Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘ทนายตั้ม’ ฉลุย!! ผ่าน สว.ระดับจังหวัด เผยเบื้องลึก!! ‘มีฮั้วเลือก สว.’ โดนเองมาแล้ว

(17 มิ.ย.67) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ โพสต์เพจเฟซบุ๊ก ‘ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ’ ในหัวข้อ ‘เลือกสว.มีฮั้วจริงไหม?’

ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดจะสมัคร สว. จนก่อนวันรับสมัครไม่กี่วัน มีพี่ที่นับถือชื่อ อุเทน ศรีภิโญโญ เป็นคนสนิทท่านผู้นำฝ่ายค้านแนะนำว่าผมควรลงสมัคร เพราะผมเป็นคนกล้า มีความสามารถ สามารถทำประโยชน์กับประเทศชาติได้มาก

ผมจึงเริ่มหาข้อมูลวิธีการเลือก กฎกติกาต่างๆ และเลือกลงกลุ่ม 17 ประชาสังคม ในนามมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ที่จังหวัดสมุทรสาคร

ในช่วงแรกไม่ได้บอกพี่ๆ ผู้สื่อข่าว กับประชาชน ว่าจะลงรับเลือกในครั้งนี้ เพราะคิดว่าคงไม่ผ่านระดับอำเภอหรือจังหวัด

พอได้ไปสัมผัสการเลือกตั้งถึงรู้ว่ามีทั้งจัดตั้ง การฮั้วกันมาก ในช่วงแรกผมไปแนะนำตัวกับใคร มีแต่คนบอกผมชอบทนายตั้มนะ แต่ผมมีสายของผมแล้ว ไม่สามารถเลือกทนายตั้มได้

ผมก็พยายามเข้าไปกลุ่มต่างๆเพื่อแนะนำตัวตั้งแต่ระดับอำเภอ แต่พอส่งใบแนะนำตัวไปได้แปปเดียวก็โดนถีบออกจากกลุ่ม ตอนนั้นผมคิดว่าคงจะจบแล้วล่ะ น่าจะตกรอบตั้งแต่อำเภอ

แต่หลังจากที่ผมโดนกีดกันด้วยวิธีต่างๆ ก็เริ่มมีคนเห็นใจและสงสารผม ทักไลน์มาให้กำลังใจ กลุ่มที่โดนจัดตั้งมาก็เริ่มมารับสารภาพกับผม แล้วเอาโพยมาให้ดู บอกว่าผมต้องเขียนเบอร์ตามที่แกนนำพรรคการเมืองใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาครสั่งมา ซึ่งในกลุ่มของทนายตั้มมีคนของเค้าอยู่

พอผมรู้จำนวนคนที่พรรคการเมืองใหญ่จัดตั้งขึ้นมามันมีจำนวนแทบจะเกินครึ่งของผู้เข้ารอบระดับจังหวัด มันยิ่งทำให้ผมท้อไม่ได้ ผมคิดว่าเราต้องสู้ ถ้าปล่อยไปแบบนี้ สว. ทั้งประเทศก็ต้องเป็น สว.มีสังกัดของพรรคการเมือง ประเทศชาติจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร

ผมจึงพยายามมากกว่าเดิมเข้าหาผู้สมัครแทบทุกคน ไม่ว่าจะกลุ่มไหน หรือโดนจัดตั้งมาหรือเปล่า เพื่อแนะนำตัว และบอกให้รู้ผลร้าย ถ้าสว.อยู่ในครอบงำของพรรคการเมือง

วันเลือกระดับจังหวัดผมไม่รู้หรอกว่าจะผ่านไหม เพราะมันยากเหลือเกิน แต่พอผลออกมา ผมได้อันดับ 1 ในสายอาชีพระดับจังหวัด ทำให้รู้ว่าเรายังมีหวัง ยังมีคนอีกหลายคนทั้งที่ถูกสั่งให้เลือกใครมาหรือกลุ่มอิสระ เห็นความตั้งใจของผม และอยากให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากข้อความไปถึงผู้สมัครสว.ทั้งประเทศไทย ไม่ว่าจะเข้ามาด้วยเงื่อนไขอะไร ตอนเข้าคูหา ขอให้พวกเราเลือกคนเก่ง คนดี คนที่มีความสามารถ เข้ามาเป็นสว. เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีกว่านี้กันเถอะครับ อย่าเลือกใครก็ไม่รู้ที่เค้าสั่งมาเลยครับ

สมุทรปราการ- “หอย ปากน้ำ” จัดเต็ม!! มหกรรมงานประกวดพระเครื่อง เซียนพระรุ่นใหญ่ร่วมงานคับคั่ง

วันที่ 16 มิถุนายน 2567 เวลา 08.30 น. ที่บริเวณห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดยทางสมาคมนิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดสมุทรปราการ นำโดย นายพิเชษฐ โปร่งแก้วงาม (หอย ปากน้ำ) ประธานกรรมการบริหารสมาคมนิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับชมรมพระเครื่องจังหวัดสมุทรปราการ จัดงานมหกรรมการประกวดอนุรักษ์ พระบูชา พระเครื่อง เหรียญพระคณาจารย์ และเครื่องรางของขลัง ทั่วประเทศ ครั้งที่ 7 ณ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง

โดยมี คุณโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ รองประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย  พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ประธานจัดงาน พร้อมด้วย นายพิเชษฐ โปร่งแก้วงาม (หอย ปากน้ำ) ประธานกรรมการบริหารสมาคมนิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดสมุทรปราการ และประธานชมรมพระเครื่องจังหวัดสมุทรปราการ ประธานดำเนินงานการประกวดพระเครื่องในครั้งนี้

ภายในงานการประกวดพระเครื่องครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คุณต้อย เมืองนนท์ คุณพิศาล เตชะวิภาค คุณหมึก ท่าพระจันทร์ คุณบี บ่อล้อ ร่วมงานเป็นต้น ตลอดจนเซียนพระชื่อดังอีกหลายท่านและพี่น้องประชาชนที่รักและชื่นชอบพระเครื่องร่วมงานเป็นจำนวนมาก กว่า 3,000 คน และสำหรับรางวัลการประกวดพระเครื่องครั้งนี้แบ่งออกเป็น รางวัลชนะเลิศคะแนนรวม ยอดเยี่ยม จะได้รับพระบูชาหลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ใน หน้าตัก 9 นิ้ว ปิดทอง เงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระยอดนิยม จะได้รับพระบูชาหลวงพ่อโต หน้าตัก 9 นิ้ว เงินรางวัล 30,000 บาท และรางวัลชนะเลิศพระทั่วไปจะได้รับพระบูชาหลวงพ่อโต หน้าตัก 9 นิ้ว เงินรางวัล 30,000 บาท อีกทั้ง รางวัลชนะเลิศแต่ละรายการยังจะได้รับหนังสือพระรวมภาพถ่ายหลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว จำนวน 1 เล่ม

โดยทางด้าน นายพิเชษฐ โปร่งแก้วงาม (หอย ปากน้ำ) ประธานกรรมการบริหารสมาคมนิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดสมุทรปราการ และประธานดำเนินงาน กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมการประกวดอนุรักษ์ พระบูชา พระเครื่อง เหรียญพระคณาจารย์ และเครื่องรางของขลัง ครั้งที่ 7 นี้ ที่จัดขึ้นภายในศูนย์การค้า อิมพีเรียลเวิลด์สำโรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุลักษณ์พระเครื่องของจังหวัดสมุทรปราการและพระเครื่องทั่วประเทศ ทั้งนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อสานต่องานด้านการกุศล อีกทั้ง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องสมาชิกที่เจ็บป่วย ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวสมุทรปราการที่เดือดร้อนและมอบเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนต่อไป

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘ต่างชาติ’ ข้องใจ!! ทำไม ‘คนไทย’ ชอบเล่นโทรศัพท์เสียงดังในที่สาธารณะ ด้านชาวเน็ตช่วยตอบ การกระทำนี้เจอได้ทุกที่ แต่คนไทยมัก ‘เมิน-อดทน’

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.67 ชาวต่างชาติรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้เรดดิทสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนไทย หลังจากพบว่าคนไทยชอบเล่นโทรศัพท์ โดยเปิดเสียงดังในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการดูวิดีโอ การดูอินสตาแกรม หรือแอปฯ อื่น ๆ

โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของเขา สิ่งนี้เกิดขึ้นแทบทุกที่และทุกเวลา ไม่ว่าจะบนรถเมล์ที่มีผู้โดยสารแออัด หรือจะบนรถทัวร์และเรือ ซึ่งเขาไม่เข้าใจอย่างมาก เพราะมองว่าในหลาย ๆ พื้นที่และในหลายวัฒนธรรม การเปิดเสียงดังในที่สาธารณะนั้นไม่เหมาะสม แต่ในไทยมันไม่ใช่

เขาคบแฟนสาวชาวไทยได้ปีครึ่งซึ่งเธอทำแบบนี้เช่นกัน เขาเคยถามเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ทั้ง ๆ ที่เธอเคยอยู่อเมริกามาระยะหนึ่งและเคยเดินทางไปต่างประเทศ เธอน่าจะรู้ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในวัฒนธรรมอื่น เขาจึงอยากรู้ว่ามีใครเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้หรือไม่ และสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ทำไมในไทยถึงไม่ใช่เรื่องใหญ่และเป็นที่ยอมรับโดยทั่ว

สำหรับคำตอบของชาวเน็ตนั้นมองว่า “ไม่ใช่เรื่องปกติทั้งในไทยและในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก” ซึ่งสิ่งนี้พบเจอได้ทุกที่ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย มันเป็นพฤติกรรมที่หยาบคายและไร้ความเกรงใจ บางครั้งที่เห็นว่าไม่มีใครแย้ง อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังอดทนกับมัน

โดยมีชาวเน็ตรายหนึ่งให้ความเห็นว่า คนไทยอดทนเก่งและสามารถทนต่อเสียงรบกวนได้สูง พร้อมยกตัวอย่างครอบครัวของภรรยา ภายในห้องมีคนอยู่หลายคน โดย 3 คนกำลังนอน มี 2 คนนั่งคุยเสียงดัง และอีก 2 คนเล่นโทรศัพท์เสียงดัง นอกจากนี้คนไทยยังมีความสามารถเหนือมนุษย์ สามารถหลับได้ทุกที่และรวดเร็ว เขาจึงคิดว่าความสามารถเหล่านี้มาพร้อมกับความสามารถในการเมินเฉยต่อเสียง

'ธีรัตถ์-คำผกา' ลุย 'คุยคลายข่าว' เอ็นบีทีวันแรก  ยัน!! มาทำรายการตามกระบวนการคัดสรรปกติ

(17 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการคุยคลายข่าวที่ออกอากาศผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ ออกอากาศเป็นวันแรก โดยมีนายธีรัตถ์ รัตนเสวี และ น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำ ผกา อดีตผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี (VOICE TV) ที่ปิดกิจการไปเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นผู้ดำเนินรายการ ในช่วงกลางรายการยังมีนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข โฟนอินเข้ามาในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และนายภูวนาท คุนผลิน มาจัดรายการช่วงสุดท้าย

น.ส.ลักขณากล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าพวกตนจะมายึดช่องนั้น คำว่ายึดช่องเป็นภาษาจากคลิกเบต (Clickbait หรือ ล่อให้คนเข้ามาคลิก) นิดหนึ่ง ต้องทำความเข้าใจว่าในยุคของสื่อใหม่มีการช่วงชิงเอนเกจเมนต์ (Engagement หรือการที่ผู้ชมหรือผู้อ่านมีส่วนร่วมกับสื่อใหม่) หรือยอดวิว เพราะฉะนั้นถ้าใครเขียนพาดหัวหวือหวาที่สุดก็ดึงดูดความสนใจ แต่ไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะการยึดช่องไม่มีวันเกิดขึ้นและไม่มีวันเป็นไปได้ อีกทั้งตนและนายธีรัตถ์ไม่มีศักยภาพที่จะไปยึดช่องไหนแน่นอน รายการนี้มานั่งพูดคุยกัน อัปเดตสถานการณ์ พร้อมกับคลี่คลายประเด็นไปด้วย

ด้านนายธีรัตถ์กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดจะมายึดช่องอะไรทั้งสิ้น ทำงานแบบที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวว่า อยู่ในกระบวนการคัดสรรมาตามปกติ รายได้ที่ได้รับก็ตามปกติเหมือนกับที่ทุกคนได้มา รายการนี้เป็นรายการที่ให้ผู้ชมเข้าใจข่าว เราอาจจะไม่ใช่รายการที่เอาทุกข่าวมาคุยกัน แต่เป็นข่าวที่พวกเราสนใจ เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ได้มีข่าวทุกข่าว ยึดไม่ไหว ไม่ได้มีพลังที่จะไปยึดขนาดนั้น กว่าที่จะมาทำรายการตรงนี้ได้ ลุ้นกันทุกนาทีจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ ในวันเสาร์ เวลา 08.00 น. ซึ่งจะไปคุยวิธีคิดการทำงานของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าทำไมถึงทำแบบนั้นออกมา

ก่อนหน้านี้ นายธีรัตถ์ และ น.ส.ลักขณา กล่าวในรายการ Sit Beautiful with KamPhaka ในตอนหนึ่งระบุว่า การจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท คำดี จำกัด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อยึดช่องเอ็นบีทีแต่อย่างใด เพราะกรมประชาสัมพันธ์ไม่มีวิธีการเข้าไปผลิตรายการในรูปแบบบริษัท นอกเสียจากซื้อเวลาไปผลิตรายการเอง ซึ่งช่องเอ็นบีทีเป็นทีวีของรัฐ มีโฆษณาไม่ได้ ยกเว้นรายการกีฬาบางรายการ เรื่องการทำรายการให้กับช่องเอ็นบีทีมีการคุยกันมาก่อนตั้งแต่วอยซ์ทีวีปิดกิจการ แต่พวกตนชี้แจงว่ายังเป็นลูกจ้างของวอยซ์ทีวีอยู่ ตราบใดที่ยังไม่ยุติกิจการเราไม่มา การไปช่องเอ็นบีทีเราไม่ได้ไปแย่งพื้นที่ใคร การที่เราไปเป็นการเสริมสร้างเนื้อหาข่าวให้กับช่องเอ็นบีทีเท่านั้นเอง ไม่มีทางที่จะไปยึดช่อง ไปแบบคนตัวเล็ก ๆ ไม่คิดจะยึดสถานี

