Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘ขนส่ง’ จัดประมูล ทะเบียนรถ เลขสวยพิเศษ กวาดรายได้ 56 ล้านบาท สุดปัง!! ‘มังกร 1’ ทะลุ 5.5 ล้านบาท เสนอราคาถึง 230 ครั้ง จนได้ผู้ชนะ

เมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.67) นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมฯ โดยกองทุนเพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) จัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษ ครั้งที่ 7 ของประเทศไทย ณ อาคาร GPS ชั้น 3 กรมการขนส่งทางบก

การประมูลในครั้งนี้มาในคอนเซ็ปต์เหนือระดับสำหรับ ‘คนพิเศษ’ มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลทางวาจา และประมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหมายเลขทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษออกประมูลจำนวน 53 หมายเลข

ส่วนหมายเลขทะเบียนที่ได้รับความนิยมจากผู้สนใจสูงสุด คือ ‘มังกร 1’ มีผู้ประมูลร่วมเสนอราคาถึง 230 ครั้ง จนได้ผู้ชนะประมูลในราคา 5,540,000 บาท รองลงมา ได้แก่ หมายเลขทะเบียน ‘เฮง 4444’ ประมูลได้ในราคา 1,960,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีหมายเลขทะเบียนที่ได้รับความนิยมมาก เช่น ‘ต้น 8888’ ประมูลได้ในราคา 1,680,000 บาท ‘เฮง 88’ ประมูลได้ในราคา 1,620,000 บาท และ ‘ชอบ 1111’ ประมูลได้ในราคา 1,600,000 บาท

อีกทั้งยังมีหมายเลขทะเบียนที่ประมูลได้ในราคาเกิน 1 ล้านบาท อาทิ ‘หล่อ 9999’ ประมูลได้ในราคา 1,560,000 บาท ‘โชคดี 777’ ประมูลได้ในราคา 1,520,000 บาท และ ‘สุขสบาย 1’ ประมูลได้ในราคา 1,460,000 บาท

ทั้งนี้ มียอดเงินรายได้จากการประมูลนำเข้ากองทุนกปถ. รวมทั้งสิ้น 56,000,000 บาท โดยผู้ชนะการประมูลจะได้ครอบครองป้ายทะเบียนรถลักษณะพิเศษ ซึ่งมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เป็นป้ายทะเบียนที่มีชื่อหรือความหมาย ตรงกับความต้องการ ที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แผ่นป้ายแตกต่างจากป้ายทะเบียนปกติ ตัวแผ่นป้ายไม่มีรอยดุนและไม่มีขอบ มีลวดลายกราฟิกและสามารถโอนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นหรือโอนเป็นมรดกได้

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อว่า ได้นำเงินรายได้จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาล โครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่ รวมถึงสนับสนุนค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการอันเนื่องมาจากการประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน ฯลฯ

'บก.ลายจุด' วิจารณ์ Breaking the Cycle  เหมาะสำหรับคนเชียร์ 'อนาคตใหม่-ก้าวไกล'

(16 มิ.ย.67) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด โพสต์ X โดยมีเนื้อหาว่าระบุว่า 

บ่ายวานนี้ได้แวะไปดูสารคดี Breaking the Cycle จึงขอแสดงความเห็นดังต่อไปนี้

1.เป็นสารคดีที่ไม่มีความลึก เป็นการตัดตอนการเมืองจากอดีตมาเริ่มต้นที่เกิดพรรคอนาคตใหม่เลย แม้จะแตะเรื่องการรัฐประหารบ้างแต่ไม่ปูพื้นความโกลาหนทางการเมืองไทยที่ซับซ้อนเลย ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เชิดชูตัวบุคคล ผมเข้าใจว่าผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็น FC ตัวยงคนหนึ่งของธนาธรและอนาคตใหม่ ทำให้หนังเรื่องนี้เล่าผ่านสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม แทบไม่มีความหลากหลายต่อมุมมองของเรื่องหลักเลย ทำให้ขาดมิติความเป็นสารคดีไปมากทีเดียว

2.จากข้อแรกทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับผู้ชมที่ไม่ใช่ผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ เพราะดูแล้วแทบไม่ได้อะไรและคงไม่อินไปด้วย แต่ถ้าเป็น FC พรรคนี่เป็นชิ้นงานที่ทำเอาน้ำหูน้ำตาซึมได้เลย ใครที่เป็น FC พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ควรไปดูเรื่องนี้

