Saturday, 25 May 2024
WorldWhy

จับตาสภาฮ่องกง ใต้เงาปักกิ่ง

สถานการณ์การเมืองในสภาฮ่องกงวันนี้ กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีคำสั่งจากรัฐบาลกลางปักกิ่ง ปลด สส. ฝ่ายค้าน จำนวน 4 คน เนื่องจากหมดคุณสมบัติการเป็นผู้แทน ตามระเบียบของกฏหมายความมั่นคงใหม่ของฮ่องกง ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา

สมาชิกฝ่ายค้านทั้ง 4 คน ที่โดนคำสั่งเด้งฟ้าผ่าได้แก่

1.) Alvin Yeung หัวหน้าพรรค Civic Party ฝ่ายค้านดาวรุ่ง ที่ยอมยกเลิกสิทธิ์การได้เป็นพลเมืองแคนาดา เพื่อมาลุยงานสภาที่ฮ่องกงโดยเฉพาะ และเพิ่งได้รับเลือกตั้งเข้าสภามาเมื่อปี ค.ศ.2016 นี้เอง นับเป็นสมัยแรกของเขา

2.) Dennis Kwok หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรค Civic Party และเป็น สส. ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตัวแทนจากรัฐบาลจีนอย่างเผ็ดร้อน

3.) Kenneth Leung อดีตที่ปรึกษาด้านภาษีอาวุโส หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Pro-Democracy ที่ได้รับคัดเลือกจากสภาวิชาชีพ และเป็น สส. มาตั้งแต่ปี ค.ศ.2012

4.) Kwok Ka-ki แพทย์เฉพาะทาง ที่เคยได้รับเลือกเข้าสภาจากกลุ่มแวดวงวิชาชีพ ปัจจุบันสังกัดพรรค Civic Party เช่นเดียวกัน และกลายเป็นหนึ่งใน สส. ที่ถูกขับออกจากสภาจากกฏหมายความมั่นคงใหม่

พอมีประกาศออกมาจากสภานิติบัญญัติฮ่องกง โดยที่ไม่มีรายละเอียดใด ๆ ว่า ทั้ง 4 สส. มีคุณสมบัติข้อใดที่ขัดกับกฏหมายความมั่นคง แต่สื่อฮ่องกงก็คาดเดาว่า น่าจะเป็นเรื่องที่ ทั้ง 4 คนเป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่ม Pro-Democracy หรืออีกนัยยะหนึ่งคือ ฝ่ายที่ต่อต้านนโยบายจากรัฐบาลจีนที่เป็นหนึ่งในแกนนำ

เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจกับสมาชิกฝ่ายค้าน จึงได้ประกาศตบเท้า ลาออกจากสภาฮ่องกงตามเพื่อนไปอีก 15 คน เป็นการประท้วงคำสั่งจากรัฐบาลจีน

เลยทำให้บรรยากาศการเมืองระหว่างจีน และ ฮ่องกงเริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

สภานิติบัญญัติฮ่องกง หรือ ที่เรียกชื่อย่อว่า สภา LegCo จะมีผู้แทนทั้งหมด 70 คน ส่วนในสภาชุดปัจจุบันนี้ มีสมาชิกฝ่ายค้านมีอยู่ทั้งหมด 21 เสียง จากจำนวน 70 ที่นั่ง หลังจากที่โดนปลดไป 4 และลาออกไป 15 ก็จะเหลือฝ่ายค้านเหลือเพียง 2 เสียง ซึ่งก็เหมือนไม่มีอยู่แล้ว

และสภาชุดนี้ มาจากการเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่ปี 2016 ที่เสียงส่วนใหญ่เป็นฝ่ายที่สนับสนุนจีนมากกว่าฝ่ายเสรีนิยม ที่มักถูกเรียกกว่ากลุ่ม Pro-Democracy

แต่หลังจากเกิดกระแสการประท้วงกฎหมายผู้ร้ายข้ามแดน ครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปี ค.ศ.2019 จนบานปลายกลายเป็นการต่อต้านรัฐบาลจีน และเรียกร้องขอปลดแอกเป็นอิสระจากการปกครองของจีน ที่ทำให้กลุ่ม Pro-Democracy ได้รับการสนับสนุนจากชาวฮ่องกงเป็นจำนวนมาก

ภาพสะท้อนที่ชัดที่สุด ที่ส่งเสียงดังสนั่นถึงปักกิ่งนั้นมาจากผลการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นในปี ค.ศ.2019 ที่ฝ่ายเสรีนิยมได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายที่สุดในประวัติศาสตร์ฮ่องกง

โดยสามารถชนะการเลือกตั้งใน 17 เขต จากทั้งหมด 18 เขตเลือกตั้ง กวาดที่นั่งในสภาท้องถิ่นไปถึง 388 นั่ง เหลือที่นั่งให้กับฝ่ายสนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่ไปเพียง 62 ที่นั่ง

และ ผู้แทนจากสภาท้องถิ่น ก็จะมีผลต่อการเลือก ผู้บริหารสูงสุดแห่งเกาะฮ่องกงในอนาคตด้วย เนื่องจากจะมีการคัดเลือก สมาชิกจากสภาท้องถิ่นบางส่วนเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการคัดเลือกหัวหน้าผู้บริหารเกาะฮ่องกงในลำดับต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ชาวฮ่องกงจำนวนมากจึงใจจดใจจ่อรอที่การเลือกตั้งใหญ่ในสภา LegCo เป็นอย่างมากที่มีกำหนดจะต้องจัดการเลือกตั้งไปแล้วตั้งแต่กลางปี ค.ศ.2020 แต่ทว่า นางแครี่ ลัม ผู้บริหารสูงสุดของเกาะฮ่องกงคนปัจจุบัน ได้เลื่อนการเลือกตั้งทั่วไปออกไปจนกว่าจะถึงปีหน้า เพราะผลพวงจากการระบาดของ Covid-19

จึงทำให้หลายคนไม่พอใจ เพราะเชื่อว่าหากทางการฮ่องกงได้จัดเลือกตั้งตามกำหนด หรืออย่างน้อย ก่อนการมาถึงของกฎหมายความมั่นคงใหม่ของจีน ฝ่ายเสรีนิยมจะสามารถกวาดที่นั่งในสภา LegCo ได้อย่างถล่มทลายแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ครึ่งสภา

ว่าแต่ทำไมถึงมีโอกาสแค่ครึ่งสภา?