ทั้งนี้ รายการดังกล่าวเตรียมตัวโปรโมตมา 2 สัปดาห์ และวันที่ 11 มิ.ย. เป็นวันเปิดตัวสปอตรายการอย่างเป็นทางการจากช่องเอ็นบีที เรื่องที่จะไปจัดรายการที่ช่องเอ็นบีทีตนได้บอกกับคนใกล้ชิดไปหมดแล้ว แต่ยังไม่โพสต์ลงในสื่อโซเชียลฯ เพราะตัวโปรโมตหลักยังไม่ออก แล้วจู่ ๆ กลุ่มฟ้าเดียวกันมาโพสต์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่สปอตโปรโมตของช่องเอ็นบีทีจะออก ซึ่งถ่ายทำมา 3 สัปดาห์แล้ว ที่ผ่านมามีการเตรียมตัวและประชุมกับช่องเอ็นบีทีมา 3 เดือนแล้ว และยังต้องซ้อมการจัดรายการ ซึ่งต้องให้เกียรติคนทำงานทุกคนเพราะเราเป็นคนใหม่ที่นั่น เพราะฉะนั้นเราทำงานแบบมืออาชีพ มีขั้นตอน เรียนรู้ระบบ รู้จักคน รู้จักวิธีการทำงานในฐานะผู้ร่วมผลิตรายการ การทำงานต้องทำร่วมกันเป็นทีม ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเก่งกว่ากัน และเห็นใจซึ่งกันและกัน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้บนโซเชียลฯ มีการก๊อปรูปภาพจากเฟซบุ๊ก ‘Teerat Ratanasevi’ ของนายธีรัตถ์ ที่ซ้อมการจัดรายการก่อนออกอากาศจริง แล้วปรากฏว่ามีชาวเน็ตจับผิดภาพฉากด้านหลังว่ามีลายน้ำของเว็บไซต์ 123RF ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายภาพสต๊อก ปรากฏว่าในวันนี้ซึ่งเป็นวันออกอากาศจริง ไม่ได้ใช้รูปดังกล่าว แต่เป็นรูปอาคารในกรุงเทพมหานครที่ไม่มีลายน้ำใด ๆ

'รมว.ปุ้ย' ย้ำ!! ท่าที FTA ไทย - EU  ต้องปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

(17 มิ.ย. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในฐานะผู้แทนประเทศไทยในการเจรจาต่อรองด้านอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ให้ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการประชุมภายใต้การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement - FTA) ไทย - สภาพยุโรป (EU) รอบที่ 3 ระหว่างวันที่ 17-20 มิถุนายน 2567 ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ซึ่งก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรอบที่ 2 ที่กรุงเทพมหานคร มาแล้ว

สำหรับการประชุมรอบที่ 3 ที่จะเกิดขึ้น ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม สมอ. จะเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมในการเจรจาจัดทำอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า โดยมีประเด็นหารือสำคัญที่ EU นำเสนอ เช่น การยอมรับผลการตรวจสอบและรับรอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกและนำเข้า การตรวจติดตามสินค้าในตลาด มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และกระบวนการตรวจสอบและรับรองในสาขายานยนต์  ซึ่งประเทศไทยเห็นว่าเป็นประเด็นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนหลายภาคส่วน การเจรจาจึงต้องมีความรอบคอบเพื่อให้มีพันธกรณีที่เหมาะสม เป็นประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรมไทย และคุ้มครองความปลอดภัยผู้บริโภค

ด้านนายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่ สมอ. เป็นผู้แทนประเทศไทย มีหน้าที่รับผิดชอบในการเจรจาอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรฐาน การประกาศใช้มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และกระบวนการตรวจสอบและรับรองระหว่างไทยกับ EU ที่มีสมาชิก 27 ประเทศ เพื่อให้เกิดความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้าที่เกิดจากการใช้มาตรการด้านเทคนิคมากีดกันทางการค้าระหว่างไทย และ EU ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเจรจาในประเด็นคงค้างจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา โดยท่าทีของไทยจะเจรจาบนพื้นฐานของความตกลง WTO และจะพิจารณาให้มีพันธกรณีเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม โดยหน่วยงานของไทยสามารถปฏิบัติได้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย 

สำหรับประเด็นที่จะหารือเพิ่มเติมกับ EU คือ การกำหนดมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบรับรองผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยตระหนักถึงความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณี ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่สำคัญของ สมอ. ในการเจรจาเพื่อ ลดอุปสรรคที่เกิดจากการใช้มาตรการด้านเทคนิคมากีดกันทางการค้า และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ได้รับความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ

'2 สื่อยักษ์' ตีข่าว ปรากฏการณ์ 'หลานม่า' ไวรัลแรงจนเกิดกระแสชาเลนจ์ในหลายประเทศ

(17 มิ.ย. 67) จากเพจ 'Thailand Box office and Entertainment' เผยว่า เว็บไซต์ข่าว BBC ของอังกฤษ และ South China Morning Post ของฮ่องกง รายงานปรากฏการณ์ของหลานม่า ที่สั่นสะเทือนไปทั้งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการขึ้นแท่นอันดับ 1 หนังทำเงิน 

