Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘ผู้แสวงบุญ’ ประกอบพิธีฮัจญ์ เฮ!! ได้ ‘ฝนตก’ ช่วยคลายร้อน หลังซาอุฯ เผชิญอุณหภูมิพุ่งสูง จนคนดับเพราะโรคลมแดด

(18 มิ.ย.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่ผู้แสวงบุญมากกว่า 1,800,000 คน กำลังประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมอย่างพิธีฮัจญ์ ที่ซาอุดีอาระเบีย และเป็นพิธีที่มีชาวมุสลิมรวมตัวกันครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานออกมาว่า พบมีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจอร์แดน โดยรัฐบาลจอร์แดนได้ออกแถลงการณ์แล้วว่า สาเหตุของผู้เสียชีวิตนั้นมาจาก 'โรคลมแดด' ซึ่งอุณหภูมิพุ่งถึง 47 องศาเซลเซียส

ซึ่งล่าสุดมีฝนตกลงมาและมีลมแรงช่วยให้สภาพอากาศที่ร้อนระอุตลอดหลายวันที่ผ่านมาคลายความร้อนลงไปได้มาก เป็นผลดีต่อผู้แสวงบุญนับล้านคนที่เผชิญกับอากาศร้อนจัดติดต่อกันหลายวัน โดยทางการซาอุดีอาระเบียได้ติดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำเพื่อบรรเทาความร้อน และจัดหาน้ำดื่มเอาไว้บริการ แต่ส่วนมากผู้แสวงบุญก็ต้องหาวิธีคลายร้อนให้ตนเอง ทางการได้เตือนว่าให้ผู้แสวงบุญจิบน้ำเพื่อป้องกันสภาวะร่ายกายขาดน้ำ 

‘กลุ่มภาคีฯ’ จี้ ‘ปดิพัทธ์’ ขอโทษ โบ้ยคนคว่ำนิรโทษเป็นไอโอ ด้าน 'หมออ๋อง' โชว์พริ้ว!! ไม่เคยพูดว่าประชาชนเป็นไอโอ

(18 มิ.ย.67) ที่รัฐสภา กลุ่มภาคีราชภักดี เดินทางมายื่นหนังสือ ต่อนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่หนึ่ง เพื่อยืนยันตนเองว่า ในการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ. … ซึ่งเป็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 โดย น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 36,723 คน ที่มีเสียงโหวตไม่เห็นด้วยถึง 64.66 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ไอโอ

นายอัครวุธ บุรณพนธ์ กลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน กล่าวว่า พวกตนมายืนยัน ให้นายปดิพัทธ์เห็นโดยตรงว่ากลุ่มไอโอ ที่พูดมานั้นมีตัวตน ได้ใช้ชื่อและเลขบัตรประชาชนในการแสดงความคิดเห็นใน พ.ร.บ.ดังกล่าว ฉะนั้นรองประธานสภาฯ ที่เป็นคนของประชาชนอย่างแท้จริงต้องวางตัวเป็นกลาง รวมถึงอยากให้ตรวจสอบว่าตรงไหนเป็นไอโอ ใครเป็นคนทำ ขอให้ตรวจสอบมาเพราะตนก็อยากทราบเหมือนกัน ตนใช้สิทธิในฐานะราษฎรให้นายปดิพัทธ์ขอโทษประชาชน ที่พูดว่าพวกเขาเป็นไอโอ แต่หากตรวจสอบแล้วพวกเราผิดจริง มีเหตุที่ทำให้มองว่าเป็นไอโอก็สามารถดำเนินการได้เต็มที่ เพราะถือว่าเป็นภัยความมั่นคงที่ต้องทลายทิ้ง หากทำได้จะสนับสนุนเต็มที่ แต่หากพูดโดยไม่คิด หรือคิดว่าพวกตนเป็นฝ่ายขวา และมองว่าพวกของตัวเองเป็นฝ่ายซ้ายจะไม่มีทางบรรจบกันได้ ยืนยันว่าพวกเราไม่ใช่ไอโอ

ด้านนายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในวันที่ 11 และ 12 มิ.ย. ว่ามีความผิดปกติในเว็บไซต์หลายประการด้วยกัน เช่น การใช้ การใช้งานถึง 5,000 ครั้ง ใน ip address คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง เราได้ตรวจสอบทั้งระบบเพราะเกรงว่าประชาชนไม่เชื่อใจเว็บไซต์นี้ และจะส่งผลต่อการใช้งานในครั้งต่อ ๆ ไป ทั้งนี้เราไม่ได้กล่าวหาว่าประชาชนที่มาแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นไอโอ 

ซึ่งทางรัฐสภาจะเก็บทุกความคิดเห็นอย่างยุติธรรมที่สุดโดย ไม่ตัดสินว่าเป็นใครเป็นพวกไหน หรือเข้ามาด้วยจุดประสงค์อะไร ขอให้พี่น้องประชาชนสบายใจได้ว่าเราไม่มีการเลือกปฏิบัติ เรารายงานไปตามจริง แต่ต้องยอมรับว่าเว็บไซต์ของรัฐสภามีข้อผิดพลาดมากมายที่ทำให้ไม่เชื่อมั่น ต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชนในสิ่งที่เกิดขึ้น คำแนะนำของประชาชนนำไปสู่การปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดี

“ผมขอโทษที่เว็บไซต์ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่ขอโทษ เพราะไม่เคยพูดว่าพวกท่านเป็นไอโอ”

'ครูต่างชาติผู้รักเมืองไทย' โพสต์ขอโทษ หลังเขียนคำอ่านภาษาไทยผิด ด้านชาวเน็ตให้กำลังใจ คนไทยจริงๆ ยังมีเขียนผิดเช่นกัน

เมื่อวานนี้ (17 มิ.ย. 67) จากเพจเฟซบุ๊ก ‘Teacher Elvis / Professeur Elvis / Tutor’ ซึ่งเป็นเพจของคุณครูชาวต่างชาติท่านหนึ่ง ที่สอนภาษาอังกฤษ โดยมีผู้ติดตามกว่า 2 แสนคน ได้โพสต์คลิปวิดีโอขอโทษที่บางครั้งตนเขียนคำอ่านภาษาไทยผิดไปบ้าง ซึ่งไม่ได้มีความตั้งใจจริง ๆ โดยระบุว่า…

ขอขอบคุณนักเรียน คนไทย และทั่วโลก ที่ดูคลิปวิดีโอของตน ซึ่งตนไม่ใช่คนไทย ดังนั้นทุกวิดีโอ ทุกโพสต์ ที่นักเรียนจะเห็นในเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก หรือในยูทูบนั้น ตนเป็นคนคิดเองทําเอง และเป็นคนเขียนภาษาไทยด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ได้ทํางานกับใคร ไม่มีใครช่วย ฉะนั้นบางครั้งนักเรียนอาจจะเห็นว่ามีสระอาหรือสระอำมันหายไป ซึ่งต้องขอโทษก่อน เพราะว่าในโทรศัพท์ของตนนั้น ไม่มีภาษาไทย มันเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งตนก็พยายามเขียนคําอ่านให้กับนักเรียน เพื่อที่จะได้อ่านภาษาอังกฤษออก โดยบางคำอาจจะมีผิดบ้างนิดหน่อย ตนต้องขอโทษ

พร้อมบอกอีกว่า เมื่อก่อนมันหนักกว่านี้ ช่วงนี้ก็ดีขึ้น เพราะมีการอัปเดตตัวเอง และรักเมืองไทย รักเด็ก ๆ รักการสอน ซึ่งตนเป็นคนที่ทุ่มเท ไม่ขี้เกียจ และชอบทํางาน 

นอกจากนี้ ได้เล่าเพิ่มเติมว่า มีเพื่อนของตนที่เข้ามาเมืองไทย ยังพูดภาษาไทยเท่าตนไม่ได้ อ่านภาษาไทยไม่ออกเลย ซึ่งก็มีนักเรียนมาถามว่า ตนเรียนภาษาไทยจากที่ไหน.. ซึ่งตนไม่ได้เข้าไปเรียนพิเศษ ไม่ได้เข้าไปที่โรงเรียน แต่เรียนด้วยตัวเอง กับเรียนจากเฟซบุ๊ก และยูทูบ โดยไม่ใช้แค่ภาษาไทยที่พูดได้ แต่พูดได้ 5 ภาษา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เวียดนาม และไทย ซึ่งเขียนได้ด้วย เป็นต้น

ดังนั้นถ้าในโพสต์เห็นว่าตนเขียนคําอ่านอาจจะผิดไปบ้าง ต้องขอโทษล่วงหน้า โดยเมื่อก่อนก็เคยพูดเรื่องนี้เช่นกัน เพราะว่าบางครั้งอาจจะรีบ แล้วก็มันสะกดเองขึ้นมา หรือบางครั้งอาจจะไม่รู้ ซึ่งตนไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นอย่ามาจับผิดและดูถูกตนเลย เพราะว่าตนไม่ใช่คนไทย เหมือนที่บอกว่าเขียนภาษาไทยแบบนี้มันยากมากจริง ๆ 

ซึ่งตนอยากให้นักเรียนมาให้กําลังใจและช่วยกัน เพราะตนนั้นรักเมืองไทยและรักคนไทยมาก ๆ เลย คนไทยใจดีน่ารักมาก มีเสน่ห์ และรอยยิ้มสวย พร้อมขอบคุณที่ให้โอกาสได้อยู่เมืองไทย

ทั้งนี้ หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาให้กำลังใจคุณครูชาวต่างชาติท่านนี้ ดังนี้…