เนื่องจากที่นั่ง สส. ในสภา LegCo จำนวน 70 ที่นั่งมีที่มาจาก 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปที่ชาวฮ่องกงสามารถลงคะแนนเลือกผู้แทนได้โดยตรงจำนวน 35 ที่นั่ง

ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง เป็นการเลือกผู้แทนพิเศษตามกลุ่มสายอาชีพ 27 สาย โดยมีคณะกรรมการในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ เลือกผู้แทนมาสายละ 1 คน ยกเว้นภาคแรงงานที่จะได้ผู้แทน 3 คน

ถึงแม้ว่าการเลือกผู้แทนครึ่งสภามาจากคณะกรรมการในแต่ละสาขาอาชีพ ที่ส่วนมากมักได้รับอิทธิพลจากรัฐบาลปักกิ่ง จะมีชาวฮ่องกงหลายคนไม่เห็นด้วยกับระบบนี้

แต่อย่างน้อย สมาชิกอีกครึ่งสภาก็มาจากเสียงของชาวฮ่องกง ที่คาดว่าในสมัยหน้า หากวัดจากผลการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา ก็น่าจะมีฝ่ายที่สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยเข้ามาได้ท่วมท้นเต็มสภาแน่นอน

เพียงแต่ตอนนี้ ต้องรอไปจนถึง 5 กันยายน ค.ศ.2021

และด้วยกฎหมายความมั่นคงใหม่ของจีน ที่ระบุข้อห้ามชัดเจน 3 ข้อว่า ห้ามปลุกระดม ห้ามสมคบคิดกับต่างชาติ และห้ามล้มล้างการปกครองเพื่อแยกประเทศ

หากใครที่เคยกระทำการที่เกี่ยวโยงกับความผิดใน 3 ข้อนี้ ก็อาจจะโดนดำเนินคดี ซึ่งรวมถึงการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

ดังนั้น คำสั่งเขย่าสภาฮ่องกงด้วยการปลด 4 สส. ฝ่ายค้าน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการสกัดดาวรุ่ง กลุ่มแกนนำฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจีน ที่คาดว่าน่าจะโดนอีกหลายคนก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า

สิ่งหลายคนกำลังจับตานับจากนี้ อาจจะไม่ใช่แค่การเลือกตั้งครั้งต่อไปในฮ่องกง แต่เป็นกระแสแรงต้านที่อาจทำให้ชาวฮ่องกงต้องออกมาส่งเสียงดังถึงปักกิ่งอีกครั้งบนท้องถนนใจกลางเมืองฮ่องกงอย่างเมื่อปีที่ผ่านมา

รวมถึงบทบาทของสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ ว่าจะกระโดดเข้ามากดดันจีนแบบไหนในสมรภูมิที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้

.

ข้อมูลอ้างอิง

BBC

https://www.bbc.com/news/world-asia-china-54900174

Channel News Asia

https://www.channelnewsasia.com/news/asia/hong-kong-pro-democracy-lawmakers-to-resign-en-masse-13516730#cxrecs_s

The Standard Hong Kong

https://www.thestandard.com.hk/breaking-news/section/4/158916/Empty-seats-left-behind

Wikipedia

https://en.wikipedia.org/wiki/Legislative_Council_of_Hong_Kong

https://en.wikipedia.org/wiki/2019_Hong_Kong_local_elections

ทรัมพ์ยังไม่เอ่ยปาก ขอยอมแพ้

เกือบจะกลายเป็นบุรุษที่โลกลืมไปแล้ว สำหรับ "โดนัลด์ ทรัมพ์" หลังจากที่มีการสรุปผลการเลือกตั้งเรียบร้อยในหลายรัฐ และ "โจ ไบเดน" ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของคณะผู้เลือกตั้งไปแล้ว แม้จะยังเหลืออีกไม่กี่รัฐเท่านั้นที่คะแนนยังมีปัญหา แต่แทบไม่มีผลกับการเลือกตั้งแล้วในตอนนี้

แม้ว่าทรัมพ์จะกล่าวหาว่ามีการโกงเลือกตั้ง และขอต่อสู้ในชั้นศาล แต่ศาลในบางรัฐก็ยกคำร้อง ไม่รับพิจารณาคดี อีกทั้งโจ ไบเดน ก็เดินหน้าประกาศตัวเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่อย่างเต็มตัว ด้วยการเริ่มวางตัวคณะรัฐมนตรีของตัวเองในสมัยหน้าแล้ว

ซึ่งต่างจากทรัมพ์ ที่ยังคงเก็บตัวเงียบ แทบไม่ได้ออกสื่อ มีเพียงการเคลื่อนไหวในทวิตเตอร์ส่วนตัว และมาพร้อมกับข่าวลือความขัดแย้งภายใน ทั้งในครอบครัว และ ในพรรครีพับลิกัน ว่าจะให้ทรัมพ์ลาตำแหน่งอย่างสง่างาม หรือ จะยังคงยื้อเวลา เดินหน้าต่อสู้ในชั้นศาล

