งก๊วนอย่างที่ข่าว เพราะมั่นใจในหัวหน้าพีระพันธุ์ กรรมการบริหารและผู้ใหญ่ในพรรคจะพิจารณาทุกเรื่องอย่างเหมาะสม” นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

‘หมอธีระวัฒน์’ เผย โควิดหลุดจากแล็บเป็นเรื่องจริง ชี้!! ‘สหรัฐฯ’ พัฒนาเชื้อไวรัสร่วมกับ ‘สถาบันวิจัยอู่ฮั่น’

(19 พ.ค.67) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์พิเศษสาขาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ว่า ความชั่วปรากฏ พฤษภาคม 2024 ความจริงปรากฏชัดจากที่ถูกป้ายสี ‘โควิดมาจากห้องแล็บ (lab leak)’ ว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องจริง

และเปิดเผยการปฏิบัติอย่างโหดเหี้ยม ของผู้ที่เป็นหัวหน้าองค์กร เช่น NIH Francis Collins (นายฟรานซิส คอลลินส์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ของสหรัฐอเมริกา) ที่ abuse ใช้อำนาจในทางที่ผิดในสหรัฐ ทำลายนักวิทยาศาสตร์ที่เสนอหลักฐานของกำเนิดโควิดจริงๆ

และทั้งนี้ยังมีโขลงของผู้มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้ง Fauci (นายแอนโทนี เฟาซี อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุข ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19) และกลุ่มที่บิดเบือน รวมไปถึงหัวหน้า CDC ซึ่งหน่วยงานของสหรัฐ NIH CDC USAID DARPA ผ่านเงินทุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลงมาที่ตัวกลาง Eco Health Alliance ของ Peter Daszak และทำการวิจัยและพัฒนาไวรัสโควิดกับสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น จนสำเร็จก่อนที่จะเกิดระบาดโควิดในปลายปี 2019 รวมทั้ง NIH ถือสิทธิบัตรครอบครองวัคซีนโควิดก่อนหน้าปี 2018 ด้วยซ้ำ

15 พฤษภาคม 2024 องค์กร Eco Health Alliance ถูกตัดสินจากหลักฐานที่รัฐสภาสืบสวนสอบสวนมาตลอด ยุติเงินทุนที่ได้รับที่นำไปใช้สำหรับตัวเองและส่งผ่านไปให้องค์กรอื่นและประเทศอื่นเก็บไวรัสจากสัตว์ป่าและรายงานข้อมูลมาเพื่อสร้างไวรัสใหม่ และอยู่ในกระบวนการที่องค์กรนี้จะถูกเพิกถอนสิทธิ์ (disbarment)

คนอื่นๆ ที่เป็นตัวการในเรื่องนี้กำลังถูกทยอยจัดการตามลำดับ และใครที่รับผิดชอบต่อการเสียชีวิตหลาย 10 ล้านคนทั่วโลก และยังเกี่ยวโยงไปถึงวัคซีนโควิดและการปกปิดผลกระทบผลข้างเคียงของวัคซีน

จับตาดูองค์กรใหญ่และหน่วยงานโรงเรียนแพทย์สถาบันในประเทศไทยที่รับเงินทำธุรกิจข้ามชาติจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ทั้งๆ ที่รู้ถึงเรื่องเหล่านี้และอันตรายที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะขึ้นถ้ายังคงทำต่อ แต่เห็นแก่เงินเป็นสรณะ

องค์กรและบุคคลต่างๆ เหล่านี้จะเป็นกลุ่มเดียวกันที่พยายามปิดบังผลกระทบของวัคซีนที่ทำให้ตายและพิการและมีผลในระยะยาว

หลักฐานที่นำมากล่าวนี้มีมากมายและเป็นบันทึกของรัฐสภาสหรัฐฯ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

‘นิด้าโพล’ ชี้ ปชช. หนุนกัญชาเป็น ‘ยาเสพติด’ ย้ำ!! ควรใช้เพื่อ ‘การแพทย์-รักษาโรค’ เท่านั้น

