Friday, 5 June 2026
ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

Brownie Mary ผู้ริเริ่มและรณรงค์ให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เป็นเรื่องถูกกฎหมาย

จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการปลูกและการบริโภคกัญชา แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 การครอบครองกัญชาถือเป็นอาชญากรรมในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา (และประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่) เพราะ “กัญชา” ถูกจัดให้เป็นยาเสพติด แต่เมื่อ Mary Jane Rathbun ผู้ใช้กัญชามาตั้งแต่ปี 1974 ในวัย 52 ปี เพื่อบำบัดอาการเศร้าโศกจากการสูญเสีย Peggy อายุ 22 ปี ลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในปี 1974 ขณะอายุเพียง 22 ปี

เธอถูกจับกุมเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 57 ปี ตำรวจพบกัญชาจำนวน 18 ปอนด์ในอพาร์ตเมนต์ของเธอ และพวกเขาพบขนมบราวนี่ใส่กัญชาจำนวน 54 โหลวางพักไว้ให้เย็นอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวของเธอ ซึ่งเธอยิ้มและพูดว่า “ฉันคิดว่า สักวันพวกคุณจะมา” ในช่วงเวลานี้เองที่สื่อเริ่มเรียกเธอว่า " Brownie Mary" เธอสารภาพผิดในข้อหาครอบครองยาเสพติด 9 กระทง และได้รับโทษรอลงอาญา 3 ปี ผู้พิพากษายังตัดสินให้เธอทำงานบริการชุมชน 500 ชั่วโมง โดยผู้พิพากษาเชื่อคำตัดสินว่าเป็นการลงโทษเธอ แต่คำพิพากษานี้กลับริเริ่มบางสิ่งบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาไปอย่างสิ้นเชิง

เธอเริ่มทำงานกับ Shanti Project ซึ่งเป็นกลุ่มช่วยเหลือสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS เธอทำงานครบ 500 ชั่วโมงในเวลาเพียง 60 วัน โดยเป็นอาสาสมัครในโครงการชานติ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากโรคที่คนส่วนใหญ่ในประเทศปฏิเสธที่จะมองเห็น (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1981 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ CDC ใช้คำว่า "เอดส์" เป็นครั้งแรก) แม้ว่าจะไม่ต้องทำกิจกรรมบริการชุมชนอีกต่อไปแล้ว เธอก็ยังคงทำงานให้กับโรงทานเซนต์มาร์ติน เดอ ปอร์ส จนถึงปี 1982 

ลูกค้า Brownie ของเธอส่วนใหญ่เป็นชายรักร่วมเพศ เมื่อพวกเขาเริ่มป่วยด้วยโรคเอดส์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เธอสังเกตเห็นว่ากัญชาช่วยบรรเทาความผอมแห้งของพวกเขาได้ และเธอยังพบว่าสิ่งนี้เป็นจริงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วย ผู้คนเริ่มบริจาคกัญชาให้กับเธอ และเธอได้อบ Brownie วันละหลายร้อยชิ้น และแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยไม่คิดเงิน เธอใช้เงินบำนาญประกันสังคมรายเดือน 650 ดอลลาร์ ช่วยให้เธอซื้ออุปกรณ์ทำขนมได้

จากการที่สำนักข่าว Associated Press, United Press International, Reuters และ CNN ได้เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับการจับกุมเธอไปทั่วโลก และทำให้การรณรงค์ของเธอเพื่อการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภาพลักษณ์ที่ดูใจดีของเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเพื่อกัญชาทางการแพทย์ในอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งได้รับความสนับสนุนและความเห็นใจจากผู้คนให้การสนับสนุน Proposition P และ California Proposition 215 ได้รับแรงผลักดันมากขึ้นเมื่อการจับกุมของเธอถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ 

ในปี 1992 Mary และคดีความของเธอ กลายเป็น "สาเหตุสำคัญสำหรับผู้ที่ต่อสู้เพื่อทำให้กัญชาถูกกฎหมายสำหรับการใช้ทางการแพทย์...วีรสตรีสำหรับผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง" ความพยายามของเธอในการดำเนินการโดยตรงในประเด็นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการสนับสนุนทางการเลือกตั้งสำหรับกัญชาทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา "ในปี 1996 มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ผ่อนปรนกฎหมายเกี่ยวกับการใช้กัญชา การเปลี่ยนแปลงนี้อนุญาตให้แพทย์ในรัฐสามารถสั่งจ่ายยาได้หากเขาเชื่อว่ายาจะช่วยลดความเจ็บปวดของผู้ป่วย การผ่อนคลายทัศนคติของประชาชนต่อการใช้กัญชาส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก Mary Jane Rathbun"

STANAGs (มาตรฐาน NATO) ระบบที่ทำให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้

ก่อนหน้าการก่อตั้ง “องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( NATO )” ในปี 1949 ประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรปและอเมริกาต่างก็มีระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แตกต่างกันไป ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะกองทัพสหรัฐฯ มีกระสุนปืนเล็กใช้งานถึง 3 ขนาด ได้แก่ (1) .30-06 สำหรับปืนเล็กยาวแบบ M1 Garand อันเป็นปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพบกและกองกำลังนาวิกโยธิน (2) .30 สำหรับปืนเล็กสั้นแบบ M1 Carbine ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร และหน่วยพลร่ม (3) .45ACP สำหรับปืนกลมือแบบ Thompson และ M3 ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร หน่วยรบที่มีการสู้รบในระยะประชิด และหน่วยพลร่ม และปืนพกประจำกายหลักคือ ปืนพกแบบ M1911A1 ดังนั้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีในเวลาต่อมา กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องมีกระสุน 3 แบบนี้ในการส่งกำลังบำรุงเพื่อสนับสนุนการรบ ในขณะที่พันธมิตรสำคัญอย่างอังกฤษใช้กระสุนขนาด .303 British สำหรับปืนเล็กยาวหลักประจำกายแบบ Lee Enfield กระสุนขนาด 9 ม.ม. สำหรับปืนกลมือ STEN และกระสุนขนาด .38SPL สำหรับปืนพกประจำกาย

แน่นอนที่สุด เมื่อระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มีความแตกต่างกันทำให้กองทัพสัมพันธมิตรจึงมีปัญหาในการส่งกำลังบำรุง โดยเฉพาะ “กระสุน” ซึ่งเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรบ เมื่อองค์การ NATO กำเนิดเกิดขึ้นได้มีการหยิบยกเอาเรื่องของมาตรฐานระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มาพูดคุยกันจนกระทั่งในราวปี 1957 จึงมีการยอมรับให้กระสุนขนาด 7.62x51 ม.ม. (7.62 NATO) เป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO แต่ด้วยปัญหาเรื่องน้ำหนักของตัวปืนและกระสุนทำให้พกพากระสุนไปได้น้อย กอปรกับปัญหาเรื่องแรงสะท้อนถอยหลังสูง โดยเฉพาะเมื่อทำการยิงแบบอัตโนมัติแทบจะไม่สามารถควบคุมปืนได้ จึงมีการพัฒนากระสุนแบบ 5.56x45 ม.ม. (5.56 NATO) มาแทนที่จนปัจจุบันกลายเป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO มาจนทุกวันนี้

เพื่อให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกันได้ องค์การ NATO จึงมีการจัดทำข้อตกลงมาตรฐาน (Standardization Agreements: STANAGs) เพื่อเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกของ NATIO เป็นการทำให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามขั้นตอน มาตรฐานอุปกรณ์ และระเบียบปฏิบัติการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เกิดความร่วมมือที่สะดวก ราบรื่น ในระหว่างภารกิจและการปฏิบัติการร่วมกัน โดย STANAGs เป็นเอกสารของ NATO ที่กำหนดมาตรฐานสำหรับการปฏิบัติการทางทหารและทางเทคนิค เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การสื่อสาร การขนส่ง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และขั้นตอนการฝึกอบรม การปฏิบัติตาม STANAGs ช่วยให้ประเทศสมาชิก NATO สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ทำให้มั่นใจได้ถึงความพร้อมและความเป็นเอกภาพในการป้องกันร่วมกัน

STANAGs มีวัตถุประสงค์หลักคือ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้กองกำลัง NATO สามารถทำงานร่วมกันได้โดยปราศจากอุปสรรคสำคัญ ประโยชน์หลัก ๆ ได้แก่:
-    ความสามารถในการทำงานร่วมกัน:การรับรองว่าอุปกรณ์ ยุทธวิธี และโปรโตคอลการสื่อสารสามารถใช้งานร่วมกันได้ระหว่างประเทศต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยให้กองกำลัง NATO สามารถประสานงานได้อย่างราบรื่นในระหว่างปฏิบัติการข้ามชาติ เช่น ภารกิจรักษาสันติภาพหรือการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานช่วยให้กองกำลังสามารถแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและตอบสนองต่อสถานการณ์ในสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความล่าช้าหรือความเข้าใจผิด
-    ประสิทธิภาพด้านต้นทุน: ลดความซ้ำซ้อนในการวิจัย พัฒนา และจัดซื้อจัดจ้าง โดยการใช้แบบแผนและวิธีการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อประเทศสมาชิกใช้ข้อกำหนดเดียวกันสำหรับอุปกรณ์หรือปฏิบัติตามโปรแกรมการฝึกอบรมที่คล้ายคลึงกัน จะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น การออกแบบกระสุนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจะช่วยลดความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ในการจัดหาให้กับกองกำลังพันธมิตรที่หลากหลาย
-    เพิ่มประสิทธิภาพภารกิจ: ปรับปรุงการปฏิบัติการร่วมกันให้คล่องตัวยิ่งขึ้นโดยการสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้กองกำลังที่เข้าร่วมทั้งหมดมีกลยุทธ์ ยุทธวิธี และเป้าหมายที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในภารกิจมากขึ้น ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการปฏิบัติงานร่วมกันในระหว่างการบรรเทาภัยพิบัติสามารถเร่งการส่งมอบความช่วยเหลือและลดอุปสรรคในการประสานงานได้
-    พันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น: การสร้างความไว้วางใจและความเป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิกผ่านแนวปฏิบัติและเป้าหมายร่วมกัน การทำงานภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกันทำให้สมาชิก NATO แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงร่วมกัน ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทหารที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความเป็นเอกภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยับยั้งศัตรูที่อาจเกิดขึ้นและตอบสนองต่อภัยคุกคามร่วมกัน
 

เมื่อ...จักรวรรดินิยมอเมริกันคืนชีพ!!!!!