และล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐ ทรัมพ์ก็ได้ปรากฏตัวออกสื่ออย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากห่างหายมาเนิ่นนาน ที่งานแถลงข่าวหน้าทำเนียบขาว ด้วยการประกาศความสำเร็จของวัคซีน Covid-19 ที่พัฒนาโดยบริษัทยา Pfizer ที่ได้ผลดีเกินคาดถึง 90% ในกลุ่มทดลอง 43,500 คนใน 6 ประเทศ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา

โดยทรัมพ์ได้เคลมความสำเร็จของการพัฒนาวัคซีนของ Pfizer ว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Operation Warp Speed ของเขา ที่ได้อนุมัติอัดเม็ดเงินมากกว่า 1 พันล้านเหรียญให้กับบริษัทยาชั้นนำที่ได้รับคัดเลือก ในการพัฒนาวัคซีน Covid-19 ให้ออกมาให้เร็วที่สุด

ทรัมพ์อ้างว่า ด้วยโครงการ Operation Warp Speed ทำให้โลกได้วัคซีนตัวใหม่นี้เร็วกว่าการพัฒนาแบบธรรมดาถึง 5 เท่า นับว่าเร็วที่สุดในโลก และเขาจะผลักดันให้ชาวอเมริกันได้รับวัคซีน Covid-19 ตัวใหม่นี้ ให้เร็วที่สุด อย่างน้อยภายในสิ้นปีนี้

ซึ่งการที่ทรัมพ์ออกมาเคลมความสำเร็จของวัคซีน จาก Pfizer ก็เพราะเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทรัมพ์พยายามผลักดันอย่างหนัก ที่จะให้ชาวอเมริกันต้องได้รับข่าวดีเรื่องวัคซีนก่อนการเลือกตั้ง เพื่อเป็นผลดีกับคะแนนเสียงของเขา

เพียงแต่โชคไม่เข้าข้าง ข่าวดีที่ทรัมพ์รอคอยนั้นมาช้าไม่ทันการณ์ และที่ตลกร้ายกว่านั้นคือ Pfizer ไม่ได้อยู่ในโครงการ Operation Warp Speed

บริษัทยาที่ได้คัดเลือกเข้าร่วมโครงการ Operation Warp Speed ที่ประกาศอย่างเป็นทางการมีรายชื่อดังนี้

.

- Johnson & Johnson

- AstraZeneca–University of Oxford

- Moderna

- Merck ร่วมกับ IAVI

- Novavax

- Sanofi ร่วมกับ GlaxoSmithKline

.

และบริษัทยาที่ได้ทุนวิจัยบางส่วนอีก 2 แห่งคือ Vaxart และ Invio แต่ไม่มี Pfizer

แคทเธอรีน แจนเซน รองประธานบริษัท Pfizer ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อของสหรัฐเองว่า Pfizer ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Warp Speed เราไม่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางสหรัฐ

นอกจากนี้ ด็อกเตอร์ แอนโธนี ฟาวซี หัวหน้าศูนย์บริหารสถานการณ์ Covid-19 ของสหรัฐ ก็เคยออกมาบอกว่า ถึงจะเร่งผลิตวัคซีนแค่ไหนก็ตาม ชาวอเมริกันน่าจะได้รับวัคซีนอย่างเร็วที่สุดก็เดือนมีนาคมปีหน้า

ถึงเวลานั้น สหรัฐคงยืนยันประธานาธิบดีคนที่ 46 อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งจะยังคงเป็นทรัมพ์หรือเปล่า ตอนนี้ทรัมพ์เองก็ชักจะไม่แน่ใจ ได้แต่บอกว่า "เดี๋ยวถึงเวลาก็รู้เองแหล่ะ"

ถึงจะไม่พูดออกมาตรง ๆ แต่ถือเป็นครั้งแรกที่ทรัมพ์มีท่าทีอ่อนลง และเริ่มส่งสัญญาณว่าคงยอมรับความพ่ายแพ้ แต่จะให้ประกาศโต้ง ๆ ว่า "ผมแพ้" คงไม่ใช่สไตล์ของแก จึงได้แต่พูดอ้อมๆว่า

.

"Hopefully the – whatever happens in the future, who knows which administration will be. I guess time will tell. But I can tell you this administration will not go to a lockdown.”

(ผมหวังว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ใครจะได้เป็นรัฐบาลชุดใหม่ ถึงเวลาก็รู้เองแหล่ะครับ แต่ผมยืนยันกับพวกคุณได้อย่างหนึ่งก็คือ รัฐบาลของผมจะไม่ยอมให้มีการ Lockdown เมืองเป็นอันขาด)

แต่ว่าล่าสุด รัฐโอเรกอน และ นิว เม็กซิโก ได้ประกาศมาตรการ Lockdown บางเขตที่มีปัญหาการระบาด Covid-19 อย่างหนักไปแล้วในวันนี้

ก็สงสัยว่ารัฐบาลชุดต่อไป ไม่น่าจะเป็นทรัมพ์แล้วหล่ะมั้ง

.

