Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

ควันหลง ‘Tout à fait Thaï 2024’ งานเทศกาลไทยสุดอลังในกรุงปารีส เชื่อมสัมพันธ์ 2 ชาติ ผ่านเอกลักษณ์ไทย โดนใจชาวฝรั่งเศสรุ่นเก่า-ใหม่

(4 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และ นาย Alberto Rodriguez นายกเทศมนตรีเมือง Breux-Jouy ได้ร่วมกันทำพิธีเปิดงานเทศกาลไทยในกรุงปารีส ภายใต้ชื่อ Tout à fait Thaï Exhibition & Village: Heritage of the World ณ วัดพระเชตุพน กรุงปารีส เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน และ นาง Jocelyne Guidez วุฒิสมาชิกของเขต Essonne ประเทศฝรั่งเศสเข้าร่วมด้วย

โดยคำนึงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสซึ่งดำเนินมากว่า 330 ปี นับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นับเป็นรากฐานของความผูกพันและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนสองฝ่าย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส จึงได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญร่วมกับทีมประเทศไทยประจำกรุงปารีส นำงาน Tout à fait Thaï ซึ่งจัดครั้งแรกเมื่อปี 2549 กลับมาอีกครั้ง เพื่อส่งเสริมมิตรภาพ ความเข้าใจอันดี และความไว้วางใจระหว่างประชาชน ในห้วงเวลาสำคัญซึ่งความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศขณะนี้ก้าวหน้าและขยายตัวโดยรอบด้าน จากการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำสองฝ่ายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

Tout à fait Thaï Exhibition & Village: Heritage of the World 2024 เน้นนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่จับต้องไม่ได้ อาทิ โขน แม่ไม้มวยไทย การนวดไทย โดยมี อเมนด้า ชาลิสา ออบดัม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 ได้มาร่วมสร้างสีสันและถ่ายทอดความเป็นไทย ผ่านการแต่งกายด้วยชุดไทย

ขณะเดียวกันยังมีคอนเสิร์ตของศิลปินไทยร่วมสมัยวง 4Mix และ แอลลี่ อชิรญา นิติพน เพื่อดึงดูดความสนใจของคนฝรั่งเศสรุ่นใหม่ให้เข้าถึงความเป็นไทยได้ง่ายยิ่งขึ้น

การจัดงานครั้งนี้ถือได้ว่าประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ถึงแม้ว่าวัดพระเชตุพน กรุงปารีส ตั้งอยู่ห่างไกลจากใจกลางกรุงปารีสถึง 40 กิโลเมตร ก็ยังมีผู้มาร่วมงานทั้งคนไทยและฝรั่งเศสจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศฝรั่งเศสกว่า 4,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขจากการประเมินของเทศบาลเมือง Breux-Jouy อันแสดงถึงความเข้มแข็งของประชาคมไทยในฝรั่งเศสอีกด้วย

ขณะที่มีคนไทยทั้งที่มาร่วมงานและร่วมออกร้านขายอาหารและสินค้าไทยกว่า 30 ร้าน การเปิด Thai Massage Pavilion คลินิกมวยไทย และการสอนภาษาไทยเบื้องต้นโดยนักศึกษาภาควิชาภาษาไทย ของสถาบันภาษาและอารยธรรมแห่งชาติอินัลโก้

ท่านทูตศรัญย์กล่าวว่า โดยที่ไทยและฝรั่งเศสมีความเป็นหุ้นส่วนแห่งความร่วมมือที่แน่นแฟ้น ประกอบกับที่ทั้งสองฝ่ายจะฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 340 ปีของการติดต่อครั้งแรกในปี 2568 และ 170 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2569 เอกอัครราชทูตเชื่อมั่นว่า ทั้งสองประเทศจะก้าวสู่ความร่วมมือในมิติต่างๆ ที่ยั่งยืนต่อไปจากรากฐานความสัมพันธ์ที่มั่นคงในปัจจุบัน และหวังว่า สถานเอกอัครราชทูตจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาสำหรับการจัดงาน Tout à fait Thaï ครั้งต่อๆ ไป

หากเปรียบเทียบ Tout à fait Thaï เป็นแบรนด์สินค้าซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนฝรั่งเศสมายาวนาน ความสำเร็จอย่างสูงของการจัดงานครั้งนี้นับเป็นเครื่องยืนยันถึงโอกาสที่ฝ่ายไทยสามารถใช้ประโยชน์อย่างจริงจังจากความนิยมไทยอย่างสูงในหมู่ชาวฝรั่งเศสในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยวและมวยไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ซึ่งช่วยสร้างความยั่งยืนด้านความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ตลอดจนรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ของไทยในฝรั่งเศส

