Friday, 5 June 2026
ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ความใฝ่ฝันของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หวังได้รับเกียรติสูงสุด

รางวัลโนเบล (Nobel prize) เป็นรางวัลประจำปีระดับนานาชาติ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสแกนดิเนเวีย พิจารณาผลงานวิจัยและความอัจฉริยะและความเชี่ยวชาญที่โดดเด่น หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ตามเจตจำนงของ “อัลเฟรด โนเบล” นักเคมีชาวสวีเดน ผู้ประดิษฐ์ไดนาไมต์ โดยก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1895 แต่การมอบรางวัลในสาขา ฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ สาขาวรรณกรรม และสาขาสันติภาพ เริ่มมอบรางวัลครั้งแรกในปี ค.ศ. 1901 ซึ่งครบรอบ 5 ปี การเสียชีวิตของ “อัลเฟรด โนเบล” และมอบให้ตามหลักการ "เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ" ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมของโนเบล สำหรับรางวัลสาขาที่ 6 คือรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ตั้งขึ้นในปี 1968 โดยธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) รางวัลโนเบลได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดในสาขาที่เกี่ยวข้อง

รางวัลโนเบลทั้ง 6 สาขาจะมีการมอบเป็นประจำทุกปี ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่น สงครามใหญ่ (สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2) โดยผู้รับแต่ละรายซึ่งเรียกว่า "ผู้ได้รับรางวัล" จะได้รับเหรียญทองสีเขียวชุบทองคำ 24 กะรัต ประกาศนียบัตร และรางวัลเงินสด ณ ปี 2023 เงินรางวัลโนเบลมีมูลค่า 11,000,000 โครน (ประมาณ1,035,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เหรียญรางวัลแสดงภาพโนเบลด้านข้างพร้อมคำว่า "NAT. MDCCCXXXIII-OB. MDCCCXCVI" ซึ่งเป็นปีเกิดของอัลเฟรด โนเบล คือ ปี 1833 และปีที่เสียชีวิต คือ ปี 1896 บุคคลที่ได้รับรางวัลไม่เกินสามคนสามารถแบ่งปันรางวัลได้ แม้ว่ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพสามารถมอบให้กับองค์กรที่มีสมาชิกมากกว่า 3 คนได้ รางวัลโนเบลจะไม่มอบให้บุคคลผู้ได้รับรางวัลหลังจากการเสียชีวิต แต่หากบุคคลได้รับรางวัลและเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับรางวัล รางวัลดังยังจะถูกมอบให้ทายาท ระหว่างปี 1901 ถึง 2024 มีการมอบรางวัลโนเบลทั้ง 5 สาขา และรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์ (ตั้งแต่ปี 1969) รวม 627 รางวัล ให้แก่บุคคลและองค์กร 1,012 แห่ง โดยมีบุคคล 5 ราย และองค์กร 2 แห่งที่ได้รับรางวัลโนเบลมากกว่า 1 รางวัล

การมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะจัดขึ้นที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ส่วนสาขาอื่น ๆ จะจัดที่เมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในแต่ละสาขานั้นถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ การมอบรางวัลโนเบลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 10 ธันวาคม โดยผู้พระราชทานคือ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ถึงแม้ว่าบางปีรางวัลบางสาขาอาจไม่มีการตัดสิน แต่มีข้อกำหนดว่าระยะการเว้นการมอบรางวัลต้องไม่เกิน 5 ปี สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญรางวัลโนเบล ใบประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัลประมาณ 10 ล้านโคร์น หรือประมาณ 44 ล้านบาท

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในโลก ซึ่งมอบให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้ง มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว 4 ท่านที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ได้แก่:

ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (1906) ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1906 จากบทบาทในการไกล่เกลี่ยสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ความขัดแย้งครั้งนี้อาจลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การทูตของรูสเวลต์มีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามและเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ นอกเหนือจากความพยายามในการไกล่เกลี่ยแล้ว เขายังบรรลุข้อตกลงสุภาพบุรุษว่าด้วยการอพยพกับญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดและการเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวญี่ปุ่น รูสเวลต์ยังโด่งดังจากการส่งกองเรือใหญ่ไวท์ฟลีต (White fleet) ซึ่งเป็นกองเรือประจัญบานของอเมริกาออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอื่น ๆ

วูดโรว์ วิลสัน (1919) ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1919 จากความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการส่งเสริมสันติภาพและวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลักการสี่ประการอันโด่งดังของวิลสันได้สรุปวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกใหม่ที่จะป้องกันความขัดแย้งในอนาคต และเขามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นรากฐานของสหประชาชาติ

จิมมี คาร์เตอร์ (2002) ประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2002 จากการทำงานหลายทศวรรษเพื่อแสวงหาทางออกโดยสันติต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศ การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม คาร์เตอร์มีส่วนร่วมในโครงการริเริ่มด้านมนุษยธรรมและสันติภาพมากมาย รวมถึงงานของเขากับศูนย์คาร์เตอร์ในด้านต่างๆ เช่น การกำจัดโรค การติดตามการเลือกตั้ง และการแก้ไขความขัดแย้ง

บารัค โอบามา (2009) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี พ.ศ. 2552 จากความพยายามอันโดดเด่นในการเสริมสร้างการทูตระหว่างประเทศและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โอบามาได้ส่งเสริมการลดอาวุธนิวเคลียร์ ส่งเสริมการเจรจากับโลกมุสลิม และดำเนินมาตรการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นโครงการริเริ่มสำคัญในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระดับโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน มีความใฝ่ฝันที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้นำหลายชาติ อาทิ นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นิโคล ปาชินยาน และประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน อิลฮัม อาลีเยฟ หลังจากสองประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งกันมายาวนานในพื้นที่คอเคซัสใต้ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพสำคัญ ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาว ผู้นำทั้งสองได้ยกย่องการไกล่เกลี่ยของทรัมป์ในการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ และเรียกร้องให้คณะกรรมการโนเบลยกย่องความพยายามของทรัมป์

ปากีสถานเสนอชื่อทรัมป์ ปากีสถานเสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2569 โดยให้เครดิตกับ "การแทรกแซงทางการทูตที่เด็ดขาดและความเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญ" ของเขาในช่วงความขัดแย้งระหว่างนิวเดลีและอิสลามาบัด ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X โดยเจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าวว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างเพื่อนบ้านสองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

แม้แต่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอลก็เสนอชื่อทรัมป์ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยกล่าวถึงความพยายามของเขาในการ "สร้างสันติภาพในภูมิภาคต่าง ๆ หนึ่งแล้วภูมิภาคหนึ่ง" “ผมขอนำเสนอจดหมายที่ผมส่งไปยังคณะกรรมการรางวัลโนเบลแก่ท่านประธานาธิบดี จดหมายฉบับนี้เป็นการเสนอชื่อท่านให้เข้ารับรางวัลสันติภาพ ซึ่งท่านสมควรได้รับอย่างยิ่ง และท่านก็ควรได้รับมัน” เนทันยาฮูกล่าวขณะที่ทรัมป์เชิญเขาเข้าร่วมการหารือที่ทำเนียบขาว

เขมรก็สนับสนุนทรัมป์เข้ารับรางวัลสันติภาพนี้ ฮุน มาเนต์ อีกหนึ่งนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของเขมร ได้ประกาศว่า เขาได้เสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมยกย่อง “ความเป็นรัฐบุรุษที่ยอดเยี่ยม” ของเขาในการแก้ไขข้อขัดแย้งบริเวณพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ในโพสต์บน Facebook ฮุน มาเนต์ได้แชร์จดหมายที่ส่งถึงคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ โดยบรรยายถึงการแทรกแซงของทรัมป์ว่าเป็นตัวอย่างของ "ความสำเร็จอันโดดเด่นของเขาในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่มีความผันผวนที่สุดบางแห่งของโลก"

แต่ฝันของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นจริงหรือไม่ บทบาทหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาย่อมจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์และพฤติกรรมของทรัมป์เอง ไม่ว่า ความพยายามในการยุติสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ดูแล้วยังไม่แข็งขันและหนักแน่นพอ การใช้มาตรการทางภาษีข่มขู่นานาประเทศ หรือ การยืนหยัดให้การสนับสนุนปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอล โดยไม่พยายามแก้ไขหรือทำอะไรเลย หรือ การทิ้งระเบิดอิหร่านเพื่อสนับสนุนการทำสงครามของอิสราเอล ก่อนที่จะทำหน้าที่ตัวกลางไกล่เกลี่ยการหยุดยิง แค่สองสามเรื่องนี้ อีกทั้งมีผู้นำมือเปื้อนเลือดอีกสองคนให้การสนับสนุน หากคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้นำเรื่องเล่านี้มาพิจารณาด้วยแล้ว ความฝันของทรัมป์ก็ไม่น่าจะเป็นจริง เว้นแต่คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะมีเหตุผลที่หนักแน่นและมากพอที่สามารถอธิบายให้ชาวโลกยอมรับได้

เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า ลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนใช้พลังงานนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

ช่วงเวลานี้ ข่าวดี ข่าวสำคัญ ข่าวหนึ่งของพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ที่มีใจรักชาติก็คือ เรือดำน้ำแบบ S26T ที่สั่งต่อในประเทศจีนได้ไปต่อ โดยรัฐบาลยอมให้มีการแก้สัญญาเปลี่ยนเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ MTU 396 ของเยอรมนี ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีไม่อนุญาตให้ส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเรือ จนทำให้โครงการต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานนับปี ให้เป็นไปตามที่จีนซึ่งได้เสนอให้ติดตั้งเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 โดยจีนระบุว่า เทียบเท่ากับ MTU 396 หรือเป็น “Licensed-manufactured” จากเยอรมนีแทน และกลายเป็นประเด็นปัญหาของรัฐบาลและกองทัพเรือ กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 5-7 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในการแก้ไขสัญญาเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 ของจีนแทน MTU 396 และขยายเวลาส่งมอบเรือออกไปอีก 1,217 วัน

เรือดำน้ำถือเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการปกป้องน่านน้ำไทยเป็นอย่างยิ่ง พลเรือเอก (เกษียณราชการแล้ว) ท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผู้เขียนว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยซ้อมรบกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการฝึกซ้อมปราบเรือดำน้ำ ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เตรียมเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำใหญ่มากมาร่วมการฝึกด้วย โดยลอยลำให้หมู่เรือฝึกเห็นอย่างชัดเจน แต่พอเริ่มการฝึกเรือดำน้ำดำลงไม่นาน โซนาร์ของหมู่เรือฝึกไม่สามารถจับเรือดำน้ำลำดังกล่าวได้อีกเลย สำหรับเรือดำน้ำจีนจัดได้ว่า เป็นเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงพอสมควร ด้วยเหตุการณ์เมื่อ 26 ตุลาคม 2006 เรือดำน้ำจีน (Song-class ซึ่งเรือดำน้ำ S26T ของไทยถูกพัฒนามาจากรุ่นนี้) สามารถโผล่ขึ้นมาในระยะไม่เกิน 5 ไมล์จากขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Kitty Hawk ของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความประหลาดใจที่เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าของจีนสามารถเล็ดลอดเข้ามาใกล้กองเรือที่มีระบบตรวจจับที่ทันสมัยครบครันได้ และยังมีเหตุการณ์อื่นที่คล้ายกันในปี 2015 ซึ่งรายงานว่า เรือดำน้ำของจีนสามารถติดตามขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Ronald Reagan โดยไม่รู้ตัวนานครึ่งวัน

สำหรับการกล่าวอ้างว่า เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 เคยใช้เฉพาะเรือดำน้ำของกองทัพเรือจีนเท่านั้นไม่เป็นความจริงได้อย่างใด เพราะเรือดำน้ำ Hangor-class ของปากีสถานซึ่งต่อจากจีน (China Shipbuilding Industry Corporation (CSIC)) และมีกำหนดส่งมอบเรือดำน้ำ 4 ลำภายในปีนี้ และจะต่อภายในปากีสถานอีก 4 ลำ (Karachi Shipyard & Engineering Works (KSEW)) โดยมีกำหนดส่งมอบในอีก 3-4 ปีข้างหน้าก็ใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 คงมีผู้อ่านจำนวนมากสงสัยว่า ขณะที่มีการแข่งขันประกวดราคาเพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำของไทยนั้น มีบริษัทจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมหลายประเทศ ประเทศที่เข้าร่วมประมูล/ยื่นข้อเสนอ: เยอรมนี, สเปน, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์, สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้, และจีน โดยบริษัทจาก สเปน และ เกาหลีใต้ (Daewoo) ผ่านการคัดเลือกในรอบแรก และโครงการที่เกิดขึ้นดำเนินการผ่านความร่วมมือกับจีนในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) แล้วทำไมบริษัทต่อเรือจากสหรัฐอเมริกาจึงไม่ปรากฏเป็นข่าวเลย ทั้งนี้ด้วยเพราะปัจจุบันในสหรัฐฯ ไม่มีอู่ต่อเรือที่ยังผลิตเรือดำน้ำแบบดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แล้ว

ทั้งนี้ตั้งแต่ในยุคช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนไปใช้เรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมด ด้วยเหตุผลคือ (1) ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของระบบนิวเคลียร์ เรือดำน้ำนิวเคลียร์มีระยะปฏิบัติการไม่จำกัด และสามารถอยู่ในระดับความลึกได้ยาวนานโดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งเหมาะกับภารกิจในน่านน้ำเปิด (Blue water) มากกว่า (2) แรงต่อต้านจากทบวงทหารเรือและวัฒนธรรมของกองทัพเรือ และจากชุมชนผู้สนับสนุนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมาก ต่างไม่เห็นด้วยกับการใช้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า เนื่องจากจะเป็นการเบียดบังงบประมาณและทรัพยากรที่ควรใช้กับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และ (3) พันธะผูกพันทางยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรม โครงสร้างการผลิตและการวางแผนของสหรัฐฯ ได้มุ่งเน้นไปที่เรือดำน้ำนิวเคลียร์อย่างเต็มที่เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีสายการผลิตหรือแรงงานเฉพาะในสหรัฐฯ สำหรับเรือดำน้ำดีเซลอีกต่อไป อีกทั้งเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จัดว่าเป็นอาวุธเชิงรุกทางยุทธศาสตร์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศมหาอำนาจเท่านั้นที่ต้องมีไว้ใช้งาน