ข้อมูลอ้างอิง

The Guardian

https://www.theguardian.com/us-news/2020/nov/13/trump-biden-white-house-defeat-election

The Hill

https://thehill.com/homenews/administration/525927-trump-breaks-public-silence-but-doesnt-talk-election

New York Times

https://www.nytimes.com/2020/11/10/health/was-the-pfizer-vaccine-part-of-the-governments-operation-warp-speed.html

AP News

https://apnews.com/article/virus-surge-officials-resist-restriction-f7995f3df600b3115fe7058db4b84435

Wikipedia

https://en.wikipedia.org/wiki/Operation_Warp_Speed

"นิวนอร์มอล" รับปริญญา ในรัฐปะหัง ประเทศมาเลเชีย มาแล้ว

คอลัมน์ "สายตรงจากเคแอล" 

รับปริญญาแบบ new normal - มหาวิทยาลัยในประเทศมาเลเซีย University College of Yayasan Pahang (UCYP) ในรัฐปะหัง นำร่องจัดพิธีรับปริญญาบัตรแบบใหม่โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการตัดต่อเสมือนจริง

ผู้สำเร็จการศึกษาเหมือนได้ร่วมรับพระราชทานปริญญาบัตรกับสมเด็จพระราชินี รายา ประไหมสุหรี (Her Majesty Raja Permaisuri Agong Tunku Hajah Azizah Aminah Maimunah Iskandariah binti Almarhum Al-Mutawakkil Alallah Sultan Iskandar Al-Haj.) พระองค์จริง

เนื่องจากมาเลเซียยังอยู่ในช่วงล็อคดาวน์ประเทศจากการระบาดของโรคโควิด 19 ดังนั้นพิธีการต่างๆจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อสอดคล้องตามมาตรฐาน (SOP) ของรัฐบาลมาเลเซีย

ซึ่งการรับปริญญารูปแบบใหม่นี้ ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นทั้งหมด 3 ครั้งคือ ตั้งแต่วัน 9 - 11 ตุลาคม , 16 - 18 ตุลาคม และ 23 - 25 ตุลาคม ทั้ง 3 ครั้งจัดขึ้นในปีนี้ (ค.ศ.2020) ที่ผ่านมา ซึ่งการจัดงานดำเนินไปด้วยดีมีผู้สำเร็จการศึกษา 376 คน

Cr: houseofpahang

.

ผิงกั่ว 

สาวเมืองชล ตั้งรกรากชานกรุงกัวลาลัมเปอร์​ ตามสามีคนจีนมาเลย์​  ชีวิตท่ามกลางคนจีน​ แขกมาเลย์​ และแขกอินเดีย​ พหุวัฒนธรรม​ ส่องมุมมองจากประเทศเพื่อนบ้านด้านล่างแผ่นดินแม่​ มาเล่าสู่กันฟัง

กระตุ้นเศรษฐกิจแบบอินเดีย

คอลัมน์ "หลังม่านส่าหรี"

วัฒนธรรมการจิบชายามบ่ายของผู้ดีอังกฤษ ถ่ายทอดมาให้ชาวอินเดียในยุคล่าอาณานิคมที่อังกฤษเข้ายึดครองดินแดนเอเชียใต้ พร้อมเอาชามาปลูก แล้วถ่ายทอดการจิบชาสู่คนพื้นเมือง

ชาหอม ๆ ใส ๆ จิบกันเช้าสายบ่ายเย็น และก่อนนอนกันทีเดียว แต่เรื่องเล่าชาวอินเดียบอกว่าการจิบชาของชาวอินเดียมีมาก่อนเจ้าอาณานิคมอังกฤษเข้ามายึดครอง แต่ไม่มีชื่อเสียง และได้รับการส่งเสริมการปลูกชาอย่างจริงจัง จนมีชื่อเสียง เช่น ชาอัสสัม ชาสิกขิม ชาอู่หลง และอื่น ๆ ในเวลาต่อมา จนสร้างเศรษฐกิจให้อินเดียจากการขายชาส่งออก

.

ชาอินเดียจริง ๆ ที่มีชื่อเสียงมากคือ "ชามาซาร่า" ที่วางขายข้างทางริมถนนทั่วไปราคาแก้วละ 10 รูปี หรือ 5 บาทไทย รสชาติหวานหอมผสมเครื่องเทศ กลิ่นเตะจมูก จะออกแนวรักสุขภาพ

ร้านชาที่มีชื่อเสียงมาในอินเดียและสาขาค่อนข้างเยอะคือ"ร้าน Chaayos" เป็นร้านชาในดวงใจเลยทีเดียว มีเมนูให้เลือกมากมาย รวมทั้งเมนูของว่างด้วย

.

จุดที่น่าสนใจคือเศรษฐกิจจาก "ถ้วยชาดินเผา" นี่แหละ

เนื่องจากคนอินเดีย มีคนจนมากมาย การสร้างงาน การกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าเลยต้องมีคนขายชาเลยนิยามว่า "ชาถ้วยเก่ารสชาติจะไม่อร่อยเท่ากับชาถ้วยใหม่ กินแล้วอย่าใช้ซ้ำให้ทิ้งไปเลย" และคนขายจะให้ถ้วยดินเผาแก่ลูกค้าโดยไม่ขี้เหนียวเลย

"นี่น่าจะเป็นวิธิกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าที่แหลมคมมาก"

.

“จิญา”

พยาบาลสาวไทยจากนครปฐม ผู้พบรักกับหนุ่มฮินดูชาวอินเดีย ตอนนี้มีพยานรักตัวน้อย 1คนใช้ชีวิตในดินแดนฮินดู เมืองคุรุคาม (Gurugram) รัฐหรยาณา ทางใต้นครหลวงเมืองนิวเดลี ราว ๆ 30 กิโลเมตร สรรหาเรื่องเล่า ที่พบเจอระหว่างอยู่ที่นั่นมาเล่าให้ฟัง เรื่องแปลก คนแปลก และวิถีชีวิตที่คนไทย ไม่คุ้นเคย

พิธีการรับปริญญาใน'บรูไน' ประเทศที่ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

คอลัมน์ "เสียงจากเกาะบอร์เนียวตอนเหนือ บรูไน"

กษัตริย์บรูไน สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ มอบปริญญาแก่ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย University of Brunei Darussalam (UBD) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติของประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ประเพณีนี้รับสืบต่อมาจากอดีตเจ้าอาณานิคมอังกฤษ เหมือน ๆ กับประเทศในเครือจักรภพหลาย ๆ ประเทศ

ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดของบัณฑิตทุก ๆ คนในประเทศบรูไน เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ มอบให้แก่บัณฑิต แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยเอกชน ก็มอบหมายให้องคมนตรีหรือผู้แทนพระองค์

ในประเทศไทยพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก มีขึ้นที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2473 หรือราว 90 ปีที่แล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และถือว่านี่คือต้นแบบประเพณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จไปในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จนกระทั่งทุกวันนี้

มหาวิทยาลัยแห่งชาติบรูไนเป็นมหาวิทยาลัยที่ติด Times Higher Education(THE) World University Ranking ครั้งแรกในปีนี้

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยจาก 3 ชายแดนภาคใต้ทุก ๆ ปี ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ยัน ปริญญาเอก ค่าใช้จ่ายทุกอย่างทางรัฐบาลบรูไนสนับสนุน ใครมีผลการศึกษาดี ทางมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนให้เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยอีกต่างหาก

https://borneobulletin.com.bn/2020/11/his-majesty-to-graduates-maintain-integrity-faith/

.

อะมีนะห์

สาวไทยมุสลิม เกิดใจกลางกรุงเทพ ชีวิตผกผันแต่งงานกับหนุ่มบรูไน ตั้งรกรากปากกัดตีนถีบแต่มีความสุขดี ยังชีพกับการเผยแพร่อาหารไทย มีความรักผูกพันบ้านเกิดทุกลมหายใจ เลี้ยงลูกสองคน วันนึงจะพาลูกมารู้จักแผ่นดินที่เเม่เกิดให้มากขึ้น แนะนำเพื่อนบ้านบรูไนจากกรุงเสรีเบการ์วันให้คนไทยรู้จักมากขึ้น

อัสลามมุอะลัยกุม​ ริมทางถนนคาราโครัมไฮเวย์

GB Election 2020

วันนี้วันสุดท้าย ที่ทุกคนมีโอกาสหาเสียง พรุ่งนี้วันเลือกตั้ง พรรค PPP ขึ้นคะแนนความนิยมมาอันดับ 1

(ผู้นำพรรคคือ บิลลาวาล บรุตโตร ตระกูลนักการเมืองที่แท้จริง)

คุณมาเรียม นาวาส บุตรสาวของคุณนาวาส ชารีฟ ตอนนี้พ่อหนีคดีอยู่ลอนดอน นายกเก่าโดนจับฐานคอรัปชั่น รอบนี้ส่งลูกสาวมา พรรคอื่นจะชอบดิสเครดิตเธอด้วยคำว่า พ่อมันเป็นโจร มันก็เป็นลูกโจร ยังจะเลือกมันมาอีก!!!

การหาเสียงที่นี่​ ดุเดือดเลือดพล่าน​ การเมืองทั่วโลก ก็เป็นแบบนี้แหละ เปิดตา เปิดใจมองนะคะ ส่วนนายกฮิมราน ข่าน อยู่พรรค PTI ปีนี้คะแนนตกฮวบ ๆ เนื่องจากของแพงทุกอย่าง และแก้ไขเรื่อโควิดทางเหนือได้แย่ แต่ที่บ้านเชียร์ท่านนายกนะคะ ท่านสนับสนุนการท่องเที่ยว และของแพงเพราะท่านอยากยกระดับปากีสถาน น้องชายของเรา อิสรา น้องแท้ๆ ลงเลือกตั้งเขตพาสสุ ไคเบอร์ กุลมิต จัลราบัด

สามีเรามีน้องอยู่พรรค​ PPP (พรรคของบิลลาวาล บุตโต )มารอลุ้นพรุ่งนี้ ว่าแกจะได้เป็นผู้แทนหรือไม่ นโยบายขายฝันหรือประชานิยมของที่นี่​ ก็มีมากมาย เช่น แจกแป้งทำโรตีฟรี (ส่วนนายกปัจจุบัน​ไม่แจกฟรี จ่ายกระสอบละพัน)

ผู้สนับสนุนการท่องเที่ยวมีแค่นายก กับบิลลาวาล นอกนั้นอาจจะไม่สนใจหรือไม่แคร์เลย

พวกเราคนทางเหนือยังชีพได้ด้วยการท่องเที่ยว​ เราจึงสนับสนุนคนที่ช่วยเหลือและนำพานักท่องมา​ GB มากที่สุด การเลือกตั้ง​ของที่นี่จะต่างกับหลายประเทศ​ อาจจะเพราะเหตุผลประเทศกว้างใหญ่​ และการสัญจรลำบาก​ เวลาเลือกตั้งแต่ละรอบเลยไม่ตรงกัน​ แต่ รอบนี้เป็นของโซน​ GB​หรือทางเหนือของประเทศ

รายงานจากเมือง​พาสสุ​ เมืองเล็กๆทางตอนเหนือของประเทศใกล้กับพรมแดนจีน​ -​ ปากีสถาน​ เมืองนี้อยู่ในรัฐกิลกิตบาติสถาน ​(Gilgitbaltistan)

ยืนยันว่าหนูเป็นคนไทยคนเดียวบนถนนคาราโครัมไฮเวย์​ในเวลานี้ ถนนนี้ในอดีตคือเส้นทางสายไหม​ และเป็นถนนที่สูงที่สุดในโลก หนูนอนหนาวท่ามกลางอุณหภูมิ​ติดลบทุกคืน​ โอ๊ย​หนาวจัด

.

.

.

.

.

.

.

.

.