พร้อมกับมีมุมมองว่า #หลานม่า ประสบความสำเร็จพร้อมกับกระแสไวรัลใน Tiktok ในหลายประเทศ ที่หลายคนแข่งกันทำชาเลนจ์ ดูหนังเรื่องนี้ยังไงไม่ให้เสียน้ำตา รวมถึงไวรัลแจกกระดาษซับน้ำตา และ รีแอคของคนดูหลังดูหนังจบที่ตาบวมกันเป็นแถว 

ถือเป็นการตอกย้ำว่า เนื้อหาของหนังเข้าถึงคนดูในอาเซียนและเอเชียเป็นวงกว้างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้ช่วย ผบ.ตร.เปิดเผยผลจับกุมการพนันฟุตบอล ช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 พบ 2 วัน จับกุมกว่า 120 ราย

วันนี้ (17 มิถุนายน 2567) พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผล.ตร.) เปิดเผยว่า  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2567 เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอล ซึ่งมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 17 หรือฟุตบอลยูโร 2024 (UEFA European Football Championship 2024) ในวันที่ 14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม 2567 

ผลการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทายผลการแข่งข้นฟุตบอลยูโร 2024 ห้วงวันที่ 14-15 มิถุนายน 2567 ภาพรวมทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหารวม 126 คน แบ่งเป็น เจ้ามือ  6 ราย ผู้ต้องหา 7 คน , ผู้เล่น 117 ราย และคนเดินโพย 2 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางโพยบอล 150 ใบ วงเงินหมุนเวียนในการเล่นการพนัน 14,351 บาท ยึดเงินสด 11,021 บาท

พล.ต.ท.อัคราเดชฯ กล่าวว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ตรวจตราสถานบริการ สถานบันเทิง หรือสถานที่อื่นใดที่เปิดให้บริการรับชมการแข่งขันฟุตบอล รวมทั้งทางออนไลน์ต่างๆ ด้วย พื่อเป็นการป้องกันปราบปรามและสืบสวนจับกุมอย่างเข้มข้น หากประชาชนมีเบาะแสหรือเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการพนันทายผลฟุตบอล หรืออาชญากรรมอื่น ๆ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือ สายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘SME D Bank’ ผนึก ‘ส.อ.ท.’ เปิดกล่องของขวัญเพื่อ SME ปี 2567 ช่วยเสริมสภาพคล่องผ่านสินเชื่อครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจกว่า 2 หมื่น ลบ.

(17 มิ.ย. 67) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเติบโตยั่งยืน ร่วมทัพมอบบริการ ‘เติมทุนคู่พัฒนา’ ในงาน ‘เปิดกล่องของขวัญเพื่อ SME ปี 2567’ จัดโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกของ ส.อ.ท. และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งทุน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ที่เตรียมไว้รองรับ วงเงินรวมมากว่า  20,000 ล้านบาท ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ วงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 15 ปี และปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 12 เดือน ช่วยเสริมสภาพคล่อง ยกระดับธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน จัดครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง พฤศจิกายน 2567 

ไฮไลต์จาก SME D Bank ‘ด้านการเงิน’ ได้แก่ สินเชื่อ ‘Smile Biz ธุรกิจยิ้มได้’ ผ่อนปรนเงื่อนไขสุดพิเศษ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทำธุรกิจ 1 ปีก็กู้ได้ ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 6.50% ต่อปี 

นอกจากนั้น ยังมีสินเชื่อ ‘SME Refinance’ อัตราดอกเบี้ยคงที่ ปีแรกเพียง 2.99% ต่อปี ช่วยลดต้นทุนการเงิน ผ่อนหนักเป็นเบา, สินเชื่อ ‘BCG Loan’ ยกระดับธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 4.75% ต่อปี, สินเชื่อ ‘เสริมสภาพคล่องผู้รับเหมา’ สนับสนุนเข้าถึงงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี พร้อมรับแคมเปญพิเศษ สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่เคยใช้สินเชื่อของ SME D Bank มาก่อน เมื่อยื่นกู้สินเชื่อและใช้วงเงิน ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป รับ Cash Back ค่าวิเคราะห์โครงการ มูลค่าสูงสุด 5,000 บาท

ขณะเดียวกัน ยังมอบบริการ ‘ด้านการพัฒนา’ เสริมแกร่งธุรกิจครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม ‘DX by SME D Bank’ (dx.smebank.co.th) ซึ่งบูรณาการการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษากว่า 50 แห่ง มาไว้ในจุดเดียว ให้บริการฟรี มีฟีเจอร์สำคัญ เช่น Business Health Check ระบบตรวจประเมินสุขภาพธุรกิจ, E-Learning รวบรวมหลักสูตรความรู้สำคัญ ช่วยเพิ่มศักยภาพการประกอบธุรกิจ เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชม., SME D Coach ที่ปรึกษาและให้คำแนะนำธุรกิจจากโค้ชมืออาชีพ, SME D Activity ระบบจองเข้าร่วมกิจกรรมเติมความรู้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี, SME D Market ขยายตลาดด้วย E-marketplace และจับคู่ธุรกิจ อีกทั้ง ยังมี SME D Privilege สิทธิประโยชน์พิเศษอื่น ๆ ให้อีกมากมาย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