USS Blueback (SS-581) เป็นเรือดำน้ำชั้น Barbel เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แบบสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา สร้างขึ้นทั้งหมด 3 ลำได้แก่  USS Barbel (SS-580) USS Blueback และ USS Bonefish (SS-582) โดย USS Blueback ต่อโดย Ingalls Shipbuilding Corporation เมือง Pascagoula มลรัฐ Mississippi ต่อเสร็จเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1957 เรือลำนี้ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1959 และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959 โดยมี นาวาโท Robert H. Gautier เป็นผู้บังคับการคนแรก สำหรับที่มาของชื่อ Blueback จากพจนานุกรมของกองทัพเรืออเมริกัน (American Naval Fighting Ships) ระบุว่าชื่อ Blueback มาจากปลาเทราต์ (แซลมอน) สายรุ้ง หรือปลาเทราต์สตีลเฮดที่พบเฉพาะในทะเลสาบเครสเซนต์บนคาบสมุทรโอลิมปิกในมลรัฐ Washington โดยปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในน้ำลึก มีสีดำอมน้ำเงินบริเวณด้านบนและสีขาวอมฟ้าบริเวณด้านล่าง เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำลำที่สองของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ใช้ชื่อนี้

หลังจากประจำการ ภารกิจส่วนใหญ่ของ USS Blueback ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบของกองเรือที่ 7 (มหาสมุทรแปซิฟิก) เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเขตสงครามในทะเลจีนใต้ระหว่างสงครามเวียตนาม เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำที่ไม่ใช่เรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ และเป็นเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบเดิมลำสุดท้ายที่ถูกปลดประจำการ ซึ่งทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ มีกองเรือดำน้ำนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ ยกเว้นเรือดำน้ำสำรวจวิจัย USS Dolphin (AGSS-555) (Diesel-electric research submarine) เข้าประจำการในปี 1968 จนถึงปี 2007

USS Blueback ถูกปลดประจำการจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1990 และประจำการอยู่ในกองเรือสำรองแปซิฟิกที่เมืองเบรเมอร์ตัน มลรัฐ Washington ต่อมาถูกปลดออกจากทะเบียนเรือของกองทัพเรือเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1990 เมื่อถูกปลดประจำการ จึงเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังจากปลดประจำการได้ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon (Oregon Museum of Science and Industry: OMSI) ได้ทำการลาก USS Blueback ไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐ Oregon ซึ่งปัจจุบันเรือลำนี้ตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถาน ใบพัดของเรือถูกถอดออกและติดตั้งไว้ด้านนอกพิพิธภัณฑ์ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ OMSI มีบริการนำชมเรือดำน้ำพร้อมไกด์นำเที่ยวระยะสั้นหลายครั้งต่อวัน และทัวร์ทางเทคนิคราวสามชั่วโมง สองครั้งต่อเดือน เรือลำนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนในทะเบียนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในเดือนกันยายน 2008 ห้องวิทยุได้รับการบูรณะโดยสโมสรวิทยุ USS Blueback พร้อมด้วยวิทยุทหารโบราณและอุปกรณ์วิทยุสมัครเล่นสมัยใหม่ที่ใช้งานได้จริง ซึ่งใช้เสาอากาศ HF และ VHF ดั้งเดิมของทหาร มีสัญญาณเรียกขานวิทยุของเรือดำน้ำลำนี้ในปัจจุบันคือ W7SUB

อินโดนีเซีย – มาเลเซีย อีกคู่กรณีปัญหาเส้นเขตแดน ส่อเปิดศึกเผชิญหน้าอีกครั้งปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

เสียงปืนระหว่างเขมรกับไทยเพื่อนบ้านสมาชิก ASEAN ยังไม่ทันจะสงบดี มวยคู่ใหม่ระหว่างอีก 2 ประเทศ ASEAN มาเลเซียกับอินโดนีเซียก็กำลังจะเริ่มต้น จากการที่ ASEAN ประกอบด้วย 10 ชาติสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีหลายประเทศเพื่อนบ้านที่มีดินแดนใกล้ชิดติดกัน และปัญหาที่มักติดตามมาโดยหลีกไม่พ้นก็คือปัญหาเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ซึ่งชาติสมาชิก ASEAN ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นอดีตอาณานิคมของของนักล่าอาณานิคมตะวันตกอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ โดยประเทศที่มีเจ้าอาณานิคมเดียวกันมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และเมียนมา ต่างเคยอยู่ภายใต้อังกฤษ เวียดนาม ลาว และเขมร ภายใต้ฝรั่งเศส อินโดนีเซียภายใต้เนเธอร์แลนด์ และฟิลิปปินส์ภายใต้สหรัฐอเมริกา สำหรับไทยซึ่งไม่เคยเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกเลยแน่นอนย่อมมีปัญหากับเพื่อนบ้านอดีตอาณานิคมอยู่เป็นประจำจนทุกวันนี้ ในขณะที่ประเทศ ASEAN อื่น ๆ ที่มีเขตแดนติดกันแต่อดีตเจ้าอาณานิคมต่างกันก็มีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเช่นเดียวกันจนปัจจุบัน

ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมายาวนานระหว่างสองประเทศ (มาเลเซียและอินโดนีเซีย) เกี่ยวกับพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันในทะเลเซเลเบส ซึ่งมาเลเซียและอินโดนีเซียต่างมีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันเหนือเขตบล็อกทะเล ND6 และ ND7 ซึ่งปุตราจายาเรียกว่า “ทะเลสุลาเวสี” และจาการ์ตาเรียกว่า “อัมบาลัต” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ Anwar และ Prabowo ให้ความสำคัญ การปรึกษาหารือประจำปีจัดขึ้นสลับกันระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถือเป็นเวทีระดับสูงสำหรับผู้นำในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ตลอดจนกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และครอบคลุม แต่ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนในรัฐซาราวักเมื่อปี 2017 การปรึกษาหารือไม่ได้จัดขึ้นเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องในนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ปัญหาสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญอยู่คือข้อพิพาททางทะเลในพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันในทะเลสุลาเวสี “อินโดนีเซียและมาเลเซียได้มีการหารือกันถึงข้อเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ในการพัฒนาพื้นที่ในทะเลสุลาเวสี ซึ่งก็คือพื้นที่อัมบาลัต”

อันที่จริงแล้วการเผชิญหน้าระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียเคยเกิดขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อน (1963-1966) ที่เรียกกันว่า “การเผชิญหน้าในบอร์เนียว” (Konfrontasi) ซึ่งเป็นความขัดแย้งด้วยกำลังติดอาวุธ จากการที่อินโดนีเซียต่อต้านการจัดตั้งรัฐมาเลเซียจากสหพันธรัฐมาลายา กระทั่งหลังจากประธานาธิบดีซูการ์โนของอินโดนีเซียถูกปลดออกจากตำแหน่งในปี 1966 ข้อพิพาทดังกล่าวจึงยุติลงอย่างสันติ การก่อตั้งมาเลเซียเป็นการควบรวมสหพันธรัฐมาลายา (ปัจจุบันคือคาบสมุทรมาเลเซีย) สิงคโปร์ และอาณานิคมของอังกฤษในบอร์เนียวเหนือและซาราวัก (บริติชบอร์เนียว ปัจจุบันคือมาเลเซียตะวันออก) ในเดือนกันยายน 1963 ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งได้แก่ นโยบายการเผชิญหน้ากับเนเธอร์แลนด์นิวกินี ของอินโดนีเซีย ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม 1962 และการก่อกบฏของบรูไน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอินโดนีเซียในเดือนธันวาคม 1962 มาเลเซียได้รับการสนับสนุนทางทหารโดยตรงจากสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนอินโดนีเซียได้รับการสนับสนุนทางอ้อมจากสหภาพโซเวียตและจีน ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นในเอเชีย

ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นสงครามที่ไม่ได้ประกาศโดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว (กาลีมันตันของอินโดนีเซีย) อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังได้ปฏิบัติการลับที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าบนคาบสมุทรมลายู และในสิงคโปร์อีกด้วย ความขัดแย้งมีลักษณะเป็นการรบภาคพื้นดินที่จำกัดและโดดเดี่ยว โดยใช้ยุทธวิธีการรบแบบ เสี่ยงภัยระดับต่ำการรบมักดำเนินการโดยกองกำลังขนาดเล็กที่อยู่ทั้งสองฝั่งของชายแดน การรณรงค์แทรกซึมเข้าไปในบอร์เนียวของอินโดนีเซียมุ่งเป้าไปที่การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนาที่ซาบาห์และซาราวักเมื่อเปรียบเทียบกับมาลายาและสิงคโปร์ โดยมีเจตนาที่จะทำลายล้างรัฐมาเลเซียที่กำลังจะเกิดขึ้น ด้วยภูมิประเทศป่าดงดิบของเกาะบอร์เนียว และการขาดแคลนถนนเลียบชายแดนอินโดนีเซีย-มาเลเซียทำให้ทั้งกองกำลังอินโดนีเซียและเครือจักรภพต้องลาดตระเวนระยะไกล ทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาการปฏิบัติการของทหารราบเบาและการขนส่งทางอากาศ แม้ว่ากองกำลังเครือจักรภพจะได้เปรียบจากเฮลิคอปเตอร์ และการส่งกำลังบำรุงไปยังฐานปฏิบัติการด้านหน้าได้ดีกว่า แม่น้ำก็ถูกใช้เป็นเส้นทางการขนส่งและการแทรกซึมด้วยเช่นกัน แม้ว่าปฏิบัติการรบส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยกองกำลังภาคพื้นดิน แต่กองกำลังทางอากาศก็มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุน และกองทัพเรือก็คอยดูแลความปลอดภัยของแนวรบทางทะเล อังกฤษซึ่งเป็นฝ่ายรับภาระส่วนใหญ่ในการป้องกันมาเลเซีย แม้ว่ากองทัพมาเลเซียจะเพิ่มกำลังพลอย่างต่อเนื่อง และยังมีการเพิ่มกองกำลังจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในกองกำลังสำรองทางยุทธศาสตร์ตะวันออกไกลที่ประจำการอยู่ในมาเลเซียตะวันตกและสิงคโปร์เป็นระยะ ๆ อีกด้วย

ในช่วงแรก การโจมตีของอินโดนีเซียในมาเลเซียตะวันออกนั้นอาศัยอาสาสมัครท้องถิ่นที่ได้รับการฝึกอบรมจากกองทัพอินโดนีเซีย เป็นอย่างมาก เมื่อเวลาผ่านไปกองกำลังแทรกซึมมีการจัดระเบียบมากขึ้น โดยมีการรวมกำลังของกองกำลังอินโดนีเซียที่มีจำนวนมากขึ้น เพื่อยับยั้งและขัดขวางการแทรกซึมที่เพิ่มมากขึ้นของอินโดนีเซีย อังกฤษตอบโต้ในปี 1964 ด้วยการเปิดปฏิบัติการลับของตนเองในกาลิมันตันของอินโดนีเซียภายใต้ชื่อรหัสปฏิบัติการคลาเร็ตตรงกับช่วงเวลาที่ซูการ์โนประกาศ 'ปีแห่งชีวิตที่อันตราย' และเหตุการณ์จลาจลทางเชื้อชาติในสิงคโปร์ใน 1964 อินโดนีเซียได้เปิดปฏิบัติการขยายขอบเขตในมาเลเซียตะวันตกในวันที่ 17 สิงหาคม 1964 แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จทางทหารก็ตาม การสะสมกำลังทหารของอินโดนีเซียที่ชายแดนกาลิมันตันในเดือนธันวาคม 1964 ทำให้อังกฤษส่งกำลังพลจำนวนมากจากกองบัญชาการยุทธศาสตร์กองทัพบก (Army Strategic Command) ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ส่งกำลังรบจากมาเลเซียตะวันตกไปยังเกาะบอร์เนียวในปี 1965-1966 ต่อมาความรุนแรงของความขัดแย้งเริ่มคลี่คลายลงหลังจากการรัฐประหารในเดือนตุลาคม 1965 และการที่ซูการ์โนสูญเสียอำนาจให้กับพลเอกซูฮาร์โต การเจรจาสันติภาพอย่างจริงจังระหว่างทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1966 และมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1966 หลังจากอินโดนีเซียได้ให้การรับรองความเป็นรัฐเอกราชของมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

เมื่ออันวาร์และปราโบโวพบกันที่จาการ์ตาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ได้มีการเจรจาเตรียมการสำหรับการปรึกษาหารือประจำปี ซึ่งพวกเขาตกลงที่จะพัฒนาโครงการร่วมกัน “สิ่งใดก็ตามที่เราพบในทะเล เราจะร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากมัน” ปราโบโวกล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับอันวาร์ในวันนั้น ในขณะเดียวกัน อันวาร์กล่าวว่า “เราควรเริ่มการพัฒนาร่วมกันตั้งแต่ตอนนี้เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและสนับสนุนประชากรในท้องถิ่น” อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกรัฐสภาจากซาบาห์ รัฐมาเลเซียที่อยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาทมากที่สุด ซักถามอันวาร์ในรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เขาย้ำว่ายังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย เนื่องจากการหารือยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่อันวาร์กล่าวว่าเขาจะยังคงใช้วิธีการเจรจาข้อพิพาทเรื่องอาณาเขตกับ “ประเทศมิตร” เช่นอินโดนีเซียต่อไป แต่เขายังคงยืนกรานว่าหลักการอธิปไตยยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ของมาเลเซีย ข้อพิพาทนี้ย้อนกลับไปถึงปี 1979 เมื่อมาเลเซียเผยแพร่แผนที่แสดงน่านน้ำและเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป อินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น บรูไน ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม  ต่างก็ไม่ยอมรับแผนที่นี้ ข้อพิพาททะเลสุลาเวสีเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนในขอบเขตทางทะเลทั้งสองแห่งและอธิปไตยเหนือพื้นที่เกาะสองแห่งคือ เกาะซิปาดันและเกาะลิกิตัน ในปี 2002 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินให้มาเลเซียครอบครองเกาะทั้งสอง แต่ไม่ได้กำหนดเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกัน พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาความขัดแย้งเป็นระยะ ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองประเทศพยายามหาทางแก้ไขข้อพิพาท ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ปัญหาทะเลสุลาเวสีจะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งสองประเทศอาจตกลงกันเรื่องความพยายามร่วมกันในการพัฒนาเพื่อดึงทรัพยากรในพื้นที่โดยไม่ต้องแก้ไขข้ออ้างที่ทับซ้อนกัน เช่นเดียวกับที่มาเลเซียเคยทำกับไทยมาก่อน

อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ปราโบโวกับอันวาร์ ต่างมีความสัมพันธ์กันที่ดีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานไม่แตกต่างไปจากครอบครัวของสองผู้นำไทยและเขมรเลย แต่ ปราโบโวและอันวาร์ ต่างก็เลือกใช้วิธีการเจรจาเชิงสร้างสรรค์ (Constructive negotiation) โดยยึดเอาผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ จึงน่าจะช่วยให้โอกาสในการเผชิญหน้าระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วยกำลังอาวุธไม่น่าจะเกิดขึ้น (อินโดนีเซียมีความแข็งแกร่งทางทหารอันดับที่ 13 ของโลก ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 42 ของโลก ตามข้อมูลปัจจุบัน Global Firepower) ซึ่งมีความแตกต่างไปจากเมื่อกว่า 60 ปีก่อนซึ่งจะเรื่องราวระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยมาเลเซียจะไม่มีการสนับสนุนจากอังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เช่นในอดีตอีกแล้ว นอกจากกรณีพิพาทนี้กับอินโดนีเซียแล้ว มาเลเซียยังมีกรณีพิพาทเช่นนี้กับฟิลิปปินส์ ได้แก่ “ข้อพิพาทบอร์เนียวเหนือ (ข้อพิพาทซาบาห์)” อันเป็นข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์เกี่ยวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันออกของรัฐซาบาห์ โดยก่อนหน้านี้ซาบาห์เคยรู้จักกันในชื่อบอร์เนียวเหนือก่อนที่จะมีการจัดตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งจะได้นำมาเล่าขยายความให้ผู้อ่าน TST ได้รับทราบในโอกาสต่อไป

มหันตภัยไวรัสคอมพิวเตอร์ยุคปี 2000 ที่สร้างความเสียหายไปทั่วโลกกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ILOVEYOU หรือบางครั้งถูกเรียกว่า Lovebug หรือ Loveletter เป็นไวรัสที่แพร่ระบาดในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้ Windows กว่าสิบล้านเครื่องในวันที่ 4 พฤษภาคม 2000 ซึ่งเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่โลกพึ่งผ่านพ้นความกลัวต่อวิกฤตการณ์ Y2K หรือที่เรียกว่า ปัญหา Y2K (Y2K bug) ย่อมาจาก "Year 2000 bug" อันเนื่องมาจากเปลี่ยนศักราชจากปี 1999 เป็นปี 2000 ซึ่งเป็นปัญหาทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นจากวิธีการจัดเก็บ ปี ในรูปแบบ สองหลัก เช่น ปี 1999 แทนด้วย "99" แทนที่จะเป็น "1999" โดยผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดก่อนปี 2000 ซึ่งหลายคนกลัวว่าจะเกิด ได้แก่: ความเสียหายทางการเงิน, ระบบคอมพิวเตอร์ในธนาคารหยุดทำงาน, ระบบควบคุมอากาศยาน หรือกระทั่งอาวุธนิวเคลียร์มีปัญหาถึงขั้นล้มเหลว หรือการขัดข้องของระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา แต่เอาเข้าแล้วก่อนผลลัพธ์จริง ได้มีการเตรียมการและแก้ไขระบบล่วงหน้าในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อแก้ไขโค้ด เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2000 ปรากฏว่า ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ของโลกทำงานได้เป็นปกติ โดยมีปัญหาเกิดขึ้นจริงเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ระบบตั๋วรถไฟล่าช้า หรือเครื่องพิมพ์ใบเสร็จพิมพ์วันที่ผิด

แต่กรณีของไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU เป็นหนึ่งในไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยแพร่ระบาดไปทั่วโลกในปี ค.ศ. 2000 “ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU” เป็น เวิร์ม (worm) ที่ถูกส่งผ่านทางอีเมลในรูปแบบของจดหมายรัก โดยมีหัวเรื่องว่า: Subject: ILOVEYOU และแนบไฟล์ชื่อว่า: LOVE-LETTER-FOR-YOU.TXT.vbs ซึ่งเป็นไฟล์ VBScript (.vbs) แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในขณะนั้นไม่รู้จักนามสกุลไฟล์ .vbs และมักเข้าใจว่าเป็นไฟล์ข้อความธรรมดา (.txt) จึงเปิดไฟล์โดยไม่ระวัง และทำให้ติดไวรัส เมื่อผู้ใช้เปิดไฟล์ เวิร์มจะรันโค้ด VBScript ที่คัดลอกตัวเองส่งต่อไปยังรายชื่อใน สมุดที่อยู่อีเมล (Address Book) ของ Microsoft Outlook แก้ไขหรือทำลายไฟล์ภาพ เพลง เอกสาร เช่น .jpg, .mp3, .doc แอบดาวน์โหลดไฟล์เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตเพื่อรันโค้ดอันตราย และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านอีเมลไปทั่วโลกภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อคอมพิวเตอร์มากกว่า 50 ล้านเครื่องทั่วโลก หน่วยงานต่าง ๆ เช่น Pentagon, CIA, ธนาคารในสหราชอาณาจักร และบริษัทใหญ่ๆ ถึงกับต้องปิดระบบอีเมลเป็นการชั่วคราว โดยความเสียหายที่ประเมินรวมกว่า 5–10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผู้สร้างไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU คือ Onel de Guzman วัย 24 ปี ขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยคอมพิวเตอร์ AMA ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีฐานะยากจนและต้องหาเงินเพื่อใช้อินเทอร์เน็ตแบบ dial-up (ระบบเชื่อมอินเทอร์เน็ตด้วยการต่อสัญญาณโทรศัพท์เป็นครั้ง ๆ และค่าใช้จ่ายคิดตามเวลา) Guzman ผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนทุกคน เขาได้อ้างว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้โปรแกรมมัลแวร์ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU แพร่กระจายไปทั่วโลก แต่ออกแบบไว้เพียงเพื่อใช้ขโมยรหัสผ่านอินเทอร์เน็ตแบบ dial-up เท่านั้น โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะได้รับอีเมลที่ดูเหมือนจดหมายสารภาพรัก ดูเหมือนจะเป็นจดหมายที่ค่อนข้างธรรมดา แต่ก็ดูเหมือนจะมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่าในไฟล์ข้อความด้วย แต่เมื่อถูกเปิดออกมา มันจะส่งสำเนาของตัวเองไปยังอีเมลทุกฉบับในสมุดที่อยู่ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์รายนั้น ด้วยการสร้างสำเนาของตัวเองภายใต้ชื่อที่แตกต่างกัน โดยแอบอ้างว่าเป็นไฟล์ไลบรารี Microsoft Windows ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และจะซ่อนไฟล์ .mp3 (เพลง) ใด ๆ ที่มีอยู่ และใส่สำเนาที่ติดไวรัสไว้แทนที่ และดาวน์โหลดโปรแกรมที่คัดลอกรหัสผ่านและส่งกลับไปยังผู้สร้างไวรัส มันจะทำการลบไฟล์และซอฟต์แวร์ และซ่อนไว้ สร้างสำเนาที่มีข้อบกพร่องซึ่งใช้งานไม่ได้หรือแทบจะใช้งานไม่ได้เลย จึงเป็นภัยพิบัติทางคอมพิวเตอร์ที่ผิดธรรมชาติ ไวรัสแพร่ดังกล่าวกระจายอย่างรวดเร็วราวกับไฟป่า แพร่กระจายไปทั่วโลก ครั้งหนึ่งมันเข้าถึงคอมพิวเตอร์ประมาณ 45 ล้านเครื่องภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ก่อให้เกิดความเสียหายเกือบ 8 พันล้านเหรียญทั่วโลก ทำให้บรรดาคอมพิวเตอร์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หน่วยงานราชการ และสถาบันเอกชน ต่างก็มีไฟล์เสียหายหรือถูกลบไป

ในที่สุดการตามล่าก็มาจนเจอกับ Onel de Guzman จากการสอบสวนซักถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้อะไรเลย ขณะนั้น ความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของผู้ใช้ทั่วไปยังน้อย ระบบอีเมลไม่ปลอดภัยพอหากไม่มีการกรองไฟล์แนบ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฟิลิปปินส์และบรรดาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรีบออกกฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ แต่ปรากฏว่า Guzman กลับไม่ต้องรับโทษเลย ด้วยเหตุที่เขาก่ออาชญากรรมนี้ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ ตามรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ ห้ามการใช้กฎหมายที่มีผลย้อนหลัง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Guzman รอดพ้นการถูกดำเนินคดีไป ระหว่างการสืบสวนเรื่องนี้พบว่า Guzman ไม่ได้ปิดบังเรื่องมัลแวร์ของเขาเลย ด้วยตอนที่กำลังสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่า หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงเขากับอาชญากรรมนี้คือวิทยานิพนธ์ที่เขาเขียนเองก่อนที่วิทยาลัย AMA จะปฏิเสธ และเขาจึงลาออก ในปี 2020 นักข่าวที่กำลังค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์พบว่า Guzman ทำงานเป็นเจ้าของร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือในกรุงมะนิลา

Guzman ได้โต้แย้งว่า เหตุใดโปรแกรมดังกล่าวสามารถขโมยรหัสผ่านพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตได้จึงสมเหตุสมผล ด้วยเพราะ คนจนก็ควรมีสิทธิ์ใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่พวกเขาไม่มีเงินซื้อ เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน หากพวกเขาไม่มีเงิน คนที่มีสิทธิ์ก็ควร "แบ่งปัน" อินเทอร์เน็ตให้กับพวกเขา การระบาดอย่างรุนแรงเริ่มในท้องที่ Pandacan ของกรุงนิวเดลีในอินเดียเมื่อ 4 พฤษภาคม 2000 หลังจากนั้นก็ระบาดไปทั่วทั้งระบบผ่านระบบโดยเคลื่อนตัวไปยังที่ต่างๆ...ฮ่องกงแล้วก็ถึงแล้วยุโรป และสุดท้ายคือ อเมริกา ในกรณีที่ใช้รายการส่งเมลเป็นเป้าหมายของการรับรู้จึงมักจะมาจากคนรู้จัก และด้วยเหตุนี้จึงมักจะถูกมองว่า "ปลอดภัย" โดยที่เหยื่อเป็นพิเศษให้เปิดอ่านเพิ่มเติม มีผู้ใช้ในแต่ละรายในแต่ละเว็บไซต์ที่ต้องเข้าถึงไฟล์แนบสืบต่อข้อความบ่อยครั้งเป็นล้านข้อความของระบบผู้ดูแลระบบและเขียนทับไฟล์หลายล้านไฟล์ในแต่ละครั้งเครือข่ายที่ตามมา ภายในเวลาสิบวันมีรายงานการติดไวรัสมากกว่าห้าสิบล้านครั้ง และการซ่อมแซมแก้ไขถึง 10% ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในบริษัทต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร ไวรัสเข้าถึงอีเมลของสภาผู้แทนเมื่อ 4 พฤษภาคม 2000 ทำให้เซิร์ฟเวอร์ถูกปิดลงเป็นเวลาสองชั่วโมง และยังส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารของเบลเยียม ในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลกระทบต่อหน่วยงานรัฐบาลกลาง และกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เครือข่ายของกระทรวงกลาโหม โดยสำนักข่าวกรองกลาง และกองทัพบกสหรัฐฯ มีหน่วยงานที่ติดไวรัส 2,258 แห่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึง 79,200 ดอลลาร์สหรัฐ สำนักงานบริหารสุขภาพทหารผ่านศึกได้รับอีเมล์ ILOVEYOU 7,000,000 ฉบับ ระหว่างเวลาที่ทำงานปกติ 240 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ในปี 2012สถาบันสมิธโซเนียนจัดให้ ILOVEYOU เป็น 1 ใน 10 ไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีความสำคัญที่สุด

‘อนุสัญญาออตตาวา’ ห้ามการใช้ทุ่นระเบิด แต่เขมรกลับละเมิดทั้งที่ร่วมลงนามแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ขณะที่ทหารชุดลาดตระเวนจำนวน 14 นาย จากกองร้อยทหารพราน 2302 ออกลาดตระเวนจากฐานปฏิบัติการมรกตไปยังเนิน 481 พื้นที่ชายแดนไทย–เขมร จังหวัดอุบลราชธานี ณ พิกัด WA 220 861 โดยได้เหยียบทุ่นระเบิด ชนิดแอนติ–เพอร์ซันนัล (landmine) ทำให้ผู้บาดเจ็บ มี 3 นาย ได้แก่ พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน ขาขาดต้องผ่าตัด และได้รับการเคลื่อนย้ายไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ส่วนอีก 2 นายคือ จ่าสิบเอกปฏิพัทธ์ ศรีลาสัก และ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีค้ำ บาดเจ็บเล็กน้อย อาการปลอดภัย

