Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

'นักวิชาการส้ม' ชี้!! ไทยสอนประวัติศาสตร์ให้ท่องจำ เน้นปลูกฝังคนให้เชื่องและภักดีภายใต้ความกลัว

(5 มิ.ย. 67) ผศ.สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา เจ้าของนามปากกานักปรัชญาชายขอบ โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ว่า สอนประวัติศาสตร์ท่องจำที่เน้นปลูกฝังความจงรักภักดีอย่างปราศจากการวิพากษ์ ก็คือการปลูกฝังความจงรักภักดีภายใต้ความกลัว ที่สร้างพลเมืองเชื่องเชื่อฟังอำนาจผูกขาด และพลเมืองกระตือรือร้นเป็นคนดีล่าแม่มดคนคิดต่าง

ที่มา : Thaipost

‘กฟผ.’ จับมือ ‘มิตซูบิชิฯ’ พัฒนาไฮโดรเจนผลิตไฟฟ้าร่วมก๊าซธรรมชาติ หวังเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด - ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ปี 2065

เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.67) นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และนายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมประชุมหารือความร่วมมือทวิภาคีด้านพลังงานระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย ครั้งที่ 6 (The 6th Japan-Thailand Energy Policy Dialogue : 6th JTEPD) ณ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมติดตามความก้าวหน้าของความร่วมมือ และนำเสนอโครงการ แนวทางนโยบาย แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์พลังงาน โดยมุ่งเน้นพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานในอนาคต

ทั้งนี้ ในงานประชุมครั้งนี้ กฟผ.ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ เพื่อร่วมศึกษาศักยภาพและพัฒนาการนำไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสำหรับกังหันก๊าซ (Gas Turbine) โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเปลี่ยนด้านพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมายก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2065

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ในการเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดตามแผนพัฒนาพลังงานและแนวทางส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนของประเทศไทย ที่ริเริ่มนำเชื้อเพลิงทางเลือกและเชื้อเพลิงสะอาดมาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของญี่ปุ่น เพื่อผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางเทคโนโลยีและแผนพัฒนาโครงการไฮโดรเจนตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) กับบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น นำไปสู่การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ทำไม 'ไทย' ต้องนำเข้าน้ำมัน ทั้งที่ยัง 'ผลิตได้-ส่งออกด้วย'

เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย. 67) เว็บไซต์ศูนย์ข่าวพลังงาน ได้เผยแพร่บทความ ‘เขียนเล่าข่าว EP. 55 - ทำไมไทยยังต้องนำเข้าน้ำมัน แม้จะผลิตน้ำมันได้เองและมีน้ำมันส่งออก’ โดยระบุข้อความว่า…

คำถามเกี่ยวกับเรื่องน้ำมัน ซึ่งยังมีคนสงสัยและดูเหมือนจะยังไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่างในใจสักที ว่าทำไมเราต้องนำเข้าน้ำมัน และทำไมถึงไม่สามารถขายน้ำมันในราคาถูกให้คนในประเทศใช้ได้ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีแหล่งน้ำมันอยู่ในประเทศตัวเอง แถมยังมีการส่งออกอีกด้วย

คำตอบที่พยายามจะอธิบายให้คนที่ยังมีความสงสัยได้เกิดความกระจ่างในใจ ก็คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากแหล่งผลิตในต่างประเทศมาใช้ ก็เพราะแหล่งน้ำมันที่เรามีอยู่ในประเทศนั้นผลิตน้ำมันดิบได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเข้ามาทดแทนให้เพียงพอต่อความต้องการใช้