กุลไลล่า

ไกด์สาวชาวไทย​ สะใภ้​ปากี​สถาน จากหัวหิน​พบรักหนุ่มปากีเชื้อสายวาคี อาศัยอยู่เมืองพาสสุ​ ดินแดนเหนือสุดของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันเปิดร้านอาหารริมถนนคาราโครัมไฮเวย์​ ถนนที่ได้รับการขนานนามว่าสูงที่สุดในโลก​ หรือเส้นทางสายแพรไหมในอดีต​

คอยต้อนรับแขกที่ผ่านทางมา​ แวะกินอาหารไทย​และชิมชา​ เบเกอรี่ชื่อดัง​ ทางเหนือของปากีสถานได้​ พร้อมให้บริการท่องเที่ยวปากีสถาน​หลังโควิด​-19 ผ่านไป

ผู้ป่วยหนีออกจากโรงพยาบาลที่รัฐปีนัง​ ล็อคดาวน์ยาวไปโควิดทำมาเลเซียวุ่นไม่พอ!

คอลัมน์​ "สายตรงจากเคแอล"

ผู้ป่วยโควิด-19 หนีออกจากโรงพยาบาลที่กักตัวในรัฐปีนัง โดยผู้ป่วยชายรายนี้แอบตัดสายรัดข้อมือสีชมพู แล้วหนีออกจากโรงพยาบาลซึ่งเขาเดินเท้าไปไกลถึง 25 กิโลเมตร

จนในที่สุดเจ้าหน้าที่สามารถตามตัวพบที่บริเวณหน้าตึกแถวอาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นย่านค้าขายในรัฐปีนัง และในตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าตลอดทางที่เขาหลบหนีมาได้เจอใครหรือสัมผัสอะไรไปบ้าง

สถานการณ์โควิด-19 ในมาเลเซียตอนนี้ยังคงน่าเป็นห่วง ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงอยู่ในหลักพันกว่าติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันแล้ว โดยทางรัฐบาลได้ประกาศล็อคดาวน์รอบสองตามมาตราการควบคุมการเดินทางแบบมีเงื่อนไข (CMCO) ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน - 6 ธันวาคม พ.ศ.2563 ไปเกือบทั่วประเทศมีเพียง 3 รัฐเท่านั้นที่ไม่ถูกล็อคคดาวน์คือ รัฐเปอร์ริส, กลันตัน และปาหัง

โดยตัวเลขสถานการณ์ล่าสุดวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2563

.

มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,103 คน

ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 48,520 คน

ยอดผู้เสียชีวิต 313 คน

รักษาหายกลับบ้าน 35,606 คน

ยังคงรักษาตัวอยู่ 12,601 คน

.

Cr.Photo & Story https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1745015925676110&id=223545897823128

Cr. Kementerian Kesihatan Malaysia.

.

ผิงกั่ว

สาวเมืองชล ตั้งรกรากชานกรุงกัวลาลัมเปอร์​ ตามสามีคนจีนมาเลย์​ ชีวิตท่ามกลางคนจีน​ แขกมาเลย์​ และแขกอินเดีย​ พหุวัฒนธรรม​ ส่องมุมมองจากประเทศเพื่อนบ้านด้านล่างแผ่นดินแม่​ มาเล่าสู่กันฟัง

จีนพร้อมรับมือ "ความบ้าคลั่ง" ครั้งสุดท้ายของทรัมพ์

ยังคงป่วนต่อเนื่อง สำหรับประธานาธิบดีเฝ้าทำเนียบคนปัจจุบัน อย่างโดนัลด์ ทรัมพ์ ที่คงเหลือเวลาในตำแหน่งอีกเพียงแค่เดือนกว่าๆ ก่อนที่จะต้องลาจากทำเนียบไปในเดือนมกราคม ปีหน้า

ถึงจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ทรัมพ์ก็ยังคงมีอำนาจเต็ม ที่ยังสามารถใช้ปากกาเป็นอาวุธในการเซ็นคำสั่งประธานาธิบดีได้อยู่ ซึ่งล่าสุดในเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.2020 ที่ผ่านมา ทรัมพ์ก็ได้ตวัดปากกาเซ็นคำสั่ง ห้ามชาวอเมริกัน ไม่ว่าใครก็ตามเข้าไปลงทุนร่วม หรือทำธุรกิจกับบริษัทจีน 31 แห่ง ที่ฝ่ายกลาโหมของสหรัฐรายงานว่า เป็นบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน

บริษัทจีนทั้ง 31 แห่งนี้ นอกจากจะมี Huawei และ China Telecom แล้ว ก็ยังมีบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสาร พัฒนายานยนต์ ขนส่ง ทางรถไฟ และเทคโนโลยีอากาศยาน ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทของประเทศไหนก็ตาม

คำสั่งนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 มกราคม ค.ศ.2021 ก่อนวันสุดท้ายที่ทรัมพ์จะต้องลาตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ.2021ไม่กี่วัน

พอทรัมพ์เซ็นคำสั่งเปรี้ยงลงมาเช่นนี้ ก็ไม่ต่างจากคนที่หยิกเล็บ เจ็บเนื้อตัวเองเหมือนกัน เพราะโลกเราทุกวันนี้มีการลงทุนหลายรูปแบบ ถึงจะไม่ได้ลงทุนร่วมกันตรง ๆ ก็อาจจะมีการลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือหุ้น ที่ผูกรวมกันหลายชั้น ซับซ้อนกันมากมาย ก็จะมาเดือดร้อนบริษัทอเมริกันที่ต้องมาตรวจเช็คว่า ได้ร่วมทุนกับบริษัทจีนที่อยู่ในลิสต์ต้องห้ามของทรัมพ์ผ่านช่องทางใด ช่องทางหนึ่งหรือไม่

ซึ่งคำสั่งนี้ เป็น Executive Order ฉบับแรกที่ทรัมพ์เซ็น หลังจากที่ผ่านช่วงเลือกตั้งมาแล้ว และหลายฝ่ายก็เริ่มเกรงว่า ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ในตำแหน่ง ท่านทรัมพ์ จะสำแดงฤทธา ดั่งเพลิงพิโรธอะไรอีก

