Monday, 8 June 2026
Hard News Team

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ขอบคุณทีมงาน ‘มูลนิธิร่วมกตัญญู’ ร่วมบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ รพ.พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า 'ร่วมกตัญญู' ร่วมให้ 'โรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ'

ผมขอขอบพระคุณ 'มูลนิธิร่วมกตัญญู' ที่ร่วมบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบอุปกรณ์ ENT Examination Unit โต๊ะตรวจหู คอ จมูก จำนวน 1 ชุด 980,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร 

ผมขอขอบพระคุณ 'พี่ป้อม' สกาวรัตน์ สมสกุลรุ่งเรือง ผู้หญิงเก่ง เลขาธิการมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่ผมคุ้นเคยจากการทำงานกู้ภัยหลายเหตุการณ์ ทั้งน้ำท่วมแม่สาย ทั้งตึกสตง.ถล่ม และได้รับการประดับ 'ปีกเกียรติยศ' ร่วมกันที่กองบัญชาการกองทัพไทย

ที่น่าภูมิใจที่สุด คือ "กำลังใจ" จากทีมงานร่วมกตัญญู และ 'ทีมดารา' นำโดย 'พี่ไทด์' เอกพัน บันลือฤทธิ์  พี่ชายที่ผมเคารพรัก ที่คอยสนับสนุนการทำงานเพื่อบ้านเมืองของผมเสมอมา และพี่ไทด์ยังแจ้งว่า พี่ไทด์และพี่ท็อป "บิณฑ์ บันลือฤทธิ์" ตั้งใจจะมาร่วมอุปถัมภ์โรงพยาบาลแห่งนี้ อย่างต่อเนื่อง

ขอบพระคุณ พี่ป้อม พี่ไทด์ พี่ท็อป และทุกท่านมากนะครับ

โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ยังขาดงบประมาณเพื่อจัดหาซื้ออุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และงบอุดหนุน เพื่อบริการประชาชน

เราตั้งใจจะเป็นโรงพยาบาลผู้นำการเปลี่ยนแปลง 

โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร นอกจากจะรักษาผู้ป่วยได้แล้ว ยังจะสร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยคนไทย และเพื่อคนไทยทุกคน

ขอบพระคุณครับ

ททท. ดึง ‘ลิซ่า นั่งแท่น Amazing Thailand Ambassador ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ประเทศไทยพร้อมโปรโมตท่องเที่ยว ปี’69

ททท. ดึง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล นั่งแท่นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทย พร้อมโปรโมตการท่องเที่ยวไทยปี 2569 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.มีความภูมิใจที่จะประกาศว่า ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ได้ตอบรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนํา

“การร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ ความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ร่วมค้นพบไปพร้อมกันกับ Amazing Thailand”

นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า ททท.มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างอบอุ่น สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) และสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาสร้างความทรงจําที่มีคุณค่าและไม่รู้ลืมในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

โดยบทบาท 'Amazing Thailand Ambassador' ของ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย ด้วยผลงานและความสำเร็จของเธอที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนี้ เธอยังเป็นเสียงอันทรงพลังที่จะบอกเล่าเรื่องราวของความงดงามและเอกลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การที่ ททท.พร้อมทั้งแบรนด์ 'Amazing Thailand' ได้ร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างความสนใจในการท่องเที่ยวของประเทศไทย แต่เป็นการตอกย้ำคุณค่าของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน รวมถึงความอบอุ่นและความไมตรีจิตของคนไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกมิติว่า ประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ที่จะสร้างความประทับใจกับผู้มาเยือน

พิษณุโลก ผบ.มทบ.39 ทำทันที ลงพื้นที่บ้านน้ำปาด หลังถูกน้ำป่าถล่มหนัก

เมื่อวันที่ (14 ต.ค. 68) เวลา 1330 พล.ต. นพดล วัชรจิตบวร ผบ.มทบ.39/ผอ.ศบภ.มทบ.39 ลงพื้นที่ เข้าพบฝ่ายปกครองท้องถิ่นอำเภอเนินมะปราง เพื่อผนึกกำลังสนันสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ช่วงเวลา 18.30 น. เมื่อวานที่ผ่านมา ในพื้นที่ ม.2 บ้านน้ำปาด ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก

สืบเนื่องจากเกิดเหตุฝนตกหนักในพื้นที่เขาบ้านรักไทย จึงทำให้มวลน้ำป่ามหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือน, โรงเรียน และพื้นที่ทำการเกษตรของประชาชนได้รับความเสียหาย จำนวน 188 หลังคาเรือน