ในยุคสงครามเย็นฟากฝ่ายคอมมิวนิสต์มีการใช้คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกัน (American imperialism) ในการประณาม-ต่อต้านการทำสงครามของสหรัฐอเมริกาอย่างแพร่หลาย โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นผู้นำโลกเสรีได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นไปเพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่สำคัญ ตลอดการเผชิญหน้ากันในยุคสงครามเย็นมีสงครามเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วค่ายมากมายหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามเกาหลี สงครามอินโดจีน (เวียตนาม ลาว และเขมร) และสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ อีกมากมายหลายครั้ง โดยที่ยังไม่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามใหญ่เช่นสงครามโลกทั้งสองครั้งในอดีต

อันที่จริงแล้ว จักรวรรดินิยมอเมริกันไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคสงครามเย็นแต่อย่างใดแต่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วจากนโยบายการทหาร เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม จักรวรรดินิยมอเมริกันเป็นการใช้อำนาจ หรือการควบคุมโดยสหรัฐอเมริกาภายนอกพรมแดนของตน สหรัฐอเมริกาขยายดินแดนในตอนแรกผ่านการชนะสงคราม ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นการควบคุม/มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นโดยไม่ต้องชนะสงครามด้วยการใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น สร้างพันธมิตร ความช่วยเหลือการทูตทางเรือ การทำสนธิสัญญาการค้า การสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านบริษัทเอกชน และอิทธิพลทางวัฒนธรรม ซึ่งสหรัฐได้แผ่ขยายอำนาจ ก่อตั้งและ ควบคุมรัฐบริวาร คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกันถูกใช้ครั้งแรกในสมัย James Knox Polk อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 11 เมื่อสหรัฐเข้าสู่สงครามเม็กซิโก–อเมริกา ในปี 1846 มีการผนวกแคลิฟอร์เนียและดินแดนตะวันตกตาม สนธิสัญญา Guadalupe Hidalgo และ Gadsden purchase

ต่อมาในปี 1898 เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับสเปนขึ้น หลังจากที่มีชัยชนะเหนือสปนจึงส่งผลให้สหรัฐอเมริกาได้อำนาจอธิปไตยเหนือ เปอร์โตริโก กวม และฟิลิปปินส์ และตั้งคิวบาเป็นรัฐในอารักขาโดยเข้าไปแทรกแซงในสงครามประกาศอิสรภาพของคิวบาและการปฏิวัติฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อมานำไปสู่สงครามฟิลิปปินส์-อเมริกา สงครามสหรัฐฯ-สปนทำให้อำนาจการปกครองเกือบสี่ศตวรรษของสเปนในทวีปอเมริกา เอเชีย และแปซิฟิกสิ้นสุดลง ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงราชอาณาจักรฮาวายจนล่มสลายจนกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และต่อมาได้กลายเป็นรัฐที่ 50 ของสหรัฐฯ ในปี 1959 ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาไม่เพียงแต่กลายเป็นมหาอำนาจโลกเท่านั้น แต่ยังได้ครอบครองเกาะต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย  และสหรัฐฯ ได้กลายเป็นจักรวรรดิโดยสมบูรณ์ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ระบุตนเองและดินแดนที่ตนครอบครองว่าเป็นจักรวรรดิก็ตาม

การแทรกแซงทางการทหารของสหรัฐฯ แม้จะมีความไม่สอดคล้องกับค่านิยมของชาวอเมริกันในด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนที่ดำเนินการเข้าแทรกแซงทางการทหารต่อประเทศหรือดินแดนอื่น ๆ อาทิ William McKinley, Woodrow Wilson, Theodore Roosevelt และ William Howard Taft โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกา เช่น การค้าและการจัดการหนี้สิน การป้องกันการแทรกแซงของยุโรป (ไม่ว่าจะเป็นอาณานิคมหรืออย่างอื่น) ในซีกโลกตะวันตก และเพื่อประโยชน์ในการรักษา "ความสงบเรียบร้อย" ในระหว่างปี 1912-1920 Woodrow Wilson ประธานาธิบดีคนที่ 28 ได้ปฏิบัติการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศถึง 7 ครั้ง ได้แก่ นิการากัว โดมินิกัน เฮติ คิวบา ปานามา เม็กซิโก และฮอนดูรัส ซึ่งมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ 

สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาเริ่มวางแผนสำหรับโลกหลังสงครามตั้งแต่เริ่มสงคราม วิสัยทัศน์นี้มีต้นกำเนิดมาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) องค์กรทางเศรษฐกิจที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น กลุ่มศึกษาเรื่องสงครามและสันติภาพของ CFR มีข้อเสนอให้แก่กระทรวงการต่างประเทศในปี 1939 โดยมองว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็น "โอกาสอันยิ่งใหญ่" สำหรับสหรัฐฯ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น "มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก" จึงเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำในฐานะ “ผู้นำโลกเสรี” และ “ตำรวจโลก” ในช่วงสมัยสงครามเย็น การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตทำให้สหรัฐฯ ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกโดยไม่มีคู่แข่งมายาวนานหลายสิบปี จนกระทั่งยุค 2000 เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศจนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกทัดเทียมสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป

เปิดตำนาน ‘เหมาโหลถูกกว่า’ Frank & Lillian Gilbreth คู่รักวิศวกร ผู้บุกเบิกศาสตร์การจัดการ กับการค้นหา "วิธีที่ดีที่สุด" ศาสตร์แห่งการทำงานและใช้ชีวิต

Frank และ Lillian Gilbreth สามี-ภรรยา ต้นตำรับครอบครัวเหมาโหลถูกกว่า
ผู้บุกเบิกทฤษฎีการจัดการเวลา


นักอ่าน ผู้นิยมหนังสือแปล หากเป็นแฟนติดตามหนังสือแปลของหนึ่งในนักแปลผู้โด่งดังของบ้านเราคือ   เนื่องน้อย ศรัทธา (บุญเนื่อง เทพปรีชา) มักจะไม่พลาดหนังสือแปลเล่มนี้ “เหมาโหลถูกว่า (Cheaper by The Dozen)” อันเป็นผลงานของสองพี่น้องนักเขียนอเมริกันคือ Frank Bunker Gilbreth Jr. และ Ernestine Gilbreth Carey ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1948 

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวของ Frank Bunker Gilbreth และ Lillian Moller Gilbreth ผู้มีลูกชายและลูกสาวมากถึง 12 คน สามี-ภรรยาคู่นี้ต่างเป็นวิศวกรอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพ ซึ่งมีส่วนร่วมในการศึกษาด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรมในสาขาต่าง ๆ เช่น การศึกษาการเคลื่อนไหวและปัจจัยมนุษย์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีการจัดการเวลา รวมถึงการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific management) ในยุคแรก ๆ หนังสือเล่มนี้นอกจากจะเป็นเรื่องราวบอกเล่าถึงครอบครัวอเมริกันที่มีลูก ๆ ถึง 12 คนแล้ว ยังมีเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ในยุคแรกเริ่มของวิศกรรมอุตสาหการ ตลอดจนการวิทยาการแห่งการจัดการเวลา ฯลฯ 

Frank มีผลงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการ "ศึกษาการเคลื่อนไหว" ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1885 หลังจากได้พบกับ Frederick Winslow Taylor ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์” ในปี 1906 คู่สามี-ภรรยาจึงได้ทุ่มเทความพยายามในการนำการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ทำการศึกษาการเคลื่อนไหวโดยใช้กล้องสต็อปโมชั่น รวมถึงเป็นผู้พัฒนาวิชาชีพจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กรอีกด้วย

บิดาของ Frank เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้ 3 ขวบ เขาเข้าสอบเข้าสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์แต่ด้วยต้องการให้แม่ของเขาไม่ต้องลำบาก ในปี 1855 ด้วยวัย 17 ปี เขาจึงตัดสินใจไปทำงานบริษัทก่อสร้างแทนที่จะไปเรียนต่อ โดยเริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยช่างก่ออิฐ ขณะที่เรียนรู้การก่ออิฐเขาได้สังเกตเห็นความแตกต่างมากมายในวิธีการและประสิทธิภาพของช่างก่ออิฐ อันเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจของเขาในการค้นหา "วิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว" ในการทำงานใด ๆ เขาเรียนรู้ทุกส่วนของงานก่อสร้าง การรับเหมาก่อสร้าง และก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เขายังเรียนเขียนแบบเครื่องกลภาคค่ำ หลังจากทำงาน 5 ปีก็ได้เลื่อนเป็นหัวหน้างาน 

จากการสังเกตการทำงานของคนงานก่ออิฐ เขาได้พัฒนาโครงนั่งร้าน หลายระดับ ที่ทำให้อิฐอยู่ในระยะที่คนก่ออิฐเอื้อมถึงได้ง่าย และเริ่มจดสิทธิบัตรนวัตกรรมของเขาด้วย "โครงนั่งร้านแนวตั้ง" จากนั้นจึงพัฒนาและจดสิทธิบัตร "ห้องใต้ดินกันน้ำของ Gilbreth" เขายังคิดค้นนวัตกรรมในการก่อสร้างคอนกรีต อีกด้วย หลังจากทำงานสิบปี เมื่ออายุ 27 ปี เขาได้ลาออกเพื่อไปตั้งบริษัทของตัวเอง หลังจากบริษัทก่อสร้างของเขาปิดตัวลงราวปี 1912 เขาได้เปลี่ยนสายอาชีพไปเป็นวิศวกรด้านประสิทธิภาพและการจัดการ ต่อมาเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัย Purdue

Frank ค้นพบความถนัดของตนเองในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มน้อยคนงานก่อสร้าง เมื่อเขาได้พยายามหาวิธีทำให้การก่ออิฐเร็วขึ้นและง่ายขึ้น ในช่วงหลังของอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ความร่วมมือนี้ได้พัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกับ Lillian ภรรยาของเขา ทั้งคู่ศึกษาพฤติกรรมการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิตและพนักงานธุรการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อหาวิธีเพิ่มผลผลิต และทำให้งานของพนักงานเหล่านั้นง่ายขึ้น สองสามี-ภรรยาได้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการชื่อ Frank B. Gilbreth, Inc. (เปลี่ยนชื่อเป็น Gilbreth, Inc. หลังจากการเสียชีวิตของ Frank) นอกจากนี้ Frank ยังเป็นผู้สนับสนุนสัญญาแบบ "ต้นทุนบวกค่าคงที่" ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอย่างแข็งขัน ซึ่งเขาได้อธิบายวิธีการนี้ในบทความในนิตยสาร Industrial Magazine ในปี 1907 โดยเปรียบเทียบกับวิธีการกำหนดราคาคงที่และราคาสูงสุดที่รับประกัน 