ทั้งนี้ งาน Tout à fait Thaï ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้โครงการ Tout à fait Thaï the series ได้แก่ การแสดงพิเศษ ‘ชุดเกร็ดโขน’ ซึ่งอำนวยการสร้างโดยท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน และการจัดงานวันแห่งภาพยนตร์ไทยในกรุงปารีสโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และการออกแบบและจัดสวนวิถีไทย ตามรูปแบบภูมิปัญญาไทยในงานจัดสวนประจำปีของฝรั่งเศสชื่อ Jardins, jardin อีกด้วย

พิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 มอบทุนการศึกษาบุตรกำลังพลที่สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 67 เหล่ากองทัพบก

วันที่ 4 มิถุนายน 2567 เวลา 13.30 นาฬิกา ที่ ห้องรับรอง 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับบุตรกำลังพลที่สอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 67 เหล่ากองทัพบก จำนวน 8 ทุน ทุนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท โดยแบ่งเป็นโควตาบุตรกำลังพล จำนวน 7 ทุน และโควตาจังหวัดอุตรดิตถ์ 1 ทุน เพื่อเป็นการให้กำลังใจและสนับสนุนครอบครัวกำลังพล ที่สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมบุตรเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนทหาร ซึ่งถือเป็นครอบครัวตัวอย่าง ในการผลิตกำลังพลให้กับกองทัพ โดยได้มอบเงินให้กับบุตรกำลังพลดังกล่าว เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญ และกำลังใจให้กับกำลังพล ตลอดจนเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษา ให้กับครอบครัวของกำลังพล ให้บุตรของกำลังพลได้มีกำลังใจ มีความมุมานะในการที่ศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ ความสามารถ เป็นกำลังสำคัญ และอนาคตที่ดีของประเทศชาติต่อไป

ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก 

‘X’ อนุญาตให้เผยแพร่คอนเทนต์ 18+ อย่างเป็นทางการ ภายใต้เงื่อนไขได้รับความยินยอม - มีเครื่องหมายถูกสีฟ้า

(4 มิ.ย.67) สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเอ็กซ์ (X) ของอีลอน มัสก์ อัปเดตนโยบายใหม่เพื่ออนุญาตเผยแพร่เนื้อหาผู้ใหญ่ได้อย่างเป็นทางการ

โดยภายใต้นโยบายอัปเดตใหม่นี้ อดีตแพลตฟอร์ม X ที่เคยใช้ชื่อว่าทวิตเตอร์ จะอนุญาตให้ผู้ใช้งานเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศได้ ตราบใดที่เป็นเนื้อหาที่ได้รับการยินยอมและมี ‘เครื่องหมายถูกสีฟ้า’

นโยบายที่ได้รับการปรับปรุงและอัปเดตมามากกว่า 1 อาทิตย์นั้น ตอกย้ำว่า ผู้ใช้งานสามารถผลิต เผยแพร่ และบริโภคเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศได้ตราบใดที่เป็นเนื้อหาที่ผลิตและเผยแพร่ด้วยความยินยอม

"การแสดงออกทางเพศ ไม่ว่าด้วยภาพหรือการเขียนสามารถเป็นรูปแบบการแสดงออกที่ถูกกฎหมายได้” แพลตฟอร์ม ระบุ

“เราเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของผู้ใหญ่ ในการมีส่วนร่วมหรือสร้างเนื้อหาที่สะท้อนความเชื่อ, ความปรารถนา และประสบการณ์ของพวกเขา รวมถึงเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ”

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาเหล่านี้จะระงับไม่ให้เผยแพร่แก่ผู้ใช้งานที่เป็นเด็ก และผู้ใช้งานผู้ใหญ่ที่ไม่ต้องการรับชม อีกทั้งผู้ใช้งานจะไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่เนื้อหาที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ได้รับการยินยอม เป็นที่คัดค้าน เนื้อหาทางเพศหรือเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อผู้เยาว์ และเนื้อหาที่แสดงพฤติกรรมลามกอนาจาร