- ขอให้กำลังใจค่ะคุณครู อย่าท้อทำดีแล้วค่ะ ชาวไทยขอบคุณ ๆ ครูที่เผยแผ่ภาษาไทยได้ดีเยี่ยม ขอบคุณ ๆ ครูอีกครั้งที่รักประเทศไทยค่ะ สู้ ๆ ค่ะ
- รู้สึกขอบคุณค่ะที่ให้ความรู้แก่คนไทย ผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ คนไทยจริง ๆ ยังเขียนผิดเลยค่ะ
- คุณครูเก่งมากค่ะ ที่เขียนภาษาไทย พูดภาษาไทยได้ ด้วยตนเอง ยอมรับค่ะว่าเก่งมากค่ะ
- ขอบคุณที่แบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้ทุกคนนะคะ ผิดบ้างไม่เป็นไรแก้ไขได้ค่ะ ไม่ใช่คนไทยทำได้ขนาดนี้ถือว่าดีมาก ๆ ค่ะ

ชลบุรี-ตม.พัทยา บุกทลายแหล่งแรงงานต่างด้าวจับชาว เมียนมาและอินเดีย 68 ราย

วันนี้ 18 มิ.ย. 67 พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี ได้รับแจ้งจากประชาชนว่า มีกลุ่มบุคคลต่างด้าวเข้ามาอาศัยภายใน บริเวณชุมชน ภายในซอยสำนักงานที่ดิน หมู่ 10 ต.หนองปรื อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.กวิณวัชร์ อารยะสุริวงศ์ รอง.ผกก.ตม.จว.ชลบุรี และ พ.ต.ท.วีระชัย ถิ่นกมุท สว.ตม.จว.ชลบุรี พร้อมชุดสืบสวนตม.จว.ชลบุรี ตรวจสอบบริเวณดังกล่าว พบกลุ่มชาวต่างชาติ จำนวน 68 ราย ชาย 60 ราย หญิง 8 ราย เบื้องต้นไม่พบเอกสารประจำตัว จึงได้นำตัวมาที่ ตม.จว.ชลบุรี เพื่อดำเนินการตรวจสอบเอกสารการเดินทาง หนึ่งในกลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา เผยว่า ส่วนใหญ่จะเป็นลูกจ้างร้านอาหารในพัทยา และรับจ้างทั่วไปตามร้านบริการอื่นๆ โดยจะเดินทางผ่านเส้นทางธรรมชาติ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และไม่มีใครช่วยเหลือ จากนั้น นั่งรถบัสเดินทางเข้ามายังพัทยา เหตุผลที่อยากเข้ามาในไทย เนื่องจากอยากหาเงินให้กับครอบครัว ประกอบกับประเทศของตนมีสงคราม จึงตัดสินใจเข้ามาทำงานในประเทศไทย ผู้ประกอบการเผยว่า ตนก็ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเสมอ แต่มีเอเจนซี่รายหนึ่ง ที่รับต่อวีซ่าและทำใบอนุญาตการทำงาน เป็นจำนวน 48,100 บาท/คน ตนได้จ่ายเงินไปแล้ว แต่เอเจนซี่ดำเนินการช้าเป็นเดือน เป็นเหตุทำให้วีซ่าแรงงานของตนขาดอายุ และถูก ตม.จว.ชลบุรีจับ ตนรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็บริสุทธิ์ใจในสิ่งที่ตนทำว่าทำถูกต้องตามกฎหมายจริงๆ ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ให้แรงงานต่างด้าว ทราบว่าเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงควบคุมตัวเพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และเตรียมส่งตัวไปยัง สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งเตรียมผลักดันส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง ต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

‘เด็ก 15 ยอดกตัญญู’ ยอมหยุดเรียน ‘หาเลี้ยงน้อง-ดูแลย่า’ เร่เข็นรถเก็บขยะกลางแดดขาย ‘ไป-กลับ 14 กิโลเมตร’

(18 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบเด็กชายอายุประมาณ 14-15 ปี เดินเท้าเปล่าเข็นรถหาเก็บขยะริมถนนแถว ต.บ้านกล้วย อ.เมือง จ.สุโขทัย บางครั้งพาน้องชายและน้องสาวตัวน้อย อายุ 2-3 ขวบ มาตากแดดตากฝนเดินหาเก็บขยะด้วยกัน

ด้านชาวบ้านเห็นก็รู้สึกสงสาร อยากให้มีหน่วยงานมาช่วยเหลือ จึงลงพื้นที่ตรวจสอบและพบเด็กดังกล่าวชื่อ นายอภินันท์ หรือน้องเอ อายุ 15 ปี กำลังเดินเข็นรถเก็บขยะอยู่ข้างทางกลางแดดเปรี้ยง

น้องเอ เล่าให้ฟังว่า พ่อแม่แยกทางกันและไม่มีที่อยู่ของตัวเอง ปัจจุบันอาศัยนอนในบ้านกลางนาของญาติ อยู่ร่วมกันทั้งหมด 7 คน มีย่าอายุ 63 ปี กับอา-อาสะใภ้ ลูกของอาอีก 3 คน อายุ 11 ปี 9 ปี และ 2 ขวบครึ่ง ตอนนี้หยุดเรียนหนังสือเพราะต้องคอยดูแลย่าที่เจ็บป่วยหลายโรค ทั้งความดัน เบาหวาน กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม และยังต้องหาเก็บขยะขายทุกวัน เพื่อจะได้มีเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว

น้องเอ บอกอีกว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับไปเรียน แต่ตอนนี้ยังไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้า รองเท้า หนังสือ แล้วก็เป็นห่วงย่า เลยหยุดความคิดไว้ก่อน ส่วนที่ว่าทำไมต้องพาน้องสาวตัวน้อยวัย 2 ขวบ (ลูกของอา) ไปเก็บขยะด้วยกัน ก็เพราะว่าอาไม่อยู่บ้าน ต้องออกไปทำงานรับจ้าง ตนจึงช่วยดูแลน้องแทน

นางกิ่ม (ย่าน้องเอ) บอกว่า หลานชายเป็นเด็กขยัน ช่วยงานบ้านทุกอย่าง ตั้งแต่หยุดเรียนเมื่อปีที่แล้ว ก็ออกจากบ้านเดินหาเก็บขยะทุกวัน โดยมีชาวบ้านใจดีให้ยืมรถเข็น ขายขยะได้เงินวันละ 50-150 บาท ก็เอามาให้ย่าหมด เก็บไว้ซื้อยาซื้อกับข้าวกินในครอบครัว

ชาวบ้าน อ.เมืองสุโขทัย บอกว่า เห็นน้องเอเดินเท้าเปล่าเข็นรถเก็บขยะแทบทุกวัน เดินไป-กลับก็ประมาณ 14 กิโลเมตร บางวันก็พาน้องๆ มาด้วย เดินตากแดดตากฝน ชาวบ้านสงสารก็เลยให้น้ำ ให้ขนม ให้เสื้อผ้า และเก็บขวดน้ำ ลังกระดาษไว้ให้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้ใจบุญสามารถส่งสิ่งของจำเป็นมาช่วยเหลือได้ที่ นางกิ่ม (ย่า) หรือนายอภินันท์ (น้องเอ-เด็กกตัญญู) บ้านเลขที่ 44 หมู่ 2 ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย 64210

สงขลา-ผบช.สตม.แถลง 2 คดีสำคัญ ทั้งรวบหัวหน้าแก๊งโคลอมเบียที่ก่อเหตุลักทรัพย์บ้านของนักธุรกิจที่มาเลเซีย ได้ทรัพย์สินไปรวมกว่า 70 ล้านบาท

อีกคดีจับหนุ่มอิตาลีลักลอบค้าโคเคนให้กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติสายปาร์ตี้บนเกาะสมุย และยังเปิดธุรกิจให้เช่ารถจักรยานยนต์บังหน้าโดยใช้นอมินีชาวไทย เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ 18 มิ.ย. 67 ที่โรงแรมคริสตัล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6 , พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล ผู้แทน ผกก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. ร่วมกันแถลงผลกรปฏิบัติงานของสำนักงานตรวจเข้าเมือง 2 คดีสำคัญในรอบเดือนนี้ โดยคดีแรกทาง ตม.6 และ บก.สส.สตม. ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายโลเปซ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ชาวกัวเตมาลา ได้ที่บริเวณหน้าล็อบบี้ทางเข้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในซอยสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ซึ่งหลบหนีเขาเมืองโดยผิดกฎหมาย

และยังได้รับการประสานจากตำรวจมาเลเซียว่า ชายคนนี้เป็นหัวหน้าแก๊งคนร้ายอเมริกาใต้ที่ก่อเหตุร่วมกันลักทรัพย์ที่บ้านพักนักธุรกิจคนหนึ่งกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อช่วงวันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้ทรัพย์สินของมีค่าไปรวมมูลค่าหลายรายการรวมกว่า 70 ล้านบาท ซึ่งทั้งแก๊งมี 8 คน และตำรวจมาเลเซียคชติดตามจับกุมไปได้แล้ว 7 คน เหลือแค่เพียงหัวโจกรายนี้ และคาดว่า น่าจะหลบหนีมาตามช่องทางธรรมชาติผ่านข้ามแดนมายังประเทศไทย เพื่อที่จะหลบหนีไปยังเพื่อนบ้าน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เร่งสืบสวน และเฝ้าติดตามจนกระทั่งทราบว่า ได้หลบหนีเข้ามายังอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และหารถเช่าเดินทางต่อไปยังกรุงเทพฯ จึงเข้ารวบตัวได้ในที่สุด
ซึ่งจากการตรวจสอบทราบว่า แท้จริงแล้ว นายโลเปซ เป็นชื่อปลอม โดยชื่อจริงคือ นายมิเกล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี เป็นชาวโคลอมเบีย และจากการตรวจค้นในห้องพักโรงแรมหรูพบของกลางทั้งสร้อยคอ กำไล แหวน และเครื่องประดับรวม 6 ชิ้น ซึ่งคาดว่า เป็นของที่ได้ขโมยมา จึงยึดเอาไว้ และแจ้งข้อหาเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
โดยสอบสวนเบื้องต้น นายมิเกล ไม่ได้ให้การอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ จึงคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดี รวมทั้งขยายผลไปยังเครือข่ายผู้นำพาข้ามแดน และเมื่อคดีสิ้นสุดจะกักตัวไว้ เพื่อรอดำเนินการตามกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป ทั้งนี้จากการตรวจสอบยังพบว่า นายมิเกล เคยร่วมกับพวกสัญชาติเดียวกันก่อเหตุเช่ารถตระเวนลักทรัพย์ที่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2553 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกข้อมูลประวัติไว้ในบัญชีบุคคลเฝ้าระวังของ สตม. ด้วย ส่วนอีกคดีเป็นปฏิบัติการสยบนักค้ายาต่างชาติในพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี ซึ่งมีการลักลอบค้าโคเคน และตั้งนอมินีธุรกิจเช่ารถบังหน้ามาหลายปี โดยเจ้าหน้าที่ ตม.สุราษฏร์ธานี ได้จับกุมตัวชายชายต่างชาติคือ นายแมตติโอ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี ชาวอิตาลี ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน)