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และหน่วย EOD กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการตรวจสอบชนิดของระเบิดพบว่าเป็น ทุ่นระเบิดแบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิด ตกค้าง และตรวจพบอีก 3 ลูกในพื้นที่เดียวกัน PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่มีชนวนระเบิดในตัว ซึ่งทำอันตรายบริเวณฝ่าเท้าผู้เหยียบ ตัวทุ่นทำจากวัสดุพลาสติก จึงตรวจสอบและค้นหาได้ยาก ในความเป็นจริงคือ ไทย และเขมรต่างได้ลงนามใน 'อนุสัญญาออตตาวา' เป็นที่เรียบร้อยมาหลายปีแล้ว โดยอนุสัญญาดังกล่าวเป็นอนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิด หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิด” (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on Their Destruction) มีชื่อย่อว่า 'อนุสัญญาออตตาวา' (Ottawa Treaty)

อนุสัญญานี้มีเป้าหมายหลักในการห้ามใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines) ซึ่งเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพลเรือน แม้ในยามหลังสงครามสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม โดยมีข้อผูกพันหลักของประเทศภาคีดังนี้ :

- ห้ามใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งออกแบบมาให้จุดชนวนโดยการปรากฏตัวใกล้ชิด
หรือด้วยการสัมผัสของบุคคล
- ห้ามผลิต หรือพัฒนาอาวุธประเภทนี้
- ห้ามสะสมทุ่นระเบิดไว้ในคลังอาวุธ
- ห้ามส่งออก หรือขนย้ายทุ่นระเบิดไปยังประเทศอื่น
- ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี
- ต้องทำลายพื้นที่ทุ่นระเบิดทั้งหมดภายในอาณาเขตของตนภายใน 10 ปี แม้ว่าอาจขยาย

- เวลาได้ภายใต้สถานการณ์บางอย่างก็ตาม
- ต้องให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด รวมไปถึงการฟื้นฟูร่างกายและ
- จิตใจ
- รัฐภาคีจะต้องรายงานเกี่ยวกับคลังเก็บทุ่นระเบิด ลักษณะทางเทคนิคของทุ่นระเบิด ที่ตั้ง
- ของพื้นที่ทุ่นระเบิด และความคืบหน้าของโครงการทำลายทุ่นระเบิดเป็นรายงานประจำปี
- เกี่ยวกับความคืบหน้าในการปฏิบัติตามอนุสัญญาทุกปี

สถานะของอนุสัญญา เริ่มมีการให้ลงนามในปี ค.ศ. 1997 ที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา และมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มีนาคม 1999 มีประเทศลงนามและให้สัตยาบันแล้วมากกว่า 160 ประเทศ อนุสัญญาออตตาวาถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และขัดขวางการพัฒนาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อันเป็นผลจากการเคลื่อนไหวทั่วโลกเพื่อห้ามอาวุธประเภทนี้ 

ซึ่งนำโดยแคนาดาและองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ แม้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ประเทศมหาอำนาจทางทหารบางประเทศ ไม่ได้เข้าร่วม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อินเดีย อิสราเอล และเมียนมา ด้วยการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงทางทหาร แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ แต่อนุสัญญาดังกล่าวก็ส่งผลให้การใช้และการเข้าถึงทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลลดลงอย่างมาก และยังกระตุ้นให้มีความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิดทั่วโลกอีกด้วย สำหรับประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้เมื่อปี พ.ศ. 2542 (1999) และได้ดำเนินการ ทำลายทุ่นระเบิดในคลังทั้งหมดแล้ว มีการดำเนินงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด และ ฟื้นฟูพื้นที่ชายแดน หลายจุด ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่บางส่วนที่อาจยังมีทุ่นระเบิด โดยเฉพาะแนวชายแดนไทย-เขมร

เขมรเข้าเป็นรัฐภาคีของสนธิสัญญาออตตาวา เมื่อ 3 มกราคม 2000 โดยได้รับการรับรองเมื่อ 28 กรกฎาคม 1999 มีผลบังคับใช้สำหรับเขมร เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ด้วยเขมรประสบปัญหาทุ่นระเบิดจำนวนมาก ซึ่งเป็นมรดกจากความขัดแย้งหลายทศวรรษ (ยุคเขมรแดง สงครามกลางเมือง และความขัดแย้งในภูมิภาค) จึงมีการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่ออย่างแข็งขัน โดยมีองค์กรต่าง ๆ เช่นศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเขมร (CMAC) มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการกวาดล้าง และได้รับการสนับสนุนและเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิด กองทัพเขมรอ้างว่า ได้ทำลายคลังทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหมดที่มีตามที่สนธิสัญญากำหนดไว้

แต่ทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ เป็นทุ่นระเบิดจากรัสเซีย และไม่เคยมีใช้ในกองทัพไทย จึงเป็นไปได้สูงมากที่ทหารเขมรจะนำมาลักลอบวางเอาไว้ในดินแดนไทย และกองทัพเขมรเองก็ไม่ได้ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี ซึ่งต้องทำลายให้หมดก่อน 1 มกราคม พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ถือได้ว่า เขมรจึงละเมิด "อนุสัญญาออตตาวา" อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีบทลงโทษเมื่อมีการละเมิด แต่อนุสัญญานี้ก็มีหลายมาตรการที่ถือเป็นการลงโทษหรือแรงกดดัน ดังนี้ :

- การประณามจากรัฐภาคีอื่น ประเทศที่ละเมิดอาจถูกประณามในที่ประชุมรัฐภาคีประจำปี ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ
- แรงกดดันทางการทูตและการเมือง การละเมิดอาจนำไปสู่การกดดันทางการทูต เช่น การระงับความช่วยเหลือ การตัดสัมพันธ์บางส่วน
- การระงับสิทธิ์บางประการในอนุสัญญา เช่น การถูกจำกัดบทบาทในการออกเสียง หรือการถูกปฏิเสธความร่วมมือทางเทคนิค
- การเผยแพร่รายงานการละเมิดต่อสาธารณะ รายงานการละเมิดจะถูกรายงานต่อประชาคมโลกผ่านสื่อและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ICBL (International Campaign to Ban Landmines)
- การตัดความช่วยเหลือหรือความร่วมมือทางเทคนิค ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามอาจไม่ได้รับการสนับสนุนในการกู้ทุ่นระเบิดหรือการช่วยเหลือเหยื่อจากองค์กรระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อทหารเขมรลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ในดินแดนไทย นอกจากจะเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยแล้ว ยังเป็นการละเมิดและฝ่าฝืนข้อกำหนดตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจนอีกด้วย รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศต้องดำเนินการประท้วง เพื่อให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาได้ร่วมประณามและลงโทษในการกระทำของเขมรในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

คำขวัญหาเสียงสุดคลาสสิคของนักการเมืองสหรัฐฯ แต่สะท้อนสัญลักษณ์การแบ่งแยก- กีดกัน แบบ 'โลกขั้วเดียว'

'Make America Great Again' (ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) เป็นคำขวัญที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาโดยนักการเมืองฟากฝั่ง Republican มีบทบาทเป็นอย่างมากในช่วงการรณรงค์หาเสียงของ Donald Trumps คำขวัญนี้เกิดขึ้นมาในปี 1979 ขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจากภาวะการชะงักงันทางเศรษฐกิจ เริ่มถูกใช้โดย Ronald Reagan ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1980 (Let's Make America Great Again) ซึ่งในห้วงเวลานั้นเองสหรัฐอเมริกาต้องเสียหน้าจากการที่ขบวนการนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน จับเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ เป็นตัวประกันนาน 444 วัน และปฏิบัติการ Eagle Claw เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกันดังกล่าวประสบกับความล้มเหลว

ในปี 2012 Donald Trumps ได้นำคำขวัญนี้มาเป็นคำขวัญอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว และใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในปี 2016 โดยเฉพาะการสวมหมวกที่ปักคำว่า 'Make America Great Again' แต่ Donald Trumps ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรวลีดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น 5 สิงหาคม 2015 จึงถูก Bobby Estell หรือ Bobby Bones ผู้จัดรายการวิทยุชื่อดังยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่อใช้วลีนี้ในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ และสองวันต่อมา Bones ได้ทวีตข้อความถึง Trumps โดยเสนอให้ใช้คำขวัญนี้อีกครั้งโดยแลกกับการบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ให้กับโรงพยาบาลเด็ก St Jude ต่อมา 29 ตุลาคม Estell ได้ทวีตข้อความดังกล่าวต่อด้วยภาพเช็คจากสำนักงานของ Trump ซึ่งจำนวนเงินบนเช็คไม่ได้รับการเปิดเผย และ Estell กล่าวว่า Trump สามารถ "รับคำขวัญนี้กลับมาใช้ได้แล้ว"

ในความเป็นจริงแล้ว “Make America Great Again” ไม่ใช่เพียงแค่คำขวัญของ Donald Trumps เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงด้วยปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องของสหรัฐอเมริกาเอง ไม่ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะมาจากพรรค Republican หรือ Democrat ก็ตาม หลังจากสิ้นสุดสงครามเย็นเพราะสหภาพโซเวียตล่มสลายในเมื่อ 26 ธันวาคม 1991 ทำให้ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์หมดไปด้วย สหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วเกือบ 200 ประเทศบนโลกใบนี้ไม่ได้เห็นด้วยกับสหรัฐฯ เสมอไป สหรัฐฯ จึงต้องเผชิญกับการท้าทายจากชาติและกลุ่มที่ไม่ชอบและไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ อยู่ตลอดเวลา

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทหารชั้นนำของโลก และเริ่มทำหน้าที่หลักในการจัดระเบียบโลก แม้ว่าระเบียบโลกในระดับนานาชาติจะขึ้นอยู่กับความยินยอมและความร่วมมือ แต่สหรัฐฯ ได้นำเอาแนวคิด Pax Americana (สันติภาพแห่งอเมริกา) มาสู่การปฏิบัติในความพยามที่จะสร้างโลกขั้วเดียวขึ้น ด้วยการจัดระเบียบโลกโดยมีศูนย์กลางอำนาจเพียงผู้เดียวคือ สหรัฐอเมริกา ด้วยหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว โลกไม่มีความขัดแย้งด้วยอาวุธเกิดขึ้นระหว่างประเทศตะวันตกที่สำคัญ และไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามที่เปิดเผย มีองค์การสหประชาชาติเกิดขึ้นเพื่อช่วยรักษาความสัมพันธ์อันสงบสุขระหว่างประเทศต่าง ๆ และสถาปนาอำนาจยับยั้งสำหรับสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย

ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 สหภาพโซเวียตและมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในสงครามเย็น ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างอำนาจสูงสุดเพื่อครอบครองโลก โดยหลังจากปี 1945 สหรัฐอเมริกามีสถานะที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ รับผิดชอบผลผลิตภาคอุตสาหกรรมครึ่งหนึ่งของโลก มีทองคำสำรองร้อยละ 80 ของโลก และมีอาวุธนิวเคลียร์เพียงชาติเดียวในโลก (ในขณะนั้น) หายนะจากสงครามโลกครั้งที่สองทำให้การทำลายชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน และทุน จนลัทธิจักรวรรดินิยมของโลกเก่าทั้งผู้ชนะและผู้แพ้จบสิ้นลง สหรัฐอเมริกาซึ่งมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้นสามารถฟื้นตัวจากสงคราม โดยแทบไม่มีโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศที่เสียหายเลย และกองกำลังทหารมีความแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

'โลกขั้วเดียว' (Unipolar World) เป็นแนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายสถานการณ์ที่มีประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียวที่มีอำนาจสูงสุดทั้งในด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองเหนือประเทศอื่น ๆ ในโลก อันหมายถึงระบบระเบียบของโลกที่มีเพียงขั้วอำนาจเดียวเป็นศูนย์กลาง โดยประเทศนั้นสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจระดับโลกได้อย่างกว้างขวางและมักไม่มีประเทศใดสามารถท้าทายได้อย่างแท้จริงในระยะเวลานั้น ช่วงหลังสงครามเย็น (1991 เป็นต้นมา) หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกากลายเป็นชาติที่มีอำนาจสูงสุดเพียงชาติเดียวในโลกที่ มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีเทคโนโลยีล้ำหน้า กองทัพแกร่งและแทรกแซงในหลายภูมิภาค มีอิทธิพลต่อองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UN, IMF, World Bank ฯลฯ

เพื่อรักษาสถานะ 'โลกขั้วเดียว' ให้คงอยู่ตลอดไปรัฐบาลอเมริกันไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารจึงมีการดำเนินนโยบาย 'Make America Great Again' ตลอดมา ซึ่งสามารถพิจารณาจากสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ได้แก่ 1. สถานการณ์ในตะวันออกกลางดังแต่ อิรัก ลิเบีย ซีเรีย และล่าสุด อิสราเอล-อิหร่าน ในสามประเทศแรกฝ่ายที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนสามารถยึดกุมอำนาจการปกครองประเทศไว้เป็นส่วนใหญ่ได้แล้ว โดยเฉพาะ ซีเรีย ซึ่งรัสเซียออกตัวให้การสนับสนุนรัฐบาลเก่า แต่ก็ทำไม่ได้เต็มที่เพราะยังติดสงครามกับยูเครน 2. สงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งชัดเจนว่า ยูเครนเป็นตัวแทน NATO และสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับรัสเซีย 3. จีน-ไต้หวัน ทั้ง ๆ ที่สหรัฐฯ รับรองจีนเดียวมากว่า 50 ปีแล้ว แต่ก็ยังสนับสนุนไต้หวัน รวมทั้งการขายอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากให้ไต้หวันด้วย ซึ่งรวมทั้งความพยายามในการปิดล้อมจีนทางยุทธศาสตร์