‘Onitsuka Tiger-ดอยตุง’ เปิดตัวรองเท้าลายผ้าทอคอลเลกชันพิเศษ ผสมผสานงานฝีมือดั้งเดิมไทยและกลิ่นอายแฟชั่นสไตล์ญี่ปุ่น

ประสบความสำเร็จจากครั้งแรก Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่น มีความภูมิใจที่จะนำเสนอการร่วมมือกันเป็นครั้งที่ 2 กับ โครงการพัฒนาดอยตุง ซึ่งถือเป็นโครงการหลักของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้สร้างสรรค์ รองเท้าที่เกิดจากความร่วมมือและความคิดริเริ่มในการก้าวข้ามพรมแดน ที่ได้นำลวดลายผ้าทอออริจินัลของดอยตุงมาเป็นการใช้วัสดุที่ได้รับการออกแบบใหม่และพัฒนาใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ผ้าทอในคอลเลกชันนี้จึงเป็นผ้าออริจินัลที่ทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ ‘Onitsuka Tiger’ โดยเฉพาะ

สำหรับสินค้าในคอลเลกชันนี้เป็นการผสมผสานระหว่างงานฝีมือแบบดั้งเดิมของช่างฝีมือในประเทศไทย เข้ากับรองเท้ารุ่นไอคอนิก อันเป็นเอกลักษณ์ของ Onitsuka Tiger ทำให้เกิดเป็นรองเท้าที่รวมไว้ซึ่งคุณภาพอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งแบบไทยและแบบเฉพาะของ Onitsuka Tiger โดยมีเป้าหมายคือการแสวงหาผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์เหนือกาลเวลา โครงสร้างที่ทนทานและมอบความสบาย เมื่อสวมใส่ ซึ่งจะเหมาะสมกับผู้คนที่หลากหลายทั่วโลก 

รองเท้าทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและวัสดุที่ยั่งยืน ความร่วมมือกันในครั้งนี้ยังสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและการจ้างงานที่มีความหมายแก่ชาวดอยตุง รองเท้าอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น โดยที่มุ่งเน้นไปที่ประเด็นความยั่งยืน 

รองเท้าทุกรุ่นจะวางจำหน่ายในร้าน Onitsuka Tiger และบนอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งร้านดอยตุง ซึ่งนอกเหนือจากรองเท้าแล้วในคอลลาบอเรชันโปรเจกต์ปีนี้ยังมีเครื่องแต่งกายที่จะวางขายเฉพาะร้านดอยตุงอีกด้วย

สำหรับรองเท้าโอนิซึกะ ไทเกอร์ รุ่นไอคอนิกครั้งนี้มีด้วยกัน 4 แบบ ได้แก่ 

-MEXICO 66 Thai-Exclusive Model มีจำหน่ายเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น 
-MEXICO 66 
-SERRANO CL
-MEXICO 66 PARATY

คู่บ้าน คู่เมือง พระแก้วนพรัตน์เมืองอุบล ๖ จาก ๙ พระพุทธรูปสำคัญ ตำนานความศักดิ์สิทธิ์แห่งราชธานีอีสาน (ภาค ๒)

จากครั้งที่แล้วได้เขียนเล่าถึงพระแก้วคู่บ้าน คู่เมือง ‘อุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราชฯ’ พระที่สร้างขึ้นจากแก้ว ๙ ประการ คือ เพชร มณี มรกต บุษราคัม โกเมน นิลกาฬ มุกดา เพทาย และไพฑูรย์ 

“เพชรดี มณีแดง เขื่องใสแสงมรกต 
เหลืองใสบุษราคัม ทองแก่กำโมเมนเอก 
สีหมอกเมฆนิลกาล มุกดาหารหมอกมัว 
แดงสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑูรย์” 

ซึ่งอุบลฯ มี ‘พระแก้ว’ ประดิษฐานอยู่ถึง ๖ องค์ ทั้งยังเชื่อว่าอีก ๓ องค์ก็มีอยู่เพียงแต่ยังค้นหาไม่พบ โดยตอนที่แล้วได้เล่าถึงพระแก้ว ๓ องค์สำคัญอันได้แก่...