หลังได้รับการร้องเรียนจากพลเมืองดีว่า มีชาวต่างชาติลักลอบขายยาเสพติดให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วยกัน โดยเฉพาะสายปาร์ตี้ ที่เดินทางมรท่องเที่ยวที่เกาะสมุย จึงส่งสายลับชาวต่างชาติสืบหาข้อมูลจนรู้ตัว และวางแผนล่อซื้อ โดยให้สายลับทำทีสั่งโคเคนจำนวน 25 กรัม ราคากรัมละ 2,500 บาท เป็นเงินจำนวน 62,500 บาท ก่อนที่ นายแมตติโอ จะขับรถจักรยานยนต์มาส่งยาให้ที่บริเวณบาร์แห่งหนึ่ง ถนนเลียบหาดละไม ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่จึงรวบตัวเอาไว้ได้และคุมตัวไปตรวจค้นที่บ้านพักที่บ้านพักเลขที่ 105/23 ม.3 ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย ซึ่งพบว่า ได้เปิดเป็นร้านธุรกิจให้เช่ารถมอเตอไซด์ ชื่อ บริษัท วาสนา มอเตอร์ไบท์ จำกัด เป็นของ นายแมตติโอ โดยไม่พบยาเสพติดเพิ่มเติม แต่พบรถจักรยานยนต์สำหรับให้เช่าจำนวนมากว่า 70 คัน รวมทั้งสมุดบัญชีธนาคารต่างๆ 8 เล่ม วงเงินหมุนเวียนรวมกว่า 8 ล้านบาท และพบเงินสดเกือบ 1.1 ล้านบาท จึงได้ทำการยึด และอายัดทรัพย์สินนำส่ง สำนักงาน ป.ป.ส.ภ.8 เพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า ธุรกิจให้เช่ารถมอเตอไซด์ ชื่อ บริษัท วาสนา มอเตอร์ไบท์ จำกัด เป็นของ นายแมตติโอ และมีรถให้เช่ากว่า 70 คัน แท้จริงแล้วมีนอมินีเป็นสาวชาวไทย คือ น.ส.วาสนา (ขอสงวนนามสกุล) โดยสาวชาวไทยถือหุ้นในสัดส่วน 51 เปอร์เซ็น ส่วน นายแมตติโอ ถือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ โดยทั้งคู่เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายให้สามารถประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรตามเงื่อนไขของการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ซึ่งเงินที่ใช้ในการลงทุนทั้งหมด และผลกำไร เป็นของ นายแมตติโอ แต่เพียงผู้เดียว เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.วาสนา ในฐานความผิดเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (นอมินี) เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และให้ดำเนินคดีกับนายแมตติโอ เพิ่มเติมในฐานความผิดเป็นบุคคลต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทย ให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อให้ตนประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ตามมาตรา 36 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ สตม. ให้ข้อมูลว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าว นายแมตติโอ ได้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร และเปิดกิจการเช่ารถมอเตอร์ไซด์บังหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ และแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า ตนเองมีกิจการเป็นที่มั่นคง เพื่อปิดบังอำพรางการได้มาซึ่งทรัพย์สินจากการขายยาเสพติด ซึ่งจากการสอบถาม นายแมตติโอ ให้ข้อมูลว่า ได้ติดต่อขอซื้อยาเสพติดมาจากกลุ่มคนต่างชาติด้วยกัน แล้วนำมาแบ่งขาย หรือที่ภาษาในหมู่นักขายยาใช้คำว่า “จอยส์” โดยขายให้กับคนต่างชาติตามสถานที่ท่องเที่ยวในยามค่ำคืน และได้ให้ข้อมูลกลุ่มคนต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลไปสู่ต้นทางของยาเสพติดที่ระบาดในหมู่นักท่องเที่ยวต่อไป

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

‘รพ.ดัง’ แจงยิบ!! กรณีลืมผ้าก๊อซในช่องคลอดคนไข้ เหตุ!! ไม่ได้วัดความยาวผ้า ยัน!! จะไม่เกิดเหตุซ้ำอีก

(18 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ออกแถลงการณ์ เรื่อง กรณีข่าวผู้ป่วยของโรงพยาบาลพบผ้าก๊อซตกค้างในช่องคลอด 

