Monday, 8 June 2026
Hard News Team

ตม.กัมพูชา ยืนยันพบแล้วชาวเกาหลีใต้ 80 คน อ้างทั้งหมด 'มีความสุขดี' และปฏิเสธกลับประเทศ

(15 ต.ค. 68) รัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้ราว 80 คนไว้ในความดูแล โดยทั้งหมดปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ แม้เจ้าหน้าที่จากเกาหลีใต้จะเข้ามาประสานงานแล้วก็ตาม ข้อมูลนี้เปิดเผยโดยนายทัช สุขะ (Touch Sokhak) โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ผ่านสำนักข่าวซินหัว ของจีน

อย่างไรก็ตาม ทางการกัมพูชายังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ชาวเกาหลีใต้ทั้ง 80 คนนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับพลเมืองเกาหลีใต้ที่รัฐบาลโซลกำลังติดตามหาหรือไม่ หลังมีรายงานจากสื่อเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 80 คน “หายตัวไป” ในกัมพูชา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ซึ่งหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ที่ถูกพบเป็นศพในจังหวัดกำปอต

คดีดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีน 2 คน และทางการกำลังติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย ขณะเดียวกัน โฆษกกัมพูชายังยืนยันว่า ครอบครัวของนักศึกษาผู้เสียชีวิตและสถานทูตเกาหลีใต้ในพนมเปญ ไม่ได้แจ้งบุคคลสูญหายอย่างเป็นทางการเข้ามา

‘ธีระชัย’ ค้านใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ตั้ง AMC แก้หนี้นอนแบงก์ ชี้ อาจฝ่าฝืนกฎหมาย-รอนสิทธิแบงก์พาณิชย์ - เพิ่มภาระคลัง

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนะกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมาย

(15 ต.ค. 68) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมายตามที่รัฐบาลมีนโยบายจะแก้ปัญหาลูกหนี้รายย่อยด้อยคุณภาพที่ไม่เกิน 1 แสนบาทโดยจะจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้มาบริหารจัดการในเชิงผ่อนปรน โดยในข่าวที่อ้างถึง โครงการจะซื้อหนี้ทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 1.6 หมื่นล้านบาท จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท โดยเงินทุนที่จะใช้จัดตั้งบรรษัทฯ (AMC) และที่จะใช้ซื้อหนี้ จะมาจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 โดยรัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้เงินจากวงเงินดังกล่าวจำนวน 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเพื่อรับซื้อลูกหนี้ 7 พันล้านบาท และ 3 พันล้านบาทเป็นค่าบริหารจัดการบรรษัทฯ (AMC) รวมทั้งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจหรือประกอบอาชีพ นั้น

จึงเห็นว่าโครงการเช่นนี้อาจจะเข้าข่ายรัฐไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 52 จึงขอให้สิทธิตาม 50 (2) ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยมีข้อมูล ดังนี้

1. การโอนภาระสะสางหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ
สืบเนื่องจากเกิดวิกฤตระบบสถาบันการเงินครั้งใหญ่ในปี 2540 รัฐบาลในขณะนั้นต้องรับภาระในการช่วยเหลือมิให้ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินที่ปิดตัวลงต้องสูญเสียเงินฝาก เป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 1.4 ล้านล้านบาท อันเป็นหนี้สาธารณะที่กระทรวงการคลังต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยทุกปี

ต่อมาเมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี 2554 พบว่าถึงแม้เวลาผ่านไปถึง 14 ปี ได้มีการชำระคืนเงินต้นหนี้ดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ยอดหนี้ยังค้างอยู่มากถึง 1.1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นภาระต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยแต่ละปีกว่า 4 หมื่นล้านบาท จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดงบประมาณด้านอื่นเพื่อบริหารประเทศ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาหนี้ 1.1 ล้านล้านบาทดังกล่าว จึงได้เสนอให้รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เพื่อโอนหนี้ 1.1 ล้านล้านบาท ดังกล่าวไปที่กองทุนฟื้นฟูฯ โดยกำหนดให้เป็นภาระที่กองทุนฟื้นฟูฯ จะเรียกเงินนำส่งจากบรรดาสถาบันการเงินเพื่อนำมาทยอยชำระคืนหนี้เงินต้นและชำระดอกเบี้ยในแต่ละปี ในหลักการว่า ยามวิกฤตรัฐช่วยสถาบันการเงิน ยามปกติสถาบันการเงินต้องกลับมาช่วยรัฐ จนกระทั่งในปี 2567 ยอดหนี้ดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 5 แสนล้านบาท และปลดภาระประจำปีของกระทรวงการคลังในการจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยไปอย่างสิ้นเชิง

2. การปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินอาจส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากการบริหารประเทศที่ผ่านมาสิบปี หลายรัฐบาลใช้นโยบายที่มีการกระจายรายได้น้อยเกินไป จึงก่อให้เกิดภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยที่ด้อยคุณภาพจำนวนมาก ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปี 2567 ตนจึงได้เสนอแนวคิดแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพต่อสาธารณะ โดยเสนอให้รัฐบาลยินยอมปรับลดอัตรานำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ ของสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สถาบันการเงินประหยัดเงินเก็บไว้ในมือได้จำนวนหนึ่งสำหรับเอามาใช้เพื่อแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพ 

ทั้งนี้ การลดอัตราดังกล่าว กรณีที่หนึ่ง ถ้าหากกระทรวงการคลังมิได้ยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ย่อมไม่มีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะสถาบันการเงินยังมีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย แต่กรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ในส่วนที่ลดอัตรานำส่งชั่วคราว ย่อมมีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะโดยตรง เพราะสถาบันการเงินจะไม่มีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นสำหรับเงินจำนวนนี้

ต่อมาในปี 2568 กระทรวงการคลังได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ แต่เมื่อสืบค้นไม่พบข้อมูลสาธารณะว่า กระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งหรือกรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สอง ก็มีหน้าที่จะต้องนำเสนอรัฐสภาตามขั้นตอนในกฎหมาย เพราะกำหนดการชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่เดิมเป็นภาระที่มอบไปให้สถาบันการเงินจะเป็นผู้ชำระคืนนั้น บางส่วนจะกลับเป็นภาระที่กระทรวงการคลังจะต้องชำระคืนเอง หนี้สาธารณะจะมิได้ลดลงตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดฯ

3. การนำเงินที่ประหยัดไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เป็นการรอนสิทธิ เนื่องจากหนี้ที่จะนำมาเข้าโครงการส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์เพียง 1.6 หมื่นล้านบาท และจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น กรณีที่รัฐบาลจะนำเอาเงินที่สถาบันการเงินประหยัดจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 ไปช่วยแก้ปัญหาลูกหนี้จากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) นั้น จะมีปัญหาเป็นการรอนสิทธิ

ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของสถาบันการเงินไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องได้รับคำยินยอมจากสถาบันการเงินเสียก่อน ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สองข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของกระทรวงการคลังเองไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) กระทรวงการคลังจะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ

นอกจากนี้ สำหรับการที่กระทรวงการคลังจะใช้โครงการนี้แก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาทนั้น ก็อาจเป็นการกวาดฝุ่นลงใต้พรม (white wash) วิธีถูกต้องคือจะต้องสอบสวนเสียก่อนว่ามีการละเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือการฉ้อฉลอันทำให้เกิดหนี้ด้อยคุณภาพในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหรือไม่ อย่างไร เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงและลงโทษตัดคะแนนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ยกเว้นแม้แต่กรณีสมมุติถ้าหากปัญหาเกิดขึ้นในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เคยดำรงตำแหน่ง อีกทั้งการชดเชยเงินเพื่อแก้ปัญหาในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ภายหลังจากกระทำการสอบสวนจนครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังควรจัดงบประมาณเพิ่มทุนในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐดังกล่าวโดยตรงโปร่งใส เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้รับรู้และช่วยกันเสนอแนะวิธีป้องกันปัญหาในอนาคต จึงขอให้พิจารณาเพื่อแจ้งให้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์แก่รัฐบาลต่อไป

