Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘ทรัมป์’ เหน็บแรง!! ‘เซเลนสกี้’ เซลล์แมนที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ มาเยือนสหรัฐฯ ทีไร ได้เงินกลับบ้าน 5-6 หมื่นล้านดอลฯ เสมอ

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ อดีตผู้นำสหรัฐฯ เหน็บแรง ‘โวโลดิมีร์ เซเลนสกี้’ ผู้นำยูเครน กลางงานปราศรัยหาเสียงที่เมืองดีทรอยต์ ในรัฐมิชิแกนว่า เป็นเซลล์แมนที่เก่งที่สุดในบรรดานักการเมืองที่เคยมีอยู่ในโลกนี้ ใครจะหาเงินจากรัฐบาลอเมริกันได้เก่งเท่าเซเลนสกี้ไม่มีอีกแล้ว
.คำพูดที่สื่อถึงผู้นำยูเครนนี้ ทรัมป์ ได้กล่าวไว้ในงานเดินสายหาเสียงครั้งที่ 2 ที่เมืองดีทรอยด์ ซึ่งจัดโดย ‘Turning Point USA’ กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาที่เป็นฐานเสียงหลักของทรัมป์เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 67 ที่ผ่านมา 

และได้วิจารณ์ถึงการใช้งบประมาณอย่างสูญเปล่าของรัฐบาลไบเดน ตั้งแต่การลงทุนในนโยบาย Green Transformation (การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว) ว่าเป็นการหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  

อีกทั้งกล่าวถึงผู้นำยูเครนว่า "ผมบอกพวกคุณได้เลย เซเลนสกี้เป็นเซลล์แมนที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว ทุกครั้งที่เขามาเยือนประเทศเรา เขาจะกลับไปพร้อมเงิน 5-6 หมื่นล้านดอลลาร์ของพวกเราเสมอ"

ซึ่งตัวเลข 6 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ทรัมป์พูดถึง มาจากงบช่วยเหลือยูเครนที่เพิ่งผ่านสภาคองเกรสเมื่อช่วงเดือนเมษายนของปีนี้ จากการผลักดันของโจ ไบเดน ว่าหากงบนี้ไม่ผ่าน ยูเครนเสียดินแดนเพิ่มให้รัสเซียแน่นอน

ทรัมป์ยังกล่าวติดตลกด้วยว่า "มันหวานเจี๊ยบมากคุณเอ๊ย เซเลนสกี้เพิ่งจะออกจากประเทศเราไป 4 วันด้วยเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ พอกลับถึงบ้าน เขาบอกว่าจะเอาอีก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ มันไม่มีวันจบหรอกครับ" 

และไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวประชดเซเลนสกี้ ด้วยการยกฉายาเซลล์แมนผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคให้ ย้อนไปในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในงานปราศรัยที่รัฐโอไฮโอ ทรัมป์เคยพูดถึงเซเลนสกี้ในทำนองนี้มาก่อนแล้ว อีกทั้งวิจารณ์นโยบายการสนับสนุนยูเครนของรัฐบาลไบเดนว่า แทนที่จะส่งเงินให้ยูเครนทุกครั้งที่เซเลนสกี้มาขอ ทำไมไม่ให้เป็นเงินกู้ที่มีเงื่อนไขการชำระหนี้อย่างเหมาะสมแทน

ทรัมป์ให้สัญญาว่า เขาจะยุติการให้เงินสนับสนุนแก่ยูเครนทันทีที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ที่จะถึงนี้ อีกทั้งยังอ้างว่า รัสเซียจะไม่รุกรานยูเครนอย่างแน่นอนหากเขาชนะการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว อีกทั้งยังเคยกล่าวอ้างว่าเขาสามารถยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ทันที หากได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง 

ด้านสื่อยูเครนออกมาตอบโต้ถ้อยคำปราศรัยของทรัมป์ที่จะหยุดเงินช่วยเหลือแก่ยูเครนเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เนื่องจาก โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ได้เซ็นรับรองร่างกฎหมายเงินช่วยเหลือแก่ยูเครนจำนวนกว่า 6.1 หมื่นล้านเหรียญไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

และตั้งแต่เกิดเหตุสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เป็นต้นมา รัฐบาลสหรัฐ ได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่ยูเครนไปแล้วไม่น้อยกว่า 1.12 แสนล้านดอลลาร์ และล่าสุดปีนี้เพิ่งจากอนุมัติเงินช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครนก้อนใหม่อีก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ 

ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์โจมตีรัฐบาลไบเดนมาตลอด ถึงนโยบายการทุ่มเงินสนับสนุนยูเครนอย่างพิลึกพิลั่น พร้อมค่อนแคะว่า กลุ่มชาติสมาชิก NATO คงหัวเราะจนงอหาย ที่เห็นรัฐบาลไบเดนส่งเงินให้เปล่ากับยูเครนมากมายมหาศาล ทั้ง ๆ ที่ควรเป็นเงินยืมที่ยูเครนต้องจ่ายคืน

ถึงแม้ โดนัลด์ ทรัมป์ จะให้คำมั่นสัญญากับชาวอเมริกันว่าเขาจะไม่ยอมทุ่มเงินภาษีประชาชนให้กับสงครามนอกบ้าน และจะเป็นคนยุติสงครามยูเครน แต่มีเงื่อนไขว่าเขาต้องชนะการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้เสียก่อน แต่ก็ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจว่านั่นคือคำพูดเพื่อ ‘หาเสียง’ เท่านั้น 