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติม ดังนี้ ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ได้รับการรักษาโดยการฉายรังสีและใส่เครื่องมือสำหรับใส่แร่ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567

ซึ่งทางทีมแพทย์ ได้ใส่เครื่องมือสำหรับใส่แร่เข้าไปในช่องคลอด พร้อมใส่ผ้าซับโลหิต ชนิดก๊อซแบบม้วน เพื่อให้เครื่องใส่แร่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และลดปริมาณรังสีที่มีผลต่ออวัยวะข้างเคียง หลังจากนั้นผู้ป่วยมีปัญหาในการติดเชื้อ ทางโรงพยาบาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมหาแนวทางดูแลผู้ป่วยและญาติในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีข้อสรุปดังต่อไปนี้ 

1.การใส่เครื่องใส่แร่พร้อมผ้าก๊อซแบบม้วนจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ได้มีการนำอุปกรณ์และผ้าก๊อซออก แต่ขาดการตรวจสอบความยาวของผ้าก๊อซ ซึ่งโรงพยาบาลได้เน้นย้ำมาตรการให้เข้มงวดขึ้นดังนี้

1.1 ปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด บันทึกอุปกรณ์ทุกชิ้นก่อนและหลังทำหัตถการ การตรวจภายในซ้ำเพื่อตรวจสอบสิ่งตกค้าง รวมไปถึงการตรวจสอบซ้ำ (Double check) จากเจ้าหน้าที่อีกคนก่อนเสร็จสิ้นหัตถการ

1.2 ตรวจสอบและบันทึกความยาวของผ้าก๊อซทุกครั้งก่อนและหลังการทำหัตถการ

1.3 เปลี่ยนผ้าก๊อซแบบม้วนปกติเป็นชนิดพิเศษที่มีแถบรังสี เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้จากการถ่ายภาพรังสี กรณีที่ความยาวของผ้าก๊อซไม่ครบ

2.การไม่ได้รับการอนุมัติสิทธิการรักษาอื่นนอกเหนือจากสิทธิการรักษามะเร็งที่ผู้ป่วยได้รับ เกิดจากการประเมินที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งทางโรงพยาบาลได้มีมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้ทบทวนให้ความรู้เจ้าหน้าที่และเพิ่มช่องทางในการสื่อสารกับแพทย์ผู้ให้การรักษา

ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้ให้ข้อมูลกับผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามข้อเท็จจริงดังกล่าว โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเสียใจและพร้อมรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยให้การรักษาพยาบาลเพื่อให้ผู้ป่วยหายเป็นปกติ พร้อมเร่งดำเนินการเยียวยาและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และเน้นย้ำมาตรการเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก

‘รมว.ปุ้ย’ หนุน ‘อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ’ สร้างรายได้เข้าชาติ นำร่อง 4 กลุ่ม ‘พาหนะรบ-ต่อเรือ-อากาศยานไร้คนขับ-ปืน’

(18 มิ.ย. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทั้ง First S-curve และ New S-curve ที่มีศักยภาพในการเติบโตและสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ได้มีการหารือกับนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา และมีความเห็นตรงกันในการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมป้องกันประเทศในอันดับต้น ๆ ของอาเซียน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยกำหนดผลิตภัณฑ์เป้าหมายที่มีศักยภาพเบื้องต้นนำร่อง 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.) กลุ่มยานพาหนะรบ 2.) กลุ่มอุตสาหกรรมต่อเรือ 3.) กลุ่มอากาศยานไร้คนขับ และ 4.) กลุ่มอาวุธและกระสุนปืนสำหรับการป้องกันประเทศและกีฬา 

การยกระดับอุตสาหกรรมดังกล่าว จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการมาตรฐาน เช่น ห้องแล็บสำหรับทดสอบผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของสากล รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักกติกาสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

ล่าสุด สมอ. ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการรับรองห้องแล็บระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ได้ให้การรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบ ตามมาตรฐาน มอก. 17025-2561 หรือ ISO/IEC 17025 : 2017 แก่หน่วยงานใน 3 อุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ 1.) อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ คือ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 2.) อุตสาหกรรมปิโตรเลียม คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ 3.) อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ คือ บริษัท วชิรแล็บเพื่อสังคม จำกัด จึงทำให้ห้องแล็บที่ได้รับการรับรองจาก สมอ. ได้รับความเชื่อมั่นและเชื่อถือในระดับสากลด้วยเช่นกัน 

ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ สมอ. ได้มอบใบรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบ ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 : 2017 ให้แก่ 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1.) สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นองค์การมหาชนสังกัดกระทรวงกลาโหม ที่มีภารกิจด้านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ได้รับการรับรองในสาขาโยธาและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ  โดยนำผลทดสอบไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธปืน กระสุน แผ่นเกราะ กระจกกันกระสุน โล่นิรภัย รถกันกระสุน เส้นใยป้องกันการติดไฟ อากาศยานไร้คนขับ เป็นต้น     