หลังจากที่ Frank เสียชีวิตในปี 1924 ภรรยาของเขา Lillian ผู้เป็นนักจิตวิทยาอุตสาหกรรม ยังคงบริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการต่อ และควบคู่ไปกับทำการวิจัย เขียน และสอน นอกเหนือจากการให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจและผู้ผลิต เธอยังมีส่วนร่วมในองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เช่นสมาคมวิศวกรเครื่องกลแห่งอเมริกา เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากผลงานของเธอในฐานะวิศวกรอุตสาหกรรมและผู้บุกเบิกในสาขาทฤษฎีการจัดการ โดย Lillian ได้รับฉายาว่าเป็น "สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการวิศวกรรมของอเมริกา" เธอได้นำการฝึกอบรมด้านจิตวิทยามาใช้ในการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว และแสดงให้เห็นว่า บริษัทและอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถปรับปรุงเทคนิคการจัดการ ประสิทธิภาพ และผลผลิตได้อย่างไร การวิจัยและการเขียนอย่างกว้างขวางของ Lillian ทั้งในส่วนของตัวเธอเองและร่วมกับสามีของเธอเน้นย้ำถึง "องค์ประกอบของมนุษย์ในการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์" 

ความเชี่ยวชาญและการมีส่วนร่วมที่สำคัญของ Lillian ในสาขาการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์คือ การบูรณาการกระบวนการทางจิตวิทยาและจิตใจเข้ากับการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว เธอยังช่วยทำให้การศึกษาประเภทนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ Lillian ยังเป็นหนึ่งในบุคคลแรก ๆ ที่จัดตั้งหลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหกรรมในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรม หนังสือของ Lillian เรื่อง The Psychology of Management (1914) เป็นผลงานชิ้นสำคัญในช่วงต้นในประวัติศาสตร์ความคิดทางวิศวกรรมและเป็นเล่มแรกที่ผสมผสานจิตวิทยากับองค์ประกอบของทฤษฎีการจัดการ Lillian มีบทบาทต่อสังคมอเมริกันในยุคนั้นมากมาย โดยเฉพาะบทบาทของสตรีในวงการวิศวกรรมอุตสาหการ 

ในปี 1950 Lillian เป็นสตรีคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Purdue สองปีหลังจากที่เธอเกษียณจากมหาวิทยาลัย ปี 1962 อาคารวิศวกรรมอุตสาหกรรมที่มหาวิทยาลัยโรดไอส์แลนด์ ซึ่งสร้างเสร็จในปีก่อนหน้านั้น ได้รับการอุทิศให้กับ Lillian และ Frank Gilbreth สามีของเธอเพื่อเป็นการยกย่องผลงานบุกเบิกด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรมของพวกเขารางวัลด้านวิศวกรรมหลายรางวัลได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Lillian สถาบันวิศวกรรมแห่งชาติได้จัดการบรรยาย Lillian M. Gilbreth ในปี 2001 เพื่อยกย่องวิศวกรชาวอเมริกันรุ่นใหม่ที่โดดเด่น รางวัลเกียรติยศสูงสุดที่มอบโดยสถาบันวิศวกรอุตสาหกรรมคือรางวัล Frank and Lillian Gilbreth Industrial Engineering Award สำหรับ "ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองด้วยการมีส่วนร่วมต่อสวัสดิภาพของมนุษยชาติในสาขาวิศวกรรมอุตสาหกรรม" รางวัลศาสตราจารย์ดีเด่น Lillian M. Gilbreth ที่มหาวิทยาลัย Purdue มอบให้แก่สมาชิกของภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหกรรม สมาคมวิศวกรสตรีมอบทุนการศึกษาอนุสรณ์ Lillian Moller Gilbreth ให้แก่นักศึกษาวิศวกรรมหญิง ปี 2018 วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue ได้จัดตั้งโครงการทุนวิจัยหลังปริญญาเอก Lillian Gilbreth อันทรงเกียรติ เพื่อดึงดูดและเตรียมความพร้อมบุคคลที่มีความโดดเด่นซึ่งเพิ่งได้รับปริญญาเอก เพื่อประกอบอาชีพในแวดวงวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผ่านการวิจัยแบบสหวิทยาการ การฝึกอบรม และการพัฒนาวิชาชีพ

Lillian เสียชีวิตหลัง Frank เกือบห้าสิบปีต่อมาในปี 1972 โดยแหล่งเก็บเอกสารสำคัญของ Lillian และ Frank อยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย Purdue ในส่วนของ Lilian เองมีอยู่ที่ศูนย์จดหมายเหตุของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อเมริกันแห่งชาติสมิธโซเนียนในวอชิงตัน ดี.ซี. และ หอจดหมายเหตุและเอกสารพิเศษ ในเวสต์ลาฟาแยต รัฐอินเดียนา ลูก ๆ ของสามี-ภรรยาคู่นี้สองคนยังได้แสดงความระลึกถึงมารดาของพวกเขาในหนังสือเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของพวกเขาด้วย ได้แก่ หนังสือขายดีชื่อ Cheaper by the Dozen (1948) ซึ่งเขียนโดย Frank Bunker Gilbreth Jr. และ Ernestine Gilbreth Carey ลูกชายและลูกสาวของพวกเขา ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1950 หนังสือภาคต่อชื่อ Belles on Their Toes (1950) ก็ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ภาคต่อในปี 1952 เช่นกัน Frank Bunker Gilbreth Jr. ยังได้แสดงความระลึกถึงมารดาของเขาในหนังสือ Time Out for Happiness (1972) อีกด้วย

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

👉ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล

อธิปไตยทางเทคโนโลยี!! ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “โดรนไทยทำเอง" ตกแต่ได้ใจ ชวน Startup ไทยปักธงสนาม Defense Tech ชูความสำเร็จโดรนลาดตระเวน DP-20 ฝีมือคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณ

ภูมิบุตร มาเลเซีย นโยบายกีดกันคนเชื้อชาติอื่นเพื่อคนมาเลย์ พลเมืองชั้นหนึ่งคือคนเชื้อชาติมาเลย์ ส่วนคนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง ความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบายที่นำไปสู่วิกฤตสมองไหล


ช่วงที่มาลายู (มาเลเซียปัจจุบัน) ยังเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่กับคนจีนที่อพยพมาเข้ามากับอังกฤษ โดยประกอบธุรกิจ เหมืองแร่, ค้าขาย, ธนาคาร ฯ ในขณะที่ชาวมลายู ซึ่งเป็นประชากรดั้งเดิมประกอบอาชีพ ทำนา, ทำประมง หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ พรรคอำโน (UMNO) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้นำนโยบายภูมิปุตราที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูมุสลิม (ภูมิบุตร) เหนือชนกลุ่มน้อย (จีน, อินเดีย) มาใช้ โดย
• มีการสงวนที่ดินหนึ่งส่วนไว้สำหรับชาวมลายู
• สงวนตำแหน่งราชการบางตำแหน่งให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น
• จำกัดโควตาการออกใบอนุญาตและใบทะเบียน ในส่วนที่เกี่ยวกับถนนและคมนาคมให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น\
• จำกัดโควตาการให้ทุนช่วยเหลือการศึกษาให้แก่ชาวลายูเท่านั้น
• ให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
• ให้ภาษามลายูเป็นภาษาประจำชาติ

ภูมิปุตรา หมายถึงประชากรต้นกำเนิดของมาเลเซีย ได้แก่ มาเลย์อุรังอัสลี และกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ของรัฐซาบาห์และซาราวัก ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของมาเลเซีย มาตรา 153 คำนี้มาจากคำว่า "บุมิ" (แผ่นดิน) และ "ปุเตรา" (บุตร) ซึ่งหมายถึงบุตรแห่งแผ่นดิน และหมายถึงสิทธิพิเศษของพวกเขา ทำให้ ภูมิบุตร จึงเป็นระเบิดเวลาที่รอการระเบิดของสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยปัญหาหลักดังกล่าวเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางเชื้อชาติและเศรษฐกิจที่เกิดจาก นโยบายภูมิบุตร ที่ ส่งผลให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดียมีความรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสอง จนทำให้เกิดปัญหามากมาย อันได้แก่

1. ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ: ชาวมลายู (ภูมิบุตร) ได้รับสิทธิพิเศษในด้านการศึกษา การทำงาน และธุรกิจ ทำให้ชนกลุ่มน้อยรู้สึกเสียเปรียบและถูกกีดกัน
2. ปัญหาพลเมืองชั้นสอง: ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับชาวมลายู
3. สมองไหล (Brain Drain): ผู้มีความสามารถเชื้อสายจีนและอินเดียจำนวนมากเลือกที่จะย้ายไปทำงานและตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ เพราะมองไม่เห็นอนาคตในมาเลเซีย
4. ความตึงเครียดทางสังคม: ความไม่พอใจสะสมนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ โดยเฉพาะเหตุการณ์จลาจลปี 1969 ที่มีชนวนมาจากความรู้สึกขัดแย้งนี้
5. การเมืองแบ่งแยก: นโยบายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้การสร้างชาติที่เข้มแข็งเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะเน้นการแบ่งแยกมากกว่าการรวมเป็นหนึ่ง

ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เป็นชาวจีนเชื้อสายฮั่นซึ่งอาศัยหรือเกิดในประเทศมาเลเซีย คนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานเชื้อสายจีนซึ่งอพยพเข้ามาในมาเลเซียเมื่อช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจมาเลเซียเป็นอย่างมาก ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศไทย และรองจากกลุ่มชาวมาเลย์ในประเทศมาเลเซีย มากถึงกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนมากพูดภาษาจีนสำเนียงต่างๆ อาทิ ภาษาจีนหมิ่น ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาจีนแคะ และภาษาจีนแต้จิ๋ว ประชากรจีนมาเลเซียเชื้อสายจีนส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเป็นกลุ่มมีชื่อเสียงในด้านเศรษฐกิจและสังคม ครอบครองกิจการธุรกิจและการพาณิชย์ในประเทศ แต่ในปี 2010 มีรายงานจาก World Bank ว่ามีชาวมาเลเซียอพยพออกนอกประเทศจำนวนเกือบล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อชาติจีน โดยเหตุผลหลักในการอพยพของชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนคือ หาสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่า ทั้งความรู้สึกไม่เท่าเทียมในสังคมมาเลเซีย