และวันนี้สื่อตะวันตก ได้อ้างอิงรายงานของ Global Times สำนักข่าวของรัฐบาลจีน ที่ออกมาฟันธงว่า ทรัมพ์กำลังเตรียมทิ้งบอมบ์ลูกโต เพื่อเล่นงานจีนเป็นการทิ้งทวนก่อนลาตำแหน่งที่จะสร้างปัญหาหนัก(ใจ) ให้กับโจ ไบเดน ที่จะต้องมารับช่วงต่อจากเขา

และนอกจากจะแบนบริษัทชั้นนำของจีนแล้ว ไมค์ ปอมเปโอ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ออกสื่อในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่า สหรัฐไม่เคยรับรองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ซึ่งถือเป็นการยั่วยุขั้นสุด ที่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความสัมพันธ์ระหว่างจีน - สหรัฐ

การเคลื่อนไหวในช่วงสุดท้ายของรัฐบาลทรัมพ์นั้น ศาสตราจารย์ เฉิน อี้ จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ได้ให้ความเห็นกับทาง Global Times ว่า ทรัมพ์ต้องการที่จะวางยาไบเดน ด้วยการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจีน กับ สหรัฐทุกรูปแบบ ก่อนจากไป เนื่องจากทรัมพ์ดำเนินนโยบายต่อต้านจีนมาตั้งแต่ต้น ที่มีชาวสหรัฐจำนวนไม่น้อยชอบเสียด้วย และยกให้เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของเขา ทรัมพ์ยังเคยโจมตีไบเดนว่าเป็นพวกนิยมจีน และหากโจ ไบเดน ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อไหร่ ชาวอเมริกันก็เตรียมตัวไปเรียนภาษาจีนได้เลย

ดังนั้นหากไบเดน ขึ้นมารับตำแหน่งมีอำนาจเต็มเมื่อไหร่ จะเซ็นถอนคำสั่งของทรัมพ์ก็ได้ แต่ก็จะถูกโจมตีว่า ออกคำสั่งเอื้อผลประโยชน์ให้จีน แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น นโยบายของทรัมพ์ก็จะมีผลผูกพันกับไบเดน ที่จะต้องเล่นตามเกมที่ทรัมพ์วางหมากไว้ ไม่ว่าทางไหนก็ดูไม่ดีทั้งนั้น

แต่สำหรับจีน ก็ยืนยันว่าพร้อมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ซึ่งตอนนี้จีนก็กำลังจับตามมองพื้นที่เขตไต้หวัน ที่คาดว่าสหรัฐน่าจะใช้กลยุทธทางทหารเข้ากดดัน และทางจีนก็ประกาศชัดเจนว่ายอมไม่ได้เสียด้วย

ดังนั้นคงต้องมาดูกันแล้วว่าช่วงเวลาที่เหลืออยู่ในวาระของประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐว่าจะระเบิดความบ้าคลั่ง ดั่งเพลิงพิโรธ ได้ร้อนแรง ปั่นป่วนถึงใจจนหยดสุดท้ายได้ขนาดไหนกัน

.

แหล่งข่าว

Global Times

https://www.globaltimes.cn/content/1206986.shtml

Independent UK

https://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-politics/global-times-china-trump-beijing-b1724582.html

News Week

https://www.newsweek.com/china-preparing-trumps-final-madness-before-biden-state-media-says-1547907

New York Times

https://www.nytimes.com/2020/11/12/business/economy/trump-china-investment-ban.html

ทางด่วนสายแรก นครหลวงเวียงจันทน์ - วังเวียง เตรียมเปิดใช้ เฉลิมฉลองวันชาติลาว 45 ปี (ตอนที่ 1)

คอลัมน์​ "เบิ่งข้ามโขง"

.

ศักยภาพของการคมนาคม เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งโลจิสติกส์

เป็นเส้นทางด่วนระยะแรก หนึ่งในโครงการเส้นทางด่วนจีน - ลาว มีจุดเริ่มต้นจากนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ใกล้กับชายแดนซึ่งติดกับมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

ซึ่งการก่อสร้างจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ  คือ นครหลวงเวียงจันทน์ - วังเวียง,วังเวียง - หลวงพระบาง  หลวงพระบาง - อุดมไชย และ อุดมไช - บ่อเต้น ตลอดเส้นทาง 440 กิโลเมตร 

.

.

สำหรับเส้นทางระยะแรก เป็นการลงทุนในรูปแบบ BOT (Build-Operate-Transfer)  รัฐให้เอกชนลงทุนก่อสร้างแล้วเปิดให้บริการ เมื่อหมดสัญญาสัมปทาน โครงการจะถูกโอนกลับมาเป็นของรัฐ  โดยมีอายุสัมปทาน 50 ปี และมีรัฐบาลลาวร่วมถือหุ้นด้วย 5%

เริ่มก่อสร้างในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.73 หมื่นล้านบาท) ดำเนินงานโดยบริษัท อวิ๋นหนาน คอนสตรักชัน แอนด์ อินเวสต์เมนท์ โฮลดิง กรุ๊ป จำกัด (YCIH) ของจีน ร่วมกับรัฐบาลลาว

รูปแบบถนนขนาด 4 ช่องจราจร ไป - กลับ ระยะทาง 109.12 กิโลเมตร เขตทางกว้าง 23 เมตร ปูยางแอสฟัลต์คอนกรีตชั้นแรกหนา 50 เซนติเมตร และชั้นที่สองหนา 20 เซนติเมตร พร้อมราวการ์ดเรล (Guardrails) และมีรั้วกั้นไม่ให้คนและสัตว์ข้ามผ่านไปมา

โดยมีจุดเริ่มต้นจากถนนสาย 13 เหนือที่บ้านสีเกิด เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประมาณ 12 กิโลเมตร แนวเส้นทางส่วนใหญ่จะขนานโครงการทางรถไฟลาว - จีน ผ่านบ้านนาชอน บ้านบัว น้านสะกา เมืองโพนโรง ลอด อุโมงค์พูพะ

.