(19 พ.ค.67) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “กัญชาเป็นยาเสพติด?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการนำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติดของรัฐบาล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับกัญชาเป็นยาเสพติด พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 53.74 ระบุว่า เป็นยาเสพติดแต่ก็มีประโยชน์ รองลงมา ร้อยละ 33.59 ระบุว่า เป็นยาเสพติดและไม่มีประโยชน์ใด ๆ ร้อยละ 11.60 ระบุว่า ไม่เป็นยาเสพติด และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการกำหนดนโยบายกัญชาของรัฐบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 74.58 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการรักษาโรค รองลงมา ร้อยละ 19.39 ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรออกนโยบายใด ๆ เพื่อสนับสนุนกัญชา/ผลิตภัณฑ์กัญชา ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เพื่อสนับสนุนการสร้างผลิตภัณฑ์กัญชาที่ถูกกฎหมาย ร้อยละ 7.40 ระบุว่า เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้ประชาชนทั่วไป ร้อยละ 3.21 ระบุว่า เพื่อสนับสนุนความบันเทิงในสังคม เช่น การเสพกัญชาได้ถูกต้องตามกฎหมาย การมีบุหรี่กัญชา เป็นต้น และร้อยละ 0.99 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อการนำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติดอีกครั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 60.38 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 15.27 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 14.50 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 8.93 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ปลูกกัญชาหรือนักธุรกิจกัญชา หากรัฐบาลนำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติดอีกครั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.95 ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ใดเลย รองลงมา ร้อยละ 35.03 ระบุว่า รัฐบาลควรจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ปลูกกัญชาและนักธุรกิจกัญชา ร้อยละ 10.08 ระบุว่า รัฐบาลควรจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ปลูกกัญชาเท่านั้น ร้อยละ 2.06 ระบุว่า รัฐบาลควรจ่ายค่าชดเชยให้กับนักธุรกิจกัญชาเท่านั้น และร้อยละ 5.88 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชาของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 68.93 ระบุว่า ไม่เคยมีประสบการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับกัญชา ขณะที่ ร้อยละ 31.07 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชา เมื่อพิจารณาตัวอย่างที่ระบุว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชา (จำนวน 407 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 52.58 เคยมีประสบการณ์การใช้กัญชาเพื่อประกอบอาหารหรือเครื่องดื่ม รองลงมา ร้อยละ 34.64 ระบุว่า การเสพหรือสูบกัญชา ร้อยละ 22.36 ระบุว่า การใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค ร้อยละ 15.97 ระบุว่า การปลูกกัญชา และร้อยละ 0.98 ระบุว่า การแปรรูปผลิตภัณฑ์กัญชาในเชิงพาณิชย์ และการค้ากัญชา ในสัดส่วนที่เท่ากัน

‘เศรษฐา’ พอใจหลังผลสอบตัวอย่าง ‘ข้าว 10 ปี’ ไม่มีสารก่อมะเร็ง เชื่อ!! น่าจะขายได้ในราคาที่เหมาะสม ตามกลไกของตลาด

(19 พ.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังผลตรวจสอบตัวอย่างข้าว 10 ปีที่ส่งตรวจจากห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่พบสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง(อะฟลาท๋อกซิน) และไม่มีสารปนเปื้อนที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อการบริโภค ว่า อย่างที่เคยบอกไว้ว่า รัฐบาลต้องการให้หน่วยงานที่เป็นกลาง ซึ่งสามารถเข้ามา ตรวจสอบได้ ในส่วนของข้าว เหมาะสมที่จะมีการขายหรือเปล่า และเรื่องการตรวจสอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในฐานะที่เราเป็นผู้ขาย และหากผู้ซื้อต้องการจะตรวจสอบเราก็พร้อม ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ข้าวยังไม่เสียและไม่มีสารปนเปื้อนจะสามารถทำราคาขึ้นได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ผลวิจัยออกมาเช่นนี้ถือเป็นการขจัดข้อสงสัยจากหลายๆฝ่ายได้ใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็หวังจะเป็นเช่นนั้นถ้าไม่มีอคติ เมื่อคนกลางเข้ามาพิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีเชื้ออะฟลาท็อกซิน ก็น่าจะขายได้ในราคาที่เหมาะสม ตามกลไกของตลาด 