เดิมนั้นชาวมลายูและชนพื้นเมืองดั้งเดิมถือว่าพวกเขาเป็นเจ้าของประเทศมาตั้งแต่เดิม  เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองมาลายา  ได้นำเข้าแรงงานชาวจีนจากประเทศจีนและชาวอินเดียจากบรรดาประเทศในชมพูทวีป  เมื่อมาลายาจะได้รับเอกราชนั้น  จึงมีความเห็นชอบของบรรดาผู้นำเชื้อชาติต่างๆ ทั้งชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดียต่อหลักการสัญญาประชาคม หรือ Social Contract  โดยชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ต้องยอมรับให้ชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองสามารถเป็นผู้มีสัญชาติมาลายาได้  ในทางกลับกันชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองก็ต้องยอมรับถึงการมีสิทธิพิเศษ และการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ของชาวมลายู และเมื่อมีการจัดตั้งประเทศมาเลเซียขึ้นมา หลักการ Social Contract จึงครอบคลุมถึงรัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัคด้วย เป็นการตกลงของบรรดาผู้นำทางการเมืองโดยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยได้กำหนดไว้ในมาตรา 14-18 เกี่ยวกับการให้สัญชาติมาเลเซียแก่บุคคลที่ไม่ใช่ชาวมลายู กับมาตรา 153 ที่ได้กำหนดถึงอำนาจหน้าที่ของพระราชาธิบดีในการปกป้องผลประโยชน์ชาวมลายูและภูมิบุตร จึงเป็นการให้อำนาจต่อพระราชาธิบดีในการปกป้องสิทธิพิเศษของคนมลายูและภูมิบุตรมาเลเซีย (Bumiputra Malaysia) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์พิเศษของพวกเขาในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา บริการสาธารณะ และเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลกลางต้องปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มดังกล่าวด้วยการจัดโควตา (Kuota) ในด้านต่างๆ เช่น
• ข้าราชการพลเรือน (Perkhidmatan Awam)
• ทุนการศึกษา (Biasiswa)
• การศึกษา (Pendidikan)

การมีนโยบายเพื่อปกป้องชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ที่รวมเรียกว่าชาวภูมิบุตร หรือ Bumiputra นี้ เพื่อเป็นหลักประกันทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาวภูมิบุตร  ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจนั้นปรากฏว่าชาวภูมิบุตรยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชนเชื้อชาติอื่นๆ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย แต่ไม่รุนแรงเท่า มีเหตุสังหารหมู่ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเช่นกัน อาทิ เหตุการณ์ Sook Ching ระหว่าง กุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม 1942 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิตกว่า 70,000 คน โดยกำลังจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ยึดครองมาลายู และ เหตุการณ์จลาจลเดือนพฤษภาคม 1969 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิต 143 คนในเหตุจลาจลดังกล่าว

แม้ชาวภูมิบุตรจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่มีอำนาจทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ยังคงค่อนข้างห่างกันมาก ภายหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดในประเทศมาเลเซีย ทางรัฐบาลมาเลเซียจึงมีนโยบายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนลดลงมาก หลังจากการประกาศเอกราชมาลายา โดยลดลงจาก 37.6% ในปี 1957 จนเหลือเพียง 24.6% ในปี 2010 และลดลงเหลือเพียง 21.4% ในปี ค.ศ. 2015 (ประมาณ 6.9 - 7.4 ล้านคน)

ภูมิบุตรคือปัญหาของมาเลเซีย ข้อกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่รุนแรงและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ในมาเลเซียนโยบายบุมิปุตรา (มาตรการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง) มักเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน โดยผู้ที่ต่อต้านระบุว่า มันเป็นปัญหา มันอาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันโดยการให้ความสำคัญกับเชื้อชาติมากกว่าความสามารถ ซึ่งอาจเป็นการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม สิ่งนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหลเนื่องจากผู้ที่มีทักษะสูงที่ไม่ใช่ชาวบุมิปุตราออกจากประเทศไป บางครั้งมันกลับยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกทางเชื้อชาติแทนที่จะสร้างความสามัคคี สวัสดิการอาจไม่กระจายไปถึงชาวบุมิปุตราที่ยากจนอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับไปช่วยเหลือชนชั้นสูงแทน 
ขณะผู้ที่สนับสนุนให้เหตุผลว่า: มันถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีต ช่วยปกป้องเสถียรภาพทางสังคมในสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ สิ่งนี้ได้ช่วยส่งเสริมการเติบโตของชนชั้นกลางชาวมาเลย์ การถอดถอนอย่างกะทันหันอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและสังคม

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์สังคมหลายคนชี้ว่า ปัญหาหลักอาจไม่ได้อยู่ที่ชาวบุมิปุตราแต่เป็น: นโยบายได้รับการออกแบบและนำไปปฏิบัติอย่างไร ขาด ความช่วยเหลือ ตามความต้องการ (ตามรายได้) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบที่ไม่เข้มแข็ง การใช้นโยบายชาติพันธุ์ในทางที่ผิดทางการเมือง ขณะที่บรรดาผู้ที่ที่มีแนวคิดสายกลางที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เสนอว่า: การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก นโยบาย ที่อิงตามเชื้อชาติไปสู่นโยบายที่อิงตามความต้องการ ให้ความสำคัญกับการศึกษา ทักษะ และผลิตภาพ มากขึ้น ให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน พร้อมความช่วยเหลือที่ตรงเป้าหมายสำหรับผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพราะปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบและการปกครองไม่ใช่จากตัวบุคคล

คงไม่ต้องบอกย้ำว่า ในภูมิภาคนี้ ด้วยบ้านเมืองของเรา คนไทยทุกคนได้รับความเท่าเทียมเหมือนกันหมด ไม่ว่า จะมีเชื้อชาติใด นับถือศาสนาอะไร และมีความเชื่ออย่างไร อาจจะแตกต่างกันบ้างด้วยเศรษฐานะ  สงบสุขและร่มเย็น ภายใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ 

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

👍 ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล

ฮายาชิ ทาดาทากะ ไดเมียวแห่งแคว้นโจไซ ในช่วงปลายยุคเอโดะ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เขาคือ “ซามูไรคนสุดท้าย” ที่แท้จริง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka) ซามูไร...คนสุดท้าย

เมื่อกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่เราท่านมักนึกถึงคือ การเป็นดินแดนแห่งซามูไร ซึ่งแน่นอนว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติเดียวในโลกเท่านั้นที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับตำนานของซามูไร

ซามูไรคือใคร ซามูไรถือเป็นชนชั้นนักรบที่มีทักษะสูงในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 ถึงปลายศตวรรษที่ 19 โดยซามูไรทำหน้าที่รับใช้ขุนนาง และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองของญี่ปุ่น คำว่า “ซามูไร” มาจากคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึง "การรับใช้" พวกเขาเหล่านั้นต่างมีชื่อเสียงในด้านทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม, ความจงรักภักดี, และชุดเกราะที่ประณีตงดงาม

เชื่อกันว่า รูปแบบของเหล่านักรบบนหลังม้า มือธนู และทหารเดินเท้าในช่วงศตวรรษที่ 6 น่าจะเป็นตัวบทต้นแบบของซามูไรดั้งเดิม ขณะที่จุดกำเนิดของซามูไรสมัยใหม่ยังเป็นปัญหาที่โต้เถียงกันอยู่ หลังจากการสู้รบในสงครามนองเลือดกับราชวงศ์ถังของจีน และอาณาจักรซิลลาของเกาหลี ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูป โดยการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปไทกะ ซึ่งกระทำโดยจักรพรรดิโคโตกุเมื่อปี 646 การปฏิรูปในครั้งนั้น ได้เริ่มนำเอาวัฒนธรรมการปฏิบัติและเทคนิคการบริหารต่าง ๆ ของจีนมาใช้กับกลุ่มชนชั้นสูงและระบบราชการของญี่ปุ่น

ต่อมาประมวลกฎหมายโยโรและประมวลกฎหมายไทโฮก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 702 พร้อมกับประกาศคำสั่งที่ให้ประชาชนมารายงานตัวกับทางการเป็นประจำ เพื่อเก็บข้อมูลมาจัดทำสำมะโนประชากร ที่ต่อมาจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเกณฑ์ทหาร หลังจากนั้น เมื่อการทำสำมะโนประชากรเสร็จสิ้นลง ทำให้รู้ว่าประชากรในญี่ปุ่นมีการกระจายตัวกันอย่างไร จักรพรรดิคัมมุก็ได้ริเริ่มกฎหมายให้ประชากรเพศชายที่เป็นผู้ใหญ่ 1 ใน 3 ถึง 4 คนต้องถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นทหารเหล่านี้จะถูกขอความร่วมมือให้ส่งมอบอาวุธของตนแก่ทางการ แต่พวกเขาจะได้รับการยกเว้นในการเสียภาษีและการรับหน้าที่ต่าง ๆ เป็นสิ่งตอบแทน

โดยซามูไรปรากฏขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 8 และมีบทบาทโดดเด่นที่สุดในช่วงการปกครองของโชกุนระหว่างปี ค.ศ. 1185-1868 คำว่า "ซามูไร" (侍) มาจากคำในภาษาญี่ปุ่นว่า "ซาบุเรา" (saburau) ซึ่งแปลว่า "รับใช้" โดยมีหลักการที่ยึดถือคือ ด้วยวิถีแห่งนักรบ นั่นก็คือ บูชิโด (武士道) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เน้นความกล้าหาญ, เกียรติยศ และความจงรักภักดี

เมื่อการปฏิรูปสมัยเมจิเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นการแสดงว่าญี่ปุ่นมีความทันสมัย สมาชิกในคณะรัฐบาลเมจิจึงตัดสินใจที่จะเดินตามรอยเท้าของสหราชอาณาจักรและเยอรมนี โดยให้อยู่บนฐานคติที่ว่า “สิทธิพิเศษย่อมมีข้อผูกมัด” (Noblesse obligé) ส่วนซามูไรนั้น ก็ถูกลดอำนาจทางการเมืองไปเหมือนกับของปรัสเซีย ชนชั้นซามูไรจึงสูญสลายไป และกองทัพประจำชาติแบบตะวันตกก็เกิดขึ้นแทน ทหารในกองทัพสมัยใหม่ขององค์พระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นล้วนแล้วแต่เป็นทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามาทั้งสิ้น แต่ก็มีซามูไร (เก่า) หลายคนที่อาสาไปเป็นทหารให้ และอีกหลายคนก็เข้าไปฝึกเพื่อที่จะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในกองทัพ ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีจุดเริ่มต้นมาจากซามูไรแทบทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาเข้ามาทำงานพร้อมกับแรงจูงใจและวินัยขั้นสูง ประกอบกับการหมั่นฝึกฝนที่โดดเด่นผิดธรรมดา

นักเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศของญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนในช่วงนั้นก็ล้วนเป็นซามูไรมาก่อนเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะว่าซามูไรเท่านั้นถึงจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ แต่เป็นเพราะว่า ซามูไรหลาย ๆ คนอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษาที่ดี นักเรียนแลกเปลี่ยนบางคนเริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนเอกชนก่อนเพื่อโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ซามูไรเก่าอีกหลายคนก็หันมาจับปากกาแทนปืน และได้กลายเป็นนักข่าวและนักประพันธ์ และยังได้ตั้งสำนักหนังสือพิมพ์ของตนเองอีกด้วย ส่วนอดีตซามูไรคนอื่นๆ ก็เข้าไปรับใช้คณะรัฐบาล เนื่องจากพวกเขาอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษานั่นเอง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka: 林忠崇) (26 สิงหาคม 1848-22 มกราคม 1941) เป็นไดเมียว (ขุนนาง) แห่งแคว้นโจไซในสมัยโชกุนคนสุดท้ายในช่วงปลายยุคเอโดะ เป็นบุตรชายคนแรกของทาดาอากิระ ฮายาชิ ในแคว้นโจไซ เนื่องจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของพี่ชาย ลุงของเขา ฮายาชิ ทาดาคาตะ จึงได้เป็นไดเมียว และได้เป็นไดเมียวหลังจากลุงของเขาเสียชีวิตรัฐบาลโชกุนเอโดะคาดหวังให้เขาเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบรรลุตำแหน่งระดับสูงได้โดยการผสมผสานทักษะด้านวรรณกรรมและการทหารทั้งหมดของเขา