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแพลตฟอร์ม X แตกต่างจากอินสตาแกรม, เฟซบุ๊ก, ติ๊กต็อก และยูทูบ เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ระงับเนื้อหาที่มีภาพเปลือยหรือเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ และภายใต้การบริหารของมัสก์ ‘X’ ได้ปรับลดการกลั่นกรองเนื้อหา และคืนสถานะบัญชีที่เคยถูกระงับก่อนหน้านี้ รวมทั้งบัญชีของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ และอเล็กซ์ โจนส์ นักทฤษฎีสมคบคิด 

จากการดำเนินงานดังกล่าว มัสก์ โต้แย้งไว้ว่า เป็นการสนับสนุนเสรีภาพทางการพูด แต่นักวิจารณ์กล่าวโทษประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เทสลาว่า เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพูดที่สร้างความเกลียดชัง และข้อมูลผิด ๆ

“ตำรวจ ปส. สกัดจับกุมไอซ์ 605 กก. ที่ท่าเรือริมแม่น้ำท่าจีน ขณะเตรียมลำเลียงส่งไปต่างประเทศ”

กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๓๑ พ.ค.๖๗ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปส.4 และ บก.ข่าวกรองยาเสพติด บช.ปส. ได้ทำการสืบสวนทราบว่า เครือข่ายยาเสพติดจะมีการลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ชายแดน จว.หนองคาย และจะนำลงเรือที่บริเวณท่าเทียบเรือไม่มีเลขที่ริมแม่น้ำท่าจีน  ถ.วัดบางหญ้าแพรก-อัน นาลัย ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร  เพื่อส่งออกไปต่างประเทศประเทศ  ต่อมาเวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. พบรถยนต์เป้าหมาย เป็นรถตู้ สีเทา หมายเลขทะเบียน ฮว ๓๙๘๐ กรุงเทพ ฯ กำลังเคลื่อนที่มาที่ท่าเรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันวางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์รอบบริเวณท่าเรือ จนกระทั่งเวลาประมาณ ๐๘.๑๐ น. พบรถตู้ดังกล่าววิ่งเข้ามาที่ท่าเรือดังกล่าว และพบเห็นผู้ชาย จำนวน ๒ คน ลงจากรถมาเปิดท้ายรถตู้ และยกกระสอบสีดำออกจากรถ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ  สอบถามชื่อกับผู้ชายทั้งสองทราบชื่อว่านายประยงค์ฯหรือยงค์และนายรณชัยฯ หรือแกม และขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบถุงพลาสติกสีดำพันด้วยพลาสติกใส ภายในพบกระสอบสีขาว ด้านในกระสอบ พบยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ไอซ์) ลักษณะเป็นเกล็ดผลึกใส บรรจุอยู่ในถุงชาสีทอง ยี่ห้อ GUANYINWANG ถุงชาสีทองห่อหุ้มด้วยซองพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง จำนวนทั้งหมด ๑๔ กระสอบ น้ำหนักประมาณ 605 กก.  จึงร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

สอบถามผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพ โดยนายประยงค์ ฯ ให้การว่า ได้รับจ้างลำเลียงยาเสพติดจากนายอาปา คนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นชาวเผ่าอาข่า ซึ่งรู้จักกันตอนที่ถูกจำคุกที่เรือนจำเขาบิน หลังจากพ้นโทษก็ได้ติดต่อกับนายอาปา ฯ และนายอาปา ฯ ชักชวนให้มาขนยาเสพติด โดยให้ค่าจ้าง ๑ ล้านบาท และตนได้ชวนนายรณชัย เพื่อนของตนมาช่วยขับรถให้ เพราะขับรถไม่ชำนาญ  ต่อมาได้รับคำสั่งให้ไปรับรถตู้ดังกล่าวที่ถูกจอดทิ้งไว้ที่โลตัสมหาชัย และวันที่ 30 พ.ค.67 เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. ตนและนายรณชัยจึงพากันไปนำรถตู้ดังกล่าวที่โลตัสมหาชัย แล้วขับไปจอดเก็บไว้ที่โกดังเลขที่ ๘๗/๑๕๕ ม.๗ ต.ท่าจีน อ.เมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร  ต่อมาวันที่ ๓๑ พ.ศ.๖๗ เวลา ๐๗.๐๐ น. ได้รับคำสั่งให้นำรถไปส่งที่ท่าเรือที่นัดหมาย จึงพากันนำรถตู้มาที่จุดนัดหมายและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดังกล่าว และต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้พาผู้ต้องหาทั้งสองไปตรวจค้นที่โกดังดังกล่าว แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายเพิ่มเติมแต่อย่างใด