เมื่อถามว่านายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานหรือไม่ว่าจะเปิดประมูลได้เมื่อไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับขั้นตอน ผึ้งขั้นแรกจะต้องมีการพิสูจน์ก่อน ว่าไม่มีสารอะฟลาท็อกซินและเชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์เร่งขายอยู่แล้ว

มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้รายการข่าว 3 มิติ เผยผลการทดสอบตัวอย่างข้าวสาร 2 โกดังในโครงการรับจำนำข้าว จังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวแล้วว่า ไม่พบสารพิษจากเชื้อราที่ทำให้เป็นมะเร็ง หรือสารอะฟลาท็อกซิน และไม่พบสารตกค้างจากการใช้ยารมควัน

ขณะที่นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ผ่านแอพพลิเคชั่น X โดยนำผลที่ข่าว 3 มิติรายงาน เทียบกับข่าวจากช่อง ONE  พร้อมระบุว่า “รอดูผลการตรวจอย่างเป็นทางการจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อีกครั้งครับ คาดว่าจะออกมาในวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคมนี้”

‘ทหารอาสาสมัครจากตะวันตก’ เข้าร่วมสู้รบต่อต้าน ‘รัฐบาลทหารเมียนมา’ อ้าง!! ได้แรงบันดาลใจ จากความกล้าหาญ ของพวกขัดขืนรัฐประหาร

(19 พ.ค.67) เจสัน (ใช้นามแฝงเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย) เป็นอดีตทหารราบที่เคยประจำการในอัฟกานิสถาน ใช้เวลา 8 สัปดาห์ในแนวหน้าทางตะวันออกของพม่า ก่อนเดินทางกลับมาตุภูมิในช่วงปลายเดือนเมษายน เขาให้คำจำกัดความนักรบฝ่ายต่อต้านว่า "พร้อมตายเพื่อเป้าหมาย" และเน้นว่าคนเหล่านี้มีความกล้าหาญเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับความขัดแย้งอื่นๆที่เขาประสบมา

ฝ่ายต่อต้าน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างๆนานาและได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัครต่างประเทศบางส่วน สู้รบกับกองทัพพม่ามานานหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ความขัดแย้งได้ขยายวง แผ่ลามสู่ภูมิภาคต่างๆในแถบตอนกลางของประเทศ ในขณะที่กองทัพ ซึ่งมีเครื่องบินขับไล่ที่ผลิตโดยรัสเซีย ถูกกล่าวหากระทำการโหดร้ายป่าเถื่อนต่างๆนานา ในนั้นรวมถึงโจมตีไม่เลือกหน้าและเผาหมู่บ้าน จนถูกสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งหลายตราหน้าว่าอาจเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม

แม้ใช้ยุทธวิธีโหดเหี้ยมเหล่านี้ แต่คณะรัฐประหารต้องประสบปัญหาในการปราบปรามการลุกฮือ ความเคลื่อนไหวต่อต้านได้ก่อความสูญเสียใหญ่หลวงและรุกคืบด้านดินแดน เบื้องต้นใช้อาวุธดั้งเดิม แต่ตอนนี้มีอาวุธที่ดียิ่งขึ้น สืบเนื่องจากการบริจาคของประชาชน แรงสนับสนุนจากกองทัพชาติพันธุ์ และใช้อาวุธที่ยึดมา

พม่า ไม่ได้พบเห็นการไหลบ่าเข้ามาของอาสาสมัครนานาชาติ อย่างเช่นความขัดแย้งในยูเครนหรือซีเรีย ไม่มีความพยายามอย่างเป็นระบบในการเกณฑ์นักรบต่างแดน และกลุ่มติดอาวุธทั้งหลายในประเทศปฏิบัติการอย่างเป็นอิสระ อย่างไรก็ตามพบเห็นอาสาสมัครอย่าง เจสัน เข้าร่วมสู้รบหลายคน แม้มีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีทางกฎหมายในประเทศบ้านเกิดก็ตาม