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ หากเป็นหนี้ในรูปของ ธนาคารกับธนาคารจะไม่เป็นปัญหา แต่หากเป็นธนาคารกับหน่วยงานอื่นจะพบปัญหาตามประเด็นข้างต้น ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวกราบเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การพิจารณาของสภาต่อไป

‘ปูติน’ มอบเอกสารลับของสหภาพโซเวียตให้ ‘ทรัมป์’ หวังคลี่คลายปริศนาการลอบสังหาร ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’

(15 ต.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันเปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตอเล็กซานเดอร์ ดาร์ชีเยฟ (Alexander Darchiev) ได้ส่งมอบจดหมายจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเอกสารลับที่เพิ่งถูกเปิดเผย เกี่ยวกับการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อปี 1963 โดยมีการส่งมอบผ่านนางแอนนา พอลินา ลูนา (Anna Paulina Luna) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา

เอกสารดังกล่าวอ้างอิงจากบันทึกลับของสหภาพโซเวียต ซึ่งบางส่วนเคยถูกมอบให้สหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยที่ อนาโตลี มิคอยาน (Anastas Mikoyan) ประธานสภาระดับสูงแห่งโซเวียต ซึ่งเป็นตัวแทนเข้าร่วมพิธีศพของเคนเนดี โดยรัสเซียระบุว่าการเปิดเผยครั้งนี้เป็นไปตามความตกลงของผู้ถือสิทธิ์ในเอกสาร และมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการสืบสวนเพิ่มเติมตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยให้สัญญากับประชาชนอเมริกัน

ด้านนางลูนาได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า เธอได้รับรายงานต้นฉบับจากเอกอัครราชทูตรัสเซียแล้ว และทีมผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งแปลและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะโดยเร็ว โดยระบุว่า “นี่คือเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล”

อดีต ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ลั่นหากเกิดสงครามกับ ‘รัสเซีย’ NATO พร้อมตอบโต้!! ถล่มฐานทัพรัสเซียในพริบตา

(15 ต.ค. 68) อดีตผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ประจำยุโรป พล.อ. เบน ฮอดจ์ส (Ben Hodges) กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า หากเกิดการปะทะโดยตรงระหว่างรัสเซียกับนาโต้ ผลลัพธ์จะไม่เหมือนสงครามรัสเซีย-ยูเครน และนาโต้มีศักยภาพตอบโต้ด้วยกำลังอากาศและหน่วยรบภาคพื้นดินอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ฐานทัพสำคัญของรัสเซีย เช่น คาลินินกราด และเซวาสโทพอล ถูกทำลายภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการปะทะ

ฮอดจ์สย้อนเหตุการณ์ปี 2014 ว่า แม้ยุโรปและชาติพันธมิตรจะสนับสนุนยูเครน แต่หลายประเทศยังพึ่งพาพลังงานรัสเซียมากเกินไปจนไม่ยอมปรับมาตรการ การคว่ำบาตรในช่วงนั้นจึงไม่สามารถหยุดยั้งพฤติกรรมของรัสเซียได้ เขาจึงมองว่าการปะทะหากเกิดกับสมาชิกนาโต้จะต้องได้รับการตอบโต้ที่เด็ดขาดกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้การรุกรานลุกลาม