มทบ.39 นำโดย ผบ.มทบ.39 ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถาการณ์จริง โดยนำกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัย เข้าช่วยเหลือประชาชนในการขนย้ายสิ่งของและทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชน พร้อมนำถุงยังชีพกองทัพบก พร้อมนำดื่ม จำนวน 50 ชุด มอบให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ณ ศาลาการเปรียญวัดน้ำปาด จากนั้นลงพื้นที่ต่อไปยังบ้านผู้สูงอายุและป่วยติดเตียง เพื่อรับฟังปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่า “ทหารพร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชน ในทุกโอกาส”
 มบท.39 #มณฑลทหารบกที่39

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39
ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

‘สถานทูตจีน’ เตือนนักท่องเที่ยวจีนระวัง ‘ทัวร์ราคาถูก’ เสี่ยงถูกหลอก!! หลังพบ ‘ไกด์เถื่อน’ บังคับซื้อของในไทย

(15 ต.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวชาวจีน ให้ระมัดระวังการซื้อทัวร์ราคาถูกในไทย หลังมีคลิปวิดีโอเผยแพร่บนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นนักท่องเที่ยวถูกไกด์บังคับซื้อสินค้าในระหว่างเดินทาง ซึ่งสถานทูตจีนระบุว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และได้ประสานตำรวจท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้าตรวจสอบทันที

ผลการตรวจสอบของทางการไทยพบว่า มัคคุเทศก์ในเหตุการณ์ถือหนังสือเดินทางจีนและไม่มีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย โดยได้กดดันให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าพร้อมเรียกค่าคอมมิชชันจากยอดขาย ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างสอบสวนบริษัททัวร์ต้นสังกัดและดำเนินคดีตามกฎหมาย

สถานทูตจีนจึงขอเตือนนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ให้หลงเชื่อ “ทัวร์ราคาถูก” และควรเลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ มีชื่อเสียง และทำสัญญาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่า ชาวต่างชาติไม่มีสิทธิ์ทำงานเป็นมัคคุเทศก์ในประเทศไทย

ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวจีนพบปัญหาหรือข้อพิพาทระหว่างการท่องเที่ยว ควรเก็บหลักฐานไว้และติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยวไทยหมายเลข 1155 หรือสายด่วนกงสุลของสถานทูตจีนที่หมายเลข 02-245-7010 เพื่อรับการช่วยเหลือโดยตรง

ปัตตานี - 'บิ๊กยูร' แม่ทัพภาคที่ 4 ได้พบสื่อในพื้นที่ปัตตานีเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งได้มอบนโยบาย และแผนการปฏิบัติงาน ในการขับเคลื่อนงานสันติสุขพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ปี 2569

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน (14 ต.ค. 68) เวลา 09:30 น. ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร กองพลทหารราบที่ 15 ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานมอบนโยบายการปฏิบัติงาน และแถลงแผนขับเคลื่อนการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2569 โดยมีผู้บังคับบัญชาจากหน่วยขึ้นตรงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เข้าร่วมรับมอบนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กล่าว แถลงนโยบายว่า “ก่อนอื่น ผมขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน ที่ให้ความสนใจและร่วมติดตามแนวทางการขับเคลื่อนงานของกองทัพภาคที่ 4 และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในการดำเนินงานเสริมสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

การประชุมในวันนี้ เป็นการกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันของทุกหน่วย เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจในปี 2569 มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยสานต่อนโยบายเพื่อสันติสุข เสริมสร้างความต่อเนื่อง และดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง ตลอดจนการพัฒนาทุกมิติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติสุขอย่างแท้จริง โดยมีพี่น้องประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และมีการบูรณาการประสานสอดคล้อง ตลอดจนความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งต่อยอดและสานต่อโครงการ ตลอดจนแนวนโยบายต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างประโยชน์และความสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยสิ่งแรกที่จะเป็นสารตั้งต้น และเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้เกิดสันติสุขอย่างยั่งยืน นั่นคือ ความสามัคคีของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะทหาร และตำรวจ ที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ มีความปรารถนาสูงสุด คือ การสร้าง ‘สันติสุขอย่างยั่งยืน’ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้การพัฒนาในทุกมิติของจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” 

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “นอกจากนี้จะดำเนินการในเรื่อง การรักษาความปลอดภัยให้กับนักเรียน ครู พระภิกษุ และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมกับพี่น้องประชาชนและภาคประชาสังคม เพื่อให้ทุกการปฏิบัติดำเนินไปภายใต้กรอบของกฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม พร้อมทั้งได้เน้นย้ำ ให้เพิ่มความเข้มงวดด้านการข่าว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการก่อเหตุรุนแรงในทุกมิติ รวมทั้งปรับปรุงแผนการรักษาความปลอดภัยของฐานปฏิบัติการ ให้มั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น กำชับให้ทุกหน่วยดำเนินงานด้านการเมือง ควบคู่ไปกับภารกิจทางทหาร โดยเฉพาะ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน การคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของพี่น้องในพื้นที่ และการประสานความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดพลังร่วมในการขับเคลื่อนสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน 

