Monday, 15 July 2024
TodaySpecial

14 มกราคม ค.ศ. 2016 ‘อลัน ริคแมน’ ศาสตราจารย์เซเวอรัส สเนป แห่งภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ เสียชีวิต

วันที่ 14 มกราคมของเมื่อ 5 ปีก่อน คอหนังหลายคนพากันใจหายไปตาม ๆ กัน เมื่อมีข่าวช็อก นักแสดงคนดัง ‘อลัน ริคแมน’ เสียชีวิต

หลายคนรู้จักเขาในฐานะนักแสดงมากความสามารถ ผู้คว่ำหวอดในวงการภาพยนตร์มากว่า 40 ปี แต่สำหรับแฟนหนังแนวแฟนตาซี นักแสดงคนนี้ คือศาตราจารย์ผมยาว ผู้มีบุคลิกลึกลับ นามว่า ‘เซเวอรัส สเนป’ แห่งมหากาพย์ภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั่นเอง

อลัน ริคแมน เป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด เขาเคยเป็นนักออกแบบกราฟิก ก่อนที่จะตัดสินใจเรียนการแสดงเพิ่มเติม และก้าวเข้าสู่แวดวงการแสดง จนเริ่มเป็นที่รู้จักจากหนังเรื่อง Les Liaisons Dangereuses ในปี ค.ศ. 1985 รวมถึงได้รับบทบาทตัวร้ายที่โดดเด่นในหนังเรื่องดังอย่าง Die Hard

ชื่อของ อลัน ริคแมน มาโด่งดังเป็นพลุแตกอีกครั้ง จากการที่เขาเข้ามารับบทบาทเป็นหนึ่งในอาจารย์ของโรงเรียนพ่อมด ‘ฮอกวอตส์’ ในหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งตัวละคร ‘สเนป’ ทำให้คนดูต้องติดตามความลึกลับของเขา ถือเป็นตัวละครในหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่หลายคนจดจำได้ดี

กระทั่งในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 2016 จู่ ๆ ก็เกิดมีข่าวร้ายกับวงการฮอลลีวู้ด เมื่อมีรายงานข่าวว่า อลัน ริคแมน เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน ในวัย 69 ปี แต่ถึงแม้ตัวจะจากไป ชื่อเสียงและความสามารถ โดยเฉพาะกับภาพศาสตราจารย์สเนป ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟน ๆ อยู่เสมอ

17 มกราคม พ.ศ. 2417 ‘อิน-จัน’ แฝดสยามที่สร้างความมหัศจรรย์ให้กับโลก เสียชีวิตลงในวัย 63 ปี

วันนี้เมื่อกว่า 147 ปีมาแล้ว ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง เมื่อ ‘อิน-จัน’ แฝดสยามที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก เสียชีวิตลงในวัย 63 ปี

แม้เวลาจะผ่านมานานนับร้อยปี แต่ชื่อเสียงของ ‘อิน-จัน’ ยังคงถูกพูดถึงกันอยู่เสมอ พวกเขาเป็นฝาแฝดที่มีลักษณะแปลกไปกว่าแฝดทั่วไป ที่ไม่ใช่เพียงมีใบหน้าที่เหมือนกัน แต่พวกเขายังมีร่างกายส่วนบนติดกัน

‘อิน - จัน’ เกิดที่จังหวัดสมุทรสงคราม ในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยมีบิดาเป็นชาวจีนอพยพ และมารดาเป็นคนไทย โดยทั้งคู่มีร่างกายที่ติดกันมาตั้งแต่แรกเกิด ตามปกติของฝาแฝดลักษณะนี้ มักจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่อิน-จันกลับสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเรื่อยมา