ส่วนการที่เรามีน้ำมันส่งออกด้วยนั้น ก็เป็นน้ำมันจาก 2 ส่วน ส่วนแรกคือน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตในประเทศ ที่คุณภาพไม่เหมาะกับโรงกลั่นในประเทศ เพราะมีสารปนเปื้อนสูง และส่วนที่สอง คือน้ำมันสำเร็จรูป ที่โรงกลั่นน้ำมันกลั่นออกมามากเกินความต้องการใช้ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า ในปี 2566 ตัวเลขปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในประเทศ ทำได้ประมาณ 0.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน เท่านั้น แต่ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ประมาณ 1.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าปริมาณที่ผลิตได้หลายเท่าตัว ดังนั้น จึงต้องมีการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาเติมความต้องการอีกประมาณ 0.96 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ส่วนข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน รายงานว่า การผลิตน้ำมันสำเร็จรูปที่มาจากโรงกลั่นในประเทศในปี 2566 นั้น มีกำลังผลิตรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 174 ล้านลิตรต่อวัน (น้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่มาจากน้ำมันดิบที่นำเข้า) ในขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 152 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งน้ำมันสำเร็จรูปส่วนที่เกินกว่าความต้องการใช้ก็ได้ทำการส่งออก อย่างไรก็ตามมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ไม่ได้มาจากโรงกลั่นในประเทศเพื่อมาใช้ อีกประมาณเฉลี่ย 9 ล้านลิตร/วัน

โดยสรุป ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้เพียงประมาณ 10% ของปริมาณการใช้เท่านั้น และบางส่วนมีสารปนเปื้อนสูงเกินกว่าที่โรงกลั่นในประเทศจะรับได้ จึงจำเป็นต้องส่งออก ดังนั้นน้ำมันดิบส่วนที่ขาดจึงต้องมีการนำเข้าอีกกว่า 90% โดยประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มตะวันออกกลางประมาณ 57% ตะวันออกไกล 19% และแหล่งอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ลิเบีย ออสเตรเลีย อีกรวม 24%

การที่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบส่วนใหญ่กว่า 90% นั้นทำให้การกำหนดราคาขายต้องอ้างอิงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ดังนั้นเมื่อราคาตลาดโลกสูงขึ้น ราคาขายในประเทศก็ต้องปรับขึ้นตาม ในทางกลับกัน หากราคาตลาดโลกปรับลดลง ราคาขายในประเทศก็จะปรับลดลงด้วย เพียงแต่ว่าการปรับราคาอาจจะไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริงแบบเรียลไทม์ เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องนำมาคิดคำนวณด้วยอีกหลายประการ เขียนอธิบายมาถึงบรรทัดนี้ ก็หวังว่าผู้อ่านจะมีข้อมูลและความเข้าใจเรื่องความจำเป็นในการนำเข้าน้ำมันมากขึ้น

กระจ่าง!! 'คลิปตร.นั่งเชื่อมจิต' ว่อนเน็ต ถูกวิจารณ์ยับ ที่แท้แค่อยากทดลองเชื่อมจิต สุดท้ายก็ไม่เกิดอะไรขึ้น

เมื่อวานนี้ วันที่ 4 มิถุนายน 2567 จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปจากเพจ อีซ้อขยี้ข่าว 3 โพสต์กลุ่มชายหัวเกรียนแต่งกายคล้ายตำรวจนั่งสมาธิ โดยมีเด็กชายหน้าตาคล้ายน้องไนซ์ เจ้าลัทธิเชื่อมจิต อายุ 8 ขวบใช้นิ้วสัมผัสไปที่หน้าผากคล้ายกำลังเชื่อมจิต พร้อมระบุข้อความว่า ‘อะไรว่ะเนี๊ยะ คุณตำรวจ!!’

คลิปทำเอาชาวเน็ตวิจารณ์จำนวนมาก และสงสัยว่าข้าราชการตำรวจเหล่านี้อยู่โรงพักไหน เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งเกิดเรื่องที่ สน.ทองหล่อ เมื่อกลุ่มลัทธิเชื่อมจิต นำโดยนายพิชญะ น.ส.นัฐพร พ่อแม่น้องไนซ์ และนายธรรมราช สาระปัญญา ทนายความ รับทราบข้อกล่าวหาคดีที่ หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรรายการโหนกระแส ฟ้องข้อหาร่วมกันดูหมิ่นด้วยการโฆษณา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ สน.ทองหล่อ แล้วเกิดการกระทบกระทั่งกับคู่กรณีบนโรงพัก