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ถาม!! ทหารสอนเด็กรักชาติไทย ไม่ดียังไง? หลัง ‘เจี๊ยบ ก้าวไกล’ โพสต์แซะ!! “ไม่ใช่กิจของทหาร”

(4 มิ.ย. 67) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า…

“ทหารสอนเด็กรักชาติไทย ไม่ดียังไง จะให้เด็กชังชาติเหมือนพวกเธอหรือ”

ทั้งนี้สืบเนื่องจากกรณี ‘นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล’ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ‘Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล’ ระบุว่า…

“ไม่ใช่กิจของทหารเที่ยวเดินสายไปอบรมครูอบรมเด็กให้รักชาติ ภารกิจหลักไม่มีทำก็รีบลดขนาดกองทัพอย่าฝืนโลก พร้อมติดแฮชแท็ก #ปฏิรูปกองทัพ”

เชียงราย-ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวช่วง Green Season  

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย จับมือกับพันธมิตรภาคเอกชน และทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงราย พะเยา เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวช่วง Green Season เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวและพักค้าง จังหวัดเชียงราย และพะเยา รับส่วนลดค่าที่พัก, E-coupon และสิทธิพิเศษมากมาย จากผู้ประกอบการร้านอาหาร คาเฟ่ สปา กิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน รวมกว่า 100 แห่ง ในช่วงมิถุนายน-สิงหาคม ศกนี้    

นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ซึ่งรับผิดชอบการส่งเสริมการท่องเที่ยว ในด้านการส่งเสริมการตลาดเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว 2 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงรายและพะเยา กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนหรือช่วง Green Season เป็นอีกช่วงหนึ่งที่จังหวัดเชียงราย และพะเยา เป็นเมืองน่าเที่ยวที่มีความสวยงามของธรรมชาติ ป่าเขา ทุ่งนาเขียวขจี ในบรรยากาศที่เงียบสงบ สดชื่น ชุ่มฉ่ำ สบายตา อากาศดีเย็นสบาย มีมนต์เสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาพักผ่อน มาค้นหาความสุขกับการชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าท่ามกลางทะเลหมอกหลังฝน ซึ่งทั้งสองเมืองนี้งดงามไม่แพ้ที่ใดๆ 

และนอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรม และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ให้ทุกท่านได้มาเรียนรู้ในวิถีชุมชน ดื่มด่ำกับความสุขการจิบชา-กาแฟยามเช้าท่ามกลางธรรมชาติ และสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ ในกิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชน การนวด-สปา และชิมเมนูอาหารพื้นเมืองแสนอร่อยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นในจังหวัดเชียงราย และพะเยา

เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว และเพิ่มค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และพะเยา ให้ท่องเที่ยวได้ทั้ง 365 วันตามนโยบายของรัฐบาล และ ภูมิภาคภาคเหนือ ททท. ได้กระตุ้นการท่องเที่ยวในภาคเหนือ 17 จังหวัด ภายใต้แคมเปญ “แอ่วเหนือให้ฉ่ำ” โดย ททท.สำนักงานเชียงราย ได้ร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ทั้งในจังหวัดเชียงราย และพะเยา จัดโครงการท่องเที่ยวทั้ง 2 จังหวัด ภายใต้แคมเปญ “เที่ยวฉ่ำยามหน้าฝนที่เชียงราย” หรือ Amazing Chiang Rai in Green Season และแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวพะเยา In Green Season ในห้วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567 นี้

เที่ยวฉ่ำยามหน้าฝนที่เชียงราย ททท. สำนักงานเชียงราย ร่วมกับ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้แคมเปญ“เที่ยวฉ่ำยามหน้าฝนที่เชียงราย” โดยนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยว

เชิญชวนมาท่องเที่ยวสัมผัสกับประสบการณ์ท่องเที่ยวในเส้นทางความสุขที่หลากหลายในพื้นที่จังหวัดเชียงราย อาทิเช่น เส้นทางท่องเที่ยวสายธรรมชาติ เส้นทางเยี่ยมบ้านศิลปิน เส้นทางจิบชาและกาแฟ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชน ในช่วง Green Season โดยมอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวต่างจังหวัด ที่พักค้างในโรงแรมที่ร่วมกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงรายกว่า 40 แห่ง รับ “ฟรี” คูปองเป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวในสถานประกอบการที่ร่วมกิจกรรม ได้แก่ ร้านคาเฟ่ ร้านอาหาร สปา กิจกรรมท่องเที่ยว กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน รวมจำนวนกว่า 80 แห่ง ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เข้าพักโรงแรมที่พักในจังหวัดเชียงราย จำนวน 3,000 สิทธิ์ ตามเงื่อนไขที่ ททท. กำหนด ในระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน - 31 สิงหาคม 2567