3.แม้จะรู้อยู่แล้วว่าธนาธรเป็นคนที่สำคัญที่สุดในพรรคอนาคตใหม่ แต่การที่หนังนำภาพชีวิตส่วนตัวของธนาธรออกมาสู่สายตาคนดูแม้จะเล็กน้อยแต่มันสร้างแรงสะเทือนใจได้ดีมาก ผมรู้สึกตัวสั่นเพื่อเห็นลูกๆและภรรยาของเขาอยู่ท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่แหลมคม ฉากที่ลูกชายเรียกพ่อไปเล่นด้วยในขณะที่ธนาธรอยู่ข้างหลังเวทีการปราศรัยใหญ่แล้วเขาเดินตามลูกไป นี่เป็นสิ่งที่หนังพาผมไปไกลมากในความซับซ้อนของตัวละครเอกอย่างธนาธร คนที่สังคมมองว่าเขาเป็นผู้นำที่เด็ดเดี่ยว แต่ต้องไม่ลืมว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งและเขาปรารถนาที่จะมีชีวิตเช่นคนธรรมดาทั่วไป และฝันที่จะมีชีวิตกับครอบครัวของเขาในพื้นที่ๆเป็นธรรมชาติ เอาจริงๆธนาธรเป็นมีโลกส่วนตัวสูงมาก

4.ผมเดาว่า Footage ที่ผู้กำกับถ่ายไว้มีไม่พอ อาจไม่ได้เฝ้าติดตามแบบเกาะติดตลอด หรือไม่ก็ไม่ชอบเล่าเรื่องในแบบชีวิตหลังฉากซึ่งผมคาดหวังจะได้เห็นฉากเหล่านั้นมากกว่าฉากที่เราเห็นในสื่อทั่วไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมขอบคุณผู้กำกับทั้งสองคนที่สร้างงานชิ้นนี้ไว้ แม้ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ไปเยอะ แต่สิ่งที่คุณทำมีคุณค่าต่อการบันทึกและสร้างวัฒนธรรมการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ทางการเมือง และหวังว่าจะมีผลงานชิ้นอื่นๆอีกไม่ว่าจะโดยทีมงานนี้หรือคนทำหนังสารคดีอื่นๆในโอกาสต่อไป และผมดีใจที่ได้ไปดูหนังสารคดีเรื่องนี้ ธนาธรคือเดอะแบกอย่างแท้จริง และพิธาคือนีโอใน The matrix เวอร์ชั่นที่2

ใช้จุดแข็งโดยรอบสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน แบบไม่ต้องรอรัฐ ปรับพื้นที่เป็น 'ตลาดน้ำ-ตลาดบก' ดึงค้าขายทางเรือเข้ามาร่วม

(16 มิ.ย.67) จากเพจ 'Bangkok I Love You' ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ 'ได้เวลาคืนชีพให้คลองโอ่งอ่าง ต้องสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน อยู่ได้ด้วยตลาดน้ำของดีประเทศไทย' ระบุว่า...

หลายวันก่อน แอดไปธุระแถวเยาวราช ก็เลยเดินเลยไปแถวคลองโอ่งอ่าง ซึ่งหวังว่าจะมี อะไรที่คึกคักให้เดิน 

แต่พอไปถึง กลับกลายเป็นว่ามีแต่ความเงียบ และซบเซา อาจจะเป็นเพราะการที่ไม่ได้รับการสนับสนุน กิจกรรมต่างๆ จากทางพื้นที่ ซึ่งก็ลองถามชาวบ้านแถวนั้น ผมก็บอกว่าช่วงที่มีกิจกรรม นี้มีงาน แถวนี้ก็จะคึกคักเป็นครั้งๆ อยากจะให้มีการจัดกิจกรรมบ่อยๆ

แอดจึงมานั่งคิดว่าแทนที่จะมานั่งรอภาครัฐ ชุมชนควรแห่งนี้มีจุดเด่นหลายประการ ทั้งการคมนาคมที่สะดวกสบาย สามารถเดินจากรถไฟฟ้าสามยอดมาได้โดยง่าย การเดินทางทางรถก็แสนจะสะดวกสบาย และที่สำคัญพื้นที่นี้ยังเชื่อมต่อกับ เยาวราช สำเพ็ง พาหุรัด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอยู่แล้ว จึงไม่ยากที่จะสร้างความแข็งแกร่งของสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมา 

โดยกลยุทธ์หลักคือการปรับพื้นที่ให้เป็นตลาดน้ำ- ตลาดบก ให้มีการค้าขายทางเรือเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งตลาดน้ำนี้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นการยากที่เราจะโปรโมทให้นักท่องเที่ยวสนใจที่จะเดินทางมาเที่ยว และที่สำคัญ ก็มีหนังต่างประเทศหลายๆ เรื่องได้เข้ามาถ่ายทำในพื้นที่ย่อมทำให้คนรู้จักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แอดมั่นใจครับว่า ถ้าชุมชนเข้มแข็งเราสามารถสร้างคลองโอ่งอ่างขึ้นมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครได้แน่นอน

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2567 : ธรรมะ คือ ธรรมชาติ แต่ทำไมทำยาก?

จากช่องติ๊กต็อก @dhamma_tv ได้เผยแพร่คำสอนเรื่อง ‘ธรรมะ คือ ธรรมชาติ แต่ทำไมทำยาก?’ จากรายการ ‘ธรรมะทำไม’ โดย ‘พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท)’ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน

🎙: ธรรมะคือธรรมชาติ แต่ทำไมทำยากจัง?