องค์ที่ ๑ ‘พระแก้วบุษราคัม’ ประดิษฐาน ณ วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง) 
องค์ที่ ๒ ‘พระแก้วไพฑูรย์’ ประดิษฐาน ณ วัดหลวง ริมแม่น้ำมูล 
องค์ที่ ๓ ‘พระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง’ ประดิษฐาน ณ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร 

ในตอนนี้ผมจะมาเล่าถึงพระแก้วอีก ๓ องค์และข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระแก้วทั้ง ๙ ของอุบลราชธานี เชื่อว่าเมื่อคุณได้อ่านจบแล้วคงจะได้ไปสักการะพระปฏิมาทุกองค์ให้ครบถ้วนเป็นสิริมงคลเป็นแน่แท้ 

พระแก้วโกเมน วัดมณีวนาราม 

องค์ที่ ๔ ‘พระแก้วโกเมน’ ประดิษฐาน ณ วัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย) ผู้สร้างวัดคือ อุปฮาดก่ำ โอรสของ ‘พระปทุมวรราชสุริยวงศ์’ (เจ้าคำผง) ซึ่งในอดีตเป็นวัดที่อยู่ห่างจากเขตเขื่อนคูเมือง จึงเรียกกันว่า วัดป่ามณีวันบ้าง วัดป่าน้อยบ้าง 

‘พระแก้วโกเมน’ ตามตำนานเล่ากันมาว่าเป็นพระแก้วที่สร้างขึ้นในยุคเดียวหรือในคราวเดียวกับพระแก้วบุษราคัม สร้างขึ้นจากแก้วสีน้ำหมอก (สีม่วง) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ นิ้ว สูงประมาณ ๕ นิ้ว สถิต ณ วัดป่าน้อยมาแต่แรกเริ่ม จนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยมีสงครามกับเวียงจันทน์ จึงได้นำพระแก้วโกเมนออกไปประดิษฐานไว้อย่างลับ ๆ ณ วัดแห่งหนึ่ง พร้อมทำผอบไม้จันทน์ครอบพระแก้วไว้  ภาษาอีสานเรียกว่า ‘งุม’ วัดซึ่งเป็นที่เก็บรักษาพระแก้วโกเมนในครั้งนั้น จึงถูกเรียกว่า ‘วัดกุดละงุม’ ซึ่งอยู่ที่ อ.วารินชำราบ ในปัจจุบัน 

ครั้นเมื่อสงครามสงบจึงได้อัญเชิญ ‘พระแก้วโกเมน’ กลับมาประดิษฐาน ณ วัดมณีวนารามอีกครั้ง แต่ก็ยังรักษาความลับไว้ เนื่องจากพระแก้วโกเมนถือว่าเป็นสำคัญของเมืองอุบล จึงได้รักษาไว้อย่างห่วงแหน เจ้าอาวาสของวัดมณีวนาราม ทุกรูปจึงเก็บรักษาองค์พระไว้ในตู้นิรภัย มิได้นำมาญาติโยมทั่วไปได้สักการะกัน จนกระทั่งมาถึงยุคเมื่อสิ้น หลวงปู่พระธรรมเสนานี (กิ่ง มหับผโล) ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ คณะกรรมการวัดจึงได้ขออนุญาตอัญเชิญพระแก้วโกเมนลงมาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการะและได้สรงน้ำในวันวิสาขบูชาของทุกปี 

พระแก้วนิลกาฬ วัดเลียบ

องค์ที่ ๕ ‘พระแก้วนิลกาฬ’ ประดิษฐาน ณ วัดเลียบ อำเภอเมืองอุบลราชธานี ‘วัดเลียบ’ มีที่มาของชื่อวัดจากสถานที่การสร้างวัดที่สร้างเลียบคันคูเมือง เคยถูกปล่อยให้เป็นวัดร้างจนพระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) ได้มาบุกเบิกบูรณะวัดขึ้นใหม่ นับเป็นวัดต้นธารแห่งการปฏิบัติธรรมสายวิปัสสนากรรมฐาน

‘พระแก้วนิลกาฬ’ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทำจาก ‘แซฟไฟร์สีน้ำเงินเข้ม’ ถูกค้นพบอยู่ในกล่องไม้สักโบราณบนฝาเพดานกุฎิสุขสวัสดิ์มงคล กุฎิหลังเก่าของวัด โดย พระครูอุบลคณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเลียบ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ หรือประมาณ ๒๐ กว่าปีมานี้เอง ซึ่งท่านได้พบพระพุทธรูป ๓ องค์ ได้แก่ พระพุทธรูปบุเงิน ๒ องค์ และพระแก้วนิลกาฬ ๑ องค์  โดยในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้อัญเชิญพระแก้วนิลกาฬออกมาให้ประชาชนได้สรงน้ำในทุกสงกรานต์ 

พระแก้วมรกต วัดเลียบ

องค์ที่ ๖ ‘พระแก้วมรกต’ ประดิษฐาน ณ วัดเลียบ อำเภอเมืองอุบลราชธานี พระแก้วองค์นี้มีพุทธลักษณะคล้ายพระแก้วโกเมน วัดป่าน้อย แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดนัก โดยพระครูอุบลคณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเลียบ บอกว่ามีโยมมาถวายไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕

จากที่ได้เล่าและนำเสนอมายังเป็นข้อมูลคร่าว ๆ ที่ยังไม่ได้เจาะลึกนัก ทั้งนี้พระแก้วบางองค์อาจจะมีที่มาที่ชัดเจน แต่บางองค์แม้จะเก่าแก่แต่ก็ยังมีแค่ตำนานรองรับ ส่วนพระแก้วองค์อื่น ๆ ในอุบลฯ และในอดีตเป็นอำเภอหนึ่งของอุบลราชธานีมีองค์พระที่น่าสนใจดังนี้ 

พระแก้วมณีแดง วัดมหาวนาราม 

‘พระแก้วมณีแดง’ ประดิษฐาน ณ วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่) อำเภอเมืองอุบลราชธานี พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเนื่องจากดำริให้เป็นวัดที่เหมาะแก่การปฏิบัติสมณธรรมโดยเริ่มแรกจัดสร้างขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ ในปีพ.ศ. ๒๓๒๒ แต่ยังมิแล้วเสร็จเป็นวัด พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ก็ได้อนิจกรรมลงเสียก่อน พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าพรหม) จึงได้มาดำเนินการต่อจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๕๐ โดยมีพระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ซึ่งท่านเป็นผู้สร้างพระพุทธรูป ‘พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง’

‘พระแก้วมณีแดง’ ปกติจะประดิษฐานภายในกุฏิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ. ๙) แต่ในทุกสงกรานต์ได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราวบริเวณข้างพระวิหารพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง โดยเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้สรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับพระแก้วเก่าแก่ที่ประดิษฐานอยู่ในจังหวัดบ้านใกล้เรือนเคียงของอุบลราชธานี คือจังหวัดยโสธร ถ้าเราจะไม่นำมาเล่าก็คงจะกระไรอยู่ อย่ากระนั้นเลยผมจึงขอยกเรื่องราวสั้น ๆ ของ ‘พระพุทธบุษยรัตน์’ หรือ ‘พระแก้วหยดน้ำค้าง’ มาเพิ่มเติมด้วยดังนี้ 

พระพุทธบุษยรัตน์ วัดมหาธาตุ ยโสธร

‘พระพุทธบุษยรัตน์’ หรือ ‘พระแก้วหยดน้ำค้าง’ วัดมหาธาตุ จังหวัดยโสธร เป็นเป็นพระพุทธรูปโปร่งแสงปางสมาธิ เป็นศิลปะสมัยเชียงแสน ทำจากหินเขี้ยวหนุมาน ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๙ นิ้ว สูง ๒ นิ้ว ประวัติความเป็นมาของพระแก้วองค์นี้ มี ๒ เรื่อง คือ เรื่องที่ ๑ เล่ากันว่าว่าเป็นสมบัติของ ‘เจ้าพระวิชัยราชขัตติยวงศา’ เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ ได้รับมรดกจากบรรพบุรุษ นำมาประดิษฐานที่ยโสธร ตั้งแต่สมัยเป็นหมู่บ้านสิงห์ท่า เมืองยศสุนทร เพื่อเป็นพระพุทธรูปคู่กับ ‘พระแก้วบุษราคัม’ แห่งเมืองอุบลราชธานี ส่วนเรื่องที่ ๒ เล่าว่า สมัยรัชกาลที่ ๓ ไทยมีสงครามกับเวียงจันทน์ มีพระยาราชสุภาวดี (ภายหลังเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์)) เป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปปราบ 

ในครั้งนั้นได้ตั้งกองทัพที่เมืองยโสธร และได้ความช่วยเหลือจากพระสุนทรราชวงศา (ฝ่าย) ร่วมรบจนมีชัยชนะ รัชกาลที่ ๓ จึงทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแก้วหยดน้ำค้างองค์นี้พร้อมกับเจ้านางเมืองเวียงจันทน์ และปืนใหญ่ เพื่อเป็นรางวัล 

เดิมยโสธร ถูกรวมเข้าอยู่ในสังกัดมณฑลลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ (มณฑลลาวกาว) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๓ และกลายเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้สั่งการตามประกาศของคณะปฏิวัติ ให้แยกอำเภอยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอเลิงนกทา อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย และอำเภอป่าติ้ว ออกจากจังหวัดอุบลราชธานี แล้วรวมกันตั้งเป็นจังหวัดยโสธร

ในท้ายสุดนี้แม้ว่าพระแก้วบางองค์จะยังมีประวัติไม่ชัดเจนตามที่ผมได้เล่าไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าในอนาคตจะมีความชัดเจนขึ้น และน่าจะมีพระแก้วศักดิ์สิทธิ์อีกหลายองค์ได้บังเกิดขึ้นอีกเป็นแน่ ตราบเท่าที่ศาสนาพุทธยังคงอยู่คู่บ้านเมืองเรา และตราบเท่าที่เมืองราชธานีแห่งอีสานอย่าง ‘อุบลราชธานี’ ยังคงเป็นดอกบัวใหญ่สวยสง่าคู่บ้านเมืองของเราสืบไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top