เพราะเมื่ออยู่ในฐานะผู้นำสหรัฐอเมริกาจริง ๆ ย่อมมีหน้าที่ในการธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นชาติมหาอำนาจโลก ที่เสียเงินไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้ และเชื่อเถอะว่า เซลล์แมนผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค รู้วิธีหาเงินจากอีโก้ของชาติมหาอำนาจได้ดีที่สุด

‘ผู้ว่าฯ ตราด’ ดัน ‘สุนัขพันธ์ุไทยหลังอาน’ สู่อัตลักษณ์ของจังหวัด พร้อมต่อยอดเอกลักษณ์แห่ง 'ความซื่อสัตย์' สร้างสรรค์ ศก.ชุมชน

(17 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ พิพิธภัณฑสถานเมืองตราด ต.บางพระ อ.เมือง จ.ตราด นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจ.ตราดเป็นประธานเปิดโครงการ ‘หลังอานหมาดี: อัตลักษณ์ตราด สู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์’

โดยก่อนเปิดงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้ทำความรู้จักกับสุนัขทุกตัว ทั้งตัวใหญ่และลูก ซึ่งแต่ละตัวมีคนเลี้ยงที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลของจังหวัดตราดมาร่วมแสดง และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุ้ม ท่ามกลางหัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น นักเรียน ร่วมงานกว่า 120 คน พร้อมทั้งยังมีซุ้มแสดงสินค้าสุนัขหลังอานทั้งเสื้อ กางเกง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ของแต่ละหน่วยงาน

ด้านนางอิศรา อิงคเพียรกุล ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองตราด กล่าวว่า โครงการ ‘หลังอานหมาดี: อัตลักษณ์ตราด สู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์’ เป็นโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนส่งเสริมการดำเนินงานชุมชนและแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งการดำเนินโครงการนี้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองตราด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตราด เทศบาลเมืองตราด และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตราด

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เรื่อง สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน เนื่องในโอกาสที่จังหวัดตราด ได้ประกาศให้ ‘สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน’ เป็นรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดตราด ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2567 และเพื่อเป็นการสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่น และการนำเสนอผลงานที่สร้างสรรค์ต่อยอดจากอัตลักษณ์ของ สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน ช่วยส่งเสริมการสร้างรายได้จากมรดกภูมิปัญญาเป็นการขับเคลื่อนให้เกิด Soft Power ในอีกมิติหนึ่ง

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองเป็นคนหนึ่งที่เลี้ยงสุนัข และเลี้ยงมานานหลายปีสมัยที่รับราชการในภาคอีสาน และเลี้ยงสุนัขพันธ์ร็อตไวเลอร์ ที่หลายคนมองว่าน่ากลัวและอันตราย แต่สุนัขทุกตัว ทุกพันธ์ุมีความรักเจ้าของ ซื่อสัตย์ จดจำเจ้าของได้แม่น แม้จะห่างหายไปนาน เพราะเขาจะจำกลิ่นได้แม่นยำ และสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานสายพันธุ์ของจังหวัดตราด ก็มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น เป็นความภาคภูมิใจ จนถูกนำมาเสนอเป็นของเด่นของดีในคำขวัญของจังหวัดตราด และวันนี้ได้รับการประกาศให้เป็นรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดตราด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ด้านความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ด้วยต้องใช้เทคนิคเคล็ดลับการเลี้ยงดูที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ มากด้วยภูมิปัญญาในการเพาะเลี้ยงให้ได้สุนัขพันธุ์ไทยหลังอานที่คงเอกลักษณ์ของสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานของจังหวัดตราดไว้

สำหรับสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสร้างคุณค่าทางสังคมให้กับจังหวัดตราด การส่งเสริมการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน ‘อัตลักษณ์ตราด’ เพื่อการอนุรักษ์ และต่อยอดให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของจังหวัดตราด นอกจากนี้ยังมีคุณค่าในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้านการออกแบบมาพัฒนาเป็นสินค้า ที่สร้างสรรค์โดยคนตราดเอง เช่นเสื้อ กางเกง ผ้าทอ ผลิตภัณฑ์ที่ระลึก ซึ่งสร้างความประทับใจ และได้รับความนิยมจากคนตราด และนักท่องเที่ยว ช่วยส่งเสริมการสร้างรายได้สู่ชุมชนได้อีกรูปแบบหนึ่งตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกด้วย

‘นิพิฏฐ์’ อัปเดตอาการป่วย ‘ชูวิทย์’ ยังต้องรักษาแบบประคับประคอง ด้าน 'ชูวิทย์' ไม่ทิ้งลาย โผล่เมนต์ปม 'ศรีสุวรรณ' ของเก๊ก็เก๊วันยังค่ำ