✨พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท):  คำว่าทำยาก จะเกี่ยวกับการฝึกหัดตนเอง เพราะโดยธรรมชาติของคน ธรรมชาติของมนุษย์ ชอบอะไรที่สบาย เปรียบเหมือนน้ำที่ไหลมาจากที่สูง ไหลลงที่ต่ำ มันไหลง่าย ก็เป็นธรรมชาติของจิต

เหมือนพฤติกรรมของคน เช่น ทุกคนต้องตื่นเช้า ซึ่งไม่มีใครอยากตื่นเช้า การทำคุณงามความดีก็คือการฝึกตน การปฏิบัติตน ย่อมไม่ง่ายเหมือนการทำบาป ไม่ง่ายเหมือนการทำชั่ว

🎙: ตามทฤษฎีของต่างชาติบอกว่าจริง ๆ แล้วคนเกิดมา ก็พร้อมที่จะทำสิ่งที่ดีอยู่แล้ว?

✨พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): หากยังเด็ก ยังไม่ดี ยังไม่ชั่ว ขณะเป็นเด็กเล็ก เด็กอ่อน ก็อยู่ที่ว่าจะฝึกเด็กนั้นไปทิศทางไหน โดนหล่อหลอมแบบไหน ฝึกให้เด็กมีคุณธรรม กิริยามารยาทเรียบร้อย เด็กก็ไปเส้นทางนั้น มันอยู่ที่การหล่อหลอม

🎙: ถ้าเกิดธรรมชาติของจิตมีความกวัดแกว่งแล้วรักสบายล่ะ?

✨พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): ก็จะแกว่ง ไหลลงทางต่ำเร็วกว่าจะขึ้นทางสูง เป็นหลักทั่วไป พระพุทธเจ้ามาค้นพบขบวนการฝึกฝนจิต เพราะหากจิตดี พฤติกรรมก็จะดี เรื่องศีลธรรมเป็นเรื่องของการฝึก

🎙: สามารถสรุปได้เลยหรือไม่ว่า หนึ่งในหน้าที่ของมนุษย์ที่เกิดมาก็คือเป็นการฝึกตน?

✨พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): แน่นอนเลย พูดได้เลย เพราะว่าอย่างสัตว์ทั้งหลายเมื่อพันปีที่แล้ว เคยกินนอนอย่างไร วันนี้ก็กินนอนอย่างนั้น แต่มนุษย์เคยอยู่ถ้ำ แต่วันนี้ไม่อยู่ถ้ำแล้ว วันนั้นมนุษย์ไม่มีเครื่องแต่งกาย แต่วันนี้มนุษย์ก็มีเครื่องแต่งกาย เพราะฉะนั้นมนุษย์เกิดมาเพื่อฝึกฝน ไม่มีใครที่จะเป็นอะไรโดยง่ายดาย

🎙: มนุษย์ฝึกตน ก็แปลว่าก็ต้องฝึกโดยที่มีครู?

✨พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): อันนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ต้องมีครู มีสถานที่ฝึก มีสถานที่เรียน แล้วก็มีเวลา มีสุขภาพ เมื่อครบองค์ประกอบแล้ว การฝึกนั้นจึงจะได้ผล แล้วก็ได้ผลดี ก็สามารถหาข้อมูลจากสื่อสารมวลชน จากเพื่อนฝูง จากท่านผู้รู้ ท่านผู้รู้ย่อมไม่โกหก เหมือนเวลาเราป่วย เราก็ไปหาหมอ เพราะหมอรู้มากกว่า หรือจะไปซื้อยาก็ไปหาเภสัช และต้องดูแหล่งอ้างอิง ดูว่ามีผลสัมฤทธิ์หรือไม่? และแก้ไขอย่างไรบ้าง อย่าฟังแต่ชื่อหรือโฆษณาอย่างเดียว

16 มิถุนายน พ.ศ. 2518 วันสถาปนา ‘วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า’ สถาบันผลิตแพทย์ทหารแห่งเดียวในประเทศไทย

‘วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า’ เป็นสถาบันผลิตแพทย์ทหารแห่งเดียวในประเทศไทย ก่อตั้งเป็นสถาบันแพทยศาสตร์ลำดับที่ 7 ของประเทศ จากกระแสพระบรมราโชวาทของ ‘พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร’ โดยดำเนินงานร่วมกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรมแพทย์ทหารบก และดำรงสถานะสถาบันสมทบของ มหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2518 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าได้รับอนุมัติเข้าสมทบกับ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อประสาทปริญญา แพทยศาสตรบัณฑิต ทำให้การก่อตั้งวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้ามีความสมบูรณ์ กระทรวงกลาโหมจึงมีคำสั่งลงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ให้วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เป็นหน่วยขึ้นตรงกรมแพทย์ทหารบก และอนุมัติให้เปิดดำเนินการได้ จึงถือเอาวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2518 เป็นวันสถาปนาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