สุขทันที...ที่เที่ยวพะเยา ททท. สำนักงานเชียงราย ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดพะเยา, หอการค้าจังหวัดพะเยา, YEC จังหวัดพะเยา, ชมรมอาหารและเครื่องดื่มพะเยา, ชมรมการท่องเที่ยว ภูลังกา-ผาช้างน้อย พะเยา และผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดพะเยา จัดกิจกรรมกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดพะเยาในห้วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2567 ภายใต้แคมเปญ “สุขทันที...ที่เที่ยวพะเยา In Green Season” โดยนำเสนอเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาสัมผัสกับประสบการณ์ ใน เส้นทางแห่งความสุข 4 เส้นทาง : สุขกาย (Nature), สุขใจ (Faith), สุขในวิถี (Local), สุขในอาหารที่อร่อย (Tasty) ในช่วงกรีนซีชั่น (Green Season) โดยจัดกิจกรรม “ลดทันที...ที่เช็คอินพะเยา” มอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวต่างจังหวัด 1,000 ท่านแรกที่พักค้าง เพียงจองที่พัก เช็คอิน แล้วสแกน QR Code ที่เคาน์เตอร์เช็คอิน รับส่วนลดค่าที่พักทันที 100 บาท/ห้อง เมื่อเข้าพักโรงแรมที่ร่วมกิจกรรมในจังหวัดพะเยากว่า 10 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายน 2567 และนักท่องเที่ยวต่างจังหวัด 500 ท่านแรกที่พักค้างในที่พักโรงแรมที่ร่วมกิจกรรมกว่า 15 แห่ง ในช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2567 รับเลย E-Voucher มูลค่า 200 บาท/ห้อง สำหรับใช้เป็นส่วนลดเมนูอาหารพื้นเมืองจานเด็ดรสชาดอร่อย ที่ร้านอาหารขึ้นชื่อในพื้นที่จังหวัดพะเยาที่เข้าร่วมโครงการ ในส่วนจังหวัดพะเยาในช่วงกรีนซีซั่นนี้ ททท.สำนักงานเชียงรายแนะนำให้มาสัมผัสบรรยากาศความสวยงามของวิวผาช้างน้อย ภูลังกา อ.ปง จ.พะเยา ที่เขียวขจี อากาศเย็นสบายช่วงหน้าฝนที่ชุ่มฉ่ำ สัมผัสกับความงดงามพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอกยามเช้า ในระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2567 มีส่วนลดค่าที่พักกว่า 30-50 % จากราคาปกติ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการโรงแรมกว่า 12 แห่ง

ททท. สำนักงานเชียงราย จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว เดินทางมาสัมผัสการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายและพะเยา ในช่วง Green Season และรับส่วนลด สิทธิพิเศษมากมาย สอบถามรายละเอียดหรือติดตามข่าวสารได้ที่ ททท. สำนักงานเชียงราย โทร 0 5371 7433, 0 5374 4674-5 ค้นหาแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดพะเยาได้ที่เว็บไซต์ www.tourismchiangrai-phayao.com, www.checkinphayao.com , เพจ Facebook : ททท.สำนักงานเชียงราย

‘ครม.’ ไฟเขียว!! วีซ่าต่างชาติทักษะสูง ทำงานในไทย 5.6 หมื่นคน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการกระตุ้น ศก. จูงใจต่างชาติทำงานในไทย

(4 มิ.ย. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้ก้าวสู่เศรษฐกิจใหม่ ดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตราในประเภทต่าง ๆ ทำให้มีบุคลากรต่างชาติที่ได้รับการอนุมัติวีซ่าและใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย ทั้งวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ทำงานภายใต้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน วีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR Visa) และวีซ่าดึงดูดบุคลากรทักษะสูงและนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (Smart Visa) ผ่านศูนย์ One Stop Service รวมทั้งสิ้นกว่า 56,000 คน 

นายชัย กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงแรงงาน มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในการอำนวยความสะดวกให้แก่ชาวต่างชาติที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญพิเศษ (Talent) นักลงทุน และผู้ที่ต้องการเข้ามาทำงานและอาศัยในประเทศไทย ผ่านการจัดตั้งศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (One Start One Stop Investment Center: OSOS) ณ ชั้น 18 ตึกจามจุรีสแควร์ ซึ่งเป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (https://osos.boi.go.th/TH/home/) โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อหลายหน่วยงาน และการบริการผ่านระบบออนไลน์ SINGLE WINDOW Visa and Work Permit System (https://swe-expert.boi.go.th/SW-WEB/main.php