2.) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ได้รับการรับรองในสาขาปิโตรเลียม โดยนำผลทดสอบไปใช้ประกอบในการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม และการวิจัยเพื่อเพิ่มอัตราการผลิตน้ำมัน    

และ 3.) บริษัท วชิรแล็บเพื่อสังคม จำกัด เป็นบริษัทที่ร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ให้บริการวิเคราะห์ สุ่มตรวจ และรับรองอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม ได้รับการรับรองในสาขาวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับการทดสอบหน้ากากอนามัยใช้ครั้งเดียว และหน้ากากใช้ครั้งเดียวชนิด N95 โดยนำผลทดสอบไปใช้เพื่อการผลิตหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์การแพทย์ที่มีคุณภาพ 

ทั้งนี้ การได้รับการรับรองจะช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถลดต้นทุนและลดระยะเวลาในการทดสอบ เพราะไม่ต้องส่งสินค้าไปทดสอบซ้ำอีกในต่างประเทศ เนื่องจาก สมอ. ได้ลงนามในข้อตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Arrangement : MRA) กับองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีประเทศสมาชิกที่ลงนามในข้อตกลงการยอมรับร่วม จำนวน 118 ประเทศ จึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสในการเจรจาต่อรองทางการค้าของผู้ประกอบการไทยด้วย เลขาธิการ สมอ. กล่าว

วุฒิสภามีมติ 130 ต่อ 4 ไฟเขียว 'สมรสเท่าเทียม' มีผล 120 วันหลังประกาศราชกิจจานุเบกษา

(18 มิ.ย.67) การประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ มีวาระสำคัญ นั่นคือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือ ‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
.
ผลปรากฏว่า มติที่ประชุม 130ต่อ 4เสียง ให้ความ “เห็นชอบ” เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยมีผู้งดออกเสียง18เสียง โดยกฎหมายฉบับดังกล่าว จะมีผลใช้บังคับหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 120 วัน หรือประมาณช่วงปลายปีนี้ ทำให้ประเทศไทยจะถือเป็น ‘ประเทศแรก’ ในอาเซียนที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม และเป็นประเทศที่สามของเอเชีย ต่อจากไต้หวัน และเนปาล 

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม จะถูกส่งไปยัง คณะรัฐมนตรี(ครม.) จากนั้นนายกฯ จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยความเห็นของสมาชิก อาทิ สว.คำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะโฆษกคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นมิติใหม่ของสังคมไทย โดยเป็นกฎหมายที่มีความเป็นมาที่ต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 10 ปีจากกลุ่มบุคคลที่เราอาจไม่ได้สัมผัสกับเขาโดยตรง 

“ที่ผ่านมามีความพยายามจากสื่อมวลชนที่จะมาถามถึงความเห็นของวุฒิสภาว่ามีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร ตนได้ตอบไปว่า ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

“ขณะเดียวกันร่างกฎหมายที่เสนอเข้าสภา มีร่างหนึ่งที่เสนอจากภาคประชาชนโดยตรง ขณะที่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีเสียงคัดค้านแม้แต่เสียงเดียว ทั้งนี้แม้กระบวนการตามกฎหมายจะระบุให้วุฒิสภาแปรญัตติได้อย่างกว้างขวาง แต่ที่ผ่านมาวุฒิสภาก็ให้เกียรติในประเด็นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเป็นสำคัญ

“ในวาระแรกวุฒิสภา ก็ได้รับหลักการร่างที่ผ่านความเห็นจากสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นการจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้หลักการของสภาผู้แทนราษฎรมีหลักการที่ถูกแก้ไขก็อาจจะกระทบกระเทือนกฎหมายทั้งฉบับ และอาจมีผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายในอนาคตหลังจากนี้ต่อไปวินาทีนี้เป็นวินาทีประวัติศาสตร์ว่าเขาจะบันทึกการทำงานของเราไว้อย่างไร การลงมติครั้งนี้แม้จะเป็นการลงมติกฎหมายฉบับหนึ่งแต่จะถือเป็นการลงมติในวินาทีประวัติศาสตร์จึงขอให้สมาชิกทุกท่านใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ”

สำหรับประเด็นสำคัญในกฎหมายฉบับดังกล่าว ระบุให้ ‘บุคคลสองคน’ (ทุกเพศ) สมรสกันได้ รวมทั้งได้รับสิทธิ อาทิ...