ทั้งนี้ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าใช้หลักสูตรของทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งใช้เวลาในการศึกษา 7 ปี  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ถึงปี พ.ศ. 2523 จนมีการเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตเป็น 6 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ถึงปัจจุบัน

วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้ามีการพัฒนาทั้งทางด้านวิชาการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน อาทิเช่น สนับสนุนการวิจัยให้แก่นักเรียนแพทย์ทหาร ตลอดจนอาจารย์แพทย์ทั้งชั้นปีคลินิก และให้ทุนการศึกษาแก่ผู้มีผลการเรียนดีไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ การสนับสนุนการศึกษาต่อและดูงานต่างประเทศของอาจารย์และนักเรียนแพทย์ทหาร การก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ สระว่ายน้ำ อาคารหอพัก โรงประกอบเลี้ยงและซักรีด ทั้งยังหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อให้เพียงพอต่อการเรียนการสอน และการเรียนรู้ของนักเรียนแพทย์ทหาร 

นอกจากนี้ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าได้ผลิตบัณฑิตแพทย์ทหาร ซึ่งได้จัดสรรให้แก่เหล่าทัพต่าง ๆ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือกำลังพล ครอบครัว ตลอดจนประชาชนที่อยู่ห่างไกล หรือพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งเป็นการบรรเทาการขาดแคลนแพทย์ในกองทัพ และในชนบทของประเทศได้เป็นอย่างดี

‘ลัทธิบูชารัฐธรรมนูญ’ เมื่อกฎหมายสูงสุดกลายเป็น ‘ของขลัง’ แห่งยุคสมัย | THE STATES TIMES Story EP.148

ลัทธิบูชารัฐธรรมนูญ' เกิดขึ้นโดยการรังสรรค์ของคณะราษฎร ด้วยการทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็น 'ของขลัง' มีพิธีกรรมประกอบเฉพาะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรบูชา มีสถานะที่สูงส่งกว่ากษัตริย์ เพื่อรองรับฐานอำนาจของระบอบใหม่ ทำทุก ๆ อย่าง เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทำอย่างเดียวคือ ทำให้ประชาชนได้รู้ว่ารัฐธรรมนูญคือ 'กฎหมาย'

จนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้นำบ้านเมืองของเราเข้าสู่ยุค 'เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย' การยึดเอา 'รัฐธรรมนูญ' เป็นของขลัง ของสำคัญจึงค่อย ๆ มลายหายไป

รู้จัก!! อาจารย์ ‘ตั๋ง’ แห่งโรงเรียนอมาตยกุล เจ้าตำรับ ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ ตัวจริงของไทย

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน FB ของผู้ปกครองที่เป็น Blogger เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ได้โพสต์ข้อความที่เกี่ยวกับอาจารย์ ‘ตั๋ง’ (รศ.ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล) และโรงเรียนอมาตยกุล จนกลายเป็นประเด็นดรามาขึ้น ทำให้มีผู้ข้องใจสงสัยในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ ‘ตั๋ง’ และโรงเรียนอมาตยกุล ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นลูกศิษย์ของท่าน จึงขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านและสิ่งที่ท่านสอนมาบอกเล่าให้สังคมได้รับทราบ

อาจารย์ ‘ตั๋ง’ (รศ.ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล) เคยเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาการศึกษานอกระบบโรงเรียน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งเกษียณอายุ สำหรับ ‘โรงเรียนอมาตยกุล’ นั้น อาจารย์ ‘ตั๋ง’ และ คุณครู ‘กบ’ ภรรยาได้ร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2535 นานกว่า 40 ปีแล้ว โดยนำแนวคิด ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ (Neo-Humanist) มาเป็นหลักสูตรในการสอน

แนวคิด ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ เป็นแนวคิดทฤษฎีที่มีความเชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ว่า มนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีพัฒนาการสูงที่สุด พื้นฐานจิตใจของมนุษย์นั้น มีความดีงาม มีคุณค่า ใฝ่รู้มีความต้องการจากภายในที่จะพัฒนาตนเองไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การพัฒนาคนตามแนว ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ จึงจะต้อง ช่วยพัฒนาศักยภาพแฝงเร้นที่มีอยู่ในตัวคนเราให้แสดงออกมาได้อย่างสูงสุดด้วย การทำให้ คนเราโดยเฉพาะในเด็ก ๆ ให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) และการเข้าสู่สภาวะ คลื่นสมองต่ำ ในสภาวะนี้เองคนเราจะสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ 

หลักสูตร ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ เน้นสอนให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด และรู้จักการปฏิบัติตนต่อเพื่อนรอบตัวด้วยความเมตตา ความมีน้ำใจ และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เป็นการพัฒนาคนแนวใหม่ด้วยวิธีการด้านบวก เพื่อที่จะพัฒนาคนให้สมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การพัฒนาคนตามแนวคิด ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ จึงเป็นการพัฒนาในทุก ๆ ด้านของคนเราให้กลายเป็นคนที่พึ่งตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีลักษณะดังนี้...