“ผมคงไม่พูดว่าถ้าพวกเขาโจมตีประเทศสมาชิกนาโต้ สถานการณ์คงจะต่างไปจากยูเครน ไม่เลย ประการแรก มันเป็นภูมิประเทศที่แตกต่าง ภูมิศาสตร์ที่แตกต่าง หากรัสเซียโจมตีโปแลนด์ในปี 2025 ในลักษณะเดียวกับที่โจมตียูเครน รัสเซียคงถูกทำลายโดยกองทัพอากาศนาโต้และกองกำลังภาคพื้นดินของพันธมิตร มั่นใจได้เลยว่าคาลินินกราดจะถูกทำลายภายในไม่กี่ชั่วโมงแรก ภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกคาลินินกราดจะหายไปหมด ฐานทัพรัสเซียทั้งหมดถูกทำลาย รวมถึงฐานทัพรัสเซียในเซวาสโทพอลด้วย” พล.อ. เบน ฮอดจ์ส กล่าว

ลอนดอนสูญรายได้นับพันล้านปอนด์ นักท่องเที่ยวแห่ไปปารีส-มิลานแทน หลังยกเลิก ‘ช้อปปลอดภาษี’

(15 ต.ค. 68) สำนักข่าว The Evening Standard รายงานว่า ลอนดอนกำลังสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายพันล้านปอนด์ หลังรัฐบาลอังกฤษยกเลิกนโยบายคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) ตั้งแต่ปี 2021 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีกำลังซื้อสูงจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาเหนือ หันไปจับจ่ายในเมืองคู่แข่งอย่างปารีส มิลาน และมาดริดแทน ขณะที่ยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในอังกฤษยังกลับมาได้เพียง 75% ของช่วงก่อนโควิด-19 เท่านั้น

ข้อมูลจาก VisitBritain.org ระบุว่า ปี 2024 มีนักท่องเที่ยวไทยกว่า 72,000 คน เดินทางไปอังกฤษ รวมใช้จ่ายกว่า 131.7 ล้านปอนด์ (ราว 6,000 ล้านบาท) โดยเฉลี่ยคนไทยใช้จ่ายกว่า 1,800 ปอนด์ต่อทริป ส่วนใหญ่เป็นของหรูและแฟชั่นในลอนดอน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากยังไม่มีนโยบายคืนภาษี นักท่องเที่ยวพรีเมียมอาจเลือกช้อปที่ปารีสหรือมิลานแทน เพราะคืนภาษีได้เต็มจำนวน

ขณะที่บรรดาผู้ประกอบการกว่า 500 ราย ร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษนำ “ช้อปปลอดภาษี” คืนกลับมา เพราะสูญเสียรายได้และลูกค้ากลุ่มพรีเมียมให้ยุโรป โดยระบุว่าหากฟื้นนโยบายนี้ จะสร้างรายได้เพิ่ม 2 พันล้านปอนด์ และเปิดตลาดใหม่อีก 3.65 พันล้านปอนด์ทั่วประเทศ แต่รัฐบาลยังยืนยันว่า การยกเลิกช่วยประหยัดงบรัฐกว่า 500 ล้านปอนด์ต่อปี

เดเร็ค ฮาร์ทแมน (Derrick Hardman) ประธานสมาคมค้าปลีกนานาชาติเตือนว่า ช่องว่างระหว่างสหราชอาณาจักรกับยุโรปกำลังถ่างกว้างขึ้นเพราะการยกเลิกนโยบายนี้ “การนำ VAT-free shopping กลับมา จะเป็นแรงขับสำคัญต่อเศรษฐกิจ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าทุกภูมิภาคของอังกฤษจะได้รับประโยชน์หากรัฐบาลทบทวนมาตรการดังกล่าว แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่า ราเชล รีฟส์ (Rachel Reeves) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเปลี่ยนใจในงบประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้

สมุทรปราการ-ต่อศักดิ์ อัศวเหม มั่นใจ อบจ.เอาอยู่!! สนับสนุนเครื่องสูบน้ำสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์

เมื่อวานนี้ (14 ต.ค. 68) ที่ผ่านมา นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ พร้อมด้วย ผู้ประกอบการของทางธนาภรณ์ โปรโมชั่น ซ้อแป๋ว และคณะเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ทาง อบจ.สมุทรปราการ ให้การสนับสนุนเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังในเขตพื้นที่การจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ประจำปี 2568