(17 มิ.ย. 67) จากกรณีเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว’ โพสต์ข้อความอ้างว่าเป็นข้อความจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ที่แสดงความเห็นประเด็นการจับกุมนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ว่า สักวันความจริงจะปรากฏ ไม่ว่านานสักเพียงใด ของเก๊มันคือของเก๊วันยังค่ำ และยังแสดงความเห็นถึงโมฆะบุรุษนาม ‘สีสากกะเบือ’ ทำตัวดั่ง ‘พระเวชสันดรมาโปรดสัตว์’ แต่ที่ไหนได้พอโปรดได้ที่ก็ตีกิน พร้อมฝากถึงสื่ออย่าให้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ศาลาคนชั่วแสร้งทำดี’ นั้น

โพสต์ดังกล่าวบรรดาแฟนคลับของนายชูวิทย์ได้เข้าไปแสดงความขอบคุณนายชูวิทย์ที่ยังสนใจ และติดตามเรื่องที่เมืองไทย พร้อมทั้งขอให้นายชูวิทย์หายจากอาการป่วย และมีสุขภาพแข็งแรงในเร็ววัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “หลายท่านถามผมเรื่องคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผมไลน์ไปคุยกับคุณชูวิทย์ท่านตอบว่าตอนนี้รักษาแบบประคับประคอง คุณชูวิทย์ถามผมว่าจะเล่นการเมืองต่อไหม ผมตอบว่า วางมือแล้ว ท่านตอบว่าดีแล้ว การเมืองยุคนี้ใช้เงินเยอะไม่เหมาะกับผม เขียนเล่ามาเพื่อให้หลายท่านหายคิดถึงคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์”

สำหรับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองและเจ้าของธุรกิจอาบอบนวด ได้ประกาศยุติภารกิจแฉต่าง ๆ เมื่อเดือน ส.ค. 66 หลังพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 8 เดือน ก่อนได้เดินทางไปรักษาโรคมะเร็งตับระยะสุดท้ายที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก่อนจะเดินทางไปพักรักษาตัวต่อยังโรงพยาบาลที่ประเทศสกอตแลนด์

ตลอดเวลาที่รักษาตัวต่างแดนมีข่าวลือออกมาตลอดว่า ชูวิทย์เสียชีวิตแล้ว ก่อนที่ต่อมา ต๊ะ ตระการตา กมลวิศิษฎ์ ซึ่งเป็นลูกสาวของชูวิทย์จะได้มีการลงภาพคู่กับคุณพ่อ ในสตอรีไอจีสยบข่าวลือดังกล่าว

‘ทนายวิญญัติ’ ยัน!! 18 มิ.ย. ‘ทักษิณ’ เข้าพบอัยการตามนัด ชี้!! ตรงตามเงื่อนไขประกัน พร้อมปัดข่าวยื่นร้องขอความเป็นธรรม

(17 มิ.ย. 67) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาที่อัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งฟ้องคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ฯ

โดยกรณีที่นายทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์กับเดอะโชซอนมีเดีย (The ChosunMedia) สื่อของเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน

ซึ่งด้าน นายวิญญัติ ทนายความ ได้กล่าวถึงการนัดนายทักษิณ เพื่อส่งตัวฟ้องต่อศาลอาญา ในวันพรุ่งนี้ (18 มิ.ย.) ว่า นายทักษิณจะเดินทางไปพบพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 ในเวลา 09.00 น. ช่วงเข้าตามนัด เพื่อรับทราบคำสั่งฟ้อง และส่งฟ้องต่อศาลอาญาอย่างแน่นอน เนื่องจากหากไม่ไปพบพนักงานอัยการตามนัด ก็จะผิดสัญญาประกัน ส่วนเรื่องกระแสข่าวการร้องขอความเป็นธรรมไม่มีหรอก เช่นเดียวกับเรื่องถุงขนม ภาค 2 ซึ่งรายละเอียด วันพรุ่งนี้ (18 มิ.ย.) ตนพร้อมให้ความเห็นกับสื่อมวลชน

‘มาดามแป้ง-เจ ชนาธิป’ รับมอบเงินอัดฉีดจาก ‘สุริยะ’ 3 ล้านบาท หลังเปิดบ้านชนะสิงคโปร์ 3-1 พร้อมขอบคุณที่สนับสนุนช้างศึก

(17 มิ.ย.67) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ตัวแทนนักฟุตบอลทีมชาติไทย เข้ารับเงินอัดฉีด จาก สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 3 ล้านบาท ที่กระทรวงคมนาคม จากเกมที่ ช้างศึก เปิดบ้านชนะ สิงคโปร์ 3-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2  

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทย นำโดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี อัดฉีด ทัพช้างศึก อยู่แล้วในทุกเกม แต้มละ 1 ล้าน แต่ในเกมเปิดบ้านพบกับ สิงคโปร์ มีความสำคัญ คือ ชี้ชะตาเข้ารอบคัดบอลโลก รอบ 3 ทำให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมตรี อัดฉีดส่วนตัวเพิ่มเติมลูกละ 1 ล้านบาท แบ่งเป็นประตูละ 5 แสนบาท และ แอสซิสต์ละ 5 แสนบาท รวม 3 ลูก เป็นเงิน 3 ล้านบาท