วันหนึ่งมีชาวต่างชาติมาพบพวกเขาเข้า ด้วยความแปลกที่ไม่เคยพบเจอที่ไหน อิน-จัน จึงถูกพาออกเดินทางไปโชว์ตัวไกลถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลังจากวันนั้น พวกเขาก็ออกตระเวณโชว์ตัวไปทั่วเป็นเวลานับ 10 ปี ในที่สุดจึงได้ไปลงหลักปักฐานชีวิตอยู่ต่างประเทศ พร้อมกับมีลูกหลาน และไม่ได้กลับมายังประเทศไทยอีกเลย

แม้จะมีร่างกายที่ติดกัน แต่ทั้งคู่มีนิสัยที่แตกต่างกัน อิน เป็นคนใจเย็น สุขุม ส่วนจันเป็นคนอารมณ์ร้อน และชอบดื่มเหล้า ทำให้เขามีโรคประจำตัวหลายโรค กระทั่งเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2417 จันก็เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวาย จากนั้นอีกราว ๆ 2 ชั่วโมงถัดมา อินก็ได้เสียชีวิตตามไปด้วย ผลจากการชันสูตร ระบุว่า อินต้องสูญเสียเม็ดเลือดแดงให้แก่จันที่เสียชีวิตไปแล้วผ่านทางเนื้อที่เชื่อมกันที่อกนั่นเอง

ความโด่งดังของแฝดสยามคู่แรกที่มีร่างกายติดกัน ทำให้ปัจจุบันที่พิพิธภัณฑ์ Mutter เมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา ยังเก็บ ‘ตับ’ ของทั้งคู่เอาไว้ ส่วนข้าวของเครื่องใช้ก็ยังคงถูกเก็บไว้ที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกาเช่นกัน ส่วนที่ประเทศไทยมีการสร้างอนุสรณ์สถานแฝดสยามอิน-จัน ที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อเป็นการระลึกถึงฝาแฝดที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไปทั่วโลก

18 มกราคม ‘วันกองทัพไทย’ วันที่ระลึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยเป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงชนะศึกยุทธหัตถีต่อพระมหาอุปราชา ถือเป็นการทำยุทธหัตถีที่มีความสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ตรงกับวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จุลศักราช 954

เมื่อกาลเวลาผันผ่าน ต่อมาจึงยกให้วันนี้เป็น ‘วันกองทัพไทย’ เพื่อสดุดีต่อพระปรีชาสามารถของพระองค์ โดยแรกเดิมที กำหนดให้ตรงกับวันที่ 8 เมษายนของทุกปี ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นวันที่ 25 มกราคม แต่เมื่อนักประวัติศาสตร์มาสืบย้อนดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน พบว่า วันที่ทรงกระทำยุทธหัตถี น่าจะตรงกับวันที่ 18 มกราคมมากกว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2549 จึงได้ประกาศเปลี่ยนให้ ทุกวันที่ 18 มกราคม ถือเป็นวันกองทัพไทย แทน

โดยนอกจากเป็นวันแห่งกองทัพไทยแล้ว ยังอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ หรือ ‘วันยุทธหัตถี’ รวมทั้งยังเป็นวันสถาปนากระทรวงกลาโหมอีกด้วย

19 มกราคม พ.ศ. 2545 ครบรอบ 19 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

วันนี้เมื่อ 19 ปีก่อน เป็นวันสำคัญของเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

กล่าวถึง ‘ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ’ ชื่อ สุวรรณภูมิ มีความหมายว่า ‘แผ่นดินทอง’ อันเป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน โดยใช้แทนชื่อเดิมคือ ‘หนองงูเห่า’

นอกจากนี้ อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถูกออกแบบโดย เฮลมุต ยาห์น (Helmut Jahn) สถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน มีโครงสร้างหลักประกอบด้วยเหล็กและแก้ว ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่า เป็น ‘สถาปัตยกรรมแห่งศตวรรษที่ ๒๑’

ภายหลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545 ต่อมาอีกราว 4 ปี สนามบินสุวรรณภูมิก็เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถูกยกให้เป็นสนามบินที่มีการให้บริการสายการบินมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