ซึ่งข้อมูลของ BOI ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีบุคลากรต่างชาติที่ได้รับอนุมัติวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมแล้วกว่า 56,000 คน ประกอบด้วยประเภทวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ทำงานภายใต้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน มีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่เข้ามาทำงาน ภายใต้โครงการส่งเสริมการลงทุน จำนวนประมาณ 50,000 คน 

ประเภท LTR Visa รวมทั้งสิ้นกว่า 4,000 คน จากสหรัฐอเมริกา 791 คน รัสเซีย 479 คน สหราชอาณาจักร 332 คน จีน 277 คน เยอรมัน 236 คน ญี่ปุ่น 207 คน และฝรั่งเศส 198 คน 

ประเภท Smart Visa และกลุ่ม Startup รวมทั้งสิ้น 2,170 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเยอรมัน

สำหรับวีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR Visa) เป็นมาตรการของรัฐบาล ที่มุ่งดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง 4 กลุ่มเข้าสู่ประเทศไทย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ, ผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย, ผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง และผู้เกษียณอายุ รวมถึงผู้ติดตาม สามารถพำนักในประเทศไทยได้ 10 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เดินทางเข้า/ออกประเทศ และได้รับอนุญาตให้ทำงาน โดยจะลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ เหลือร้อยละ 17 และยังได้รับการผ่อนปรนระยะเวลาการรายงานตัวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จากปกติทุก 90 วัน เปลี่ยนเป็นปีละ 1 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติวีซ่าดังกล่าวให้แก่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำระดับโลกที่มีการลงทุนหรือตั้งสำนักงานในประเทศไทยหลายแห่ง 

และครม.ได้เพิ่มการตรวจตราประเภทใหม่ หรือ Destination Thailand Visa (DTV) โดยเป็นมาตรการสำหรับชาวต่างชาติที่มีทักษะและทำงานทางไกลผ่านระบบดิจิทัล เช่น remote worker หรือ digital nomad ที่ประสงค์จะพำนักในประเทศไทยเพื่อทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อเป็นทางเลือกในการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพให้เข้ามาทำงานในไทยได้มากขึ้น

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการดึงดูดการลงทุน เพิ่มขีดตวามสามารถในการแข่งขันของไทย เชื่อมั่นว่า ผลจากการปรับปรุงและแก้ไขมาตรการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดชาวต่างชาติ ให้เข้ามาทำงานในระยะยาว ซึ่งกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมทันสมัย อุตสาหกรรมอนาคต อุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย” นายชัย กล่าว

‘EA’ ผนึกกำลัง ‘สอศ.’ หนุนการศึกษารูปแบบทวิภาคี สร้างทักษะ-เสริมความรู้ผู้เรียนอาชีวะผ่านการปฏิบัติงานจริง

(4 มิ.ย. 67) นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ร่วมกับ นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้แทน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงนามความร่วมมือ ขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เพิ่มทักษะด้านแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูง หนุนการเรียนรู้แบบทวิภาคี ส่งเสริมความสามารถผู้เรียนอาชีวศึกษาในทุกมิติ โดยมีนายจำรัส สว่างสมุทร ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษาร่วมพิธี ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาพัฒนาพลังงานสะอาด ทั้งด้านพลังงานทดเเทน พลังงานหมุนเวียน ด้านแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า มาอย่างต่อเนื่องกว่า 17 ปี โดย บริษัทฯ และ สอศ. มีเป้าหมายในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะสูง พร้อมส่งเสริมการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เพื่อเสริมสร้างทักษะวิชาชีพผ่านการฝึกปฏิบัติจริง ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร สอศ. ที่สนับสนุนการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี บริษัทฯ จึงมีความยินดีเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่นักเรียน นักศึกษาในสาขาที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ จึงมั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะเป็นก้าวแรกที่มั่นคงสู่การพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้าน นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะสมรรถนะในการปฏิบัติงานตามสาขาอาชีพ และสนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษา โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างโอกาสของผู้เรียนอาชีวศึกษา และส่งเสริมพัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการฝึกอาชีพสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในสาขางานด้านยานยนต์ไฟฟ้าและสาขาที่เกี่ยวข้องในสถานประกอบการ 