ล่าสุดทางด้านเพจบิ๊กเกรียน365 ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ตามคลิปภาพที่ปรากฏเป็น ผกก.สภ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี พาลูกน้องที่เลื่อมใสศรัทธา มานั่งสมาธิเชื่อมจิต
ต่อมามีรายงานด้วยว่า ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง พ.ต.อ.อรุณพงษ์ ภารพบ ผกก.สภ.กาญจนดิษฐ์​ จ.สุ​ราษฎร์​ธานี ซึ่งเจ้าตัวได้ชี้แจงเบื้องต้นว่า เป็นภาพเก่า ตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว ได้เชิญเด็ก 8 ขวบมาที่ห้องทำงานจริง อ้างให้ลูกน้องไปทดลองว่าเชื่อมจิตได้จริงหรือไม่ สุดท้ายก็เชื่อมจิตไม่ได้ ไม่เกิดอะไรขึ้น

ขณะที่ทางด้านนางสาวชลดา ชนะศรีรัตนกุล ผู้อำนวยการ พมจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่าจากที่มีข่าวว่าทางแม่เด็กเชื่อมจิตจะแจ้งความเจ้าหน้าที่บางคนนั้น ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร หากเขาอยากจะแจ้งอะไรก็แจ้งได้ เพราะทางเจ้าหน้าที่มั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด มีแต่จะหาวิธีป้องกันคุ้มครองเด็ก เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง

'กทม.' ซื้อเครื่องออกกำลังกายป้อน 2 ศูนย์ แตะ 10 ล้าน โซเชียลข้องใจ!! เทียบราคาตลาดแล้ว ต่างกันสูงมาก

เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย’ โพสต์บทความหัวข้อ ‘กทม.จัดซื้อเครื่องออกกำลังกายเครื่องละ 4 แสน’ โดยระบุว่า…

"เครือข่าย STRONG ต้านทุจริตประเทศไทยพบเห็นความผิดปกติในการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ส่อแพงจริงภายในศูนย์กีฬาวารีภิรมย์ และศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ รวมกัน 2 ที่ เกือบ 10 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นที่ศูนย์วารีภิรมย์ 4,999,990 บาท จัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย 11 รายการ ดังนี้

1. อุปกรณ์ลู่วิ่งไฟฟ้า 1 เครื่อง 759,000 บาท
2. จักรยานนั่งเอนปั่นแบบมีพนักพิง 1 เครื่อง 483,000 บาท
3. จักรยานนั่งปั่นแบบนั่งตรง 2 เครื่อง เครื่องละ 451,000 บาท
4. อุปกรณ์บริหารกล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า 1 เครื่อง 466,000 บาท
5. อุปกรณ์บริหารกล้ามเนื้อขาด้านหน้าและขาด้านหลัง 1 เครื่อง 477,500 บาท
6. อุปกรณ์บริหารกล้ามเนื้อห้วงไหล่ อก และหลังแขน 1 เครื่อง 483,000 บาท
7. อุปกรณ์บริหารกล้ามเนื้ออเนกประสงค์ 1 เครื่อง 652,000 บาท
8. ชุดดัมบ์เบลพร้อมชั้นวาง 1 เครื่อง 276,000 บาท
9. อุปกรณ์บาร์โหนฝึกกล้ามเนื้ออเนกประสงค์ 1 เครื่อง 302,490 บาท
10. เก้าอี้ฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้อง 1 เครื่อง 103,000 บาท
11. เก้าอี้ฝึกดัมบ์เบลแบบปรับระดับได้ 1 เครื่อง 96,000 บาท

และอีกที่คือ ศูนย์วชิรเบญจทัศ 4,998,800 บาท 11 รายการ ราคาสูงผิดปกติเช่นกัน

รายการเครื่องออกกำลังกายต่าง ๆ ที่ กทม.จัดซื้อ เมื่อเทียบกับราคาตลาดแล้ว ราคาช่างแตกต่างกันสูงมาก เช่น เก้าอี้ฝึกดัมบ์เบลแบบปรับระดับได้ ราคาตลาดเกรดดี ไม่เกิน 3 หมื่นบาท แต่ กทม.จัดซื้อ 96,000 บาท งานนี้ส่วนต่างเพียบ..