20 มกราคม ค.ศ. 1885 วันแรกของการจดสิทธิบัตร ‘เครื่องเล่นรถไฟเหาะตีลังกา’

ใครๆ ก็รู้จัก ’รถไฟเหาะตีลังกา’ แต่จะมีใครรู้ไหมว่า วันนี้เมื่อ 136 ปีก่อน เป็นวันแรกที่มีการจดสิทธิบัตรเครื่องเล่นประจำสวนสนุกชนิดนี้ 

สมมติถ้าจะให้คะแนน ‘เครื่องเล่นสวนสนุกสุดยอดขวัญใจ’ เชื่อเหลือเกินว่า คะแนนของ ‘รถไฟเหาะตีลังหา’ ต้องมาเป็นลำดับต้นๆ อย่างแน่นอน แต่รู้หรือไม่ว่า เจ้าเครื่องเล่นชนิดนี้ มีอายุอานามมากว่า 136 ปีแล้วนะ

ไอเดียของรถไฟเหาะตีลังกานั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 18 เมื่ออุตสาหกรรมถ่านหินในอเมริกาค่อย ๆ ถูกยกเลิก รางรถไฟเดิมที่ใช้สำหรับลำเลียงถ่านหิน ก็ถูกนำไปปรับปรุงให้เป็นขบวนรถนำเที่ยวชมภูเขา แถมมันยังได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะได้ความหวาดเสียวเล็ก ๆ เวลาที่ผู้โดยสารนั่งไปบนรางสูง ๆ และมีความคดเคี้ยวระหว่างทาง จุดนี้เองที่เป็นจุดแรกเริ่มที่ถูกนำไปสร้างเป็นรถไฟเหาะในเวลาต่อมา 

โดยมันเกิดจากชายที่ชื่อว่า Lamarcus Adna Thompson หรือ L.A. Thompson นักธุรกิจชาวเจอร์ซีย์ ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นผู้หนึ่งที่ได้สัมผัสกับประสบการณ์นั่งรถไฟนำเที่ยวชมภูเขาด้วยเช่นกัน จึงเริ่มคิดค้นและออกแบบระบบรถไฟเหาะชื่อ Switchback Gravity Railway และเปิดให้บริการในปี ค.ศ.1884 ที่สวนสนุก Coney Island ซึ่งถือเป็นรถไฟเหาะเจ้าแรกในอเมริกา

ทว่าไอเดียนี้กลับถูกคู่แข่งสวนสนุกนำไปสร้างรถไฟเหาะได้หวือหวากว่า เป็นเหตุให้ L.A. Thompson ลงทุนจดสิทธิบัตรการสร้างรถไฟเหาะในนามของตัวเองขึ้นเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1885 หรือวันนี้เมื่อกว่า 136 ปีก่อนและหลังจากนั้น เขาก็คิดค้นปรับปรุงรถไฟเหาะตีลังกาให้มีความสนุกและปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด เขาก็ได้ชื่อว่า เป็น ‘บิดาแห่งรถไฟเหาะ’ ที่ผู้คนในโลกต่างยอมรับ

21 มกราคม วันกอดสากล วันที่ชวนทุกคนมาแสดงความรักต่อกันด้วยการกอด วันนี้มีประวัติมายาวนานกว่า 34 ปีแล้ว

กอดใครครั้งสุดท้ายเมื่อไรครับ? บางคนเมื่อวาน บางท่านบอกแทบจำไมได้ว่าเคยเกิดขึ้นเมื่อไร เอาเป็นว่า กอดได้กอดกันในวันนี้เลยแล้วกัน เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษที่เรียกกันว่า ‘วันกอดสากล’ หรือ National Hug Day

วันกอดสากลเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1986 หรือเมื่อ 34 ปีก่อน โดยบาทหลวงนามว่า เควิน ซาบอร์นีย์ ที่อาศัยอยู่ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เขาเห็นว่า ชาวอเมริกันอยู่ในสังคมที่ไม่ค่อยแสดงความรักต่อกันในที่สาธารณะ จึงพยายามรณรงค์ให้มีการกอดกัน 1 วันในทุก ๆ ปี โดยเลือกช่วงเดือนมกราคมที่เป็นฤดูอันหนาวเหน็บ และกำหนดให้ วันที่ 21 มกราคม เป็นวันแห่งการกอด นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 เป็นต้นมา

ต่อมาการรณรงค์นี้ ก็ถูกเผยแพร่ออกไป เริ่มจากในเมืองคาโร แห่งรัฐมิชิแกน (ที่บาทหลวงอาศัยอยู่) ได้ขยายออกไปในวงกว้าง จากเมืองสู่รัฐ จากรัฐสู่ประเทศ จนกลายเป็นว่า มีประเทศนอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา อาทิ แคนาดา เยอรมนี จอร์เจีย อังกฤษ ออสเตรเลีย บัลแกเรีย ฯลฯ ต่างกำหนดให้วันที่ 21 มกราคม เป็นวันกอดสากลเช่นเดียวกัน

วันกอดสากลนี้ กอดกันได้ทั้งเพื่อน คนรัก สัตว์ และสมาชิกในครอบครัว ที่ผ่านมาเคยมีผลการศึกษามากมาย ส่วนใหญ่ต่างระบุตรงกันว่า การสัมผัสร่างกายกันของมนุษย์ จะช่วยส่งเสริมให้อารมณ์และสุขภาพจิตดีขึ้น โดยเฉพาะ ‘การกอด’ ที่ช่วยพัฒนาทางด้านจิตใจ มากไปกว่านั้น ยังช่วยระบบย่อยอาหาร ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ รู้อย่างนี้แล้ว วันนี้รีบมองหาคนกอดกันดีกว่าครับ!

22 มกราคม พ.ศ. 2486 ครบรอบ 78 ปี ประเทศไทยใช้คำว่า’สวัสดี’ เป็นการทักทายครั้งแรก

ไปไหนมาไหน เจอใคร คนไทยต้องยกมือไหว้ กล่าวคำว่า ‘สวัสดี’ ซึ่งคำ ๆ นี้ มีขึ้นมากว่า 78 ปีแล้ว โดยวันนี้เมื่อในอดีต ถือเป็นวันแรกในการประกาศให้คนไทย ใช้คำทักทายเวลาเจอกันว่า ‘สวัสดี’

และผู้ที่ออกประกาศนี้ก็คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้คนไทยยุคนั้นมีความเป็นชาตินิยม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อ ‘สยาม’ มาเป็นประเทศ ‘ไทย’ หรือเปลี่ยนเนื้อร้องเพลงชาติไทยแต่เดิมมาเป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน รวมไปถึงการประกาศให้คำว่า ‘สวัสดี’ เป็นคำทักทายในโอกาสแรกที่ได้พบกัน

การประกาศนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2486 โดยเป็นกรมโฆษณาการ (ชื่อเดิมของกรมประชาสัมพันธ์) ที่เป็นหน่วยงานออกประกาศข่าวนี้

กล่าวถึงคำว่า สวัสดี เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า ‘สุ’ แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า ‘อสฺติ’ เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า ‘สุ’ เป็น ‘สว’ (สฺวะ) ได้โดยเอา ‘อุ’ เป็น ‘โอ’ เอา ‘โอ’ เป็น ‘สฺว’ ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า ‘อสฺติ’ กลายเป็น ‘สวสฺติ’ อ่านว่า สะ-วัด-ติ แปลว่า ‘ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)’

โดยผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า ‘สวัสดี’ ในช่วงแรก คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า ‘สวสฺติ’ ให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น ‘สวัสดี’ ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดี ๆ ต่อกันของคนไทยตลอดมา