โดยทางด้าน นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า ทาง อบจ.สมุทรปราการ โดยท่าน สุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ ได้ให้ความสำคัญของการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ประจำปี 2568 

นอกจากนี้ ยังมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่มาเที่ยวชมงานจึงได้มีการประชุมวางแผนคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ในการวางแผนรับมือปัญหาน้ำท่วมขังภายในงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ที่คาดว่าจะมีประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยว กว่า  10,000 คน เดินทางมาเที่ยวชมงาน พร้อมทั้งเลือกซื้อสินค้าภายในงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์

ทั้งนี้ ทาง อบจ.สมุทรปราการ ได้ให้การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวนหลายเครื่องตามจุดสำคัญต่างๆ ในเขตพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดมีฝนตกลงมาอย่างหนัก และเพื่อป้องกันให้ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังขึ้นมาได้ 

อย่างไรก็ตาม ทาง อบจ.สมุทรปราการ ต้องการสร้างความมั้นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเที่ยวงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ จึงได้ติดตั้งวางเครื่องสูบน้ำไว้ตามจุดสำคัญต่างๆ อาทิเช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปู เครื่องสูบน้ำ จำนวน 6 เครื่อง แบ่งเป็น รถสูบน้ำส่งระยะไกล เครืองสูบประจำจุด ท้ายซอย 7a และ ท้ายซอย 9a เครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 2 เครื่อง ประจำจุด บริเวณตีนสระพาน ซอย 11c/1 และซอย 12c 

เครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว 2 เครื่อง ประจำจุดท้ายนิคม 2 ตัว ประจำประตูน้ำ แบ่งเป็น รถสูบส่งระยะไกล 1 คัน ประจำประตูน้ำคลองนางหงษ์ (พื้นที่ อบต.คลองด่าน) เครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว 2 ตัว ประจำประตูน้ำคลองบางปิ้ง (พื้นที่เทศบาลนคร) เครื่องสูบน้ำประจำพื้นที่ถนน แบ่งเป็น ประจำถนนสุขุมวิทสายเก่าบริเวณแยกหอนาฬิกา เครื่องขนาด 12 นิ้ว 1 เครื่อง ประจำถนนศรีนครินทร์ บริเวณหน้าปากซอยวัดด่าน เครื่อง ขนาด 12 นิ้ว 1 เครื่อง ประจำถนนศรีนครินทร์บริเวณ 4 แยกศรีเทพารักษ์ ขนาด 12 นิ้ว 1 เครื่อง รวมถึงจุดอื่นๆ ที่สำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวว่าจะไม่มีปัญหาน้ำท่วมขังอย่างแน่นอน
 

‘กลาโหม’ ปัดข้อเรียกร้อง ‘ฮุน เซน’ ให้เปิดด่าน ย้ำจุดยืน! กัมพูชาต้องทำตาม 4 เงื่อนไขก่อน

กระทรวงกลาโหม แถลงจุดยืนชัดเจน ไม่เจรจาเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาตามแรงกดดันของ ‘ฮุน เซน’ จนกว่าฝ่ายกัมพูชาจะปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ข้ออย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด ทภ.2 สั่งเลื่อนประชุม RBC ไม่มีกำหนด เหตุเขมรยังไม่ส่งแผนปฏิบัติการ ขณะที่มองท่าที ‘ทรัมป์’ เสนอตัวเป็นคนกลางเป็นเรื่องดี

(15 ต.ค. 68) มีรายงานว่า พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แถลงถึงกรณีที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานองคมนตรีกัมพูชา กดดันให้ไทยเปิดด่านชายแดนถาวรภายในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในเงื่อนไข 4 ข้อที่เคยเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา และจะไม่มีการเจรจาในประเด็นอื่นจนกว่ากัมพูชาจะดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่น่าพอใจ

สำหรับเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อ ที่ฝ่ายไทยยื่นต่อกัมพูชา ประกอบด้วย
1. การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน
2. การเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน
3. การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
4. การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหาร่วมกัน

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่า จุดยืนของไทยมีความชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ตั้งแต่ระดับรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันในเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อมาโดยตลอด จนถึงหน่วยงานในระดับพื้นที่ ซึ่งต้องการแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชา เช่น แผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดการชุมชนที่รุกล้ำอธิปไตยของไทย แต่จนถึงขณะนี้ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีการเสนอแผนปฏิบัติการใดๆ ที่เป็นรูปธรรม

"กัมพูชาก็ต้องย้อนมองตัวเองว่ามีความพร้อมแค่ไหน ก่อนที่จะออกมาพูดว่าขอเปิดด่าน เพราะขณะนี้ฝ่ายไทยยืนยันเป็นแนวทางเดียวกันหมด ตั้งแต่รัฐบาลไปจนถึงระดับพื้นที่ว่าต้องยึดในเงื่อนไข 4 ข้อ ก่อนที่จะไปคุยเรื่องอื่น" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

จากการที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ส่งแผนปฏิบัติการดังกล่าว ส่งผลให้ล่าสุดกองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งเลื่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ซึ่งมีกำหนดจะประชุมกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชาออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ส่วนข้อสังเกตว่าแรงกดดันของกัมพูชาอาจมีสาเหตุมาจากการสูญเสียรายได้หลังไทยใช้มาตรการปิดด่านนั้น พล.ร.ต.สุรสันต์ระบุว่า แม้จะไม่มีข้อมูลโดยตรง แต่คาดการณ์ได้ว่าเกิดจากผลกระทบด้านการค้าชายแดน ซึ่งมาตรการปิดด่านของไทยถือเป็นความเหมาะสมและเป็นการกดดันตามหลักสากล

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหมยังได้กล่าวถึงท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพ ว่าเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนถึงความห่วงใยของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งไทยมองว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการสร้างความสงบสุขตามแนวชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลถึงการปะทะที่อาจเกิดขึ้น

สมุทรปราการ-ครบรอบ 32 ปี รพ.เปาโล สมุทรปราการ 32 ปี แห่งความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ สู่มาตรฐานการดูแลที่ดีกว่าเดิม

(15 ต.ค. 68) ที่ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคาร 1 โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ จัดงานฉลองครบรอบ 32 ปี ภายใต้แนวคิด “32 Years of Trust” ปีแห่งความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ สู่มาตรฐานการดูแลที่ดีกว่าเดิม ซึ่งสะท้อนถึงการเดินทางตลอดกว่า 3 ทศวรรษในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการรักษาและการบริการด้านสุขภาพ 

เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ และพื้นที่ใกล้เคียง ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายแพทย์อาจ พรวรนันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน 

โดยมี นายอนุพนธ์ เดชวรสุทธิ นายกเทศมนตรีเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมในพิธีครั้งนี้

โดยนายแพทย์อาจ พรวรนันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพด้านบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการไม่เพียงแต่เป็นสถานพยาบาลที่ให้การรักษาโรค แต่ยังเป็นสถานที่ที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยอย่างรอบด้าน ด้วยมาตรฐานการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ควบคู่กับการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด 

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจแก่ผู้ใช้บริการ โดยโรงพยาบาลได้มุ่งพัฒนา “ศูนย์กระดูกและข้อ” (Orthopedic Center) ให้เป็นหนึ่งในศูนย์ความเชี่ยวชาญที่ครบวงจร ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่าและข้อสะโพก ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บ ฟื้นตัวได้เร็ว และเพิ่มคุณภาพชีวิตแก่ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาล ยังเดินหน้าพัฒนาความเชี่ยวชาญเชื่อมโยงบริการสุขภาพสู่ชุมชนเพื่อรองรับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนประกันสังคม รวมถึงคลินิกเครือข่ายและ Project All Network ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด“ใกล้ที่ทำงาน ใกล้บ้าน ใกล้คุณ” การพัฒนาบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทั้งคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีในการรักษา 

ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของเครือโรงพยาบาลพญาไท เปาโล มุ่งมั่นสร้างการเข้าถึงการรักษาในทุกมิติ เชื่อมโยงศักยภาพของ Healthcare Network ที่ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน

ผู้รับบริการจึงสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมสิทธิ์ “เลือก 1 ใช้สิทธิ์ได้ 8 โรงพยาบาล” รวมถึงคลินิกเครือข่ายพญาไท เปาโล กว่า 13 แห่ง เพื่อเชื่อมโยงสุขภาพที่ดีสู่ชุมชนอย่างแท้จริงนอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นายแพทย์อาจ พรวรนันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และ นายแพทย์กษิดิศ ศรีจงใจ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “ก้าวสู่ปีที่ 32 จากความเชื่อมั่น สู่การพัฒนาบริการทางการแพทย์” ถ่ายทอดมุมมองด้านการปรับเปลี่ยนและพัฒนาศักยภาพการบริการ พร้อมทั้งนำเสนอทิศทางของการแพทย์ในอนาคตที่มุ่งเน้นความแม่นยำ ความสะดวก และคุณภาพการรักษาที่เหนือกว่า

ภายในงานมีเวทีเสวนา ร่วมพูดคุย กับนายแพทย์อาจ พรวรนันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพร้อมด้วย นายแพทย์กษิดิศ ศรีจงใจ สาขาศัลยกรรมกระดูก ในหัวข้อ “ก้าวสู่ปีที่ 32 จากความเชื่อมั่น สู่การพัฒนา บริการทางการแพทย์” และกิจกรรมภายในงาน Work Shop ฟื้นฟูกล้ามเนื้ออย่างสมดุล คลายปวด Office Syndrome ด้วย PMS เยี่ยมชม “Paolo Care World” พื้นที่บริการสุขภาพและนวัตกรรมการรักษา นิทรรศการ “32 Years of Trust”ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางกว่า 3 ทศวรรษ แห่งความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในมาตรฐานการดูแลสุขภาพ

(สุรินทร์)แม่ทัพภาค​ 2 มอบเครื่องปั่นไฟฟ้า และมอบสิ่งของบำรุงขวัญทหารชายแดน ขณะที่กัน จอมพลัง ติดตามการสร้างห้องน้ำ และเคลียใจ แม่ทัพภาค​ 2

เมื่อวานนี้ (14 ต.ค. 68) เวลา 11.30 น. พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เยี่ยมพบปะให้กำลังใจทหารที่ปราสาทตาเมือนธม ฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ชี้ว่าทหารทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมกับมอบเครื่องปั่นไฟฟ้า และสิ่งของบำรุงขวัญ พร้อมทั้งแจกตะกรุดหลวงปู่เจียม​ "รุ่นทหารของพระเจ้าอยู่หัว" รวมถึงความปรารถนาดีของผู้บังคับบัญชา พี่น้องประชาชนที่ส่งเป็นกำลังใจมาให้ และกล่าวชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติห้วงที่ผ่านมาได้อย่างดีเยี่ยมด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน และขอให้ทหารทุกนายได้หมั่นฝึกซักซ้อมพัฒนาตนตามแผนอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความพร้อมที่สุด และที่สำคัญต้องไม่ประมาท นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังร่วมรับประทานอาหารกับกำลังพลนายทหาร นายสิบ พลทหารที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งสร้างความอบอุ่นและเป็นกันเอง ตอกย้ำถึงความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอมา 