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพอยู่นอกประเทศในหลายจุดทั่วโลกราว 750 แห่ง โดยมีจุดประสงค์หลากหลาย เช่น การสนับสนุนพันธมิตร การป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามระหว่างประเทศ ฐานทัพเหล่านี้มักตั้งอยู่ในประเทศพันธมิตรหรือประเทศที่มีข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐฯ โดยสามารถแบ่งออกตามภูมิภาคหลักๆ ได้ดังนี้: 1. ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 1.1 ญี่ปุ่น เป็นฐานทัพนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ 1.2 เกาหลีใต้ 1.3 กวม (Guam) ดินแดนในอาณัติของสหรัฐฯ เอง 1.4 ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ กลับมาใช้ฐานบางแห่งหลังปี 2014 ภายใต้ข้อตกลง EDCA 2. ยุโรป 2.1 เยอรมนี มีฐานทัพสหรัฐฯ มากที่สุดตั้งแต่ยุคสงครามเย็น 2.2 อิตาลี 2.3 สหราชอาณาจักร 3. ตะวันออกกลาง 3.1 กาตาร์ 3.2 คูเวต 3.3 บาห์เรน ฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ 3.4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 4. แอฟริกา 4.1 จิบูตี Camp Lemonnier ซึ่งเป็นฐานทัพแห่งเดียวของสหรัฐฯ ในทวีปแอฟริกา 5. อเมริกาใต้ และอื่น ๆ ซึ่งมีฐานทัพหรือสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดเล็กในบางประเทศ เช่น โคลอมเบีย, เปรู และในทะเลแคริบเบียน (ฐานทัพ ณ อ่าวกวนตานาโมในคิวบา)

ดังนั้น 'Make America Great Again' ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยไหนของฝ่ายบริหารโดยพรรคการเมืองใดก็ตาม เพื่อรักษาสถานะ 'โลกขั้วเดียว' ให้คงอยู่ต่อไป นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จึงยังต้องมีอยู่และดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่ามหาชนชาวอเมริกันจะมองเห็นและเข้าใจว่า 'Make America Great Again' และสถานะ 'โลกขั้วเดียว' นั้นไม่ได้สร้างประโยชน์โภคผลอันใดแก่อเมริกันชนเลย นอกจากการถมด้วยเม็ดเงินมหาศาลและมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า อันเป็นแหล่งก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่รู้ว่า จะสามารถใช้ได้หมดเมื่อไร

 เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

👉ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่ : https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล 

‘ข้อตกลงอับราฮัม’ สันติภาพเพื่อชาวอิสราเอล แต่กลับสร้างความเจ็บปวดให้ชาวปาเลสไตน์

หลังจากสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ด้วยความบอบช้ำทั้งสองฝ่าย โดยอิหร่านได้เปรียบอยู่บ้าง และน่าจะสามารถยืนระยะต่อได้อีกพักหนึ่ง หากสงครามไม่ถูกแทรกแซงโดยชาติมหาอำนาจ สำหรับอิสราเอลที่บอบช้ำจากสงครามในครั้งนี้ ซึ่งถือว่า มากที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อร่างสร้างประเทศเป็นต้นมา โดยอิสราเอลได้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ป้ายแสดงผู้นำสหรัฐฯ อิสราเอล และอาหรับหลายชาติตาม 'ข้อตกลงอับราฮัม' อย่างแพร่หลาย

'ข้อตกลงอับราฮัม' เป็นชุดสนธิสัญญาที่มุ่งไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) บาห์เรน ซูดาน และโมร็อกโก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์สมัยแรก ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม 2020 โดยในช่วงเวลาสั้น ๆ ห้าเดือน รัฐอาหรับทั้งสี่แห่งนี้ได้ร่วมกับอียิปต์และจอร์แดนในการทำข้อตกลงสันติภาพกับอิสราเอล ข้อตกลงดังกล่าวเรียกว่า 'ข้อตกลงอับราฮัม' เพื่อเป็นเกียรติแก่อับราฮัม ผู้นำของทั้งศาสนายิว คริสต์ และอิสลาม

คำประกาศ 'ข้อตกลงอับราฮัม' มีความดังนี้:
“ข้าพเจ้าผู้ลงนามด้านล่างตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาและเสริมสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางและทั่วโลกโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันซึ่งกันและกัน รวมถึงการเคารพศักดิ์ศรีและเสรีภาพของมนุษย์ รวมทั้งเสรีภาพทางศาสนาด้วย เราส่งเสริมความพยายามในการส่งเสริมการสนทนาข้ามศาสนาและข้ามวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพระหว่างศาสนาอับราฮัมทั้งสามศาสนาและมนุษยชาติทั้งหมด

เราเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาคือความร่วมมือและการเจรจา และการพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างรัฐต่าง ๆ จะส่งเสริมผลประโยชน์ของสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลางและทั่วโลก

เราแสวงหาความอดทนและความเคารพต่อทุกคนเพื่อให้โลกนี้เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถเพลิดเพลินไปกับชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและความหวัง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเชื้อชาติ ความเชื่อ หรือชาติพันธุ์ใดก็ตาม

​เราสนับสนุนวิทยาศาสตร์ ศิลปะ การแพทย์ และการพาณิชย์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่มวลมนุษย์ เพิ่มศักยภาพของมนุษย์ และทำให้ประเทศต่างๆ ใกล้กันมากขึ้น

เรามุ่งมั่นที่จะยุติการรุนแรงและความขัดแย้งเพื่อให้เด็ก ๆ ทุกคนมีอนาคตที่ดีกว่า ​เราแสวงหาวิสัยทัศน์แห่งสันติภาพ ความปลอดภัย และความเจริญรุ่งเรืองในตะวันออกกลางและทั่วโลก ​ด้วยจิตวิญญาณนี้ เรายินดีต้อนรับและให้กำลังใจกับความคืบหน้าที่เกิดขึ้นแล้วในการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลและเพื่อนบ้านในภูมิภาค ภายใต้หลักการของข้อตกลงอับราฮัม เราได้รับกำลังใจจากความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเสริมสร้างและขยายความสัมพันธ์ฉันมิตรดังกล่าวโดยยึดตามผลประโยชน์ร่วมกันและความมุ่งมั่นร่วมกันเพื่ออนาคตที่ดีกว่า”

'ข้อตกลงอับราฮัม' ซึ่งลงนามที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2020 ในช่วงการบริหารชุดแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในด้านการทูตตะวันออกกลางของสหรัฐฯ ข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้เกิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และโมร็อกโกในเวลาต่อมาไม่นาน อิสราเอลยังได้ริเริ่มกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ปกติกับซูดาน แต่ไม่ได้นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ปกติเนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศของซูดาน เริ่มต้นจากข้อตกลงอิสราเอล-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในเดือนสิงหาคม 2020 โดยที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิสราเอลไม่เคยมีการสู้รบกันมาก่อนเลย แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็มีส่วนร่วมในการคว่ำบาตรต่ออิสราเอลของสันนิบาตอาหรับ ซึ่งมีมาตั้งแต่ก่อตั้งอิสราเอลในปี 1948 ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลจากผลประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่านและความร่วมมืออย่างเงียบ ๆ และเป็นความลับมานานหลายปีแล้ว

อิสราเอลได้เปิดสำนักงานการทูตระหว่างประเทศในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปี 2015 โดย โยสซี โคเฮน หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้แอบเดินทางอย่างลับ ๆ ไปที่นั่นหลายครั้ง และรัฐบาลทั้งสองก็ร่วมมือกันต่อสู้กับการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนา ทั้งสองประเทศมีความสนใจในการเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจและร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น อิสราเอลตกลงที่จะระงับแผนการผนวก/การใช้อำนาจอธิปไตยในเขตเวสต์แบงก์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง ข้อตกลงดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ทางการทูตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความร่วมมือระดับรากหญ้าระหว่างประชาชนในทั้งสองประเทศด้วย นับตั้งแต่มีการลงนามข้อตกลงในเดือนกันยายน มีชาวอิสราเอล 130,000 คนเดินทางไปเยือนดูไบ และการค้าระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีมูลค่าถึง 1 พันล้านเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ในความเคลื่อนไหวที่หลายคนมองว่า มีความเกี่ยวข้องกับข้อตกลงอับราฮัมคือ การที่สหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะขายเครื่องบินขับไล่แบบ F-35 ให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เรื่องนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิสราเอลกังวลว่า เครื่องบินเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้คุกคามอิสราเอลในอนาคต เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้หารือกันในประเด็นนี้ และดูเหมือนว่า จะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการทำให้แน่ใจว่า อิสราเอลสามารถป้องกันตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อิสราเอลและบาห์เรนประกาศข้อตกลงที่คล้ายกันในเดือนกันยายน 2020 ทั้งสองประเทศได้ลงนามในปฏิญญาสันติภาพ โดยตกลงที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต เจรจาสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ และไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างกัน จากนั้นเจ้าหน้าที่จากทั้งสองประเทศก็เริ่มทำงานร่วมกันในรายละเอียดว่าทั้งสองประเทศจะให้ความร่วมมือกันในด้านต่างๆ อย่างไร คล้ายกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความร่วมมืออย่างเงียบ ๆ มานานระหว่างอิสราเอลและบาห์เรน กษัตริย์บาห์เรนประณามการคว่ำบาตรอิสราเอลของสันนิบาตอาหรับในปี 2017 ในปี 2020 บาห์เรนเป็นเจ้าภาพการประชุม "สันติภาพสู่ความเจริญรุ่งเรือง" ซึ่งนำโดยรัฐบาลสหรัฐฯ และถูกคว่ำบาตรโดยผู้นำปาเลสไตน์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรนประกาศว่า พวกเขาจะร่วมมือกับอิสราเอลเพื่อนำเสนอแนวร่วมหนึ่งเดียวกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านและโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลของระบอบอิหร่าน

อิสราเอลและซูดานลงนามข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ในเดือนตุลาคม 2020 ข้อตกลงนี้มีความซับซ้อนมากกว่าข้อตกลงอื่นๆ เนื่องจากรัฐบาลของซูดานกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านโดยมีเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะต้องมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีปัญหาบางประการในการปฏิบัติตามข้อตกลงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ กล่าวคือ ซูดานจะต้องยกเลิกกฎหมายในประเทศที่ห้ามมีความสัมพันธ์กับอิสราเอลเสียก่อน นอกจากนี้ ความก้าวหน้ายังล่าช้าลงเนื่องมาจากการคัดค้านจากกลุ่มต่างๆ ในซูดานและการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลที่ไม่มั่นคง

อิสราเอลและโมร็อกโกประกาศข้อตกลงการสร้างความสัมพันธ์ปกติในเดือนธันวาคม 2020 โมร็อกโกมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเปิดเผย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวยิวในโมร็อกโก ซึ่งหลายคนหนีออกจากประเทศไปยังอิสราเอล รัฐบาลโมร็อกโกได้พยายามรักษาประวัติศาสตร์ของชาวยิวและต้อนรับชาวยิวโมร็อกโกที่มาเยือนประเทศนี้ สหรัฐฯ ยอมรับการอ้างสิทธิ์ของโมร็อกโกในดินแดนที่เป็นข้อพิพาทในซาฮาราตะวันตก เพื่อเป็นแรงจูงใจให้รัฐบาลโมร็อกโกฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอล การตัดสินใจครั้งนี้เป็นที่ถกเถียงกัน และยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้จุดยืนเดียวกันนี้หรือไม่

โดยทั้งนี้ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ในประเทศอาหรับที่ได้ลงนามข้อตกลงการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอล ประชาชนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงลบต่อ 'ข้อตกลงอับราฮัม' ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ผู้ตอบแบบสอบถามชาวซาอุดีอาระเบีย 76% กล่าวว่า พวกเขามีมุมมองเชิงลบต่อข้อตกลงอับราฮัม ตามการสำรวจที่ดำเนินการโดยสถาบันวอชิงตันเพื่อการกำหนดนโยบายตะวันออกใกล้ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายนถึง 6 ธันวาคม 2023 ผู้เข้าร่วมการสำรวจชาวซาอุดีอาระเบีย 96% เชื่อว่า ชาติอาหรับควรตัดความสัมพันธ์กับอิสราเอล และชาวซาอุดีอาระเบียเพียง 16% เท่านั้นที่กล่าวว่า ฮามาสควรยอมรับแนวทางสองรัฐ

ผู้นำปาเลสไตน์ได้ประณามข้อตกลงอับราฮัมอย่างรุนแรง ทางการปาเลสไตน์กล่าวว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับอิสราเอลเป็นการทรยศโดยสิ้นเชิง และโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮามาสตอบสนองตามที่คาดไว้ โดยกล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าว “เป็นไปตามแนวทางของพวกไซออนิสต์” และรัฐอาหรับควรจะดำเนินการต่อต้านการทำให้ปกติต่อไป คำกล่าวเหล่านี้ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ในโลกอาหรับ รวมถึงการสัมภาษณ์ที่ยาวนานโดยอดีตเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐอเมริกา เจ้าชายบันดาร์ บิน สุลต่าน ซึ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณชนอย่างรุนแรง และไม่เคยมีมาก่อนต่อผู้นำปาเลสไตน์ จากการสำรวจของศูนย์นโยบายและการวิจัยปาเลสไตน์พบว่า ชาวปาเลสไตน์ร้อยละ 80 ได้บรรยายความรู้สึกของตนต่อ “ข้อตกลงอับราฮัม” ว่า “เป็นการทรยศ การทอดทิ้ง และการดูหมิ่น” ซ่ง เดนนิส รอสส์ อดีตทูตสันติภาพของสหรัฐฯ ประจำตะวันออกกลาง ได้บอกเอาไว้ว่า การเคลื่อนไหวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ "ควรจะเป็นการส่งสัญญาณไปยังชาวปาเลสไตน์ด้วยว่า คนอื่นจะไม่รอพวกเขา" เพื่อสร้างสันติภาพกับอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้วิเคราะห์ และประเมินว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาโดยตลอดก็คือ “หากไม่มีความมุ่งมั่นที่มีความน่าเชื่อถือต่อความเป็นรัฐของปาเลสไตน์แล้ว (ซึ่งเป็นประเด็นขัดแย้งที่ “ข้อตกลงอับราฮัม” พยายามหลีกเลี่ยง) การสร้างความปกติจากพื้นฐานที่เป็นอยู่อาจกลายเป็นภารกิจที่ยากจะเข้าใจและสำเร็จลุล่วงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้จะมีการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่เคยเสร็จสมบูรณ์เลยแม้แต่ครั้งเดียว”