‘มาดามแป้ง’ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน จนมาถึง รองนายกฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โดย แป้ง ต้องขอบคุณแทนทีมงานสตาฟโค้ช และนักกีฬา ที่ทุกคนเล็งเห็นถึงความสำคัญ ความเสียสละ และ ความมุ่งมั่นเพื่อทีมชาติไทย ซึ่งแม้ว่าเรายังเสียดายที่ไม่ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 3 ด้วยเงื่อนไขขาดอีกแค่ประตูเดียว แต่อย่างน้อยแป้งเชื่อว่า นี่เป็นนิมิตรหมายอันดีของฟุตบอลไทย ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐฯ”

ทั้งนี้โปรแกรมต่อไป ทีมชาติไทย เตรียมลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง 2 นัด ในช่วง ฟีฟ่า เดย์ ระหว่างวันที่ 2-10 กันยายน 2567

‘ทนายเดชา’ แนะวิธี ‘สไปรท์’ สู้คดี ปมค่ายเก่าฟ้อง 14 ล้าน ยัน!! ส่วนใหญ่จบด้วยถอน-ยกฟ้อง เพราะสัญญาไม่เป็นธรรม

(17 มิ.ย.67) จากกรณีแร็ปเปอร์ดัง ‘สไปรท์ ศุกลวัฒน์’ ถูกสังกัดเก่าฟ้องเรียกค่าเสียหาย 14 ล้านบาท โดยอ้างว่าผิดสัญญาว่าจ้างศิลปิน โดยทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่าน เพจ ทนายคลายทุกข์ ว่า...

“ต้นสังกัดฟ้องนักแสดง 14 ล้านผมเคยทำคดีประเภทนี้มาแล้วส่วนใหญ่ถอนฟ้องหรือไม่ก็ยกฟ้องเพราะ #เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม"

คดีเกี่ยวกับการผิดสัญญานักแสดงทนายเดชาทำมาหลายคดีแล้วส่วนใหญ่ถอนฟ้องหรือยกฟ้อง เพราะข้อสัญญามีการกำหนดค่าปรับไว้จำนวนนับสิบล้านซึ่งเป็นการกำหนดเบี้ยปรับที่ไม่เป็นธรรม

เป็นการเอาเปรียบนักแสดงในขณะเดียวกันในสัญญาไม่ได้กำหนดสิทธิ์ให้นักแสดงสามารถปรับต้นสังกัดได้แต่อย่างใด สัญญาประเภทนี้เรียกว่าสัญญาทาส ผมเชื่อว่านักแสดงทุกคน สามารถต่อสู้คดีได้ไม่ยากครับจากประสบการณ์ที่ผมเคยทำคดีประเภทนี้มา

เกี่ยวกับประเด็นนี้ด้านเพจ 'โหนกระแส' ได้เผยด้วยว่า ตอนนี้ต้สังกัดเก่ายอมลดให้เหลือ 7 ล้าน แต่ นายกาวี พวงสมบัติ พ่อของสไปรท์ มองว่าไม่เป็นธรรมถึงแม้จะลดลงมา 50% เหลือ 7 ล้านบาท รายได้น้องที่เขาฟ้องมา ไม่ได้เข้ากระเป๋าน้องกับพ่อแม่เลย เข้าช่องที่น้องไปประกวด ได้แค่ค่าน้ำมัน น้องผลักดันตัวเอง 100% ไปด้วยตัวเองตลอดไม่ได้มีใครช่วยเหลือ

“ไม่เป็นธรรม จากเด็กคนหนึ่งที่ช่วยเหลือครอบครัว  ด้วยการทำทุกวิถีทางหาเงินให้พ่อให้แม่ พอน้องมีชื่อเสียง  เห็นน้องลืมตาอ้าปากได้ คุณกลับมา มาฟ้องเพื่ออะไร คุณไม่เห็นความตั้งใจของเด็กคนหนึ่งที่จะช่วยเหลือพ่อแม่เหรอ กลับมาฟ้องเด็กคนหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นน้องพึ่งอายุ 12-13 พอน้องมีอายุที่ดีกว่าเดิมนิดหน่อยคุณกลับมาฟ้อง”

พ่อของสไปรท์ บอกอีกว่า เชื่อมั่นในความดี ความจริงก็จะได้เห็นว่าเป็นอย่างไร ทางครอบครัวไม่ได้ผิดอะไร ตอนลำบากเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไร ไม่ติดต่อมา 6 ปี ตอนนี้รู้ซึ้งกับคำว่ากลับมาหากินกับเด็ก

สำหรับประวัติของ ‘สไปร์ท-ศุกลวัฒน์ พวงสมบัติ’ เกิดวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปัจจุบันอายุ 18 ปี เติบโตมาในครอบครัวที่ขยันทำมาหากิน พ่อ-แม่ทำงานประจำ แต่ก็ยังหารายได้เสริมด้วยการขายของที่ตลาดนัด และงานเทศกาลต่าง ๆ โดย ‘สไปร์ท’ เคยเล่าว่า ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวขายข้าวโพดคั่วตามงานวัด ตนก็ไปช่วยขายตั้งแต่เด็ก ๆ สิ่งที่ฝันเอาไว้ในอนาคตคืออยากให้ครอบครัวสบาย และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จ ซื้อบ้านให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันและเป็นเสาหลักด้วย

สไปร์ท เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากไปออกรายการ Super 10 Season 2 (ปี 2561) โชว์ความสามารถการร้องเพลงลูกทุ่ง และโชว์แร็ปให้กรรมการฟัง จนแจ้งเกิดจนได้ฉายา ‘สไปร์ท แรปเปอร์รองเท้าแตะ’ และกลายเป็นที่ชื่นชมในโซลเชียลเพราะความเป็นเด็กกตัญญู