“บิ๊กยุร” ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านใหม่ ซึ่งตนเองก็ได้ติดตามข่าวสารในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ซึ่งตนก็ได้เน้นย้ำว่า “สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ เราจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลัง ทำให้ประชาชนนั้นรู้สึกปลอดภัย ยังคงให้ความเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขในทุกพื้นที่ จึงเน้นให้ทุกหน่วยรักษามาตรฐานความพร้อมสูงสุด ทั้งในด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และการประสานงาน เพื่อให้สามารถตอบสนอง ต่อสถานการณ์ ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ 

ขณะเดียวกันทาง แม่ทัพพภาคที่4 ก็ยังได้กล่าวขอบคุณ ทุกหน่วยงาน รวมถึงกำลังพล และประชาชนในพื้นที่ ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด พร้อมย้ำว่า “ความร่วมมือของทุกภาคส่วน คือพลังสำคัญที่จะนำพาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่ปลอดเหตุ ประชาชนปลอดภัยอย่างยั่งยืน

‘หมอชเนษฎ์’ ชี้ มนุษยชาติอาจต้องทบทวนบทเรียนอีกครั้ง หลังผลข้างเคียงวัคซีน mRNA ทยอยโผล่ไม่หยุด

เมื่อวันที่ (14 ต.ค.68) นพ.ชเนษฎ์ ศรีสุโข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว 'ชเนษฎ์ ศรีสุโข' แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลข้างเคียงวัคซีนชนิด mRNA ว่า สมัยโควิด ผมยก อาจารย์ ยง เป็นปราชญ์ เหนือ กาลเวลา

เวลาผ่านไปปรากฏชัดแล้ว ทุกวันนี้วัคซีน mRNA ผลข้างเคียงเยอะ ไม่ปลอดภัยเท่าหลักการวัคซีนเชื้อตายในอดีต ข้อมูลทยอยออกมาเป็นระยะ ถึงผลข้างเคียงมากมาย

วันนี้ขอมองลักษณะเพิ่มว่า กระแสรณรงค์วัคซีน mRNA ในสมัยก่อนนั้น หากทบทวนแล้ว มีความคล้ายกับ กระบวนการ lobotomy (จิ้มสมอง) ในสมัยก่อนที่ได้รับความนิยม คือกระบวนรักษาคนไข้จิตเวช ด้วยการเอาเหล็กแหลมทิ่มผ่านจมูกหรือดวงตาไปยังสมองส่วนหน้า เพราะเชื่อว่าจะรักษาคนไข้จิตเภทได้ คนคิดได้โนเบล ปี ค.ศ. 1949 ทำแพร่หลายในอเมริกาและตะวันตกอยู่ 20 ปี

หรือเหมือนกับการแพทย์โบราณ blood letting ที่เจาะระบายเลือดจากหัว เชื่อว่ารักษาโรคได้ ตอนหลังพบว่ากระบวนการพวกนี้ ไม่ได้ช่วยอะไรแถมทำร้ายมนุษย์ หลายเรื่อง มนุษยชาติเรามารู้ทีหลัง ด้วยการทบทวนบทเรียน ที่แน่ ๆ บริษัทผู้ผลิตร่ำรวยไปแล้ว จากความกลัวตายของคนทั่วโลกในสมัยๆหนึ่ง

'สื่อไทย–จีน' สานสัมพันธ์แน่นแฟ้น! นายกสมาคมนักข่าวฯ นำทัพเยือน 'กานซู–ปักกิ่ง' แลกเปลี่ยนประสบการณ์สื่อ ฉลอง 50 ปีสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน

นางสาวน.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นำคณะผู้แทนสื่อมวลชนไทย 5 คน เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 12–16 ตุลาคม 2568 ตามคำเชิญของ สมาคมนักข่าวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (All China Journalists Association) เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสื่อมวลชน

คณะสื่อมวลชนไทยได้เข้าพบและหารือกับ นางหลี่ เสี่ยวจุน รองผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลกานซู และผู้อำนวยการสำนักงานข้อมูลรัฐบาลมณฑลกานซู ที่เมืองหลานโจว เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการสื่อสาร การทำข่าว และแนวทางพัฒนาความร่วมมือในอนาคต

น.ส.น.รินี กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านสื่อระหว่างไทย–จีนที่ดำเนินมายาวนานกว่า 25 ปี โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ทั้งสองประเทศร่วมเฉลิมฉลองวาระ “50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน” ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสานต่อมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างกัน