- Physically Fit มีร่างกายที่แข็งแรง 
- Mentally Strong มีจิตใจที่มั่นคง เปิดกว้าง เฉลียวฉลาด 
- Spiritual Elevated มีจิตสาธารณะ 
- Academic Knowledge มีความรู้ที่จะนำไปประกอบอาชีพตามที่ตัวเองถนัดและต้องการได้

สำหรับการพัฒนาตามหลัก ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ นั้นจะต้อง...
1. มีบรรยากาศที่สงบและเป็นมิตร เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลาย สงบ และปลอดภัย เพราะหลักสูตรนี้เชื่อว่าสภาวะที่เต็มไปด้วยความกดดันและความตึงเครียด ส่งผลต่อคลื่นสมอง ทำให้ไม่มีสมาธิและขาดความกระตือรือร้นต่อการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ดังนั้น ถ้าสภาพแวดล้อมเป็นมิตร เต็มไปด้วยความสุข เสียงเพลง เสียงหัวเราะ แล้วย่อมเกิดการเรียนรู้ที่ดีกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า

2. เน้นการพัฒนาเซลล์ประสานประสาท (Synapses) เพราะเซลล์ประสาท เป็นตัวเชื่อมระหว่างเซลล์สมอง ยิ่งมีเซลล์เหล่านี้มากเท่าไหร่ สมองจะยิ่งทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้เรียนรู้ได้เร็ว มีความจำดี สมาธิดี และมีไหวพริบแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้พัฒนาการการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปแบบก้าวกระโดดด้วยเช่นกัน ซึ่งกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการพัฒนาเซลล์ประสาท อาทิ โยคะ การเต้นรำ กีฬายิมนาสติก ฯลฯ

3. เน้นการให้ความรัก การมอบความรักและกำลังใจเชิงบวก คือหัวใจหลักของหลักสูตรนี้ เพราะการที่ได้รับคำชม คำพูดให้กำลังใจ ความเข้าใจ การให้อภัย การกอด และความรักอย่างเต็มที่ จะช่วยให้หัวใจอ่อนโยน และมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุขนี้จะช่วยให้เติบโตขึ้นด้วยความงดงามอย่างแน่นอน

4. ปลูกฝังจิตสำนึกเชิงบวก หลักสูตรนี้เน้นปลูกจิตสำนึกเชิงบวกตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น มองโลกในแง่ดี และให้เคารพผู้อื่นอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น เมื่อเติบโตขึ้น จะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิด รู้จักทำ อ่อนน้อมถ่อมตน และพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความหวังดีจากหัวใจ

สิ่งที่จะได้รับการเรียนตามหลักสูตร ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ ได้แก่ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ), ความฉลาดทางศีลธรรม (MQ) และความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) ควบคู่กันไป ทำให้มีความสุขกับชีวิตจากเรื่องง่าย ๆ รู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกภาคภูมิใจ เชื่อมั่นใจตัวเอง อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส กล้าคิด กล้าพูด และกล้าแสดงออก เพราะได้รับความรักจากทั้งครูและคุณพ่อคุณแม่อย่างเต็มที่ พร้อมกันนั้นก็มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อทั้งเพื่อนมนุษย์ สัตว์ และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งรอบข้างได้อย่างกลมกลืน และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างไม่มีขีดจำกัด

หลายปีมาแล้วที่อาจารย์ ‘ตั๋ง’ ใช้แนวคิด ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ ในการสอนลูกศิษย์ทุกคน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนกระทั่งปริญญาเอก ผู้เขียนมีโอกาสเรียนรู้ใกล้ชิดกับอาจารย์ ‘ตั๋ง’ หลายปี เพราะอาจารย์ ‘ตั๋ง’ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนด้วย ในช่วงหลายปีนั้นผู้เขียนไม่เคยเห็นอาจารย์ ‘ตั๋ง’ ตำหนิว่ากล่าวให้ร้ายใครเลยแม้แต่คนเดียว โดยเรื่องราวด้านลบที่อาจารย์ ‘ตั๋ง’ ยกมาเป็นตัวอย่างก็จะเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาของตัวอาจารย์เอง 

ก่อนที่จะรับเอาแนวคิด ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ มาปฏิบัติและสอนลูกศิษย์ จึงขอบอกเล่าเรื่องราวของอาจารย์ ‘ตั๋ง’ โรงเรียนอมาตยกุล และแนวคิด ‘นีโอ-ฮิวแมนนิสต์’ เพื่อให้เป็นที่เข้าใจของสังคมต่อไป

‘แฟนพันธุ์แท้วัดไทย’ พาเที่ยว ‘วัดโพธิ์’ ชี้!! นี่คือ ‘เรเนซองส์ของสยาม’

(15 มิ.ย.67) ที่บริเวณมิวเซียมใต้ดิน รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสนามไชย เขตพระนคร กรุงเทพฯ ผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง พร้อมด้วยพันธมิตร จัดกิจกรรม ‘Happy Journey with BEM มรดกสยาม 3 สมัย’ ระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายนนี้

โดยหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของงาน ได้แก่ ‘History Trip ชมวัดโพธิ์โสภาสถาพร’ เลียบเจ้าพระยาชมวัด-วัง ซึ่งเส้นทางทริปเดินทางเยี่ยมชมสถานที่สำคัญจาก รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานีสนามไชยมายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร นำชมโดย ดร.ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล หรือ ต้า แฟนพันธุ์แท้วัดไทย

เวลา 08.45 น. บรรยากาศของกิจกรรมเริ่มต้นในช่วงเช้า มีประชาชนเดินทางหลั่งไหลมาจุดลงทะเบียนบริเวณมิวเซียมใต้ดิน ทั้งผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมมาล่วงหน้า และผู้เดินทางมาร่วมกิจกรรมแบบวอล์กอินจำนวนมาก ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จัดคิวตามลำดับ

เวลา 09.30 น. ผู้เข้ากิจกรรมเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานีสนามไชย มุ่งหน้าไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เพื่อเยี่ยมชมสถานที่สำคัญและรับฟังเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์

ในตอนหนึ่ง ดร.ธนภัทร์กล่าวว่า วัดโพธิ์เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่ยุคปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ 1 โดยได้รับการซ่อมของเดิมเพื่อให้ใช้งานได้ และสร้างของใหม่เพิ่มเติมขึ้นมา รวมถึงการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ 3

“งานช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความเป็นจีนสูง เนื่องจากเราเคยค้าขายกับจีนมาก่อน เห็นได้จากตุ๊กตาจีนที่เรามักจะเรียกว่า ‘อับเฉา’ ด้วยความเข้าใจว่าสิ่งนี้คือสิ่งถ่วงเรือ แต่จากการตรวจสอบหลักฐานปัจจุบันพบว่า ของเหล่านี้เป็นของตั้งใจไปซื้อมาเพื่อประดับวัด เพราะซื้อมาง่ายกว่าการสร้างใหม่ ง่ายกว่าการมาแกะสลักใหม่ ซึ่งก็สวยงามเหมือนกัน” ดร.ธนภัทร์กล่าว

ดร.ธนภัทร์กล่าวว่า หลายคนจะเรียกว่าวัดโพธิ์ ว่าคือ ‘มหาวิทยาลัยแห่งแรก’ แต่ส่วนตัวแล้วตนจะเรียกว่า ‘หอสมุดแห่งแรก’ มากกว่า เพราะว่าสมัยก่อนไม่ใช่ว่าทุกคนจะอ่านหนังสือออก เราไม่ได้มีโรงเรียนสอนหนังสือกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะแบบในปัจจุบัน คนไทยสมัยก่อนแค่พออ่านออกเขียนได้

“ถ้าใครเคยอ่านเอกสารโบราณ หรือ จารึก จะเห็นว่าคำเดียวกันมีการสะกดไม่เหมือนกัน เช่น คำว่า ‘ศาสนา’ แต่ในบางจารึกเขียนว่า ‘สาสนา’ ขอแค่เสียงตรงกันบางทีเขาไม่ได้สนใจพยัญชนะด้วยซ้ำ ดังนั้น จารึกวัดโพธิ์ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอ่านออก ซึ่งวัดโพธิ์มีการจัดจารึกหลายเรื่องมาก ไม่ใช่ว่าจะเอาจารึกมาจัดวางตรงไหนก็ได้ รวมถึงจารึกในวิหารต่างๆ โคลงกลอน ตำรายา รวมถึงการเขียนถึงเมืองในประเทศราชด้วย” ดร.ธนภัทร์กล่าว

ดร.ธนภัทร์กล่าวว่า ‘วัดโพธิ์’ เป็นเหมือนการรวมความรู้ทุกอย่างที่คนในสมัยรัชกาลที่ 3 รู้ ถูกจารึกไว้ที่นี่ทั้งหมด มันเหมือนการสังคายนาพระไตรปิฎก แต่อันนี้เป็นการสังคายนาความรู้ อารมณ์เหมือนเป็นเรเนซองส์ของสยาม

“ส่วนตัวผมถ้าเราจะเรียกว่ายุคไหนว่าเป็นเรเนซองส์ของกรุงเทพ หรือ ไทย ผมจะเรียกยุคนี้ เพราะความรู้ทั้งหมดที่รู้มาตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยา จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ถูกสังคายนาใหม่และทำให้ถาวร เพราะเอกสารสมัยก่อนเราทำด้วยกระดาษ แน่นอน พอผ่านกาลเวลาไปดูแลไม่ดี ไฟไหม้ น้ำท่วม มีความชื้น กระดาษพวกนั้นจะหายไปก่อน พวกนี้ไม่ พวกนี้ทนกว่าเยอะ เพราะฉะนั้นจารึกจึงเป็นหลักฐานยืนยันว่าในสมัย ร.3 เรารู้เรื่องเหล่านี้” ดร.ธนภัทร์ระบุ

จากนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้ากราบสักการบูชาพระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และพระพุทธไสยาสน์ หรือ พระนอน รวมถึงเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ (วังหน้าพระลาน), อาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ตึกถาวรวัตถุ) และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เป็นต้น

ทั้งนี้ งานมรดกสยาม 3 สมัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายนนี้ เวลา 09.00-20.00 น. ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ผู้สนใจสามารถเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีสนามไชย ทางออกที่ 1 จากนั้นขึ้นรถอีวี มาต่อ บริการฟรี ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.30 น. ระหว่าง MRT สถานีสนามไชย – พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไม่เสียค่าใช้จ่าย

วัดปรอท 18 มิ.ย. การเมืองเดือดทะลุ 112 'ก้าวไกลร่อแร่-ทักษิณจนมุม-เศรษฐา 50/50'

(15 มิ.ย. 67) ไม่ได้เป็นโลกาวินาศอะไรที่ไหนหรอก!! แต่เป็นวันที่จะบอกถึงทิศทาง (การเมือง) ประเทศไทยได้ในระดับพอสมควร...

'เล็ก เลียบด่วน' ขอเลาะเลียบล้วงลึกบ้างไม่ลึกบ้างมาเล่าสู่กันฟัง พอเป็นสังเขป ถึงทิศทาง 4 คดีในวันอังคารที่ 18 มิ.ย.ดังต่อไปนี้...

1) คดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา - ศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติวินิจฉัยว่า มาตรา 36,40,41 และ 42 ว่าด้วยการแนะนำตัว และการเลือกสว.3ระดับ (อำเภอ-จังหวัด-ประเทศ) ที่ระบุว่า “โดยจะลงคะแนนเลือกตนเองด้วยก็ได้” ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ที่ว่าด้วยการเลือก-การได้มาซึ่งสว.หรือไม่  เพราะผู้ร้องเห็นว่าการเขียนว่า “โดยจะลงคะแนนเลือกตนเองก็ได้” น่าจะเป็นการเปิดทางให้มีการสมยอมหรือฮั้วกัน...

เมื่อนั่งทางในประสานทางนอกแล้ว...ความน่าจะเป็นไป ดูเหมือนทุกอย่างไปต่อได้...แต่ต้องขอบอกว่าสุดท้ายแล้วการเลือกสว.จะไปต่อถึงจุดหมายปลายทางได้แบบฟ้าจรดทราย แฮปปี้ เอ็นดิ้งหรือไม่นั้น...ยังบ่แน่ดอกนาย เพราะเนื้อในมันเละตุ้มเป๊ะ...

2) คดียุบพรรคก้าวไกล - มีการเม้าท์มอยกันไม่น้อยว่า พรรคก้าวไกลอาจชนะฟาวล์รอดยุบพรรค เพราะ กกต.บกพร่องข้ามขั้นตอนการสอบสวน ดังที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จัดชุดใหญ่เมื่อ 9 มิ.ย. งานนี้ต้องขอบอกว่า น่าจะเป็นการประเมินและสำคัญผิด การที่ศาลรธน. ขอให้กกต.ส่งพยานข้อมูลเพิ่มเติมไปเมื่อ 12 มิ.ย.นั้น ก็เพื่อความสมบูรณ์ตามวิธีพิจารณาคดี...

ต้องย้ำเหมือนที่ท่าน กกต. 'ปกรณ์ มหรรณพ' ย้ำนั่นล่ะว่า การร้องยุบก้าวไกลหนนี้เป็นไปตามมาตรา 92 ของพรป.การเมืองคือ 'กรรมการ' กกต.ร้องเอง ไม่ใช่ตามมาตรา 93 ที่ 'นายทะเบียน' (เลขาธิการกกต.) พบเห็นต้องไปสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานนำเสนอกรรมการกกต.

รายการนี้พรรคก้าวไกลก็จะรู้ชะตาตัวเองว่าไปไม่รอด...แต่ที่กำลังต่อสู้อยู่นั้นเป็นยุทธวิธี 'โลกล้อมประเทศ' เอาสังคมกดดัน กกต.ตามสูตรเดิมๆ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ความจริง..!!

3) คดีนายกฯ เศรษฐา - วันที่ 18 มิ.ย.ก็จะมีการพิจารณา และกำหนดรายละเอียดการไต่สวน...จากนั้นคาดว่าเดือนส.ค. ก็จะมีคำตอบว่า...เศรษฐา ทวีสิน กระทำผิด/ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จนสิ้นคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัวหรือไม่...มีเวลาที่จะเจาะลึกกันต่อ...วันนี้ตรวจสอบอาการไข้แล้วโอกาสรอด/ไม่รอด..50/50 ครับ..