รายงานข่าวของอัลจาซีราห์ ระบุว่าพบเห็นคลิปวิดีโอและภาพถ่ายของเจสัน กำลังสู้รบเคียงข้างฝ่ายต่อต้านในภาคตะวันออกของพม่า ขณะที่ เจสัน ซึ่งเคยต่อสู้ในยูเครน ตามหลังการรุกรานของรัสเซีย เน้นย้ำว่าเขาไม่ใช่ทหารรับจ้าง แต่ต่อสู้ในเหตุผลที่เขาเชื่อถือศรัทธา "ผมไม่ใช่ทหารรับจ้าง ผมทำมันเพื่อคนที่ผมคิดว่าเป็นฝ่ายถูก"

เจสัน มีแผนที่จะจัดตั้งทีมงานของทหารที่มีประสบการณ์จากสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ แคนาดาและออสเตรเลีย สำหรับมอบความช่วยเหลือแก่ฝ่ายต่อต้านทหารพม่า และเป้าหมายของทีมงานนี้ก็คือทำงานอยู่ภายใต้กรอบระบบของฝ่ายต่อต้าน ไม่ใช่จัดตั้งองค์กรแยกตัวออกมา

"เรามีความรู้จาก 4 กองทัพที่ต่างกัน ที่เราสามารถใช้สอนพวกเขา" เขากล่าว "ประสบการณ์คือจุดแข็งที่ผมสามารถช่วยพวกเขา พวกเขาแค่ต้องการมีเสรีภาพและประชาธิปไตย เราไม่ต้องการเป็นคนขาวผู้กอบกู้ ด้วยทีมงานของเรา เราอยากทำงานภายใต้ระบบของพวกเขามากกว่าจัดตั้งองค์กรของเรา เราจะทำมันทั้งหมดอย่างอิสระ"

ในรัฐชิน ติดชายแดนอินเดีย กองกำลังพิทักษ์ประชาชนโซแลนด์ โพสต์ภาพอาสาสมัครต่างชาติ 1 คน ได้แก่ อาซาด จากทางใต้ของสหรัฐฯและอีกคนเป็นชาวสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ อาซาด ไม่ได้มีภูมิหลังด้านการทหาร แต่เคยสมัครใจร่วมสู้รบร่วมกับกองกำลังวายพีจี ที่นำโดยเคิร์ด ในซีเรีย เขาทำหน้าที่สอนพลซุ่มยิงและหลักสูตรทหารราบ และเขามองว่าการปฏิวัติพม่าคือส่วนหนึ่งในความพยายามของโลก ไม่ต่างจากการสู้รบในซีเรียและการป้องกันตนเองของยูเครน จากการรุกรานของรัสเซีย

รายงานข่าวระบุว่ากลุ่มมนุษยธรรมคริสเตียน Free Burma Rangers (FBR) ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งเช่นกัน โดบมอบความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและสิ่งของบรรเทาทุกข์แก่ชุมชนต่างๆที่ต้องไร้ถิ่นฐาน ท่ามกลางเหตุล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆนานา ทั้งนี้แม้เป็นองค์กรช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ แต่พบเห็นสมาชิกของ FBR ติดอาวุธเพื่อการคุ้มกันด้วย

ในส่วนของรัฐบาลพม่า ได้เสริมความเข้มแข็งแก่กองทัพ ด้วยแรงสนับสนุนจากต่างชาติ โดยในเดือนเมษายน พวกเจ้าหน้าที่เดินทางเยือนรัสเซียและจีน เพื่อจัดซื้อโดรนสู้รบ ในขณะที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการกองทัพ พบปะกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และเจ้าหน้าที่รัสเซีย ณ พิธีสวนสนามของกองทัพพม่า ท่ามกลางรายงานข่าวว่าครูฝึกทหารรัสเซียได้ช่วยฝึกฝนทหารพม่าในการใช้อาวุธรัสเซีย แม้ไม่มีข้อมูลยืนยันในเรื่องนี้