เมื่อลองขุดลึก ๆ ลงไปอีกพบว่าเฉพาะปี 2567 กทม.จัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องออกกำลังกายกว่า 9 โครงการ ด้วยงบประมาณกว่า 77.73 ล้านบาท ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่อแพงเกินจริงเหล่านี้ทำให้รัฐสูญเสียเงินไปอย่างสิ้นเปลือง ต้องตรวจแบบเข้ม ๆ อย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ เพจดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า แข่งกัน 2 เจ้า เวลาบิด (ประมูล) ห่างกัน 700 บาท ต่ำกว่าราคากลางแค่ 1,190 บาท ส่วนศูนย์นันทนาการฯ โครงการนี้เกือบ 18 ล้าน แต่ละรายการวิ่งไปบนฟ้าได้เลย ราคาน่าสงสัยมาก ๆ สตง.จะว่าอย่างไรบ้าง

'รมว.ปุ้ย' เยือนหูหนาน ศึกษา 'การหมุนเวียนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ'สร้างสัมพันธ์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่างกันในอนาคต

ไม่นานมานี้ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำทีมอุตสาหกรรมประเทศไทย พบปะ นายเหมา เว่ยหนิง ผู้ว่าการมณฑลหูหนาน และเข้าพบกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหลายส่วน

งานนี้ รมว.ปุ้ย และทีมอุตสาหกรรมไทยได้มีโอกาสพบผู้บริหารของกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนัก แบรนด์ SANY และ ZOOMLION ซึ่งแบรนด์คุ้นหูคุ้นตาในเมืองไทย มีผู้ประกอบการไม่น้อยเริ่มใช้เครื่องจักรกลแบรนด์นี้ และมีการลงทุนในประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ ยังไปเยี่ยมชมการผลิตระบบการจัดการพลังงาน ความปลอดภัย ระบบเมืองอัจฉริยะ กลุ่ม Wasion Holding Limited ซึ่งมีข้อดีหลายประการที่สามารถนำมาปรับใช้กับอุตสาหกรรมในเมืองไทยได้อย่างมากอีกด้วย

สำหรับมณฑลหูหนาน เป็นพื้นที่อุดมไปด้วยทรัพยากรต้นธารของอุตสาหกรรมสำคัญของโลกหลายชนิด ทั้งกลุ่มโลหะ อโลหะ โดยอุตสาหกรรมหลักของที่นี่คือ ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีหุ่นยนต์ 

"ปัจจุบัน จีนได้ประกาศใช้เศรษฐกิจวงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับ 'การหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ' (Internal Circulation) ควบคู่ไปกับ 'การหมุนเวียนเศรษฐกิจต่างประเทศ' (External Circulation) และมีความสอดคล้องกับประเทศไทย ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (ระหว่างปี พ.ศ.2564 - 2568) รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญอย่างมากค่ะ...

"ดังนั้น การเข้าเยี่ยมคารวะท่านผู้ว่าการมณฑล และผู้ประกอบการรายสำคัญในครั้งนี้ จึงเป็นช่องทางสัมพันธ์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่างกันในอนาคต โดยดิฉันได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการลงทุนพัฒนาแบบสองทาง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคง นี่คือประเด็นสำคัญ"

‘พีระพันธุ์’ วางระบบคุมราคาน้ำมันที่เป็นธรรม ‘ผู้ค้าฯ’ ต้องพิสูจน์ต้นทุน ก่อนขอรับเงินชดเชย

เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ และระบบรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ ครั้งที่ 14/2567 เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ หรือ SPR  (Strategic Petroleum Reserve) ของประเทศไทย