‘ปฏิบัติการกรงเล็บอินทรี’ สหรัฐฯ บุกอิหร่านครั้งแรก เป้าช่วยตัวประกันแต่ผลลัพธ์พังพาบสังเวยทหาร 8 นาย

ปฏิบัติการครั้งนี้ประสบกับความล้มเหลว ทำให้ต้องสูญเสียทหารอเมริกันไป 8 นาย และต้องล้มเลิกแผนการในการใช้กองกำลังติดอาวุธเพื่อช่วยเหลือนักการทูตอเมริกันที่ถูกจับเป็นตัวประกันในอิหร่าน

ห้วงเวลานี้สงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเข้ามายุ่งเกี่ยวพัวพันด้วยกำลังเป็นประเด็นที่โลกต้องจับตามอง จึงขอนำเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติอิหร่าน 1979 ซึ่งเป็นการโค่นราชวงศ์ปาห์ลาวีภายใต้ “ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Shah Pahlavi)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และการแทนที่ด้วยสาธารณรัฐอิสลามภายใต้ “อยาโตลาโคมัยนี” ผู้นำการปฏิวัติ ผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การฝ่ายซ้าย และองค์การอิสลามหลายแห่ง รวมทั้งขบวนการนักศึกษาอิหร่าน

ต่อมา วันที่ 4 พฤศจิกายน 1979 กลุ่มนักศึกษาปฏิวัติมุสลิมเคร่งศาสนา โกรธแค้นที่รัฐบาลสหรัฐฯ รับอดีตกษัตริย์ชาห์ ปาห์เลวี (Shah Pahlavi) แห่งอิหร่านให้ลี้ภัยในนสหรัฐอเมริกาได้ จึงได้บุกเข้ายึดและจับตัวผู้ที่ทำงานในสถานทูตสหรัฐในกรุงเตหะราน (Tehran) โดยนักการทูตอเมริกัน 52 คน ถูกกักตัวไว้นานถึง 444 วัน และที่สุดตัวประกันซึ่งเป็นนักการทูตของสหรัฐฯ ก็ได้รับการปล่อยตัว แต่การกักตัวทูตและนักการทูตในครั้งนั้น ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องความละเมิดที่มิได้เกี่ยวกับสถานที่ของคณะผู้แทนทางการทูต ตามข้อ22 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายทางการทูต ปี 1961

โดยช่วงเวลาที่มีการกักตัวประกันไว้ในสถานทูตนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ได้มีความพยายามช่วยตัวประกัน โดยมี “ปฏิบัติการกรงเล็บอินทรีย์” (Operation Eagle Claw) ในวันที่ 24 เมษายน 1980 อันเป็นปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านเป็นครั้งแรก ซึ่งปฏิบัติการนี้น่าจะเป็น “ปฏิบัติการกรงเล็บอินทรีหัก” (Operation Eagle Claw Broken) เสียมากกว่า เพราะว่าปฏิบัติการครั้งนี้ประสบกับความล้มเหลว ทำให้ต้องสูญเสียทหารอเมริกันไป 8 นาย และต้องล้มเลิกแผนการในการใช้กองกำลังติดอาวุธเพื่อช่วยเหลือนักการทูตอเมริกันที่ถูกจับเป็นตัวประกันในอิหร่าน

ปฏิบัติการกรงเล็บอินทรีย์ (Operation Eagle Claw) เป็นปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้นคือ Jimmy Carter ซึ่งพยายามยุติวิกฤติการณ์ตัวประกันในอิหร่านด้วยการส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือนักการทูต 52 คนที่ถูกควบคุมตัวภายในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ณ กรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 24 เมษายน 1980 ความล้มเหลวนำไปสู่การขายหน้าที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายชื่อเสียงของสหรัฐฯ ไปทั่วโลก ทำให้ประธานาธิบดี Jimmy Carter ถูกตำหนิ จนเป็นผลให้พ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 1980 อันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการช่วยเหลือตัวประกันสหรัฐฯ ให้เป็นอิสระ

“ปฏิบัติการกรงเล็บอินทรีย์” ถูกวางแผนไว้เป็นภารกิจ 2 คืน ในคืนแรกเครื่องบินทหารของสหรัฐฯ จะบินเข้าอิหร่านทางพื้นที่ชายฝั่งห่างไกล 60 ไมล์ (100 กม.) ทางตะวันตกของเมือง Chabahar และบินไปยังจุดรวมพล Desert One (พิกัด 33 ° 04′23″ N 55 ° 53′33″ E) ผ่านทางทะเลทราย Dasht-e Lut โดยจุดรวมพล Desert One จะได้รับการจัดตั้งและคุ้มกันโดยมีกองกำลังป้องกัน และมีน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 6,000 แกลลอนสหรัฐ (22,700 ลิตร) เตรียมไว้สำหรับอากาศยาน ซึ่งถูกนำเข้าพื้นที่โดยบรรจุในถังเชื้อเพลิงที่สามารถยุบตัวได้ ซึ่งโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ โดยเครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 มีเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์แบบ EC-130Es 3 ลำ (นามเรียกขาน : Republic 4, 5, และ 6) ทำหน้าที่ส่งยุทโธปกรณ์และเสบียง และ MC-130E Combat Talons (นามเรียกขาน : Dragon 1 ถึง 3) นำหน่วย Delta Force พร้อมกับอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เข้าไปยังพื้นที่ปฏิบัติการ

ระหว่างการวางแผนมีการเตรียมเฮลิคอปเตอร์ชองกองทัพเรือสหรัฐฯแบบ RH-53D Sea Stallion ไว้ที่เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz โดยลูกเรือของ Nimitz ไม่ทราบสาเหตุของการปรากฏตัวของเฮลิคอปเตอร์ 8 ลำบนเรือของพวกเขาเป็นเวลาหลายเดือน พวกเขาได้รับเพียงการบอกเล่าว่า เฮลิคอปเตอร์ใช้ในภารกิจปฏิบัติการกวาดทุ่นระเบิด แผนดังกล่าวกำหนดให้เฮลิคอปเตอร์รับการเติมเชื้อเพลิงและบินนำทหารหน่วย Delta Force เป็นระยะทาง 260 ไมล์ (420 กม.) ไปยังจุดนัดพบ Desert Two (พิกัด 35 ° 14′00″ N 52 ° 09′00″ E) อยู่ห่างจากกรุงเตหะรานราว 52 ไมล์ (84 กม.) ด้วยเวลาที่ใกล้เช้ารุ่งเช้า เฮลิคอปเตอร์และกองกำลังภาคพื้นดินจะถูกซ่อนพรางตัวในระหว่างกลางวัน ณ จุด Desert Two โดยการปฏิบัติการกู้ภัยจะเกิดขึ้นในคืนที่สอง เริ่มจากสายของ CIA ในอิหร่านจะนำรถบรรทุกไปยังจุด Desert Two ร่วมกับกองกำลังภาคพื้นดิน (หน่วย Delta Force) จากนั้นจะขับรถจากจุด Desert Two ไปยังกรุงเตหะราน ในขณะที่กองกำลังจู่โจมหลักกำลังเคลื่อนไปยังกรุงเตหะราน กองกำลังสหรัฐหน่วยอื่น ๆ จะตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่เพื่อชะลอการตอบโต้ใด ๆ จากกองกำลังของอิหร่าน ยิ่งไปกว่านั้นเครื่องบิน Gunship แบบ AC-130 จะบินไปยังกรุงเตหะรานเพื่อทำการยิงสนับสนุนในกรณีที่จำเป็น

ท้ายสุดแล้ว กองกำลัง Ranger จะทำการยึดฐานทัพอากาศ Manzariyeh ที่อยู่ใกล้เคียง (พิกัด 34 ° 58′58″ N 50 ° 48′20″ E) เพื่อให้เครื่องบิน C-141 Starlifter ลงจอด กองกำลังภาคพื้นดินจะทำการโจมตีสถานทูต และกำจัดผู้คุม หลังจากนั้นจะพาตัวประกันและกองกำลังไปยังจุดนัดพบกับเฮลิคอปเตอร์ในฝั่งตรงข้ามบริเวณสนามกีฬา Amjadieh แล้วเฮลิคอปเตอร์จะพาทุกคนไปยังฐานทัพอากาศ Manzariyeh ขึ้น C-141s เพื่อบินพาทุกคนกลับไปยังดินแดนที่เป็นมิตร การป้องกันทางอากาศจะให้ กองบินนาวีที่ 8 (CVW-8) ปฏิบัติการจาก USS Nimitz และ กองบินนาวีที่ 14 (CVW-14) ปฏิบัติการจาก USS Coral Sea ในปฏิบัติการนี้เครื่องบินรบจะติดแถบพิเศษเพื่อระบุตัวตนที่ปีกขวา ประกอบด้วย กองบินนาวีที่ 14 (CVW-14) เครื่องบินรบแบบ F-4Ns ติดแถบสีแดงสำหรับกองบินขับไล่โจมตีนาวิกโยธินที่ 323 (VMFA-323) หรือสีเหลืองสำหรับกองบินขับไล่โจมตีนาวิกโยธินที่ 323 (VMFA-531) แถบสีดำ 2 แถบของกองบินนาวีที่ 14 (CVW-14) เครื่องบินจู่โจมแบบ A-7s และ A-6s มีแถบสีส้มล้อมรอบด้วยแถบสีดำ 2 แถบ เพราะมีเครื่องบินซึ่งคล้ายกัน (เพื่อช่วยแยกแยะเครื่องบินสหรัฐจากเครื่องบินอิหร่านที่ซื้อจากสหรัฐอเมริกา) คือ เครื่องบินขับไล่แบบ F-14 Tomcats และ F-4 Phantoms

แต่เมื่อมีการปฏิบัติจริง มีเพียงการส่งหน่วยระวังป้องกัน/ทีมกู้ภัย อุปกรณ์ และเชื้อเพลิงโดยเครื่องบิน C-130 เท่านั้นที่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หน่วยปฏิบัติการพิเศษออกจากฐานบินบนเกาะ Masirah ประเทศโอมาน และบินไปยังจุด Desert One โดย Dragon 1 บินถึงเวลา 22:45 ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากมีการเปิดไฟที่ซ่อนอยู่ การลงจอดภายใต้สภาพที่มืดมิดโดยใช้ระบบแสงอินฟราเรดบนลานบิน ซึ่งสามารถเห็นได้ด้วยแว่นมองกลางคืนเท่านั้น ด้วย Dragon 1 บรรทุกน้ำหนักมหาศาล ในการลงจอด แม้จะมีตรวจสอบว่าไม่มีสิ่งกีดขวางบนทางวิ่ง แต่ก็เกิดความเสียหายต่อปีกเครื่องบินจากการปะทะสิ่งกีดขวาง และต้องทำการซ่อมบนภาคพื้นดินในภายหลัง แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ และเครื่องบินยังคงบินได้

กองกำลังภาคพื้นดินประกอบด้วยหน่วย Delta Force 93 นายเตรียมบุกโจมตีสถานทูต โดยหน่วยจู่โจมพิเศษ 13 คนจากหน่วย "A" กองพล Berlin จะเข้าจู่โจมกระทรวงการต่างประเทศ Ranger อีก 12 นาย จะจัดตั้งแนวกีดขวาง และกำลังผสมอิหร่านและอเมริกันซึ่งพูดฟาร์ซีได้ 15 นาย ซึ่งส่วนใหญ่จะทำหน้าที่เป็นคนขับรถบรรทุก ทีมควบคุมการปฏิบัติการรบ (Combat Control Team : CCT) จัดตั้งเขตลงจอดขนานทางตอนเหนือของถนนลูกรัง และติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณ TACAN เพื่อเป็นแนวลงจอดของเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน MC-130s ลำที่ 2 และ 3 ลงจอดโดยใช้ทั้งรันเวย์ และปล่อยส่วนที่เหลือของหน่วย Delta Force หลังจากที่ Dragon 1 และ 2 บินออกในเวลา 23:15 เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับ EC-130 และ ฮ. RH-53D 8 ลำ และกลับไปที่ ฐานบิน ซึ่งจะอนุญาตให้ลูกเรือเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการในคืนที่สอง

ไม่นานหลังจากที่ลูกเรือคนแรกลงพื้น และเริ่มเฝ้าระวัง จุด Desert One มีรถบรรทุกซึ่งขนน้ำมันเถื่อนวิ่งผ่านจึงถูกยิงจนระเบิดด้วยจรวดประทับไหล่โดยทีมกั้นถนนของหน่วย Ranger ขณะพยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ คนในรถบรรทุกเสียชีวิต แต่คนขับพยายามหลบหนีด้วยรถกระบะที่มาด้วยกัน ในขณะที่รถบรรทุกน้ำมันที่ถูกประเมินว่า มีส่วนร่วมในการลักลอบขนน้ำมันโดยตัวคนขับรถก็ไม่ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของภารกิจ แต่เปลวไฟที่เกิดขึ้นสว่างมากในยามค่ำคืนเห็นได้ในระยะหลายไมล์ จึงเป็นการชี้ทางไปยังจุด Desert One สำหรับเฮลิคอปเตอร์ที่ยังไม่ลงจอด รถบัสพร้อมคนขับและผู้โดยสารพลเรือนชาวอิหร่าน 43 คน ซึ่งเดินทางบนถนนสายเดียวกัน ซึ่งตอนนั้นเป็นรันเวย์สำหรับเครื่องบินถูกบังคับให้จอด และทั้งหมดถูกควบคุมตัวในเครื่องบิน Republic 3