เขายังเป็นที่รู้จักในชื่อ Ichimu (一夢) ในช่วงสงครามโบชินปี 1868 ด้วยวัยเพียง 20 ปี ฮายาชิได้นำกองกำลังของแคว้นสนับสนุนกองทัพของอดีตโชกุน และต่อมาเขาได้ยอมจำนนโดยสมัครใจ เมื่อได้รับข่าวว่าตระกูล Tokugawa จะได้รับที่ดินในShizuoka เขาวางดาบลง และต้องจ่ายราคาแพงจากการไปทำสงคราม แม้แต่ผู้ที่ต่อสู้และพ่ายแพ้ในปี 1868 ก็ได้รับเงินบำนาญอย่างสุขสบาย

แต่ ฮายาชิก็ยังคงประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เขาประกอบอาชีพต่าง ๆ ต้องทำไร่ทำนาในที่ดินศักดินาเก่า ต่อมาได้ลองทำงานเป็นเสมียนในร้านขายของชำในฮาโกดาเตะ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในโตเกียว และช่วงหนึ่งเป็นเสมียนในโอซาก้า จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1890 ทาดาฮิโระ หลานชายและทายาทบุญธรรมของทาดาทากะ จึงได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง จากการล็อบบี้ของอดีตข้ารับใช้ของเขา ตัวทาดาทากะเองก็ได้รับยศชั้นราชสำนักชั้นรองที่ห้า ต่อมา เขายังเคยบวชเป็นพระชินโตที่วัดโทโชกูอันเลื่องชื่อในนิกโก ในชุดสามัญชนของเขา ไม่มีใครสามารถแยกแยะเขาออกจากชายอื่นได้ ในสมัยเมจิ ครอบครัวของเขาได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Kazoku เขายังรับราชการที่โทโชกูในนิกโกช่วงหนึ่งด้วย ฮายาชิมีชีวิตอยู่จนถึงศตวรรษที่ 20 และมีชื่อเสียงในฐานะ " ไดเมียวคน สุดท้าย " หรือ "อดีตซามูไรคนสุดท้าย"

จาก “คลังอาหารแอฟริกาใต้” สู่ชาติยากจน เงินเฟ้อทะลุฟ้า–ทุนต่างชาติหนี ตัวอย่างอันน่าสลดของอำนาจ ที่มาก่อนหลักนิติรัฐและธรรมาภิบาล

เผด็จการพลเรือน...ทำให้ซิมบับเวกลายเป็นประเทศที่เคยร่ำรวย

ซิมบับเว (สาธารณรัฐซิมบับเว : Republic of Zimbabwe) เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในแอฟริกา ด้วยถูกเรียกว่า “แหล่งผลิตอาหารแห่งทวีปแอฟริกาตอนใต้ ” เดิมทีประเทศนี้รู้จักกันในชื่อ โรดีเซียใต้ สาธารณรัฐโรดีเซีย ก่อนที่จะเป็น “ซิมบับเว” ในปัจจุบัน เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ อดีตโรดีเซียปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาวและใช้ระบบการแบ่งแยกสีผิว ในยุคนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของแอฟริกาเมื่อเปรียบเทียบรายได้ต่อหัว มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เกษตรกรรมที่แข็งแกร่ง ยาสูบ ฝ้าย ข้าวโพด (ฟาร์มเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคนผิวขาว) และมีการทำเหมืองแร่ (ทองคำ โครเมียม แร่ใยหิน ทองแดง แพลทินัม) เป็นอันมาก 

ค่าเงินดอลลาร์โรดีเซียในอดีตมีค่าใกล้เคียงกับดอลลาร์สหรัฐ จึงมีมาตรฐานการครองชีพอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรในเมือง แม้จะเทียบได้กับอาณานิคมของยุโรปบางแห่งในแง่ของการพัฒนาอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่คนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่มีต่อระบบการแบ่งแยกสีผิวและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็มีส่วนในความรุนแรงทางเชื้อชาติระหว่างกันอย่างมากมาย สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี 1979 ในช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ ยังคงการปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาว ต่อมาระบบการแบ่งแยกสีผิวก็ถูกยกเลิก และซิมบับเวได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากได้รับเอกราชในปี 1980

ซิมบับเว (ปี1980-ปัจจุบัน) หลังจากได้รับเอกราชในปี 1980 ซิมบับเวมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในช่วงแรก โดยรัฐบาลได้รับการยกย่องว่าสามารถยกระดับการเข้าถึงการศึกษาและการดูแลสุขภาพ และยังคงเป็นผู้ส่งออกอาหารจำนวนมากไปทั่วทวีป ในปี 1980 หลังจากพรรคสหภาพแห่งชาติแอฟริกาแห่งซิมบับเว (แนวร่วมรักชาติ) ชนะการเลือกตั้งทั่วไป ส่งผลให้การปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาวเป็นอันยุติ หลังจากการเปลี่ยนระบบรัฐสภาของประเทศให้กลายเป็นระบบประธานาธิบดี มูกาเบได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซิมบับเวตั้งแต่ปี 1987 กลายเป็นผู้นำโดยพฤตินัยแต่เพียงผู้เดียวของซิมบับเว จนกระทั่งเขาลาออกอันเนื่องมาจากการรัฐประหารในปี 2017 ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมของมูกาเบ อำนาจความมั่นคงของรัฐมีอิทธิพลเหนือประเทศ และมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ปี 1997 ถึง 2008 และทำให้เศรษฐกิจของประเทศประสบกับการถดถอยอย่างต่อเนื่อง และต่อมาในช่วงหลังเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

แม้ว่าในเวลาต่อมาเศรษฐกิจของซิมบับเวจะเติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากที่อนุญาตให้ใช้สกุลเงินอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์ซิมบับเว ในปี 2017 ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยาวนานกว่า 1 ปี และเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรวดเร็ว การรัฐประหารได้นำไปสู่การลาออกของมูกาเบ ตั้งแต่นั้นมา เอ็มเมอร์สัน อึมนังกากวา ได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซิมบับเว จากการที่มูกาเบได้ตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจหลายอย่างที่น่าสงสัย ไม่นานหลังจากขึ้นสู่อำนาจ เขาคิดว่าเป็นความคิดที่ดีที่จะให้ซิมบับเวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามคองโกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่มีค่าใช้จ่ายสูงและอยู่ไกลบ้าน หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้น ไม่นานหลังจากสงครามกลางเมือง ต่อมา ด้วยการทดลองทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจนน่าตกตะลึง ด้วยแนวคิดในการทำให้ประชาชนชาวซิมบับเวทุกคนกลายเป็น "เศรษฐี" ด้วยการพิมพ์ธนบัตรโดยไม่จำกัดอย่างไม่ยั้งคิด ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนทำให้เงินดอลลาร์ซิมบับเวไร้ค่าราวกับเศษกระดาษ การปกครองเป็นเวลา 37 ปีของมูกาเบทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศซิมบับเวได้เปลี่ยนแปลงจากความหวังหลังจากได้รับเอกราชไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ

ซิมบับเวเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่ค่อนข้างมั่งคั่งไปสู่ประเทศยากจนด้วยปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นข้อถกเถียง ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ผิดพลาดภายใต้การนำของมูกาเบ การปฏิรูปที่ดินส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ขณะที่นโยบายรัฐบาล การใช้จ่ายที่สูง และการทำลายสกุลเงิน ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่เด่นชัดด้วยภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง การขาดแคลนอาหาร และการว่างงานสูง เกษตรกรและพลเมืองผิวขาวถูกขับไล่ออกไปจากที่ดินของตนเอง บ่อยครั้งด้วยความรุนแรง เนื่องจากการเข้ายึดที่ดินทวีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน อาชญากรรมต่อพวกเขามักถูกเพิกเฉยจากทางการ การปฏิรูปที่ดินที่ประสบความหายนะ อันเนื่องมาจากการยึดครองฟาร์มเชิงพาณิชย์จากเกษตรกรผิวขาวที่มีประสบการณ์อย่างไม่เต็มใจและไร้ซึ่งแบบแผน นำที่ดินดังกล่าวแจกจ่ายให้กับพันธมิตรทางการเมืองและทหารผ่านศึกที่ไม่มีประสบการณ์ในด้านการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจซิมบับเวต้องตกต่ำ

นอกจากนั้นแล้ว 
- การบริหารจัดการของรัฐบาลที่ผิดพลาดและการทุจริตที่แพร่หลาย และการปกครองที่ย่ำแย่ของชนชั้นปกครองนำไปสู่การปล้นสะดมความมั่งคั่งของชาติ
- ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจากนโยบายการพิมพ์เงินของรัฐบาลเพื่อใช้จ่าย รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามกลางเมืองในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยสูงถึง 89.7 เซ็กซ์ทิลเลียน% ภายในกลางปี 2008 ค่าเงินลดลงอย่างรุนแรง จนรถเข็นที่เต็มไปด้วยธนบัตรมีค่าน้อยกว่าขนมปังหนึ่งก้อน
- สกุลเงินประจำชาติถูกยกเลิกไปในที่สุด และหันมาใช้ระบบหลายสกุลเงิน (โดยหลักคือดอลลาร์สหรัฐ) นโยบายของรัฐบาล การทุจริต และความไม่มั่นคงทางการเมือง ส่งผลทำให้นักลงทุนต่างชาติหนีไปและทำลายความเชื่อมั่นทางธุรกิจ
- มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บังคับใช้โดยประเทศตะวันตก แม้จะมุ่งเป้าไปที่บุคคลและหน่วยงานเฉพาะภายในรัฐบาลเป็นหลัก แต่ยังส่งผลให้ประเทศนี้ถูกแยกออกจากการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศอีกด้วย 
ในปัจจุบันแม้พื้นที่ดังกล่าวจะยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพ แต่ซิมบับเวยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและระดับความยากจนที่สูง 