ขณะที่ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง ได้เดินทางมาที่วัดแห่งหนึ่งที่ อำเภอพนมดงรัก เพื่อเข้าไปมอบของให้แก่ทหาร พร้อมกับได้ขึ้นมาที่ปราสาทตาเมือนธม​ เพื่อมาดูบังเกอร์และห้องน้ำที่สร้างไว้ จึงได้พบกับ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 โดยบังเอิญ โดยทั้ง​ 2​ ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกันพร้อมกับพูดคุยเคลียใจกัน พร้อมทั้งรับมอบตะกรุดหลวงปู่เจียมรุ่นทหารของพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (กัน​ จอมพลัง) ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับประเด็นนักสิทธิ์ออกมาคัดค้านการเปิดเครื่องเสียง ว่า  

ตั้งแต่วันนี้ทางเราจะหยุดจะไม่เอารถแห่ไปเปิดเพลง ส่วนตัวเองรู้สึกรำคาญ เลียนความโลกสวย เพราะไม่ใช่แต่ไทยที่ทำ ทางกัมพูชาเองก็เคยเอาเครื่องเสียงมาเปิด แต่ไม่มีนักสิทธิ์คนไหนออกมาพูดหรือเรียกร้องให้กับคนไทยบ้างเลย หรือแม้กระทั่งเด็ก 8 ขวบที่เสียชีวิตลงที่กัมพูชายิงระเบิดลงบ้านก็ไม่มีนักสิทธิ์คนไหนออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประเทศไทย แต่ถ้าประชาชนยังต้องการและเรียกร้องให้ตนกลับมานำเครื่องเสียงมาเปิดอีกตนก็จะทำตามเสียงของประชาชน ย้ำว่าถ้าประชาชนเรียกร้องนะ ส่วนวันนี้ที่ได้พบกับท่านแม่ทัพภาคที่ 2 นั้น ก็เป็นการดีถือว่าเป็นการพูดคุยกันครั้งแรกมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยกัน และรับรู้ถึงความรู้สึกของท่านแม่ทัพภาคที่ 2​ ว่ามีความจริงใจ และพร้อมจะร่วมงานเดินหน้าไปด้วยกัน

‘กัน จอมพลัง’ ไม่เข้าใจตรรกะ ‘อังคณา’เบรกเปิดซาวด์ผี บอกไทยใช้ F-16 บอมบ์เขมรตายเป็นเบือ

(15 ต.ค. 68) 'กัน จอมพลัง' โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความสงสัยหลัง อังคณา นีละไพจิตร สว. และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การใช้ F-16 ของไทยโจมตีกัมพูชาก็ทำให้กัมพูชาได้รับความสูญเสียไม่น้อย โดย กัน จอมพลัง ชี้ชัด เป้าหมายทางทหารกับพลเรือนเทียบกันไม่ได้ พร้อมย้ำว่ากัมพูชาบึ้มใส่บ้านเรือนประชาชนก่อน แต่ไทยโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

ด้าน อังคณา นีละไพจิตร ชี้แจงว่า คำพูดของตนคือข้อเท็จจริง และยืนยันว่าไทยถูกโจมตีก่อน จึงส่งกองกำลังตอบโต้ในพื้นที่สู้รบ เป็นปฏิบัติการทางทหาร ตนไม่ได้เข้าข้างกัมพูชา พร้อมวิจารณ์พฤติกรรมเปิดเสียงยั่วยุชายแดนของอินฟลูเอนเซอร์ไทยบางกลุ่มที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศ

นอกจากนี้ อังคณาเน้นย้ำถึงความจำเป็นของสังคมไทยในการมีสติและมองภาพรวมอย่างรอบด้าน ไม่สร้างความเกลียดชังระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะประชาชนทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันและต้องกลับมาทำมาค้าขายร่วมกันในอนาคต การสร้างกระแสเกลียดชังจะเป็นความเสียหายต่อทั้งสองฝ่าย

สุดท้าย อังคณาเผยว่ากรณีการใช้เครื่องขยายเสียงดังจนเกิดความวุ่นวาย สามารถนำไปร้องต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ หากมีหลักฐานทำให้ประชาชนเดือดร้อน พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทยตั้งสติและยึดหลักกติกาสากลเป็นแบบอย่างในการแก้ปัญหา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top