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้มอบนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการกำกับราคาน้ำมันให้มีความเป็นธรรมและป้องกันการค้ากำไรเกินควร โดยในแนวทางนี้รัฐจะเป็นผู้กำหนดราคากลาง หรือ Benchmark ในขณะที่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องนำหลักฐานต่าง ๆ มาพิสูจน์ต้นทุนที่แท้จริง ทั้งหลักฐานที่กรมศุลกากร หลักฐานที่แบงก์ชาติ หลักฐานที่ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงหลักฐานที่แสดงต่อกรมสรรพากร เพื่อขอรับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในกรณีที่ขาดทุนจากจำหน่ายตามราคาที่รัฐกำหนด

“ทุกวันนี้เราต้องนั่งรอข้อมูลจากผู้ค้าฯ แต่ต่อไปผู้ค้าฯ ต้องมาพิสูจน์ว่าขาดทุนตรงไหน? อย่างไร? พร้อมหลักฐานที่จะต้องตรงกันหมด ทั้งหลักฐานที่กรมศุลกากร หลักฐานที่แบงก์ชาติ หลักฐานที่ธนาคารพาณิชย์ และหลักฐานที่แสดงต่อกรมสรรพากรต้องตรงกันหมด ถ้าไม่ตรงก็ถือว่ามีปัญหา ก็ไม่ผ่าน ถ้าไม่ผ่านก็ใช้ราคาหลวง เช่น เราคํานวณ benchmark ที่ 84 เหรียญ ถ้าจะให้รัฐชดเชย ก็ต้องมาว่าพิสูจน์ว่า ทําไมราคาของคุณถึงสูงกว่าราคาตลาดโลก ถ้าพิสูจน์ได้ ก็ได้รับชดเชยไป แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ หรือไม่พิสูจน์ บอกว่าเป็นความลับ ก็เจ๊ากันไป ไม่ได้รับชดเชย เท่านั้นเอง ผมว่าต้องเป็นระบบแบบนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการจัดตั้งระบบ SPR นั้น ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องผลการศึกษาการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงในต่างประเทศและประเทศไทย การศึกษาความเหมาะสมและเป็นไปได้ของการจัดตั้งระบบ SPR ในประเทศไทย การกำหนดอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ รวมไปถึงรูปแบบการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง กลไกบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง การนำน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาใช้ โครงสร้างองค์กรใหม่ การจัดตั้งกองทุน การบริหารจัดการ การกำกับติดตามและตรวจสอบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองตามกฎหมาย การดำเนินการในระยะเริ่มต้น การถ่ายโอนภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและร่างกฎหมาย ตลอดจนการจัดหาพื้นที่เก็บสำรองด้วย

ชลบุรี-DSI ตรวจตู้ 17 คอนเทนเนอร์ ตกค้างพบเนื้อสุกรนำเข้าผิดกฎหมาย

DSI ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ตรวจตู้คอนเทนเนอร์ตกค้าง พบเนื้อสุกร ชิ้นส่วนสุกร ผิดกฎหมาย 10 บริษัท นำเข้า โดยมี 4 บริษัท เคยถูกดำเนินคดีไปแล้ว ด้านสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ อยากให้ DSI ขยายผลกลุ่มปลอดอากร ที่เป็นกลุ่มใหญ่รวมทั้งห้องเย็นที่จะนำหมูออกมาทุบราคา ตอนหมูมีราคาดีขึ้น