ผลที่ตามมาและสถานการณ์ปัจจุบัน
- อัตราการว่างงานและความยากจนที่สูง:ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำส่งผลให้เกิดการว่างงานจำนวนมากและความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยประชากรจำนวนมากต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหาร
- ความไม่มั่นคงเรื้อรัง เกิดความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางอาหาร และความไม่มั่นคงทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษยังคงสร้างปัญหาให้กับประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง
- แม้จะมีความพยายามบางอย่างในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ความท้าทาย เช่น การว่างงานที่สูง ความยากจน และการขาดการลงทุนจากต่างประเทศยังคงมีอยู่ จนกลายเป็นความท้าทายที่ต่อเนื่อง
- ความมั่งคั่งของทรัพยากรที่ถูกละเลย แม้ว่าประเทศจะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ แต่ประเทศก็ล้มเหลวในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เนื่องมาจากปัญหาพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแล

“ความน่าสะพรึงกลัว” ของเผด็จการพลเรือน เกิดจาก การใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การระงับหรือจำกัดเสรีภาพของประชาชนพลเมือง และการปราบปรามผู้ต่อต้าน คัดค้าน และเห็นต่างอย่างรุนแรง โดยอาจนำไปสู่ การสังหารหมู่ การทรมาน การหายตัวไปโดยถูกบังคับ และการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นรูปแบบของการปกครองแบบเผด็จการที่ใช้การก่อการร้ายและสถาบันที่รัฐเผด็จการให้การสนับสนุนเพื่อเป็นการปิดปากฝ่ายค้าน ผู้ต่อต้าน และผู้เห็นต่าง ซึ่งมักส่งผลให้ประชาชนพลเมืองจำนวนมาก เสียชีวิต สูญหาย ถูกทรมาน หรือถูกจำคุก ซิมบับเว จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของเผด็จการพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้สร้างความเสียหายมากมหาศาลจนเหลือคนานับ เช่นเดียวกับ เผด็จการพลเรือนบนโลกใบนี้อีกมากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้า

'สวิตเซอร์แลนด์' กับบทบาท ชาติเป็นกลาง ที่มี 'กองทัพ' ที่ยืนหยัดความเป็นกลางกว่า 200 ปี ท่ามกลางความขัดแย้งมหาอำนาจโลก

ทำไม? สวิตเซอร์แลนด์จึงรักษาความเป็นกลางได้อย่างยาวนานและยั่งยืน

ประเทศที่เป็นกลางคือ รัฐอธิปไตยที่เป็นกลางต่อคู่สงคราม ในสงครามเฉพาะหรือยึดมั่นในความเป็นกลางอย่างถาวรในทุกความขัดแย้งในอนาคต (รวมถึงการหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมพันธมิตรทางทหารเช่น NATO) ในสถานะที่ไม่ใช่คู่สงคราม ซึ่งแต่ละประเทศมีการให้นิยามของความเป็นกลางของตนแตกต่างกันออกไป โดยที่สวิตเซอร์แลนด์ยึดมั่นในหลักการ "ชาติเป็นกลางที่มีกองทัพ" เพื่อป้องกันและยับยั้งการรุกรานด้วยกำลังทหารจากต่างชาติ ขณะเดียวกันก็ห้ามมิให้ส่งกำลังทหารออกไปปฏิบัติการนอกประเทศอีกด้วย

“ชาติเป็นกลาง” กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่สำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้รับการยอมรับในปี 1815 โดยชาติมหาอำนาจในการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา สำหรับการวางรากฐานรัฐธรรมนูญของสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1848 ได้ยึดถือเอาความเป็นกลาง เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาเอกราชของประเทศ ในปี 1907 อนุสัญญาเฮกได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของรัฐที่เป็นกลางไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก เพื่อแลกกับการไม่ละเมิดดินแดนของตน ประเทศเหล่านี้จึงมีหน้าที่ที่จะต้องอยู่ห่างจากสงคราม ปฏิบัติต่อคู่สงครามทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์หรือกำลังพลให้แก่คู่สงครามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สวิตเซอร์แลนด์เองก็ไม่ได้เข้าร่วมสหประชาชาติจนกระทั่งปี 2002 โดยเลือกที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างแข็งขันและมักมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพทั่วโลก

สวิตเซอร์แลนด์ถือว่า รัฐที่เป็นกลางจะต้องสามารถป้องกันตัวเองได้ด้วย ซึ่งอธิบายได้ว่า เหตุใดสวิตเซอร์แลนด์จึงพยายามรักษาระดับกำลังทหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเสมอมา กำลังพลส่วนใหญ่ประกอบด้วยอาสาสมัคร เนื่องจากทหารอาชีพถูกจำกัดจำนวน ตามรัฐธรรมนูญของสวิตเซอร์แลนด์การเป็นทหารเป็นข้อบังคับสำหรับพลเมืองชาย ในขณะที่พลเมืองหญิงสามารถเลือกเป็นทหารได้ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของทหารอาสาสมัครเป็น 10% ภายในปี 2030 หลังจากได้รับการฝึกขั้นพื้นฐานแล้ว ทหารจะต้องพัฒนาทักษะของตนด้วยการเข้ารับการอบรมทบทวนความรู้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ในแต่ละปี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นทหารหนุ่มในเครื่องแบบพกพาอาวุธประจำกายทั้งในเมืองต่าง ๆ และบนรถไฟ พวกเขาอาจนำอาวุธปืนเล็กยาวประจำกายกลับบ้านด้วย ซึ่งมักจะก่อให้เกิดข้อถกเถียง เนื่องจากอาวุธปืนของกองทัพมักเข้าไปบทบาทเกี่ยวข้องในการฆาตกรรมและการฆ่าตัวตาย

สำหรับชายชาวสวิสที่ปฏิเสธที่จะเข้าเป็นทหารด้วยเหตุผลทางศีลธรรม อาจเลือกปฏิบัติหน้าที่ด้านพลเรือนได้ โดยต้องทำงานเพื่อสังคมเป็นระยะเวลานานกว่าการเป็นทหารหนึ่งเท่าครึ่ง ผู้ที่ถือว่า ไม่เหมาะสมที่จะเป็นทหารในระหว่างกระบวนการคัดเลือกจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นทหาร และต้องเสียภาษีการเกณฑ์ทหาร แต่ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้ขัดขวางการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง และแม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะไม่สามารถเข้าร่วม พันธมิตรทางทหารของ NATO ได้ แต่สวิตเซอร์แลนด์ก็ให้ความร่วมมือกับ NATO โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านโครงการหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ ในปี 1920 สวิตเซอร์แลนด์ได้เข้าร่วมสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นองค์กรยุคก่อนหน้าของสหประชาชาติ และประสบความสำเร็จในการทำให้นครเจนีวาเป็นสำนักงานใหญ่ขององค์กร หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สวิตเซอร์แลนด์มุ่งมั่นที่จะสร้างภารกิจระดับโลกของตนเอง โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการทูตและมนุษยธรรม

ทั้งนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สวิตเซอร์แลนด์เกือบถูกฝ่ายอักษะ นำโดยเยอรมนีรุกรานตามแผนปฏิบัติการ Tannenbaum (ต้นเฟอร์) หรือก่อนหน้าในชื่อของปฏิบัติการ Grün (สีเขียว) ซึ่งเป็นแผนการบุกสวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์ แต่ปฏิบัติการถูกยกเลิกหลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรบุกฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเย็น ได้มีการตอกย้ำแนวคิดที่ว่า เพื่อรักษาความเป็นกลางโดยสมบูรณ์ สวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรลงนามในพันธมิตรระหว่างประเทศใด ๆ โดยสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เข้าร่วมสหประชาชาติจนกระทั่งปี 2002 ซึ่งนานกว่า 50 ปีหลังจากก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ แต่ถึงอย่างไร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสวิตเซอร์แลนด์ยังคงเสริมสร้างความเข้มแข็งในการเป็นตัวแทนในองค์กรระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ สวิตเซอร์แลนด์จึงเป็นสมาชิกขององค์การยูเนสโก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) สภายุโรป และองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) และอื่น ๆ ปัจจุบันนครเจนีวายังเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศมากมายหลายแห่ง

การส่งเสริมสันติภาพและสิทธิมนุษยชนถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ในนโยบายต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ โดยยินดีให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การจัดหาผู้ส่งสารทางการทูต ทั้งนี้การทูตของสวิตเซอร์แลนด์มีประเพณีอันยาวนานในการพยายามพูดคุยกับทุกฝ่าย "เพื่อสร้างความไว้วางใจ" นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพทั้งทางทหารและพลเรือนที่นำโดยองค์กรระหว่างประเทศ โดยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการสันติภาพหรือติดตามการเลือกตั้ง และยังให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายที่ขัดแย้งในการหาทางออก และทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างสม่ำเสมอ

ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ถูกถกเถียงและถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมากและหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับบทบาทของสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ICRC (คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ) ทองคำของนาซีที่ถูกปล้น ในช่วงเวลาดังกล่าว สวิตเซอร์แลนด์ได้มีการละเมิดหลักการนี้หลายครั้ง เช่น การจัดหายุทโธปกรณ์และสินค้าสงครามให้กับคู่สงครามทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการปฏิเสธที่จะรับผู้ลี้ภัยชาวยิว และการเก็บเงินของเหยื่อจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไว้ในธนาคารสวิสจนถึงปลายทศวรรษ 1990 ธนาคารสวิสจึงตกลงที่จะชดเชยให้กับเหยื่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สำหรับทรัพย์สินที่สูญเสียไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง 

ยังมีเรื่องที่ค่อนข้างอื้อฉาวอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ ปฏิบัติการกลาดิโอ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับระบอบการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ คดีจารกรรม Crypto AG และล่าสุดความช่วยเหลือของสวิตเซอร์แลนด์ต่อยูเครนหลังจากการรุกรานของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ยิ่งไปกว่านั้น สวิตเซอร์แลนด์ยังผลิตและส่งออกอาวุธไปยังหลายประเทศ ซึ่งหลายคนมองว่าขัดกับความเป็นกลางและความปรารถนาที่จะส่งเสริมสันติภาพของสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม มีข้อโต้แย้งว่าความเป็นกลางทางอาวุธของสวิตเซอร์แลนด์ควรทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีความเป็นอิสระจากรัฐอื่น ๆ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในด้านยุทโธปกรณ์ ทำให้มีการตั้งคำถามว่า สวิตเซอร์แลนด์ยังคงเป็นกลางอย่างสมบูรณ์อีกต่อไปหรือไม่ จากผลการสำรวจชาวสวิสในปี 2024 แสดงให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 91% ยังปรารถนาที่จะรักษาความเป็นกลาง โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาเชื่อว่า ความเป็นกลางของประเทศนั้นเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ในความเป็นสวิตเซอร์แลนด์

เจาะแสนยานุภาพทางการทหาร ‘จีน - ไต้หวัน’ ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้หรือไม่?