สไปร์ทเป็นเด็กกิจกรรมตัวยง มีโอกาสได้ร้องเพลงและเล่นคอนเสิร์ตของโรงเรียน ยิ่งกระตุ้นความที่ชื่นชอบการร้องเพลง โดยมี ‘ปู่จ๋าน ลองไมค์’ เป็นต้นแบบและเป็นจุดเริ่มต้นให้สนใจแนวดนตรีฮิปฮอป 

จากนั้นก็เดินหน้าสานฝันตัวเองลงแข่งรายการ ‘Show me the money Thailand ซีซั่น 2’ โชว์ศักยภาพอย่างเต็มความสามารถ แม้จะถูกตั้งข้อกังขาว่าเด็กวัย 15 ปี จะมีดีแค่ไหน แต่ทว่าเด็กน้อยบนเวทีมีดีกว่าที่หลายคนคิด ผลงานประจักษ์คว้า ‘รองแชมป์’ กลายเป็นที่ยอมรับ และปูทางสู่การเป็นแร็ปเปอร์น้องใหม่

ก่อนที่จะสร้างตำนานบทใหม่ให้วงการเพลงไทย ด้วยการพาเพลง ‘ทน’ ที่ฟีเจอร์ริ่งกับ ‘GUYGEEGEE’ ทะยานขึ้นบนชาร์ตเพลงระดับโลกอย่าง Billboard Global ในอันดับที่ 89 เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา และปัจจุบันยอดวิวพุ่งไปถึง 420 ล้านวิว

ชื่อเสียงของ ‘สไปร์ท’ ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นเป็นแร็ปเปอร์ตัวท็อปในเวลาอันรวดเร็ว และได้เข้าสังกัดค่าย HYPE TRAIN ของ NINO โปรดิวเซอร์คนดัง มีเพลงฮิตเป็นที่รู้จัก อาทิ ‘เดียวดาย’, ‘ปิก้า ปิก้า’, ‘บังอร’, ‘ไอต้าว’, ‘ดาวดึงส์’, ‘ปิ้ว ปิ้ว’ ฯลฯ และยังคงมีงานคอนเสิร์ตและมีผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จด้วยความพยายามและด้วยความสามารถของจริง

‘รอยเตอร์ส’ เผย คนตามข่าวจากสื่อออนไลน์มากกว่า ‘สื่อดั้งเดิม’ แพลตฟอร์ม ‘Facebook-YouTube’ ทางเลือกแรกๆ ที่คนเลือกเสพ

เมื่อไม่นานมานี้ สถาบันรอยเตอร์ส เปิดเผยว่า ผู้คนทั่วโลกสนใจข่าวสารน้อยลง พบเกือบ 40% หลีกเลี่ยงการเสพข่าวเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้ง

ผลการศึกษาทั่วโลกโดยสถาบันรอยเตอร์ส (Reuters Institute) มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ชี้ว่า ผู้คนทั่วโลกจำนวนมากขึ้นมีความสนใจในข่าวสารน้อยลง โดยมองว่ามีแต่เรื่องที่น่าหดหู่ ไม่จบไม่สิ้น และน่าเบื่อ

รายงานสำรวจประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งหมด 94,943 คนใน 47 ประเทศระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. 2024 และพบว่า ผู้คน 39% หรือเกือบ 4 ใน 10 (39%) กล่าวว่า พวกเขาหลีกเลี่ยงการเสพข่าวเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้ง

ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ซึ่งอยู่ที่ 29%

รายงานระบุว่า สงครามในยูเครนและตะวันออกกลางอาจส่งผลให้ประชาชนต้องการปิดการรับรู้ข่าวมากขึ้น แต่ข่าวที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจคล้ายกัน คือข่าวการเลือกตั้งในประเทศของตัวเอง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มโดยรวมยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกลุ่มที่สนใจข่าวมากหรืออย่างมากทั่วโลกอยู่ที่ 46% ลดลงจาก 63% ในปี 2017

นิก นิวแมน ผู้เขียนรายงาน กล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าวาระข่าวเป็นเรื่องยากโดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญกับโรคระบาด และสงคราม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะหันหลังให้กับข่าว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อปกป้องสุขภาพจิตของพวกเขา หรือเพียงต้องการที่จะใช้ชีวิตที่ตามปกติ”

นิวแมนกล่าวว่า ผู้ที่เลือกหลีกเลี่ยงข่าวมักจะทำเช่นนั้นเพราะพวกเขารู้สึกว่า ‘ไม่มีอำนาจ’ โดยกล่าวว่า “คนเหล่านี้คือคนที่รู้สึกว่าตนไม่มีสิทธิ์เสรีเหนือสิ่งใหญ่โตที่กำลังเกิดขึ้นในโลก”

เขาเสริมว่า บางคนรู้สึกหนักใจและสับสนมากขึ้นกับข่าวที่เกิดขึ้น ขณะที่บางคนรู้สึกเหนื่อยล้ากับการเมือง นอกจากนี้ ผู้หญิงและคนหนุ่มสาวมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับจำนวนข่าวสารรอบตัวมากกว่าช่วงวัยอื่น

ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นในข่าวยังคงทรงตัวที่ 40% แต่โดยรวมลดลงมา 4% จากช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19

รายงานพบว่าผู้ที่ชมแหล่งข่าวแบบดั้งเดิม เช่น โทรทัศน์และสิ่งพิมพ์ ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยคนอายุน้อยเลือกที่จะรับข่าวสารทางออนไลน์หรือทางโซเชียลมีเดียแทน

ในสหราชอาณาจักร ผู้คนเกือบ 3 ใน 4 (73%) กล่าวว่า พวกเขารับข่าวสารทางออนไลน์ ส่วน 50% ยังรับข่าวทางทีวีอยู่และมีเพียง 14% ที่อ่านข่าวในสิ่งพิมพ์

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สำคัญที่สุดสำหรับข่าวสารยังคงเป็น Facebook แม้ว่าจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม รอลงมาคือ YouTube และ WhatsApp ขณะที่ TikTok กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และตอนนี้แซงหน้า X (Twitter) ไปแล้วเป็นครั้งแรก โดยผู้คน 13% ทั่วโลกใช้ TikTok เพื่อดูข่าวสารส่วนผู้ที่ใช้ X ดูข่าวมีอยู่ 10%

กลุ่มที่ใช้ TikTok มากที่สุดคือประชากรอายุ 18-24 ปี ทำให้วิดีโอกลายเป็นแหล่งข่าวออนไลน์ที่สำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มอายุน้อย และวิดีโอแบบสั้นมีความน่าสนใจมากที่สุด

“ผู้บริโภคหันมาใช้วิดีโอเพราะใช้งานง่าย และมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องและน่าดึงดูดมากมาย แต่ห้องข่าวแบบดั้งเดิมหลายแห่งยังคงมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมที่ใช้ข้อความและกำลังดิ้นรนเพื่อปรับการเล่าเรื่อง” นิวแมนกล่าว

‘จีน’ เปิดปฏิบัติการ ‘เพาะเมฆ’ สร้างฝนเทียม  หนุน จนท.ดับไฟบนภูเขา หลังพยายามมา 4 วัน

เมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หน่วยงานท้องถิ่นมณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นสามารถดับไฟที่ลุกไหม้บนภูเขาตั้งแต่เมื่อวันพุธ (12 มิ.ย.) ได้สำเร็จแล้ว หลังจากพยายามดับเพลิงนาน 4 วัน โดยได้รับความช่วยเหลือจากฝนเทียม

ทั้งนี้ สำนักงานใหญ่เพื่อการรับมือเหตุฉุกเฉินในอำเภออันเจ๋อ เมืองหลินเฝิน ระบุว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 2,200 คน พร้อมด้วยรถขุด 63 คัน และเรือบรรทุกน้ำ 88 คัน มีส่วนร่วมในภารกิจดับเพลิงครั้งนี้

โดยตอนแรกภารกิจดับเพลิงต้องเผชิญหลายความท้าทาย อันเนื่องมาจากภูเขาที่ลาดชัน อุณหภูมิที่พุ่งสูง และสภาพอากาศที่มีลมแรง ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงหันมาใช้ปฏิบัติการเพาะเมฆบนฟ้า (cloud seeding) เพื่อทำให้ฝนตกเมื่อเย็นวันเสาร์ (15 มิ.ย.) และช่วยดับไฟ

หลังจากควบคุมเพลิงได้แล้ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงเริ่มเคลียร์พื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุตอนช่วงบ่ายวันอาทิตย์ (16 มิ.ย.) ซึ่งการสืบสวนเบื้องต้นเผยว่าไฟไหม้บนภูเขาครั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากฟ้าผ่า

อนึ่ง รายงานระบุว่าพื้นที่ในอำเภออันเจ๋อนั้นเป็นที่ตั้งของพื้นที่ป่าทึบหนาแน่นและเปราะบางต่อการเกิดไฟป่าอยู่แล้ว

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน และรายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส มอบรถเข็นวีลแชร์ เติมกำลังใจให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จ.นครศรีธรรมราช

วันที่ 17 มิถุนายน 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย น.ส.นราภรณ์ สุวรรณประเสริฐ แรงงานจังหวัด นายวิระ อุ่นอก ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 22 นครศรีธรรมราช และทีมงานมวลชนสัมพันธ์ กลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ป ลงพื้นที่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี อาสาสมัครแรงงาน ผู้นำชุมชน ให้การต้อนรับ

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้รับการประสานขอรับบริจาครถเข็นวีลแชร์ จาก แรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อมอบให้ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ จำนวน 2 ราย ได้แก่ รายแรก นางอารมณ์ จินดามณี อายุ 84 ปี อาศัยอยู่หมู่ที่ 3 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ป่วยเส้นเลือดตีบและหัวใจเต้นผิดจังหวะ และ รายที่ 2 นายเนือง แก้วประจุ อายุ 91 ปี อาศัยอยู่หมู่ที่ 15 ต.เสาเภา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แขนขาอ่อนแรงเดินไม่ได้ โดยมูลนิธิได้รับการบริจาคจาก กลุ่มไทยสมายล์กรุ๊ป ผู้ให้บริการรถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า

“การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ 
เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน เติมกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ และถือเป็นกิจกรรมหลักที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ที่มีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป  ทั้งนี้ ท่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคหรือสมทบทุน ให้แก่ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ สามารถติดต่อได้ที่ เพจมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ หรือ ติ๊กต๊อก มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์” นางเธียรรัตน์ กล่าว

'บริษัทจากกำแพงเพชร' ชนะประมูลข้าว 10 ปี จบราคาที่ 286 ล้านบาท ฟากรัฐ ชี้!! ข้าวเกณฑ์ดี ยกให้ผู้ได้ประเมินราคาขายเอง ไม่ฟิกซ์ขั้นต่ำ

(17 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดให้บริษัทที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจำนวน 7 ราย เข้ายื่นซองเสนอราคาซองประมูลข้าวเก่า 10 ปี โครงการรับจำนำข้าวปี 56/57 ปริมาณ 15,000 ตัน จาก 2 คลังใน จ.สุรินทร์ ณ ห้องประชุมองค์การคลังสินค้า (10601) ชั้น 6 ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น.

ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชนเข้ามาสังเกตการณ์เป็นจำนวนมาก โดยบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติ ทยอยมายื่นซองเสนอ 6 ราย จากผู้ผ่านคุณสมบัติ 7 ราย ได้แก่บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร / บริษัท ธนสรร ไรซ์ / บริษัท เอส.เอส.เอ็ม.อาร์.การเกษตร / บริษัท ทรัพย์แสงทองไรซ์ / บริษัท สหธัญ และ บริษัท บีเอ็นเค การเกษตร 2024

โดยแต่ละบริษัทเสนอซื้อที่แตกต่างกัน บางบริษัทซื้อ 1 คลัง บางบริษัทซื้อทั้ง 2 คลัง โดยบริษัท 6 รายที่ยื่นซองเสนอซื้อข้าวประมูลของรัฐที่ยื่นเสนอซื้อทั้ง 2 คลัง เช่น 

1.บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จังหวัดกำแพงเพชร 
2.บริษัท ธนสรร ไรซ์ จำกัด จังหวัดชัยนาท 
3.บริษัท ทรัพย์แสงทองไรซ์ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรี 
4.บริษัท บี เอ็น เค การเกษตร 2024 จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ 

ส่วนบริษัทที่เสนอซื้อ 1 คลัง เช่น 
1.บริษัท เอส.เอส.เอ็ม.อาร์.การเกษตร จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ 
2.บริษัท สหธัญ จำกัด จังหวัดนครปฐม

ขณะที่บริษัท อุบลไบโอเกษตร จำกัด จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ได้เข้ามายื่นซองเสนอราคาในการประมูลข้าวครั้งนี้ แม้ว่าจะผ่านคุณสมบัติ

จากนั้นคณะกรรมการเปิดซองประมูล ปรากฏว่า คลังสินค้า บริษัท พูนผลเทรดดิ้ง จำกัด หลัง 4 ประมาณข้าวรวม 3,356 ตัน มีผู้ยื่นซองเสนอซื้อครบทั้ง 6 ราย ได้แก่ บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จังหวัดกำแพงเพชร เสนอราคาประมูลที่ 64.01 ล้านบาท / บริษัท ธนสรร ไรซ์ จังหวัดชัยนาท เสนอราคาประมูลที่ 60.4 ล้านบาท

บริษัท สหธัญ จังหวัดนครปฐม ยื่นประมูลในราคา 62.7 ล้านบาท / บริษัท บีเอ็นเค การเกษตร 2024 จังหวัดนครสวรรค์ เสนอราคาประมูลที่ 53.7 ล้านบาท / บริษัท เอส.เอส.เอ็ม.อาร์.การเกษตร จังหวัดนครสวรรค์ เสนอราคาประมูลที่ 56.08 ล้านบาท / บริษัท ทรัพย์แสงทอง ไรซ์ จากจังหวัดสุพรรณบุรี เสนอราคาประมูลที่ 40.9 ล้านบาท

ส่วนคลังสินค้ากลางกิตติชัย (หลัง 2) ปริมาณรวม 11,656 ตัน มีผู้ยื่นซองเสนอราคา จำนวน 4 ราย ได้แก่ บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จังหวัดกำแพงเพชร เสนอราคาประมูลที่ 222.9 ล้านบาท / บริษัท ธนสรร ไรซ์ จังหวัดชัยนาท เสนอราคาประมูลที่ 209.8 ล้านบาท / บริษัท บีเอ็นเค การเกษตร 2024 จังหวัดนครสวรรค์ เสนอราคาประมูลที่ 186.5 ล้านบาท / บริษัท ทรัพย์แสงทอง สุพรรณบุรี เสนอราคาประมูลที่ 182.04 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่เสนอราคาสูงสุดทั้ง 2 คลัง คือ บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จังหวัดกำแพงเพชร รวมราคาประมูลทั้ง 2 คลัง กว่า 286 ล้านบาท หากคำนวณแล้วจะเฉลี่ยประมูลไปในราคากิโลกรัมละ (กก.) 19 บาท