โดย ความร่วมมือกับ EA มีความสำคัญในการส่งเสริม พัฒนากระบวนการสร้างความรู้ ทักษะ เจตคติ ประสบการณ์ เป็นความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง และสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพ มาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาให้เกิดความเชื่อมั่นกับผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานมาเรียนสายวิชาชีพ และกับครู นักเรียน นักศึกษา เพื่อนำวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพ โดย สอศ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนด้านต่าง ๆ และขยายความร่วมมือและยกระดับให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาได้เข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ เพื่อประโยชน์ต่อการส่งเสริมศักยภาพการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาต่อไป

เพจดังโพสต์คลิป 'อ.น้องไนซ์' ฝึกตำรวจเชื่อมจิต ด้านชาวเน็ตเอือม!! หมดกันที่พึ่งของประชาชน

(4 มิ.ย. 67) เพจ 'อีซ้อขยี้ข่าว3' ได้โพสต์คลิปวิดีโอ อาจารย์น้องไนซ์กำลังสอนกลุ่มชาย แต่งกายคล้ายตำรวจ นั่งสมาธิเชื่อมจิต พร้อมแคปชันที่มีข้อความระบุว่า "อะไรกันเนี๊ยะ คุณตำรวจ‼"

จากนั้นเพจ 'อีซ้อขยี้ข่าว3' ยังได้คอมเมนต์แจงใต้โพสต์ดังกล่าวอีกด้วยว่า "ไม่ใช่ วันนี้นะ โรงพักไหนไม่รู้, สำนักงานตำรวจน่าจะงานเข้าค่ะ เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ยังไง ทำไมตำรวจถึงมีความเชื่อด้านพุทธศาสนาผิดๆ แบบนี้ได้"

ด้านชาวเน็ตส่วนใหญ่ที่ได้เห็นคลิปก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าราชการทำแบบนี้ได้หรอ / ถ้าเป็นกลุ่มโยงกัน คือ จะฮามาก รอดราม่า / กลัวที่สุด คือ เห็นญาติตัวเองในคลิป / นิพพานกันหรือยังคะ สน.นี้ / โอ้ยหมดกันที่พึ่งประชาชน / การศึกษาไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ นะครับ ที่พวกคุณเรียนมา / สน.เชื่อมจิต โดนเด็กปั่น /สน.ไหนเนี่ย / โอ้ยจะรั่ว / เป็นต้น

‘ญี่ปุ่น’ พบ ‘5 ค่ายรถชื่อดัง’ บิดเบือนผลทดสอบความปลอดภัย ลั่น!! การกระทำนี้เป็นบ่อนทำลายความไว้วางใจผู้ใช้บริการ

(4 มิ.ย. 67) กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า ผู้ผลิตรถยนต์ 4 ราย และผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ 1 ราย ของญี่ปุ่นยอมรับมีความผิดปกติในการทดสอบความปลอดภัย ส่งผลให้โตโยต้า มอเตอร์, มาสด้า มอเตอร์ และยามาฮ่า มอเตอร์ ต้องระงับชั่วคราวในการจัดส่งรถยนต์ทั้งหมด 6 รุ่น โดยระบุว่าอีก 2 บริษัทที่รายงานว่ามีปัญหาในเรื่องนี้ ได้แก่ ฮอนด้า มอเตอร์ และซูซูกิ มอเตอร์

เพื่อตอบสนองต่อปัญหาก่อนหน้านี้ที่ Daihatsu Motor และ Toyota Industries กระทรวงฯ ได้สั่งให้บริษัท 85 แห่งในอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์และอุปกรณ์ ตรวจสอบว่ามีความผิดปกติใด ๆ ในการสมัครขอใบรับรองรุ่นของตนหรือไม่ ในแถลงการณ์ กระทรวงเรียกความผิดปกติดังกล่าวว่า “การกระทำที่บ่อนทำลายความไว้วางใจของผู้ใช้ และสั่นคลอนรากฐานของระบบการรับรองยานยนต์ ระดับชาติ

กระทรวงจะดำเนินการตรวจสอบสถานที่ของโตโยต้าในวันอังคาร การตรวจสอบของบริษัทอื่น ๆ อีก 4 แห่งจะตามมา