วันที่ 3 กันยายน 2568 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้จัดพิธีสวนสนามทางทหารที่ยิ่งใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน และมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารครั้งสำคัญของจีน และยังเป็นการอวดแสนยานุภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ทั้งทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยมากมาย

สองจีนเองได้มีการเผชิญหน้าได้มีการเผชิญหน้าทางการทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองจีนระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่นำโดยก๊กมินตั๋ง ซึ่งก็คือ ไต้หวันในปัจจุบัน กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ความขัดแย้งทางอาวุธดำเนินไปเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 1927 จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะและสามารถควบคุมจีนแผ่นดินใหญ่ ได้อย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1949 โดยจอมพลเจียงไคเช็กนำกำลังที่เหลืออยู่มาตั้งเป็นประเทศสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน และได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้เป็นประเทศเอกราช ทั้งยังเป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ระยะเวลา 76 ปีแห่งการเผชิญหน้าของ 2 จีนนั้นมีการปะทะเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน:
- วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 เริ่มต้นด้วยการที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยิงปืนใหญ่ใส่เกาะจินเหมิน และยึดหมู่เกาะอี้เจียงซานได้ในวันที่ 19 มกราคม 1955 และละทิ้งหมู่เกาะต้าเฉินในเดือนถัดมา วันที่ 24 มกราคม 1955 รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้ผ่านมติฟอร์โมซา (Formosa Resolution) ให้อำนาจประธานาธิบดีในการปกป้องหมู่เกาะนอกชายฝั่งของไต้หวัน วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 1955 เมื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ยุติการโจมตีทางอากาศ วิกฤตการณ์นี้สิ้นสุดลงในระหว่างการประชุมที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย

วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1958 ด้วยการปะทะทางอากาศและทางทะเลระหว่างกองกำลังไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนโจมตีเกาะจินเหมินด้วยปืนใหญ่อย่างหนักหน่วง และสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เรือลาดตระเวนของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้ปิดกั้นหมู่เกาะไม่ให้เรือของไต้หวันเข้าส่งกำลังบำรุง แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะได้ปฏิเสธข้อเสนอของจอมพลเจียงไคเช็กที่จะโจมตีจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยปืนใหญ่ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการส่งเครื่องบินขับไล่และขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานให้กับไต้หวัน นอกจากนี้ยังจัดหาเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกเพื่อใช้ในการส่งกำลังบำรุงแก่กองกำลังไต้หวัน ขณะที่เรือรบของสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังปิดล้อมอยู่นั้น ในวันที่ 7 กันยายน เรือรบสหรัฐฯ ได้คุ้มกันขบวนเรือส่งกำลังบำรุงของไต้หวัน และสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ยอมหยุดยิง

วิกฤตการณ์ครั้งที่สามเกิดขึ้นในปี 1995 - 1996 สาธารณรัฐประชาชนจีนตอบสนองต่อการเยือนสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีหลี่ เต็งฮุย ของไต้หวัน และการที่สหรัฐฯ ยอมรับหลี่ในฐานะตัวแทนของไต้หวัน ด้วยการซ้อมรบทางทหาร การซ้อมรบครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไต้หวันสนับสนุนหลี่ในการเลือกตั้งปี 1996 เมื่อหลี่ชนะการเลือกตั้ง เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ 2 ลำถูกส่งไปปฏิบัติการยังช่องแคบไต้หวันในช่วงวิกฤตการณ์ และมีการลดระดับความตึงเครียดระหว่างสองจีนตามมา

วันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติรับรองและยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่รับรองสาธารณรัฐจีน ( ไต้หวัน) ซึ่งเคยเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งสหประชาชาติและเป็นหนึ่งในห้าสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงอีกต่อไป แม้ตัวแทนของไต้หวันจะปฏิเสธและต่อต้านมติดังกล่าว แต่ไม่นานหลังจากนั้น สาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ รวมถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ปัจจุบัน กองทัพไต้หวันมีกำลังพลราว 150,000 นาย มีกำลังสำรองราว 1,657,000 นาย ในขณะที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีกำลังพลราว 2,035,000 นาย (มากเป็นอันดับ 1 ของโลกในปัจจุบัน) มีกำลังสำรองราว 510,000 นาย (ซึ่งยังไม่รวมกองกำลังติดอาวุธกึ่งทหารอีกเป็นจำนวนมาก) ปัจจัยที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ได้หรือไม่นั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์การป้องกันประเทศ ภูมิศาสตร์ การสนับสนุนระหว่างประเทศ และศักยภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล้วนแล้วแต่มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยที่ไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความแตกต่างหลักในด้าน ระบบการเมือง การที่ไต้หวันเป็นประชาธิปไตย ส่วนจีนเป็นคอมมิวนิสต์ สถานะทางการเมือง ซึ่งจีนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลของตน แต่ไต้หวันกลับยืนยันว่าตนเองเป็นรัฐเอกราช) และ วัฒนธรรมสังคม ไต้หวันเปิดกว้างกว่า และมีอัตลักษณ์ของตนเอง ขณะที่จีนมีการควบคุมมากกว่า และแม้ว่าทั้งสองจะมีรากทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน แต่ทั้งสองก็มีเส้นทางประวัติศาสตร์และการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเรามาลองพิจารณาวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญในการที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้หรือไม่กัน:

1. ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศของไต้หวัน ไต้หวันมีกำลังทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีและทันสมัย ​​โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการป้องกันทางอากาศและทางทะเล ไต้หวันได้ลงทุนในกลยุทธ์สงครามแบบอสมมาตร มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามและความสามารถในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับกองกำลังของผู้รุกราน กลยุทธ์การป้องกันประเทศของไต้หวันมุ่งเน้นไปที่:

- ระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง : ไต้หวันได้จัดซื้ออาวุธขั้นสูง ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธแพทริออต ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ขีปนาวุธต่อต้านเรือแบบฮาร์พูน และเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง (F-16V ) ระบบเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) สามารถบรรลุความได้เปรียบทางอากาศและแผ่ขยายอำนาจข้ามช่องแคบไต้หวันได้โดยง่าย

- การป้องกันทางทะเล : ไต้หวันมีกองทัพเรือที่ขนาดค่อนข้างเล็กแต่มีสมรรถนะสูง ซึ่งรวมถึงเรือดำน้ำและระบบขีปนาวุธที่ทันสมัย ​​การที่ไต้หวันมุ่งเน้นไปที่แพลตฟอร์มที่รวดเร็ว คล่องตัว และยากต่อการโจมตี (เช่น เรือติดขีปนาวุธขนาดเล็ก) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไต้หวันที่ต้องการทำให้จีนปฏิบัติการเพื่อครอบครองน่านน้ำโดยรอบของไต้หวันได้ยากขึ้น

- สงครามแบบอสมมาตร : ไต้หวันเน้นย้ำวิธีการที่คุ้มต้นทุนในการยับยั้งหรือเอาชนะศัตรูที่ใหญ่กว่า เช่น การติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือและต่อต้านอากาศยาน การเสริมกำลังตำแหน่งป้องกัน ผสมผสานกับการใช้ยุทธวิธีกองโจร

2. ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์ของไต้หวันเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในทุกสถานการณ์การป้องกันประเทศ เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในระยะที่ใกล้ที่สุดประมาณ 180 กิโลเมตร (112 ไมล์) ทำให้การรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบกเต็มรูปแบบเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง ภูมิประเทศที่ขรุขระ เทือกเขา และแนวชายฝั่งที่กว้างใหญ่ ทำให้ไต้หวันมีข้อได้เปรียบในการป้องกันประเทศตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้การรุกรานของจีนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไต้หวันยังได้ทำการเสริมกำลังอย่างแข็งแกร่งในสถานที่สำคัญ ๆ เช่น ฐานทัพทหาร ท่าเรือ และสนามบิน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการป้องกันประเทศในระยะยาว

3. ความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) เป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก มีข้อได้เปรียบอย่างมากทั้งในด้านจำนวน ทรัพยากร และประสบการณ์ กองทัพมีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสงครามสะเทินน้ำสะเทินบก ขีปนาวุธพิสัยไกล ขีดความสามารถทางไซเบอร์ และความเหนือกว่าทางอากาศ ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย:

- ความเหนือกว่าเชิงตัวเลข : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) มีข้อได้เปรียบเชิงตัวเลขอย่างมากในด้านกำลังพลภาคพื้นดิน กองทัพอากาศ และเรือรบ อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบนี้ถูกลดทอนลงด้วยการป้องกันที่แข็งแกร่งของไต้หวันและความท้าทายทางภูมิศาสตร์จากการรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบก
- กองกำลังขีปนาวุธ : จีนมีคลังอาวุธขีปนาวุธพิสัยไกลและขีปนาวุธร่อนจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของไต้หวัน เป้าหมายพลเรือนสำคัญ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ได้ การโจมตีด้วยขีปนาวุธเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นก่อนการรุกรานครั้งใหญ่ใด ๆ

- ความเหนือกว่าทางอากาศ : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ลงทุนอย่างหนักในระบบการรบทางอากาศขั้นสูง (เช่น เครื่องบินรบล่องหน J-20 ) และมีเครื่องบินจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับไต้หวัน ความเหนือกว่าทางอากาศจะเป็นกุญแจสำคัญในทุกสถานการณ์การรุกราน และไต้หวันน่าจะเผชิญกับความท้าทายในการป้องกันน่านฟ้า
- ขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก : จีนกำลังพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเรือยกพลขึ้นบก เรือขนส่ง และหน่วยเฉพาะกิจสำหรับการรบในเมือง อย่างไรก็ตาม การยกพลขึ้นบกที่ไต้หวันให้สำเร็จยังคงมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง

4. การสนับสนุนระหว่างประเทศ ไต้หวันมีพันธมิตรระหว่างประเทศอยู่หลายประเทศ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรหลักและสำคัญที่สุด แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่มีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน (ภายใต้รัฐบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวัน) แต่สหรัฐอเมริกาก็มีพันธะผูกพันที่จะต้องจัดหาวิธีการป้องกันตนเองให้แก่ไต้หวัน สหรัฐอเมริกาสามารถให้ความช่วยเหลือทางทหาร ข่าวกรอง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ในกรณีที่ไต้หวันถูกจีนโจมตี แม้ว่าขอบเขตของการสนับสนุนนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองและลักษณะของความขัดแย้ง การมีส่วนร่วมที่อาจเกิดขึ้นของประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ประเทศในยุโรปก็อาจมีบทบาทเช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้จะต้องระมัดระวังเนื่องจากอาจเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคที่กว้างขวางกว่าได้