ด้านนางหลี่ เสี่ยวจุน แสดงความยินดีและพร้อมเปิดรับคณะสื่อไทยในอนาคต เพื่อเรียนรู้บริบทการทำงานของสื่อท้องถิ่นและวัฒนธรรมของประชาชนมณฑลกานซู

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสมาคมนักข่าวไทยและจีนในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างเครือข่ายทางวิชาชีพที่แข็งแกร่ง ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชนสองประเทศ และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และนำไปสู่สันติภาพและมิตรภาพอย่างยั่งยืน

ตอบโจทย์ 'แก่ก่อนรวย' สู่สินทรัพย์ใหม่ 'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' วิเคราะห์โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่ : โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่ : โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ 'วัยเกษียณ' แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ 'ประสบการณ์' และ “ปัญญา” อลงกรณ์ พลบุตร ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ "ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ" อย่างเต็มตัว 

ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น "โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย" (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050 การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน "ประสบการณ์และปัญญา" ของผู้สูงวัยให้เป็น "สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง"

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น 
 “ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี 
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์ 
เสนอนโยบาย "Aktiverente" ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ "Returnship" เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน 
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ "คลื่นสูงวัย" อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024  ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583  ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี

นขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ        

คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?การเผชิญกับภาวะ "แก่ก่อนรวย" เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ

ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน

ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ

สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:
1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ  (Silver Knowledge Bank)
สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
3. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก "ภาระ" สู่ "พลังเศรษฐกิจ"

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน "ประสบการณ์และปัญญา" ที่มีค่าให้เป็น "สินทรัพย์" ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน 

การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป

การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก "ภาระ" สู่ "พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama) 

DOJ สหรัฐฯ ลุยยึด ‘บิตคอยน์’ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลล์ จาก ‘เฉิน จื้อ’ นักธุรกิจจีน!! ชักใยขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

(15 ต.ค. 68) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เปิดเผยการดำเนินคดีทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยฟ้องร้องและยึดทรัพย์บิตคอยน์กว่า 127,000 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 550,000 ล้านบาท) ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลประโยชน์จากขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันบิตคอยน์เหล่านี้อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว

คดีนี้มีผู้ต้องหาหลักคือ 'เฉิน จื้อ' (Chen Zhi) หรือ 'วินเซนต์' ชาวจีน แต่ถือสัญชาติอังกฤษและกัมพูชา วัย 37 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ซึ่งถูกตั้งข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและฟอกเงิน โดยมีการบังคับใช้แรงงานในคอมพาวด์ต่าง ๆ ทั่วกัมพูชา เพื่อหลอกเหยื่อทั่วโลกให้ลงทุนในคริปโตภายใต้กลโกงที่เรียกว่า 'Pig Butchering'

อัยการสหรัฐฯ ระบุว่า เฉินและผู้บริหารระดับสูงของ Prince Group ใช้บริษัทบังหน้าในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริการด้านการเงิน แต่เบื้องหลังกลับขยายอิทธิพลกลายเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ในเอเชีย ทำรายได้มหาศาลจากการหลอกลงทุนและบังคับแรงงานต่างชาติ

ทั้งนี้ 'เฉิน จื้อ' ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าติดตามตัวผู้ต้องหาและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยคดีนี้ถือเป็นการยึดทรัพย์จากคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ และเป็นสัญญาณชัดเจนถึงการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ทั่วโลก

ผบ.ตร.สั่งตรวจเข้มพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลังเหตุจับ 4 ชาวอิสราเอลมั่วสุมเสพยาเสพติดที่เกาะพะงัน  

เมื่อวานนี้ (14 ต.ค. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศโดยเฉพาะในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก โดยเน้นตรวจสอบสถานบันเทิง ที่พักเชิงท่องเที่ยว และจุดรวมกลุ่มนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดหรือลักลอบกระทำความผิด

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. วันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งเหตุมีการจัดปาร์ตี้ส่งเสียงดังภายในบ้านพัก จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่วิลล่าแห่งหนึ่ง หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน  จ.สุราษฎร์ธานี จึงเข้าตรวจพบชายชาวอิสราเอลจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายดานีล อายุ 26 ปี, นายดาวิด อายุ 26 ปี, นายเคเฟีย อายุ 26 ปี และ นายกาย อายุ 27 ปี จากการตรวจค้นพบโคเคนบนโต๊ะภายในบ้าน และยาอีอีกจำนวนหนึ่ง ผลตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาทั้ง 4 รายพบสารเสพติดในร่างกาย ทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้เสพยาเสพติดจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย” , “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย“ และ ”เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และประเภท 2“ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอนจนคำนึงถึงภาพลักษณ์ของประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มต่างชาติใช้พื้นที่ไทยเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติดโดยเด็ดขาด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top