ผู้บัญชาการฝ่ายต่อต้านในเมืองเพคง ในรัฐฉาน ทางใต้ของพม่า อ้างว่าได้ยินข่าวว่าพบเห็นพวกครูฝึกทหารรัสเซียอยู่ใกล้ๆแนวหน้า แม้คำยืนยันเกี่ยวกับการพบเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ 4 เดือนก่อน และว่ากันว่าครูฝึกเหล่านั้นได้อพยพออกมาแล้ว ท่ามกลางการโจมตีอันดุเดือด

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2567 : ทดแทนบุญคุณ พ่อ-แม่

จากช่องติ๊กต็อก @dhamma_tv ได้เผยแพร่คำสอนเรื่อง ‘ทดแทนบุญคุณ พ่อ-แม่’ จากรายการ ‘ธรรมะทำไม’ โดย ‘พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท)’ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน

🎙คำถาม: ทดแทนบุญคุณเท่าไหร่ถึงจะพอ?

👉พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): เรื่องบุญคุณมาจากคําสอนของพระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว มนุษย์เป็นสังคม ถ้าหากว่าไม่มีเรื่องความกตัญญู ไม่มีเรื่องความกตเวที สังคมมนุษย์ก็จะล่มสลาย พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องสังคมมนุษย์อยู่แล้วสุข อยู่แล้วเจริญ ดังนั้น ความกตัญญูกตเวที เปรียบเหมือนดิน ปลูกพืชก็ต้องอาศัยดิน บ้านเรือนต้องอาศัยดิน ห้างร้านต้องอาศัยดิน งั้นถ้าไม่มีดินจะสร้างอย่างไร? จะปลูกอย่างไร? งั้นสังคมมนุษย์ถ้าไม่มีความกตัญญูก็ไม่ต่าง จากสัตว์พวกนั้น 

(มีจุดลิมิตหรือไม่?) บุญคุณไม่ใช่หนี้ ถ้าเป็นหนี้ แต่ถ้าเป็นหนี้เงินหนี้ทอง เป็นสิ่งเข้าใจได้ ยืมมาเท่าไหร่ จ่ายดอกเท่าไหร่ ดอกเบี้ยเท่าไหร่ ก็น่าจะมีวันหมด

ต่อมาก็คือหนี้ชีวิต เราเป็นหนี้ชีวิต พ่อแม่ให้เราเกิดมา ก็ตั้งแต่พ่อแม่ประคองครรภ์ จนเกิดเราและเลี้ยงเราเติบใหญ่มา ถามว่านับเป็นเงินเท่าไหร่ใครจะนับไหวล่ะ ไม่ได้ให้ทดแทนให้หมด…แต่ทดแทนให้เหมาะสม อย่าใช้คําว่าหมด 

พุทธเจ้าเปรียบเทียบในเรื่องสุวรรณสามชาดก ว่าบุรุษและสตรี นำบิดามานั่งบนบ่าข้างหนึ่ง และมารดามานั่งบนบ่าอีกข้างหนึ่ง ใช้ชีวิต กินอยู่ ขับถ่ายบนบ่านี้อยู่ 100 ปี ก็ยังทดแทนบุญคุณไม่หมด นี่เป็นคําเปรียบเทียบ แต่ถ้าทดแทน ก็ทำตามสติ ตามกําลัง

ส่วนเรื่องที่ถามว่าจะมีวันหมดหรือไม่ พระพุทธเจ้าก็มีตรัสไว้เหมือนกันว่าถ้าหากว่า ‘บุตร’ บวชเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ดี และมาสอนพ่อสอนแม่ให้บรรลุตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ก็ถือว่าได้ชดใช้บุญคุณ เพราะถือเป็นการเปลื้องท่านจาก ‘อบายภูมิ’ 

สรุปความการตอบแทนบุญคุณก็คือ ‘กตัญญู’ คือระลึกถึงคุณทุกเมื่อ ‘กตเวที’ ให้ตอบแทน เมื่อตอบแทนได้ เมื่อถึงจังหวะ ถึงโอกาส ถึงเวลา