ตามรายงานของกระทรวงฯ โตโยต้า มาสด้า และยามาฮ่า ยืนยันว่า การบิดเบือนการทดสอบได้เกิดขึ้นในการผลิตรถยนต์ที่ยังคงดำเนินการอยู่ กระทรวงสั่งให้บริษัทเหล่านี้ระงับการจัดส่งรุ่นเฉพาะจนกว่าจะยืนยันว่าเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ

โตโยต้าประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า ได้หยุดการจัดส่งและจำหน่ายในประเทศของโคโรลล่า ฟิลเดอร์, โคโรลลา แอ็กซิโอ และยาริส ครอส โดยกล่าวว่าการสมัครขอใบรับรองรุ่นเหล่านี้มี ‘ข้อมูลไม่เพียงพอในการทดสอบการป้องกันคนเดินเท้าและผู้โดยสาร’

อีกทั้งยังมีการกล่าวถึงรุ่นอื่น ๆ อีก 4 รุ่นที่ไม่ได้ผลิตอีกต่อไปในประกาศของ Toyota ได้แก่ Crown, Isis, Sienta และ RX ซึ่งพบ ‘ข้อผิดพลาดในการทดสอบการชนและวิธีการทดสอบอื่น ๆ’

คำแถลงดังกล่าวต่อไปว่า “เรารับประกันได้ว่าไม่มีปัญหาด้านประสิทธิภาพที่ขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับ” โตโยต้ากล่าวว่าได้ตรวจสอบเรื่องนี้เป็นการภายในแล้ว และ “ไม่จำเป็นต้องหยุดใช้ยานพาหนะที่ได้รับผลกระทบ”

“ผมอยากจะขอโทษอย่างจริงใจต่อลูกค้า ผู้ชื่นชอบรถยนต์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย” อากิโอะ โตโยดะ ประธานบริษัทโตโยต้า กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์

ตามที่บริษัทระบุ บริษัทใช้ข้อมูลที่รวบรวมในกระบวนการพัฒนา ซึ่งบริษัทกล่าวว่าอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดกว่าข้อกำหนดของกระทรวง และเป็นผลให้ไม่ตรงกับข้อกำหนดอย่างถูกต้อง มีแผนที่จะส่งรายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อกระทรวงภายในสิ้นเดือนนี้

ความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มบริษัท Hino Motors, Daihatsu Motor และ Toyota Industries รายงานปัญหาที่คล้ายกัน

“ผมมีความรู้สึกที่โชคร้ายมาก” ประธานกล่าว “โตโยต้า ไม่ใช่บริษัทที่สมบูรณ์แบบ เราทราบดีว่ายังมีช่องว่างให้ปรับปรุงอีกมาก” บริษัทกล่าวว่าได้เริ่มปรับปรุงกระบวนการทดสอบความปลอดภัยแล้ว

ไดฮัทสุ หน่วยรถยนต์ขนาดเล็กของโตโยต้า เปิดเผยการบิดเบือนผลการทดสอบผลิตภัณฑ์อย่างกว้างขวางในปี 2566 ส่งผลให้โรงงานทั้งหมดในญี่ปุ่นต้องปิดชั่วคราว Toyota Industries และ Hino ยังรายงานการประพฤติมิชอบเกี่ยวกับการรับรองเครื่องยนต์ในเดือนมกราคมและเดือนมีนาคม 2022 ตามลำดับ

ตามรายงานของกระทรวง มาสด้ารายงานความผิดปกติในรถยนต์ 5 รุ่น รวมถึง 2 รุ่นที่ยังคงอยู่ในการผลิต Yamaha Motor มีโมเดลสามรุ่นที่ค้นพบความผิดปกติ โดยรุ่นหนึ่งยังคงอยู่ในการผลิต

ฮอนด้ารายงาน 22 รุ่นและซูซูกิ 1 รุ่น ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ในการผลิตมาสด้ากล่าวว่าพบว่าการประมวลผลรถยนต์ทดสอบไม่สม่ำเสมอในการทดสอบการชนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ 3 รุ่นที่ไม่มีการผลิตอีกต่อไป บริษัทกล่าวว่าการตรวจสอบทางเทคนิคภายในและการทดสอบซ้ำ “ยืนยันว่าโมเดลเหล่านี้มีประสิทธิภาพที่ตรงตามมาตรฐานทางกฎหมายสำหรับประสิทธิภาพการปกป้องผู้โดยสารในกรณีที่เกิดการชนกันทางด้านหน้า”

ฮอนด้า ยามาฮ่า และซูซูกิยังได้ออกแถลงการณ์เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับขี่จะไม่มีปัญหากับสมรรถนะของรถ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top