.

ที่มี อุโมงค์ขาออกยาว 845 เมตร อุโมงค์ขาเข้ายาว 875 เมตร กว้าง 10.50 เมตร สูง 5 เมตร เข้าสู่เมืองหินเหิบ ข้ามแม่น้ำลิก ผ่านบ้านท่าเฮอ ข้ามแม่น้ำสอง สิ้นสุดลงที่เมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ มีวงเวียนทางเข้า - ออก 7 จุด คิดค่าผ่านทางตลอดสาย 62,000 กีบ (215 บาท) ใช้เวลาในการเดินทาง 1 - 1.30 ชั่วโมง ด้วยความเร็วที่ออกแบบ 80 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่นเวลาจากเดิม 3 ชั่วโมง บนเส้นทางหมายเลข 13 ที่มี 2 ช่องจราจร ซึ่งส่วนใหญ่คดเลี้ยวไปตามภูเขา

เมืองวังเวียง เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ซึ่งจากรายงานในกองประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6 ในระหว่างวันที่ 18 - 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาได้รายงานถึงจำนวนนักท่องเที่ยว ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด 1,107,525 คน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 796,231 คน นักท่องเที่ยวภายในประเทศ 312,294 คน

สร้างรายได้มากกว่า 518 พันล้านกีบได้มีการปรับปรุง จัดการการท่องเที่ยวเมืองวังเวียง และ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  และ ในปีนี้กำลังมุ่งเน้นไปที่การดำเนินโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองวังเวียง ระยะที่ 2 ซึ่งได้รับทุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 17 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ด้วย เมืองวังเวียง อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีความหลากหลายทั้งมี ภูเขา ป่าไม้ ถ้ำ แม่น้ำ สภาพอากาศและ ตลอดจนภูมิประเทศที่สวยงาม ถือได้ว่าเป็น จุดยุทธศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

มีศักยภาพพิเศษและเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา โดยมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ ความทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

.

.

ซึ่งเป็น เสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นสีเขียวและยั่งยืนของเมืองวังเวียง การจัดการพัฒนาส่งเสริมให้สถานประกอบการท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถหางานและมีรายได้ที่มั่นคง เพื่อให้คนในท้องถิ่นสามารถมีส่วนร่วมในการบรรเทาความยากจนของเมืองและค่อยๆรวมเข้ากับเครือข่ายการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

อีกไม่นานนัก ชาวลาวคงได้ใช้เส้นทางสายนี้กันแล้ว ดีใจและยินดีด้วย คาดหวังไว้ว่า 16 มกราคม พ.ศ.2564 ก็น่าจะได้ข้ามไปใช้เส้นทางสายนี้ และได้ไปพักผ่อนที่วังเวียง เช่นกัน

.

ขอบคุณเนื้อข่าวจาก

Xinhua News / Lao National Radio

.

หนุ่มใหญ่จากโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน สรรหาเรื่องเล่า​ วีถีชีวิต​ วัฒนธรรม​ เศรษฐกิจ​ การเมืองประเทศฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง​ หรือ​ มุมมองเบิ่งข้ามโขง

ทางด่วนสายแรก นครหลวงเวียงจันทน์-วังเวียง เตรียมเปิดใช้ เฉลิมฉลองวันชาติลาว 45 ปี (ตอนที่ 2)

คอลัมน์​ "เบิ่งข้ามโขง"

.

มาต่อกันที่กฎหมายทางบก สปป.ลาว ได้กำหนดข้อบังคับในเรื่องยานพาหนะที่ห้ามสัญจรไปมาและข้อบังคับในการขับขี่บนทางด่วนนครหลวงเวียงจันทน์ - วังเวียง 

มีข้อกำหนดดังนี้

- ห้ามรถที่มีขนาดต่ำกว่า 350 ซีซี ใช้สัญจร บนเส้นทางด่วน โดยเด็ดขาด

- ห้ามรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกินที่กำหนดไว้ 

- ห้ามยานพาหนะที่มีการดัดแปลงทางเทคนิด ที่ไม่มีการรับประกันความปลอดภัย

- ห้ามยานพาหนะที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับการใช้ยานพาหนะบนเส้นทางด่วน มีข้อกำหนดไว้ ดังนี้

- ยานพาหนะต้องมีความแรงตั้งแต่ 350 ซีซี ขึ้นไป

- รถทุกประเภทให้ใช้ความเร็ว 80 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ยกเว้น สภาพเส้นทางมีหมอกและมีฝน

- รถรับส่งผู้โดยสาร และ รถขนส่งสินค้า ให้ใช้ความเร็ว 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (แต่มีข้อยกเว้นกรณีที่สภาพอากาศมีหมอกจัดหรือมีฝนตกขณะสัญจร)

- รักษาระยะห่างของยานพาหนะ 100 เมตร ขณะใช้เส้นทาง

- ปฎิบัตตามสัญญานไฟ ป้ายการจรจรที่กำหนด อย่างเคร่งครัด

.

ที่มา : ເສດຖະກິດ

.

หนุ่มใหญ่จากโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน สรรหาเรื่องเล่า​ วีถีชีวิต​ วัฒนธรรม​ เศรษฐกิจ​ การเมืองประเทศฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง​ หรือ​ มุมมองเบิ่งข้ามโขง


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top