23 มกราคม พ.ศ. 2549 ย้อนรอยกรณีตระกูลชินวัตร ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปฯ ให้กับบริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้ง จนกลายเป็นกระแสสังคม นำมาซึ่งการกดดันให้ ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

คำว่า ‘เลี่ยงภาษี’ อาจจะเป็นคำที่คนไทยคุ้นเคย แต่หากจะหาว่า ช่วงไหนของเมืองไทยที่กระแสคำว่า ‘เลี่ยงภาษี’ มีความรุนแรงมากๆ ต้องย้อนเวลากลับไป 15 ปีก่อน

วันนี้เมื่อ 15 ปีก่อน หรือ 23 มกราคม พ.ศ. 2549 มีข่าวดังที่สร้างความสนใจกับผู้คนไปทั่วประเทศ เมื่อตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ให้กับกองทุนเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเรื่องนี้ นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ถูกโยงเข้ามามีเอี่ยว และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารIณ์อย่างหนักว่า นี่เป็นการเลี่ยงภาษีใช่หรือไม่?

ทั้งนี้หุ้นที่มีการซื้อขายกันในตอนนั้น ถือเป็นการขายหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย เป็นจำนวนกว่า 1,487,740,000 หุ้น (49.595% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) มูลค่าหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 73,271,200,910 บาท

การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายทิศทาง ทั้งจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรเอกชน นักวิชาการ รวมทั้งสาธารณชน โดยประเด็นที่พุ่งเป้าสงสัยนั้นมีหลายประการ อาทิ การได้รับยกเว้นภาษี ประเด็นเรื่องจังหวะเวลาที่ขายหุ้นซึ่งเกิดหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับใหม่เพียงสองวัน และประเด็นเรื่องการที่กิจการสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นกิจการที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ต้องตกไปอยู่ในการบริหารของต่างชาติ

แม้จะมีคำอธิบายจากนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการออกมากดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง กระทั่งนำไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549

และต่อมาจึงได้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ต้องพบกับปัญหามากมาย ทั้งมีพรรคการเมืองคว่ำบาตรไม่ลงแข่งขันการเลือกตั้ง หรือผลการเลือกตั้งของผู้สมัครมีคะแนนน้อยกว่าบัตรที่ไม่เลือกใคร รวมทั้งปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนนำมาซึ่งการเลือกตั้งใหม่อยู่หลายรอบ แต่ก่อนที่จะถึงกำหนดการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ก็เกิดการก่อรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยเป็นการยึดอำนาจการปกครองประเทศ จากรัฐบาลภายใต้การรักษาการนายกรัฐมนตรีของนายทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง


ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki

24 มกราคม พ.ศ. 2543 เกิดเหตุระทึกขวัญ กองกำลังก๊อดอาร์มี่ บุกยึดศูนย์โรงพยาบาลราชบุรี จับแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยเป็นตัวประกันนับพันคน เหตุการณ์ตรึงเครียดกว่า 20 ชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยุติเรื่องราวลงได้

วันนี้เมื่อ 21 ปีก่อน เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ เรียกว่าเป็นข่าวใหญ่ที่ประชาชนคนไทยต่างติดตามกันทั้งประเทศ เมื่อมีรายงานข่าวด่วนว่า มีกองกำลังก๊อดอาร์มี่ จำนวน 10 คน ได้ก่อเหตุบุกยึดโรงพยาบาลที่จังหวัดราชบุรี

สืบย้อนกลับไปก่อนเกิดเหตุการณ์หนนี้ กองกำลังทหารกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ เคยเข้าบุกยึดสถานทูตพม่ามาครั้งหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง แต่คราวนี้มีเป้าหมายที่โรงพยาบาล โดยกลุ่มผู้ก่อการทั้งหมดปลอมตัวเป็นผู้โดยสารนั่งรถประจำทางสายสวนผึ้ง-ราชบุรี แล้วใช้ปืนเอ็ม-16 จี้คนขับให้ไปยังโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี ก่อนที่จะทำการบุกยึดโรงพยาบาล จับแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยพับพันชีวิตเป็นตัวประกัน