ระหว่างทาง เฮลิคอปเตอร์ Bluebeard 6 ต้องลงจอดฉุกเฉินกลางทะเลทราย เมื่อนักบินอ่านค่าของเซ็นเซอร์ซึ่งระบุว่า ใบพัดร้าว โดย ฮ. Bluebeard 8 ได้รับเอาลูกเรือของฮ. Bluebeard 6 ออกจากพื้นที่ เฮลิคอปเตอร์ที่เหลือบินเข้าไปในสภาพอากาศที่ไม่คาดคิดที่รู้จักกันในชื่อ Haboob (เมฆฝุ่นขนาดมหึมาที่เกือบจะทึบแสงซึ่งเกิดตามพายุฝนฟ้าคะนอง) Bluebeard 5 บินเข้า haboob ต้องละภารกิจ และบินกลับไปยัง USS Nimitz เมื่ออุปกรณ์เครื่องวัดประกอบการบินทำงานผิดปกติ ทำให้ต้องบินโดยปราศจากอุปกรณ์ฯ แต่การบินด้วยสายตาก็เป็นไปไม่ได้ การก่อตัวกระจัดกระจายมาถึงจุด Desert One นาน 50 ถึง 90 นาที ตามกำหนดการ Bluebeard 2 มาถึง Desert One เมื่อเวลา 01:00 น. ด้วยระบบไฮดรอลิกชุดหนึ่งเกิดขัดข้อง แต่ระบบดังกล่าวมี 2 ชุด จึงทำให้มีระบบไฮดรอลิกเพียงชุดเดียวในการควบคุมเฮลิคอปเตอร์ให้บินได้

ดังนั้นจึงเหลือเฮลิคอปเตอร์เพียง 5 ลำเท่านั้นที่จะบินส่งทหารและอุปกรณ์ไปยัง Desert Two ซึ่งผบ.ภาคสนามคิดว่า ภารกิจคงต้องยกเลิก และแล้วภารกิจก็มาถึงจุดจบ เมื่อนักบินปฏิเสธที่จะใช้เฮลิคอปเตอร์ Bluebeard 2 ในภารกิจ ขณะที่ผบ.ภาคสนามเองก็ปฏิเสธที่จะลดขนาดทีมกู้ภัย ซึ่งคาดว่า อาจจะสูญเสียเฮลิคอปเตอร์เพิ่มในเวลาต่อมา จึงมีการแจ้งขอยกเลิกภารกิจผ่านวิทยุสื่อสารดาวเทียมถึงประธานาธิบดี หลังจากนั้นสองชั่วโมงครึ่งก็ได้รับคำสั่งให้ยกเลิกภารกิจ

ขณะถอนกำลังเกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งชนเข้ากับเครื่องบินลำเลียงโดยใบพัดหลักฟันกับแพนหางของเครื่องบินและลำตัวชนเข้ากับโคนปีกจนเกิดเพลิงไหม้ เป็นเหตุให้ลูกเรือเฮลิคอปเตอร์ซึ่งสังกัดกองกำลังนาวิกโยธิน 3 ใน 5 นายเสียชีวิต ลูกเรือเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศเสียชีวิต 5 จาก 14 นาย ระหว่างการอพยพไปยังเครื่องบินลำเลียงแบบ EC-130s ลูกเรือเฮลิคอปเตอร์พยายามในการค้นเอกสารภารกิจลับ และทำลายเฮลิคอปเตอร์ ลูกเรือเฮลิคอปเตอร์ทั้งหมดขึ้นเครื่อง EC-130s โดยทิ้งเฮลิคอปเตอร์ RH-53 ทั้ง 5 ลำไว้ข้างหลัง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสภาพไม่บุบสลาย และบางส่วนได้รับความเสียหายจากกระสุน ต่อมาเฮลิคอปเตอร์ Bluebeards 2 และ 8 ถูกกองทัพเรือแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านนำไปใช้งาน เครื่องบิน EC-130E (Republic 5) ซึ่งกลับมาอย่างปลอดภัย และถูกปลดจากกองทัพอากาศสหรัฐในเดือนมิถุนายน 2013 ปัจจุบันตั้งแสดง ณ พิพิธภัณฑ์การบิน Carolinas

เครื่องบิน EC-130s ได้นำกำลังที่เหลือกลับไปยังสนามบินที่เกาะ Masirah โอมาน โดยมีเครื่องบินลำเลียงทางการแพทย์แบบ C-141 2 ลำจากฐานทัพอากาศ Wadi Abu Shihat, อียิปต์ เพื่อรอรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ลูกเรือเฮลิคอปเตอร์ สมาชิกหน่วย Rangers และ หน่วย Delta Force ถูกพากลับไปฐานทัพอากาศ Wadi Kena ส่วนผู้บาดเจ็บถูกส่งไปยังฐานทัพอากาศ Ramstein ในเยอรมันตะวันตก (ขณะนั้น) ทีม CIA ประจำกรุงเตหะรานถอนตัวออกจากอิหร่านโดยไม่ทิ้งร่องรอย

ทำเนียบขาวประกาศว่า ปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันล้มเหลวเมื่อเวลา 01:00 น. ของวันถัดไป ตัวประกันในสถานทูตได้ถูกกระจายไปทั่วประเทศอิหร่านในภายหลังเพื่อให้การช่วยเหลือครั้งที่ 2 เป็นไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่ของกองทัพอิหร่านพบศพ 9 ศพ เป็นชาวอเมริกัน 8 ศพ และพลเรือนอิหร่านอีก 1 ศพ ส่วนพลเรือนชาวอิหร่าน 44 คนบนรถบัสที่ถูกกักตัวก็ได้เล่าเรื่องราวของปฏิบัติการนี้ให้เจ้าหน้าที่ของกองทัพอิหร่าน มีการจัดทำแผ่นป้ายรำลึกถึงทหารรสหรัฐ 8 นาย ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ในสุสานแห่งชาติ Arlington วันที่ 25 เมษายน 1980 พลตรี Robert M. Bond ได้อ่านคำสดุดีของประธานาธิบดี Jimmy Carter ที่พิธีศพเพื่อแสดงความระลึกถึงพวกเขาเหล่านั้น พลเรือเอก James L. Holloway III (เกษียณ) อดีตผู้บัญชาการฝ่ายปฏิบัติการกองทหารเรือ ได้ทำการสอบสวนอย่างเป็นทางการในปี 1980 อ้างถึงข้อบกพร่องในการวางแผนของภารกิจ คำสั่ง และการควบคุม และความสามารถในการปฏิบัติการร่วม และกลายเป็นตัวเร่งให้มีการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม และรัฐบัญญัติ Goldwater-Nichols ในปี 1986

ความล้มเหลวของการปฏิบัติการร่วม ซึ่งขาดความพร้อมเพรียงทำให้เกิดการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ๆ ในอีกหลายปีต่อมา ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐอเมริกา (USSOCOM) เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1987 โดยแต่ละเหล่าทัพมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตนเองภายใต้การควบคุมปฏิบัติการร่วมโดย USSOCOM การขาดนักบินเฮลิคอปเตอร์ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มีความสามารถในการบินกลางคืนระดับต่ำ ซึ่งจำเป็นสำหรับภารกิจในปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ทันสมัย ทำให้เกิดหน่วยบินปฏิบัติการพิเศษที่ 160 (SOAR) (Night Stalkers) นอกจากหน่วยบินปฏิบัติการพิเศษที่ 160 (SOAR) แล้ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ฝึกนักบินเฮลิคอปเตอร์จำนวนมากให้สามารถบินเจาะทะลุในระดับต่ำ สามารถเติมน้ำมันกลางอากาศ และใช้แว่นมองกลางคืน ทำการบินเฮลิคอปเตอร์แบบ MH-47, CH-53E, MH-60 และ MV-22 รวมถึงเพิ่มความสามารถในการบินเพื่อปฏิบัติการพิเศษ ความล้มเหลวนำมาสู่การพัฒนาเทคนิควิธีในการปฏิบัติการพิเศษมากมาย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจประจำของ USSOCOM่

ประธานาธิบดี Carter ยังคงพยายามให้ตัวประกันถูกปล่อยตัว ก่อนการสิ้นสุดของสมัยของประธานาธิบดี Carter วันที่ 20 มกราคม 1981 ไม่กี่นาทีหลังจากสิ้นสุดวาระของ Carter ตัวประกัน 52 คนที่ถูกกักขังในอิหร่านได้รับการปล่อยตัว สิ้นสุด 444 วันวิกฤติตัวประกันอเมริกันในอิหร่าน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ Cyrus R. Vance เชื่อว่า ปฏิบัติการนี้จะไม่ประสบผล และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของตัวประกัน จึงเลือกที่จะลาออก โดยไม่คำนึงว่าภารกิจสำเร็จหรือไม่ Ruhollah Khomeini ประณามประธานาธิบดี Carter และในคำพูดหลังจากเหตุการณ์โดยอ้างพระเจ้าโยนทรายเพื่อปกป้องอิหร่าน เขากล่าวว่า "ใครเป็นคนทำลายเฮลิคอปเตอร์ของ Carter? เราทำ? ทรายทำ! ตัวแทนของพระเจ้า ลมเป็นตัวแทนของพระเจ้า ... ทรายเหล่านี้เป็นตัวแทนของพระเจ้า พวกเขา (อเมริกัน) สามารถลองของได้อีก!

เหตุวิกฤติจบลงในที่สุด เมื่อมีการลงนามในสัญญา Algiers Accords ในประเทศอัลจีเรียในวันที่ 19 มกราคม 1981 และมีการปล่อยตัวประกันเมื่อวันที่ 21 มกราคม 1981 ในข้อตกลง มีการปล่อยตัวคนอเมริกันที่ถูกกักตัวในอิหร่าน และอีกด้านหนึ่ง มีการปล่อยตัวคนสัญชาติอิหร่านที่ต้องโทษในสหรัฐอเมริกา แต่สนธิสัญญานี้ครอบคลุมเพียงด้านกฎหมาย แต่ในวันที่ 7 เมษายน 1980 สหรัฐอเมริกาได้ตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านในวันที่ 24 เมษายน 198เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

ส่องขีดความสามารถกำลังรบ – ยุทโธปกรณ์อิหร่าน ในวันที่ต้องเปิดแนวรบเต็มรูปแบบกับ ‘อิสราเอล’

ปัจจุบันทุกวันนี้ กรณีพิพาทระหว่างประเทศได้ขยายตัวยกระดับกลายเป็นสงครามในหลายภูมิภาคบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็น รัสเซียกับยูเครน อิหร่านกับอิสราเอล กรณีพิพาทระหว่างอินเดียและปากีสถาน หรือ กระทั่งกรณีพิพาทระหว่างไทยกับเขมร ซึ่งมีการเผชิญหน้าด้วยกำลังทหารตลอดแนวชายแดนของสองประเทศ

สงครามคือ การต่อสู้ของคู่พิพาทหรือคู่ขัดแย้งด้วยกองกำลังติดอาวุธ ในสภาวะที่ปกติแล้วมีการสู้รบด้วยอาวุธอย่างเปิดเผยและประกาศระหว่างรัฐหรือประเทศต่าง ๆ โดยการทำสงครามนั้น คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายจำเป็นต้องมีกำลังอำนาจทางทหาร ซึ่งประกอบด้วย (1) กำลังรบ กำลังทหาร หรือกองกำลังติดอาวุธ (ที่จัดเตรียมไว้แล้ว) และ (2) ศักย์สงคราม

ศักย์สงคราม (War potential) ได้แก่ ขีดความสามารถที่จะผลิตกำลังรบเพิ่ม ผลิตอำนาจการรบเพิ่ม โดยองค์ประกอบของศักย์สงครามอาจแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) กำลังอำนาจทางเศรษฐกิจ 2) กำลังอำนาจทางการเมือง 3) ขวัญและกำลังใจเมื่อเกิดการสู้รบขึ้น และ 4) การสนับสนุนจากพันธมิตร

นอกจากองค์ประกอบ 4 ประเภทที่กล่าวมาแล้ว ยังรายละเอียดตามเงื่อนไขปัจจัยดังต่อไปนี้ คือ (1) ขนาด ที่ตั้ง และลักษณะของประเทศ (2) จำนวน อายุ ลักษณะประชากร ขีดความสามารถทางแรงงานและขวัญของพลเมือง (3) จำนวนและชนิดของอาหารและวัตถุดิบ ตลอดจนจำนวนสำรองของวัตถุดิบรวมทั้งขีดความสามารถที่จะนำเข้ามาทั้งยามสงบและยามสงคราม (4) ขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม (5) ขีดความสามารถในด้าน Logistics (6) ทรัพยากรด้านวัตถุและกำลังคนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ (7) คุณภาพของผู้นำและผู้บริหารของชาติ รวมทั้งขีดความสามารถในการระดมสรรพกำลังที่มีอยู่ด้วย

ศักย์สงครามของอิหร่าน ในขณะนี้ โลกกำลังจับตาดูความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านว่า จะพัฒนาไปอย่างไร จะกลายเป็นสงครามที่มีการขยายพื้นที่เป็นสงครามขนาดใหญ่ หรือสงครามจำกัดขอบเขตพื้นที่เช่นที่เป็นมา บทความนี้จะขอพูดถึงศักย์สงครามของอิหร่านในสองมิติ โดยจัดเรื่องของอำนาจกำลังรบของอิหร่านไว้ในมิติแรก และมิติที่ 2 คือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

(1) อำนาจกำลังรบของอิหร่าน กำลังทหารอิหร่านประกอบด้วยสามหน่วยหลักได้แก่ (1.1) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps (Sepah)) และ (1.2) กองทัพ(บก)สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (Islamic Republic of Iran Army (Artesh)) และ (1.3) กองกำลังบังคับใช้กฎหมาย (ตำรวจ) โดยสองหน่วยแรกมีกำลังพลราว 530,000 นาย ส่วนตำรวจมีกำลังพลราว 500,000 นาย และตำรวจอาสาสมัครอีก 35,000 นาย กองกำลังทุกหน่วยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคณะเสนาธิการแห่งกองทัพฯ ภายใต้สำนักงานผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน โดยกระทรวงกลาโหม และหน่วยส่งกำลังบำรุงของกองทัพรับผิดชอบในการวางแผนส่งกำลังบำรุง และการจัดการงบประมาณของกองทัพ และไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับบัญชาสั่งการตลอดจนปฏิบัติการทางทหารในสนามรบ