เมื่อวานนี้ 4 มิ.ย.67 ที่ท่าเทียบเรือ D ภายในท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคดีจับกุมขบวนการนำเข้าหมูเถื่อน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย นายดิเรก คชารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่จากกรมประมง นายสัตวแพทย์ จิรภัทร อินทร์สุข หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ชลบุรี และผู้แทนจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ พร้อมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเปิดสำรวจตู้คอนเทนเนอร์ และดำเนินการกับตู้ของตกค้างประเภทซากสุกรแช่แข็งและตู้สินค้าควบคุมอุณหภูมิ (reefer container) อื่น ๆ จำนวน 17 ตู้คอนเทนเนอร์ ที่คงค้างภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ที่ลักลอบนำเนื้อสัตว์จำพวกเนื้อหมู หมูสามชั้น เครื่องในหมู และปลา เข้าสู่ประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย โดยพบว่ามีทั้งหมด 10 บริษัท ที่นำเข้ามา โดยมี 4 บริษัท ที่เคยถูกดำเนินคดีไปแล้ว ส่วนอีก 6 บริษัท เป็นบริษัท ที่ยังไม่ดำเนินคดี ทางด้านตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ อยากให้ DSI มีการสอบสวนขยายผล เกี่ยวกับการนำเข้าในรูปแบบของการปลอดภาษีอากร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก รวมถึงห้องเย็นในเขตปลอดอาการที่ทำเหมือนส่งออก แต่กลับนำชิ้นส่วนสุกรส่งกลับมากระจายตามห้องเย็นต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำหมูกลุ่มดังกล่าวออกมาทุบราคาตอนหมูเริ่มมีราคาดีขึ้น

นาย อานัน ไตรเดชาพงศ์ ที่ปรึกษาด้านวิชาการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า อยากให้ DSI ตรวจสอบขยายผลการที่มีเนื้อสุกรเถี่อนลักลอบเข้ามาในประเทศ ในเส้นทางเขตปลอดอากร เนื่องจากเข้ามาทางนี้ได้สิทธิพิเศษโดยการไม่เสียภาษี แล้วปล่อยออกมาสู่ท้องตลาด ซึ่งถือว่าเป็นภัยอย่างมาก เนื่องจากการลักลอบนำเนื้อสุกรเข้ามา มี 2 กลุ่ม คือกลุ่มสำแดงเท็จ และกลุ่มปลอดภาษีอากร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่ากลุ่มแรก เชื่อว่ากลุ่มนี้ยังคงมีอยู่ทำให้ราคาหมูยังไม่ดีขึ้น จากการรายงานของบริษัท หมูหลายๆ แห่ง เปิดเผยว่ามีหมูเหล่านี้ออกมาก่อกวนตลาด ทำให้ราคาหมูไม่ขึ้น ซึ่งต้องมีการตรวจสอบขยายผลและในขณะนี้ทางสมาคมได้ยื่น 6 ข้อเรียกร้องไปแล้ว โดยมีอยู่ข้อหนึ่งกล่าวถึง ว่ามีการนำเข้าย้อนหลังถึง 1 หมื่นล้าน และมีลูกค้าถึง 100 รายมีอยู่ 1 รายมีการนำเข้าถึง 6 พันล้าน ซึ่งรายงานตัวนี้ จากสื่อสาธารณะส่วนใหญ่ไม่ได้มีการขยายผล ซึ่ง DSI เปิดเผยว่ากำลังติดตามอยู่ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยให้สื่อรู้ ในส่วนของห้องเย็นในกลุ่มของเขตปลอดอากร ทำเหมือนส่งออกแล้วส่งกลับมาตามห้องเย็นต่างๆ ทั่วประเทศ เรื่องนี้ DSI ก็ได้ตามว่าห้องเย็นเหล่านี้มีที่ไหนบ้าง เพราะว่าพวกนี้อยู่ในเครือข่ายของการกระทำความผิด แล้วไปกระจายตัว พอเวลาหมูเริ่มจะมีราคาดีขึ้น ก็เอาหมูออกมาทุบราคา ซึ่งเป็นความเสี่ยงของหมู ตามกระบวนการต่างๆ ที่จะยกระดับราคาหมู จะทำได้ยาก ถ้ามีหมูในกลุ่มนี้อยู่

พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม เปิดเผยว่า วันนี้ได้มาตรวจตู้คอนเทนเนอร์ที่ลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรและชิ้นส่วนของเนื้อสุกรพวกตับหมู เซ่งจี้ หมูสามชั้น แต่มีตู้ที่ 17 ที่ตรวจพบว่าเป็นปลาและมีเนื้อหมูอยู่ด้านใน จำนวน 17 ตู้ มีทั้งหมด 4 บริษัท ที่ดำเนินคดีไปแล้ว ยังมีที่เหลืออีก 6 บริษัท ที่ยังไม่เคยถูกดำเนินคดี และมีการตรวจยึดในครั้งนี้ด้วย ก่อนหน้านี้มีตู้ตกค้างทั้งหมด 90 ตู้ ซึ่งมี 74 ตู้ ที่ทางปศุสัตว์แจ้งความดำเนินคดีกับสภ.แหลมฉบัง ซึ่งมีการทำลายไปแล้ว ในส่วนนี้จะมีการประสานกันว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วน 16 ตู้ + 1 ตู้ในวันนี้ กรมศุลกากรฯ ได้ส่งให้ทาง DSI ดำเนินการโดยตรง จึงมาทำการเปิดตู้ดูว่าเป็นสินค้าอะไร เพื่อดำเนินคดี เบื้องต้นพบว่ามี 4 บริษัท ที่เราดำเนินคดีไปแล้ว และอีก 6 บริษัท ที่เราต้องทำการตรวจสอบดำเนินคดีสอบสวนขยายผล ต่อไป

5 มิถุนายน ของทุกปี ‘องค์การสหประชาชาติ’ กำหนดเป็น ‘วันสิ่งแวดล้อมโลก’ ปลุกสังคมให้ตื่นตัวในเรื่องวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม

สำหรับจุดเริ่มต้นของวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day นั้น จัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดความตื่นตัวในด้านวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมขึ้นทั่วโลก จึงมีมติให้จัดประชุมใหญ่ที่กรุงสตอกโฮล์ม ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ที่มีรัฐบาลของสวีเดนเป็นเจ้าภาพ โดยเรียกการประชุมนี้ว่า ‘การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์’ หรือ ‘UN Conference on the Human Environment’

โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,200 คน จาก 113 ประเทศ รวมถึงมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คนจากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ และสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อร่วมกันหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนั้นได้มีข้อตกลงร่วมกันหลายอย่าง เช่น การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP : United Nations Environment Programme) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา และรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ก็ได้รับข้อตกลงจากการประชุมคราวนั้นไปจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือจากหลากหลายชาติในด้านสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก

‘สหรัฐฯ’ จ่อโหวตร่างกม.คว่ำบาตร 'ศาลอาญาโลก' โต้หมายจับ 'เนทันยาฮู' ไม่หวั่น!! แม้ลบหลู่ระเบียบระหว่างประเทศที่ สหรัฐฯมีส่วนช่วยสร้างขึ้นมา

เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย. 67) เว็บไซต์ The Hill รายงานว่า คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ผ่านร่างรับตัวกฎหมาย ด้วยคะแนน 9-3 โดยมีวัตถุประสงค์ในการคว่ำบาตร เจ้าหน้าที่ของศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซี เป็นการตอบสนองต่อ อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ คาริม เอ. เอ. คาน กับข้อกล่าวหาและความพยายามในการออกหมายจับต่อ นายกรัฐมนตรี นายเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และ ผู้นำของกลุ่มฮามาส ยายาห์ ซินวา ในฐานะอาชญากรสงคราม

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองของทำเนียบขาวก่อนหน้านี้นั้น ไม่ได้สนับสนุนตัวร่างกฎหมาย คารีน ฌอง-ปิแอร์ โฆษกของทำเนียบขาว ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อจุดยืนของทำเนียบขาวว่า แม้ว่าจะสนับสนุนการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่เสนอโดยไอซีซี แต่ไม่ได้สนับสนุนการคว่ำบาตรต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

"เราปฏิเสธคำร้องของอัยการไอซีซี ในการออกหมายจับผู้นำอิสราเอล แต่การจะคว่ำบาตรไอซีซีนั้น เราไม่เชื่อว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพหรือเหมาะสม" คารีน กล่าว