กลุ่มผู้ก่อเหตุยังได้วางระเบิดเอาไว้หลายจุด โดยเป็นทางเจ้าหน้าที่ของไทย พยายามเจรจาช่วยเหลือตัวประกัน และต่อมาก็ได้รู้ความต้องการของกลุ่มผู้ก่อเหตุว่า ต้องการนำตัวแพทย์ และพยาบาล ไปรักษาทหารกะเหรี่ยงที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกทหารรัฐบาลพม่าปราบปรามอย่างหนัก

เวลาผ่านไปกว่า 20 ชั่วโมง กลุ่มก๊อดอาร์มี่ได้ร้องขอเครื่องมือสื่อสารและเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ เพื่อให้พากลับไปส่งยังชายแดน ที่อำเภอสวนผึ้ง เจ้าหน้าที่พยายามต่อรองเพื่อถ่วงเวลาให้ผู้ก่อเหตุอ่อนล้า กระทั่งเวลา 04.00 น. กองกำลังผสมของเจ้าหน้าที่จำนวนกว่า 50 นาย ได้บุกเข้าช่วยเหลือตัวประกัน ควบคู่ไปกับการจัดการขั้นเด็ดขาด โดยใช้เวลาเพียงไม่ถึง 20 นาที สามารถช่วยเหลือตัวประกันไว้ได้อย่างปลอดภัยทั้งหมด ส่วนกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมด เสียชีวิตทั้ง 10 คน

นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ระทึกขวัญและมีประชาชนติดตามตลอดข้ามคืนข้ามวัน ก่อนที่สถานการณ์ทุกอย่างจะคลี่คลาย ซึ่งต่อมากลุ่มกองกำลังก๊อดอาร์มี่ที่เหลือเพิ่มเติม ได้เข้ามอบตัวต่อทางการไทย ก่อนจะถูกส่งตัวไปยังค่ายผู้อพยพและดำเนินตามขั้นตอนหลักสากลต่อไป

25 มกรามคม พ.ศ. 2509 วันสถาปนามหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันอุดมศึกษาอีกหนึ่งแห่งของประเทศที่มีความสำคัญ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลิตบัณฑิตและสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศออกมามากมายกว่า 55 ปี

วันนี้เป็นวันครบรอบการสถาปนามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีอายุมากว่า 55 ปี โดยหากย้อนเวลากลับไป มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีแนวคิดที่จะถุกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนมาถึงช่วงปี พ.ศ. 2507 ประเทศไทยในขณะนั้น มีแนวคิดในการยกระดับพัฒนาภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งคือการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา จึงเป็นที่มาของการก่อสร้างสถาบันการศึกษาชั้นสูง ในด้านวิศวกรรมศาสตร์และเกษตรศาสตร์ ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยใช้ชื่อว่า มหาวิทยาลัยตะวันออกเฉียงเหนือ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อเป็น มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกาศใช้ราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2509 จึงนับได้ว่า วันนี้เมื่อ 55 ปีก่อน ถือเป็นวันสถาปนาของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการนั่นเอง

มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีพื้นที่กว่า 5,500 ไร่ มีคณะวิชาที่ผลิตบัณฑิตจำนวนกว่า 22 คณะวิชา ปัจจุบันเปิดหลักสูตรทั้งในระดับปริญญาเอก โท และตรี มีนักศึกษารวมทั้งสิ้นกว่า 40,000 คน และมีบุคลากรด้านวิชาการอีกกว่า 2,075 คน ที่ผ่านมา ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมถึงเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอัตราการสอบแข่งขันเข้าเรียนมากที่สุดในภูมิภาคอีกด้วย


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top