19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ‘กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์’ หรือ ‘เสด็จเตี่ย’ ผู้วางรากฐานกองทัพเรือไทย-ได้รับการยกย่องเป็น ‘บิดาแห่งกองทัพเรือไทย’

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีพระนามเดิมคือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล ‘อาภากร’ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมด พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า ‘องค์บิดาแห่งทหารเรือไทย’

พระองค์ทรงเป็นผู้วางรากฐานการบริหารงานของกองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมู่ทหารเรือเรียกขานพระองค์ว่า ‘เสด็จเตี่ย’ หรือ ‘หมอพร’ และ ‘พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย’ ต่อมาใน พ.ศ. 2536 มีประกาศกองทัพเรือขนานพระนามพระองค์ว่า ‘พระบิดาของกองทัพเรือไทย’ และใน พ.ศ. 2544 แก้ไขเป็น ‘องค์บิดาแห่งทหารเรือไทย’

พระองค์ทรงประชวรด้วยโรคประจำพระองค์ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2465 ก่อนจะสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 เวลา 11 นาฬิกา 40 นาที สิริพระชันษา 42 ปี 151 วัน โดยมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2466 ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ได้มีการจัดสร้างศาลและพระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รวมทั้งสิ้น 217 แห่งทั่วประเทศไทย เช่น โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หรือที่พระตำหนักที่หาดทรายรี จังหวัดชุมพร

‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ผู้นำหน่วยทะลวงฟันแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ | THE STATES TIMES Story EP.146

เรื่องราวของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ มีการจดบันทึกไว้ไม่มากนัก แต่ที่มีให้ได้อ่าน ได้เห็นก็ระบุไว้ว่า เป็นพระโอรสของ ‘พระเจ้าขุนรามณรงค์’ แต่มีชาติกำเนิดเป็นสามัญชน เนื่องจากเกิดจากอนุภรรยา นับว่าเป็นเจ้านายนอกราชวงศ์จักรี แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีในชั้นพระองค์เจ้า เนื่องจากทรงพระเมตตาและทรงเล็งเห็นว่าเจ้านายพระองค์นี้จะเป็นกำลังสำคัญต่อกองทัพของกรุงรัตนโกสินทร์

‘ซูซูกิ’ แจงด่วน เพื่อสยบข่าวลือ สร้างความเชื่อมั่นให้ ‘ลูกค้า’ ยัน!! ไม่มีการปิดตัว ย้ำ!! มีแผนจะเปิดตัวรุ่นใหม่ ในปี 2568

(18 พ.ค. 67) จากกรณีมีข้อความที่ชาวเน็ตแชร์สนั่นในโลกออนไลน์ ระบุว่า ค่ายรถญี่ปุ่นชื่อดัง Suzuki เตรียมจะปิดตัวในไทย จนหลายเพจได้มีการนำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่เป็นวงกว้าง ส่งผลให้ลูกค้าที่ใช้บริการรถยนต์ของค่ายซูซูกิอยู่นั้น เกิดความกังวลอย่างมาก  

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ล่าสุดทางด้านเพจเฟซบุ๊ก Suzuki Motor Thailand ได้มีการออกมาชี้แจง โดยระบุข้อความว่า …

ตามที่มีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่ได้พาดพิงและกล่าวถึงการดำเนินงานของบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงและขอยืนยันว่า บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และมีแผนในระยะยาวที่จะแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ในปี 2568 และในปีถัด ๆ ไป ตามแผนงานธุรกิจ ที่ได้มีการประกาศต่อผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศเมื่อช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา รวมถึงบริษัทฯ มีแผนงานในการพัฒนาผู้จำหน่ายเพื่อให้มีมาตรฐานการขายและการให้บริการหลังการขาย ที่จะสามารถสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าคนไทยได้ต่อไป 

บริษัทฯ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและเป็นลูกค้าซูซูกิเสมอมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top