5. การพิจารณาทางการเมืองและเศรษฐกิจ การรุกรานเต็มรูปแบบจะนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลสำหรับจีน ไม่เพียงแต่ในแง่ของต้นทุนทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและการทูตที่อาจเกิดขึ้นด้วย ประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ การรุกรานใด ๆ ก็ตามอาจก่อให้เกิดการต่อต้านจากสาธารณชนและทางการเมืองอย่างกว้างขวางภายในประเทศจีนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการรุกรานนั้นยืดเยื้อหรือส่งผลให้เกิดการสูญเสียจำนวนมาก

6. โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ
- ความขัดแย้งระยะสั้น : ในสถานการณ์ระยะสั้น ไต้หวันอาจสามารถยืนหยัดได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เนิ่น ๆ จากสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) น่าจะเผชิญกับความท้าทายด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญในการบุกโจมตีทางน้ำที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกองทัพไต้หวันสามารถขัดขวางความพยายามของจีนในการสร้างความเหนือกว่าทั้งทางอากาศและทางทะเลได้

- ความขัดแย้งระยะยาว : หากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) จะเปิดฉากการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบและต่อเนื่อง ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานจะขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่น ๆ ดุลยภาพทางทหารอาจเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายจีนเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความสามารถของไต้หวันในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับจีนผ่านสงครามอสมมาตรอาจทำให้ชัยชนะดังกล่าวต้องแลกมาด้วยความเสียหายอันมหาศาลเช่นกัน

บทสรุป ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ประสิทธิภาพในการป้องกันประเทศ ระดับการสนับสนุนจากนานาชาติที่ได้รับ และความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในการเอาชนะข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการต่อต้านทางทหารของไต้หวัน มีแนวโน้มว่า ไต้หวันจะสามารถชะลอหรือต้านทานการรุกรานได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรภายนอกอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ความได้เปรียบด้านจำนวนและทรัพยากรที่มากมายมหาศาลของจีนจะเป็นความท้าทายที่สำคัญ และในท้ายที่สุด ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับพลวัตของการแทรกแซงระหว่างประเทศ ความมุ่งมั่นของจีน และความสามารถของไต้หวันในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปฏิบัติการลับทางทหารของสหรัฐฯ ในลาว สมรภูมิสู้รบกลางอินโดจีนในยุคสงครามเย็น

ผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน อาจติดใจสงสัยว่า ผู้เขียนได้ขุดคุ้ยค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ เยอะแยะมากมายมาเล่า โดยหลาย ๆ เรื่องที่นำมาเล่านั้นเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองของเราบ้าง ไม่เกี่ยวบ้าง แต่ PROJECT WATER PUMP เกี่ยวแน่ ๆ ผู้อ่านหลายท่านที่เกิดไม่ทัน อาจไม่รู้จักสงครามอินโดจีนยุคใหม่อันเป็นสมรภูมิระหว่างโลกเสรีนำโดยสหรัฐฯ และคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต

ในปี 1964 กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มให้การฝึกบินแก่กองทัพอากาศลาว (RLAF) ภายใต้รหัส WATER PUMP หน่วยบัญชาการกองกำลังทางอากาศสหรัฐฯ ณ ฐานทัพอากาศอุดร (RTAFB) ประเทศไทย ได้ทำการฝึกฝนบุคลากรของกองทัพอากาศลาว กองทัพอากาศไทย และกองกำลังชาติอื่น ๆ ในที่สุด ก็มีนักบินชาวลาวม้งและชาวลาวขมุเข้าร่วมด้วย ต่อมา WATER PUMP ได้ขยายการฝึกอบรมให้ครอบคลุมถึงการบำรุงรักษา การควบคุมทางอากาศด้านหน้า การลาดตระเวนด้วยอาวุธ และการโจมตีสนับสนุนทางอากาศโดยหน่วยคอมมานโดทางอากาศของกองทัพอากาศสหรัฐฯ              
 
โครงการ WATER PUMP ดำเนินการตั้งแต่ปี 1964 จนถึง 1973 และแม้ว่าโครงการนี้จะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่ก็ถือเป็นโครงการปราบปรามการก่อความไม่สงบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่งที่ดำเนินการในช่วงสงครามลับในลาว

PROJECT WATER PUMP หรือเรียกสั้น ๆ ว่า WATER PUMP เป็นปฏิบัติการลับโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในการฝึกอบรมและสนับสนุนกองทัพอากาศแห่งราชอาณาจักรลาว (RLAF) เนื่องจากมติขององค์การสหประชาชาติทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องปิดบังการสนับสนุนกองทัพของราชอาณาจักรลาวในสงครามกลางเมืองลาว ขณะที่กำลังทหารของราชอาณาจักรลาวสู้รบกับกองกำลังลาวฝ่ายซ้ายและเวียดนามเหนือ

RLAF ถูกมองว่าเป็น กองกำลังที่เป็นปัจจัยตัวคูณที่สำคัญในการรบ แต่ยังขาดแคลนนักบินและช่างเทคนิค กองบินรบที่ 1 ได้ส่งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญไปยังฐานทัพอากาศอุดรธานีของกองทัพอากาศไทยเพื่อให้การฝึกอบรมในเดือนมีนาคม 1964 (ซึ่งนักบินและช่างอากาศเหล่านี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการสู้รบจนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1973 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ หยุดสนับสนุนและถอนกองกำลังจากลาว อันเป็นไปตามข้อตกลงสงบศึกปารีส)

ใน PROJECT WATER PUMP เฟสแรก ๆ เป็นการฝึกการเปลี่ยนแบบให้นักบินพลเรือนอเมริกันสามารถบินเครื่องบินใบพัดโจมตีฝึกแบบ T-28 Trojan (น่าจะมาจาก Air America) โดยนักบินพลเรือนอเมริกัน ทีม A ทำการบินรบด้วย T-28 จนถึงปี 1967 นอกจากนี้ยังได้ทำการฝึกเปลี่ยนแบบให้กับอดีตนักบินของกองทัพอากาศไทย (RTAF) ทีม B (โดยนักบินไทยต้องลาออกจากราชการก่อน) ทำการบินรบด้วยเครื่องบิน T-28 เช่นกัน ต่อเนื่องจนกระทั่งปี 1970

หลังจากนั้นเป็นการฝึกนักบินและช่างของกองทัพอากาศแห่งราชอาณาจักรลาว ซึ่งมีทั้งการฝึกนักบินเพื่อเปลี่ยนแบบเครื่องบิน และการฝึกนักบินใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยอัตราการสูญเสียนักบินที่สูงลิ่วของ RLAF ทำให้ต้องทำการฝึกนักบิน RLAF อย่างเข้มข้นและนานกว่าปกติ

นายพลวังปาว ผู้บัญชาการกองกำลังลาว (ม้ง) ได้จัดส่งทหารลาวม้งจำนวนหนึ่งรับการฝึกเป็นนักบิน T-28 ด้วย ตาม PROJECT WATER PUMP อันเป็นที่มาของเรื่องราวที่เกี่ยวกับนักบินลาวม้งหนึ่งในสองคนแรก และมีชื่อเสียงที่สุดคือ นาวาอากาศโท Lee Lue อดีตคุณครูประถม ผู้เป็นนักบินโจมตีทิ้งระเบิดชาวลาวม้งที่มีชื่อเสียงในภารกิจบินรบมากกว่านักบินคนอื่น ๆ ในราชอาณาจักรลาว Lee Lue เป็นผู้บังคับฝูงบินที่ทำการบินรบต่อเนื่องมากถึง 10 ภารกิจต่อวัน และเฉลี่ยภารกิจการรบ 120 ภารกิจต่อเดือน และมากกว่า 5,000 ภารกิจ กระทั่งถูกยิงตกและเสียชีวิตระหว่างบินปฏิบัติภารกิจใกล้เมือง Soui เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 1969 ในช่วงเวลานั้น Lee Lue ปฏิบัติการบินรบมากกว่านักบินคนใด ๆ ในประวัติศาสตร์ ด้วยคำขวัญประจำตัวของเขาคือ "บินจนตัวตาย" ซึ่งต่อมา นาวาอากาศตรี Lee Lue ได้รับการเลื่อนยศให้เป็นนาวาอากาศโท

ในเวลาต่อมา WATER PUMP ก้าวเกินกว่าภารกิจการฝึกอบรม จากวันที่ 19–29 กรกฎาคม 1964 กองกำลังทางอากาศบางส่วนถูกลอบส่งไปปฏิบัติภารกิจในลาว ทำหน้าที่หน่วยควบคุมอากาศทางยุทธวิธี เพื่อปฏิบัติการ Delta และภารกิจอื่น ๆ ความสำเร็จจากการช่วยเหลือของ WATER PUMP เมื่อสิ้นสุดสงคราม RLAF ได้เติบโตจากเครื่องบินโจมตี T-28 จาก 20 เป็น 75 ลำ เครื่องบินแบบ AC-47 Spooky 10 ลำ และ เครื่องบิน/ฮ.สนับสนุนการรบอีก 71 ลำ (C-47 21 ลำ, O-1 24 ลำ และ ฮ.แบบ H-34 อีก 26ลำ)

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1973 มีการหยุดยิงเกิดขึ้น เมื่อสนธิสัญญาเวียงจันทน์มีผลบังคับใช้ การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ยุติลงเมื่อวันที่ 22 ขณะที่ WATER PUMP มีบุคลากรจำนวน 316 คน หน่วยงานภายใต้ CIA ของสหรัฐฯ ในลาวทั้งหมดถูกลดขนาด เนื่องจากรวมเข้าไปอยู่ภายในสำนักงานทูตทหารสหรัฐฯ ประจำราชอาณาจักรลาว สมาชิก WATER PUMP ซึ่งเป็นชาวอเมริกันต้องถอนตัวออกจากเขตทหาร อันเป็นส่วนหนึ่งในการลดขนาด รัฐบาลใหม่เฉพาะกาลของสหภาพแห่งชาติ (PGNU) เข้าควบคุมประเทศลาว เมื่อวันที่ 5 เมษายน 1974 ซึ่งเวลานั้น WATER PUMP อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานทูตทหารสหรัฐฯ ประจำราชอาณาจักรลาว

นโยบายของ PGNU เปลี่ยนไปหลังจากการล่มสลายของรัฐบาลเวียตนามใต้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 1975 PGNU เริ่มเข้ายึดทรัพย์สินของรัฐบาลสหรัฐฯ เอกอัครรัฐทูตอเมริกันก็ถูกลดเหลือเป็นอุปทูตฯ และเจ้าหน้าที่ถูกลดเหลือเพียง 20 คน และกำลังทหารสหรัฐฯ ในลาวทั้งหมดถูกขับออกจากลาวในเดือนกรกฎาคม 1976 และวันที่ 14 มีนาคม 1977 พระเจ้าศรีสว่างวังวัฒนา เจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาวถูกควบคุม และราชอาณาจักรลาวถูกประกาศให้เป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จนปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top