โดยทางคณะทำงานรับ-เปิดซองและต่อรองราคาข้าวในสต๊อกของรัฐ ได้ต่อรองราคา เพื่อให้ได้ราคาประมูลที่สูงขึ้นอีก ทั้งนี้ จะมีการประกาศชื่อบริษัทที่ชนะการประมูล ผ่านเว็บไซต์ อคส. ที่ www.pwo.co.th ไม่เกินวันที่ 21 มิ.ย.นี้ ซึ่งกำหนดต้องทำสัญญาซื้อขายภายใน 15 วันนับตั้งแต่ อคส.แจ้งผลเป็นทางการ

นายศุภชัย วรอภิญญาภรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด หนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ระบุว่า การประมูลข้าวครั้งนี้ถือว่ามีความคึกคัก มีผู้เข้าร่วมประมูลหลายรายแสดงให้เห็นว่า ทุกบริษัทมองว่าข้าวในคลังยังมีคุณภาพใช้ได้สามารถนำไปขายต่อได้ ซึ่งขณะนี้ตลาดข้าวมีความต้องการสูง และราคาข้าวในตลาดอยู่ในเกณฑ์ดี โดยข้าวขาว 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นข้าวใหม่อยู่ที่กิโลกรัมละ 21.50 บาท ในส่วนของบริษัทที่มาประมูลครั้งนี้คือส่งออกเป็นหลัก โดยตลาดที่มีความต้องการข้าวได้แก่ บราซิล อิรัก

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากการเปิดซองในช่วงบ่าย จะมีกระบวนการต่อรองราคา หากทำได้เร็ว คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในวันนี้ ซึ่งการที่มีผู้สนใจมาซื้อข้าว ถือเป็นตัวสะท้อนได้ดีว่า ข้าวไม่ได้มีปัญหาอะไร แม้จะเก็บมานาน แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดเก็บ และผู้ซื้อเอง ก็ต้องนำไปปรับปรุงต่อ

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ส่วนในเรื่องของราคา ไม่ได้มีการกำหนดราคาขั้นต่ำ เพราะต้องการให้โอกาสผู้ประกอบการประเมินเอง และวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ แต่จะใช้กระบวนการต่อรองเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ มีราคาในใจ ที่เหมาะสมกับความเป็นจริงของสภาพข้าว จากก่อนหน้านี้ที่มีการด้อยค่า ขายเป็นอาหารสัตว์กิโลกรัมละ 4-5 บาทเท่านั้น แต่ยังเชื่อมั่นว่าจะได้มากกว่านี้แน่นอน ซึ่งหากขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 15-18 บาท น่าจะมีมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท หักค่าใช้ต่างๆแล้ว คาดว่าจะนำเงินกลับเข้ารัฐ ได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทแน่นอนทั้งนี้ มั่นใจว่าการขายข้าวได้จบภายในวันนี้ ถือเป็นการปิดตำนานโครงการจำนำข้าวได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นการทำงานตามหน้าที่ โดยเฉพาะการสะสางงาน ที่คั่งค้างอยู่ ในฐานะที่มานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวเปิดเผยถึงกรณีการประมูลข้าว 10 ปี ขององค์การคลังสินค้า ที่ผู้ชนะมีการเสนอราคาสูงถึง 19 บาทต่อกิโลกรัมว่า เป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะราคาที่ประมูลได้ไม่สมเหตุสมผลสูงเกินจริง เนื่องจากข้าวหอมมะลิในสต๊อกรัฐบาลล็อตนี้ เป็นข้าวที่เก็บมานานถึง 10 ปี ไม่มีความหอมหลงเหลืออยู่แล้ว คุณภาพจึงเทียบเท่ากับข้าวขาวปกติ แต่เมื่อเปรียบเทียบราคา ข้าวขาว 5% ข้าวใหม่คุณภาพดีในปัจจุบันพบว่าราคาอยู่ที่ 21.50 บาท ต่อกก. 

ขณะที่ข้าวซึ่งมีอายุมากถึง 10 ปี ในสต๊อกรัฐบาล สามารถประมูลขายได้ในราคาสูงถึง 19 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ผิดปกติ เพราะหากมีการบวกรวมค่าขนส่ง ค่าปรับปรุงคุณภาพข้าวแล้วจะทำให้ข้าว 10 ปีมีต้นทุนที่สูงกว่าข้าวขาวใหม่ หากเป็นพ่อค้าจริง ๆ ก็คงซื้อข้าวใหม่ในตลาดไปขายดีกว่าไปประมูลข้าวเก่า 10 ปีคุณภาพไม่ดีที่ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอื่นอีก

สำหรับรายละเอียดข้าวที่จะนำมาเปิดประมูล มีปริมาณ 15,000 ตัน แยกเป็น 

1.คลังกิตติชัย หลัง 2 (ข้าวหอมมะลิ 100%) รวม 26,094 ตัน หรือ 258,106 กระสอบจาก 24 โรงสี และได้ระบายข้าวสารแล้ว 3 ครั้ง คงเหลือ 11,656 ตัน หรือ 112,711 กระสอบ 

2.คลัง บจก.พูนผลเทรดดิ้ง หลัง 4 (ข้าวหอมมะลิ 100%) ปริมาณ 9,567 ตัน หรือ 94,637 กระสอบ ซึ่งระบายข้าวสารแล้ว 4 ครั้ง คงเหลือ 3,356 ตัน หรือ 32,879 กระสอบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top