>> สิทธิรับรองการหมั้น/สมรสทุกเพศ เมื่ออายุ 18 ปี

การหมั้น จะทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว และการหมั้นจะสมบูรณ์ได้ เมื่อฝ่ายผู้หมั้นได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่ผู้รับหมั้น เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับผู้รับหมั้นนั้น

อนึ่งเมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้รับหมั้น

สำหรับ สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายผู้หมั้นให้แก่ บิดา มารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายผู้รับหมั้น แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส

ส่วนกรณี การสมรส จะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้วเช่นเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้

เว้นแต่การสมรสกับบุคคลวิกลจริต คนที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือบุคคลสองคนซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี และบุคคลที่ทำการสมรสขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่

>> คู่สมรสจัดการทรัพย์สินสมรสร่วมกัน
สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่คู่สมรสได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นคู่สมรสกันนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นคู่สมรสกันอยู่หรือภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นคู่สมรสกันก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอก ผู้ทำการโดยสุจริต โดยทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส นอกจากที่ได้แยกไว้เป็นสินส่วนตัว ย่อมเป็นสินสมรส

สินสมรส ใดที่มีเอกสารเป็นสำคัญ คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารนั้นก็ได้

>> คู่สมรสต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
(2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
(3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
(4) ให้กู้ยืมเงิน

(5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
(6) ประนีประนอมยอมความ
(7) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
(8) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

ทั้งนี้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใดได้

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสิทธิในการ ‘หย่า’ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ได้ เมื่อคู่สมรสได้จดทะเบียนหย่า โดยเหตุฟ้องหย่า 10 กรณีอีกด้วย

‘ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์’ เผย!! ‘10 Quick Win’ เพื่อประชาคมธรรมศาสตร์ ลั่น!! พร้อมขับเคลื่อนทันทีใน ‘100 วันแรกของการบริหารงาน’

(18 มิ.ย. 67) ‘ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์’ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ - Supasawad Chardchawarn’ ในหัวข้อ ‘เปิด 10 โครงการ Quick Win ขับเคลื่อนทันทีใน 100 วันแรกของการบริหารงาน’ ระบุว่า...

“ผมได้ประชุมร่วมกับทีมบริหารธรรมศาสตร์ชุดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อแปลงทุกนโยบายที่ได้นำเสนอต่อประชาคมไปสู่การปฏิบัติจริง”

“เราได้ข้อสรุปกันแล้วว่า นี่คือ 10 Quick Win Projects ที่เราอยากจะส่งมอบต่อประชาคมธรรมศาสตร์ใน 100 วันแรกของการบริหารงาน มีตั้งแต่เรื่องเล็กที่เกี่ยวโยงกับชีวิตประจำวันของประชาคม อย่างอาหารราคาถูกที่จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ไปจนถึงภาพใหญ่ของการพัฒนามหาวิทยาลัย”

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับ 10 โครงการ Quick Win ใน 100 วันแรกของการบริหารงาน จะประกอบไปด้วย...

1.โรงอาหารราคาถูกที่รังสิต
- นำร่องที่แรก! เตรียมเปิดตัวโรงอาหารราคาถูกที่รังสิต
- อาหารอร่อย มีให้เลือกหลากหลาย สะอาด ถูกสุขลักษณะอนามัย

2.พัฒนาพื้นที่ให้คำปรึกษา เสริมสร้างสุขภาพกายและใจที่ดี
- ปรับปรุงระบบเข้ารับคำปรึกษานักศึกษาไม่ต้องรอคิวนาน
- เข้าถึงกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลือได้ทันท่วงที

3 บรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
- ขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำ
- เตรียมความพร้อมรับมือน้ำฝน

4.ที่จอดรถฟรีสำหรับบุคลากรศูนย์รังสิต
- เพื่ออำนวยความสะดวกต่อชีวิตการทำงาน ในรั้วธรรมศาสตร์

5.พัฒนาระบบ E-learning สำหรับการเรียนและสะสมหน่วยกิต ในธนาคารหน่วยกิต
- สะดวกต่อการเทียบโอนหน่วยกิต และการเรียนข้ามศาสตร์ของนักศึกษา

6 พัฒนาศูนย์สหกิจศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อม และการพัฒนาสมรรถนะให้นักศึกษา สำหรับการทำงาน
- สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่ออำนวยความสะดวกการจัดนักศึกษาฝึกงาน

7.สนับสนุนและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ให้ตอบโจทย์สังคม สร้างความเข้มแข็งให้นักวิจัยรุ่นใหม่
- ผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพเพื่อขอตำแหน่ง ทางวิชาการและตอบโจทย์ปัญหา ความท้าทายของสังคม

8.เพิ่มขีดความสามารถ ในการพัฒนาข้อเสนอ โครงการวิจัย (Proposal Bank)
- โครงการสำหรับนักวิจัยรุ่นกลาง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขอรับการสนับสนุนทุนวิจัย จากแหล่งทุนภายนอก

9.ปรับนโยบายรับอาจารย์ใหม่ 
- จัดทำแผนพัฒนาอาจารย์ อย่างมีส่วนร่วมกับคณะ

10.ปรับปรุงแนวทาง การต่อสัญญาจ้าง ของสายวิชาการ
- พัฒนาให้มีความเหมาะสมและทันสมัย

“หลังจากนี้จะทยอยเล่ารายละเอียดของแต่ละโครงการ พร้อมด้วยวิธีการประเมินผล ซึ่งผมได้ย้ำกับทีมว่า ต้องทำให้ประชาคมมีส่วนร่วมด้วยมากที่สุด เพราะหัวใจของการส่งมอบโครงการ คือความพึงพอใจของประชาคมครับ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์” กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top