นอกจากนี้มีรายงานว่าฝ่ายบริหารในทำเนียบขาว คัดค้านร่างกฎหมายนี้อย่างมาก และมีความเป็นไปได้สูงว่า หากตัวร่างสามารถผ่านสองสภาไปได้จนถึง ประธานาธิบดี โจ ไบเดน มีความเป็นได้สูงว่าประธานาธิบดีไบเดนจะใช้อำนาจวีโต้ของตัวเอง ในการหยุดตัวกฎหมายเอาไว้

ถึงอย่างนั้น มาตรการอื่นที่เป็นตัวเลือกตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด เนื่องด้วยสหรัฐฯ ไม่เคยลงสัตยาบันยอมรับอำนาจและหลักการของศาลอาญาระหว่างประเทศมาตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุนี้ในทางปฏิบัติแล้ว สหรัฐฯ ไม่เคยอยู่ในอำนาจตุลาการของศาลอาญาระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มอบเงินทุนสนับสนุนในการปฏิบัติงานของศาลอาญาโลก

โดยรายละเอียดของตัวร่างกฎหมาย ถูกนำเสนอโดยสมาชิกสภาคองเกรส จากรัฐเท็กซัสสังกัด พรรครีพับลิกัน ชิป รอย ด้วยการสนับสนุนจากสมาชิกคองเกรสคนอื่นๆ มากกว่า 60 คน โดยในด้านของรายละเอียดตัวกฎหมายประกอบด้วยมาตรการต่างๆ อย่าง การกีดกันการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินในสหรัฐฯ หรือ การเพิกถอนวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐฯ และ มาตรการอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่ทำการสืบสวน หรือ จับกุม พลเมืองในเขตอำนาจของสหรัฐฯ รวมไปถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ

มีรายงานว่า มีการคาดการณ์และคาดหวังว่าตัวร่างกฎหมายจะผ่านการโหวตไปในสภาคองเกรสไปอย่างง่ายได้ ด้วยที่พรรครีพับลิกันครอบครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีเสียงสนับสนุนของสมาชิกสภาคองเกรสอีกจำนวนหนึ่ง จากพรรคเดโมแครต ที่แสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวในการสนับสนุนอิสราเอลในสงครามกับฮามาส แต่ว่าจุดยืนของประธานาธิบดี โจ ไบเดน อาจจะมีอิทธิพลต่อ สมาชิกสภาคองเกรสของพรรคเดโมแครตในการตัดสินใจ

แต่ในสภาสูงนั้นเป็นไปในทางตรงกันข้าม เนื่องด้วยที่สภาสูงของสหรัฐ อยู่ในการควบคุมของพรรคเดโมแครต ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าต่อให้ร่างกฎหมายจะผ่านสภาร่างมาได้ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกปัดตกโดยการโหวตของสมาชิกวุฒิสภา

จิม แมคกอฟเวิร์น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเดโมแครตจากมลรัฐแมสซาชูเซตส์ ให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า เป็นร่างกฎหมายที่แย่ โดยให้เหตุผลว่าศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นสถาบันที่สำคัญในการรักษา และ ปกป้องหลักการสิทธิมนุษยชนสากล โดยที่หลักศีลธรรม หรือ หลักการทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ไม่ควรส่งผลต่อการออกแบบนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในการเข้าไปขัดขวางศาลอาญาระหว่างประเทศในการทำหน้าที่โดยกำเนิดของตัวสถาบัน

โดยแมคกอฟเวิร์น ยังระบุด้วยว่า "ร่างกฎหมายนี้ จะเป็นการลบหลู่ระเบียบระหว่างประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ มีส่วนช่วยสร้างมันขึ้นมา"

เรื่องนี้ยังคงต้องจับตา ตัวร่างกฎหมาย ที่จะเข้าสู่การประชุมและโหวตในสภาคองเกรส โดยคาดการณ์ว่าด่านแรกอย่าง สภาคองเกรสจะมีการโหวตภายในสัปดาห์หน้า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top