กองทัพของอิหร่านได้รับการจัดอันดับให้เป็นกองทัพที่มีความแข็งแกร่งลำดับที่ 16 ของโลก จากการจัดอันดับของ Global Firepower ในปี 2025 ประกอบด้วย (1.) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามประกอบด้วย (1.1) กองกำลังภาคพื้นดิน เป็นกองกำลังปฏิวัติอิสลาม(IRGC) ซึ่งปฏิบัติการคู่ขนานกับกองทัพบกอิหร่าน นอกเหนือจากบทบาททางการทหารของพวกเขาแล้ว ยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยภายใน มีกำลังพลประมาณ 100,000 นาย (1.2) กองกำลัง Basij (องค์การเพื่อการเคลื่อนไหวของผู้ถูกกดขี่) เป็นกองทหารอาสาสมัครที่จัดตั้งขึ้นปี 1979 ตามคำสั่งของ Ayatollah Khomeini เดิมประกอบด้วยอาสาสมัครพลเรือนเข้าร่วมสู้รบในสงครามอิหร่าน-อิรัก และถูกระบุว่า เป็นองค์กรก่อการร้ายโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา, บาห์เรน และซาอุดิอาระเบีย มีกำลังพลประมาณ 90,000 นาย อาสาสมัครอีก 11.2ล้านนาย รวมอาสาสมัครพร้อมปฏิบัติการ 600,000 นาย (1.3) กองกำลัง Quds เป็นหน่วยหนึ่งในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เป็นกองกำลังที่เชี่ยวชาญในการทำสงครามนอกแบบ และปฏิบัติการทางการข่าวทางทหาร รับผิดชอบการปฏิบัติการนอกประเทศ กองกำลัง Quds ได้ให้การสนับสนุนกองกำลังในหลายประเทศรวมถึง Hezbollah, Hamas ในเลบานอน และญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ ในฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์, Houthis ในเยเมน และ Shia militias ในอิรัก ซีเรีย และ อัฟกานิสถาน มีการประเมินว่า Quds มีกำลังพลราว 10,000-20,000 คน ขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุดของอิหร่าน Ayatollah Khamenei (1.4) กองกำลังทางอากาศ (การบินและอวกาศ) แห่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (AFAGIR) 

ซึ่งปฏิบัติการคู่ขนานไปกับกองทัพอากาศของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (IRIAF) โดยใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารร่วมกับ กองทัพอากาศของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (IRIAF) และ (1.5) กองกำลังทางเรือแห่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามประกอบด้วยกำลังพลประมาณ 20,000 นาย เรือรบ 1,500 ลำ มีการพัฒนาขีดความสามารถอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการรบทางน้ำนอกแบบ และคุ้มครองผลประโยชน์นอกชายฝั่ง แนวชายฝั่ง และเกาะต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นของอิหร่าน

(2) กองทัพสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (Islamic Republic of Iran Army (Artesh)) ประกอบด้วย (2.1) กองกำลังภาคพื้นดิน หรือ กองทัพบก เป็นกองกำลังภาคพื้นดินของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กองทัพ ในภาษาฟาร์ซีเรียกว่า อาร์เทช (Artesh : ارتش) ซึ่งแปลว่า "กองทัพบก" ในปี 2007 ประมาณว่า กองทัพบกอิหร่าน มีบุคลากรราว 350,000 นาย (ทหารเกณฑ์ 220,000 นาย และทหารประจำการ 130,000 นาย) และทหารกองหนุนอีกประมาณ 350,000 นาย รวม 700,000 นาย ทหารเกณฑ์เป็นเวลา 21 เดือนและมีการฝึกฝนเพื่อเป็นทหารอาชีพ อาวุธยุทโธปกรณ์ประกอบด้วย รถถัง 3,000 คัน รถหุ้มเกราะ 1,550 คัน ปืนใหญ่ลากจูง 2,118 ระบบ ปืนใหญ่อัตตาจร 365 ระบบ เครื่องยิงจรวด 1,500+ ระบบ เฮลิคอปเตอร์ 260 ลำ เฮลิคอปเตอร์โจมตี 80+ ลำ และ UAV 400 ลำ (2.2) กองกำลังป้องกันทางอากาศ แยกออกมาจาก IRIAF ทำหน้าที่ควบคุมและปฏิบัติการในการป้องกันทางอากาศ (ภาคพื้น) ของอิหร่าน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2008 มีกำลังพลราว 15,000 นาย อาวุธยุทโธปกรณ์ประกอบด้วย ปืนและจรวดต่อสู้อากาศยานหลายแบบจำนวนมาก (2.3) กองทัพอากาศสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (IRIAF) มีกำลังพลราว 37,000 นาย อาวุธยุทโธปกรณ์ประกอบด้วยเครื่องบินรบ 348 ลำ  และเครื่องบิน/เฮลิคอปเตอร์แบบต่าง ๆ รวมทั้งหมด 741 ลำ และ (2.4)กองทัพเรือของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน มีกำลังพลราว 18,000 นาย อาวุธยุทโธปกรณ์ประกอบด้วย เรือผิวน้ำ 86 ลำ เรือดำน้ำ 19 ลำ และอากาศยานอีก 54 ลำ

ศักย์สงครามของอิหร่านในมิติของ "อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ" ท่านอายุน้อยกว่าห้าสิบอาจจะยังไม่ทราบว่า สี่สิบปีก่อนอิหร่านรบกับอิรักนานเกือบแปดปี ในตอนนั้นสหรัฐฯ และพันธมิตรได้ให้การสนับสนุนอิรักอย่างเต็มที่ ทหารของทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บตายฝ่ายละหลายแสนนาย (ตัวเลขจากหลายแหล่งไม่ปรากกฏตรงกันเลย) กองทัพอิหร่านหลังสงครามอ่อนแอลงมาก สูญเสียอาวุธยุทโธปกรณ์มหาศาล แต่ก็สามารถยันอิรักไว้ได้ ก่อนการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน กองทัพอิหร่านแข็งแกร่งด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์มหาศาลที่กษัตริย์ชาห์ปาเลวีสั่งซื้ออย่างมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สุดล้ำในยุคนั้น อาทิ เครื่องบินขับไล่แบบ F-14 Tomcat ซึ่งนอกจากกองทัพเรือสหรัฐฯ แล้ว มีเพียงกองทัพอากาศอิหร่านเท่านั้นที่มีใช้

ความอ่อนแอของกองทัพอิหร่านเกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ปี 1979 เพราะแม่ทัพนายกองของกองทัพอิหร่านส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ภักดีต่อกษัตริย์ชาห์ปาเลวี ดังนั้นเมื่ออยาตอลาห์โคไมนีได้อำนาจการปกครองประเทศ จึงมีการกวาดล้างผู้ภักดีต่อราชวงศ์ปาเลวี รวมทั้งอดีตข้าราชการและแม่ทัพนายกองถูกสังหารร่วม 8,000 คน หลังจากสงครามอิหร่านกับอิรัก อิหร่านได้การพัฒนากิจการทหารอย่างมากมายทั้งบุคลากร อาวุธยุทโธปกรณ์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศด้วย อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิหร่านเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยของกษัตริย์ชาห์โมฮัมหมัดเรซาปาห์ลาวี ในปี 1973 โดยบริษัทอิหร่านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (IEI) ก่อตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมและซ่อมแซมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ โดยอาวุธยุทโธปกรณ์ของอิหร่านส่วนใหญ่ก่อนการปฏิวัติอิสลามนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและยุโรประหว่างปี 1971 และ 1975 กษัตริย์ชาห์ได้สั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่ากว่า 8 พันล้านดอลลาร์เฉพาะจากสหรัฐอเมริกา สิ่งนี้สร้างความตื่นตระหนกแก่รัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เพิ่มความเข้มงวดกับกฎหมายว่าด้วยการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ในปี 1968 และเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐบัญญัติควบคุมการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ ถึงกระนั้นก็ตามสหรัฐอเมริกายังคงขายอาวุธจำนวนมากให้แก่อิหร่านจนกระทั่งเกิดการปฏิวัติอิสลามใน ปี 1979

1977 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิหร่านได้ร่วมมือกับอิสราเอลในการผลิตขีปนาวุธตามโครงการ Flower และขอเข้าร่วมโครงการพัฒนาขีปนาวุธร่วมกับสหรัฐฯ แต่ถูกปฏิเสธ ในปี 1979 อิหร่านเริ่มก้าวแรกสู่การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เองโดยเริ่มจากการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse engineering) กับจรวดแบบต่าง ๆ ของสหภาพโซเวียต อาทิ RPG-7, BM21 และ SA-7 หลังจากการปฏิวัติอิสลาม และเริ่มสงครามอิหร่าน – อิรัก การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรทางอาวุธระหว่างประเทศที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ประกอบกับความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารมากขึ้น ทำให้อิหร่านต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในประเทศ เพื่อซ่อมแซมและผลิตอะไหล่ชิ้นส่วน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้รับหน้าที่ให้ทำการจัดระเบียบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอีกครั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิหร่านสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว และกระทรวงกลาโหมได้สนับสนุนงบประมาณมหาศาลเน้นไปที่อุตสาหกรรมขีปนาวุธ ในไม่นานนักอิหร่านก็กลายเป็นชาติที่มีขีปนาวุธมากมาย

ปี 1992 อิหร่านสามารถผลิตรถถังเอง รวมทั้งรถหุ้มเกราะ ขีปนาวุธ เรือดำน้ำ และเครื่องบินรบ 2006 เหตุการณ์ต่าง ๆ จากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประกาศคว่ำบาตรอิหร่านโดยห้ามไม่ให้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ทุกรูปแบบ แม้จะมีบทลงโทษเหล่านี้อิหร่านก็ขายอุปกรณ์ทางทหารให้กับประเทศต่าง ๆ เช่น ซูดาน ซีเรีย และเกาหลีเหนือ อิหร่านก็ไม่สามารถนำเข้าอุปกรณ์ทางทหาร เช่น S-300 จากรัสเซีย แต่ก็ออกแบบและสร้างเองแทน เช่น Bavar- 373 และส่งออกอาวุธไปยังกว่า 50 ประเทศ

เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2012 กองทัพอิหร่านได้แถลงว่า ประสบความสำเร็จในการผลิตอุปกรณ์ทางทหารและความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านทำให้ประเทศมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านนี้ "ต่างจากประเทศตะวันตกที่ซ่อนอาวุธและยุทโธปกรณ์ใหม่ แต่กองทัพสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านไม่กลัวที่จะแสดงความสำเร็จทางทหารล่าสุดและทุกประเทศจะต้องตระหนักถึงความก้าวหน้าของอิหร่านในการผลิตอาวุธ" ตั้งแต่ปี 2016 กระทรวงกลาโหมอิหร่านได้ร่วมมือกับบริษัทระดับชาติมากกว่า 3,150 แห่ง และมหาวิทยาลัยอีก 92 แห่ง อีกทั้งความสามารถในการทำวิศวกรรมย้อนกลับทำให้อิหร่านสามารถพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่ยึดได้จากอิรัก กระทั่งในปัจจุบันอิหร่านสามารถยิงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของสหรัฐฯ ได้หลายแบบ และใช้เทคนิควิศวกรรมย้อนกลับในการผลิต UAV หรือโดรนเพื่อทำการรบที่มีประสิทธิภาพได้มากมายหลายแบบ

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า “ศักย์สงครามของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน” ที่มีอยู่จะทำให้ “อิหร่าน” สามารถรับมือ หรือเอา “อิสราเอล” อยู่หรือไม่ เพราะ “อิสราเอล” นั้น ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีและทันสมัยที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

‘อิหร่าน’ ยิงเครื่องบินขับไล่ F-35 ของ ‘อิสราเอล’ ตกอีกลำ ระหว่างการปะทะกัน!! อย่างต่อเนื่อง ‘เตหะราน-เทลอาวีฟ’

(15 มิ.ย. 68) หน่วยประชาสัมพันธ์กองทัพอิหร่านระบุในแถลงการณ์ว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของตนประสบความสำเร็จในการโจมตีและทำลายเครื่องบินขับไล่ F-35 ของอิสราเอลอีกลำหนึ่งในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ โดยชะตากรรมของนักบินยังคงไม่ทราบแน่ชัด และอยู่ระหว่างการสอบสวน จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านประสบความสำเร็จในการยิงเครื่องบินรบ F-35 จำนวน 2 ลำ พร้อมด้วยโดรนหลายลำของอิสราเอลตก อิสราเอลได้ส่งเครื่องบินล้ำสมัยเหล่านี้มาใช้ในการรุกรานสาธารณรัฐอิสลามในช่วงเช้าวันศุกร์ ซึ่งส่งผลให้ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของอิหร่าน นักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ และพลเรือนรวมทั้งผู้หญิงและเด็กถูกสังหาร

เครื่องบินรบ F-35 ที่ของอิสราเอลถือเป็นเครื่องบินรบที่ล้ำหน้าที่สุดในรุ่นเดียวกัน อิสราเอลซื้อเครื่องบินรบเหล่านี้จากสหรัฐอเมริกา โดยเครื่องบิน F-35 Lightning II ผลิตโดย Lockheed Martin ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินอวกาศสัญชาติอเมริกัน อิสราเอลเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้รับอนุญาตจากสหรัฐอเมริกาให้ใช้งานเครื่องบินรบสเตลท์รุ่นที่ 5 ล้ำสมัยนี้ 

F-35 เครื่องบินขับไล่ล่องหนของอิสราเอลเป็นรุ่นปรับปรุงพิเศษ ได้รับการออกแบบมาเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์ ช่วยให้นักบินอิสราเอลสามารถปฏิบัติภารกิจเจาะลึกในดินแดนศัตรู โดยมีความเสี่ยงที่จะถูกสกัดกั้นหรือติดตามน้อยลง กองทัพอิหร่านจึงเป็นหน่วยรบแรกของโลกที่สามารถยิงเครื่องบินขับไล่ล่องหนแบบ F-35 ตก (รวม 3 ลำ) โดยกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน ซึ่งมีกำลังพลราว 15,000 นาย และเป็นเหล่าทัพหนึ่งในสี่เหล่าทัพของกองทัพอิหร่าน อันประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top