4) คดีทักษิณ ชินวัตร – กรณีข้อหาความผิดม.112 คดีนี้ล่าสุดเมื่อ 4 มิ.ย.ทีมทนายทักษิณขอความเป็นธรรมครั้งที่สอง หลังอัยการสูงสุด(อสส.)สั่งฟ้องเมื่อ 29 พ.ค.และนัดวันที่ 18 มิ.ย.นำตัวส่งฟ้องศาล ทางรอดทักษิณที่จะไม่ต้องไปศาลมีสองทางคือ อสส.ยอมทบทวนคดี หรือทักษิณป่วยจริง ๆ แล้วขอเลื่อน...

ถ้าให้ฟันธงอสส. (อำนาจ เจตน์เจริญรักษ์) คงไม่ทบทวนคำสั่งฟ้อง...และทักษิณที่กำลังจ้อแจ้วเดินสายจีบบ้านใหญ่อยู่ในยามนี้ ก็ไม่น่าจะป่วยฉุกเฉินหรือหนีกลับดูไบ...น่าจะไปศาลและคงได้รับประกันตัว ต่อสู้คดี รอ อภินิหารทางกฎหมาย รอยุคเปลี่ยนแผ่นดินที่สำนักอัยการสูงสุดในเดือนต.ค...ในอดีตคดีธรรมะชโยคดีอยู่ในศาลยังมีการถอนออกมาแล้ว...

ส่วนกระแสข่าวกรณีถุงขนมภาค 2 ที่จะจ่ายผ่านเครือข่ายสแตนลีย์ โฮ เจ้าพ่อคาสิโน ฮ่องกงผู้ล่วงลับนั้น ก็ว่ากันไป ข่าวว่าตอนนี้กำลังสอบกันนัวว่าจริงหรือไม่ เพราะฝ่ายแฉบอกว่ารู้วันเดินทางไปกลับฮ่องกงของอธิบดีฝ่ายตุลาการบางคน...(ไป 24 กลับ 27 พ.ค.)...ก็สอบกันไป..

ครับ ขออนุญาตมองโลกสวยสักวัน...18 มิ.ย.ไม่โลกาวินาศ...กระบวนการยุติธรรมไทยที่ถูกใครบางคนปู้ยี่ปู้ยำมาร่วมปี ยังพอจะเป็นที่พึ่งที่พาได้...!!

พพ. ปลื้ม 2 นวัตกรรมไทย ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน

Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage  มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response ปลอดภัย อัคคีภัย ทัศนียภาพ และอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ERDI) - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะผู้บริหารกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน นำโดย นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน, นายนันทนิษฎ์ วงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการกองกำกับและอนุรักษ์พลังงาน และนายอาวุธ  เครือเขื่อนเพชร พร้อมทีมงาน เยี่ยมชม Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon และสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมบรรยายหัวข้อ “ เรื่อง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response

นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน กล่าวถึง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon ถือเป็นนวัตกรรมของ คนไทยตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพราะปัจจุบันเรื่องพลังงานถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายให้คนไทยมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ลดการนำเข้าพลังงาน หม้อแปลงดังกล่าวจึงเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการที่จะพลิกโฉมประเทศ สู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า เน้นการเติบโตที่สมดุล ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น สร้างพลวัตใหม่ให้แก่เศรษฐกิจ ยังช่วยลดการใช้พลังงาน ลดค่าไฟฟ้า ลดคาร์บอน ลดเรือนกระจก และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด 

ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและผู้แทนพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว ได้รับเกียรติบรรยายเรื่อง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response ด้วยสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ได้ร่วมวิจัยและได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System ภายใต้โครงการ “Low Carbon Transformer ระบบจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Demand Response และ Saving Energy” ซึ่งจากการดำเนินงานพบว่าหม้อแปลงที่ใช้ในการดำเนินโครงการที่กล่าวในข้างต้น ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน ในภาคอุตสาหกรรม Smart Factory, Smart Building ในด้าน Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน โดยสามารถลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา  2 – 5  ปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าว ขอขอบพระคุณ ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)  โดยหม้อแปลงดังกล่าว ตอบโจทย์การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน ของภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการอาคารสถานที่ ที่สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 9% และลดคาร์บอนมากกว่า 100 ล้านตันคาร์บอน คืนทุนภายใน 2-5 ปี เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงาน เพื่อผลัดดันการเปลี่ยนผ่านไป สู่พลังงานสะอาด ความยั่งยืนนี้จะส่งเสริมการเติบโตสีเขียวในภูมิภาค ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องประกาศนโยบายการลดคาร์บอน โดยประกาศเป้าหมายความเป็นกลางของแผนลดก๊าซคาร์บอนในปี 2575 จะเห็นภาพการใช้พลังงานทั้งด้านอุตสาหกรรมและภาคประชาชน ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญกับการ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ดังนั้น หม้อแปลงที่กล่าวข้างต้นจึงตอบโจทย์ทุกหน่วยงาน ภาครัฐ, เอกชน และภาคอุตสาหกรรม ด้านการประหยัดพลังงานและลดคาร์บอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top