Friday, 12 April 2024
The States Times

เบลล่ากับโจทย์เรียกเรตติ้งที่ยากกว่าเดิม

พรุ่งนี้ภาพยนตร์เรื่องที่ 4 ของนางเอกสาว 'เบลล่า - ราณี แคมเปน' ที่ชื่อว่า ‘อีเรียมซิ่ง’ จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์กันแล้ว งานนี้ใครเป็นแฟนคลับของเบลล่า ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เนื่องจากเรื่องนี้เบลล่ากระชากภาพลักษณ์เดิม ๆ จากที่เห็นสวย ๆ ในละคร มาเป็นอีสาวชาวทุ่ง และที่สำคัญ นี่คืองานแนวคอมเมดี้แบบฮาจริงไรจริงของเธอแบบเต็ม ๆ ก็ว่าได้

เรื่องท้าทายนั้นไม่ต้องสืบ เพราะคนดูอย่างเรา ๆ ติดภาพความสวยงามของเบลล่าในละครมาตลอด ต่อให้อยู่ในบทบาทไหน ไม่ว่าจะเล่นเป็นใคร ยังไงก็คุมลุคสวย ๆ มาตลอด แต่สำหรับเรื่องนี้ เบลล่าขี่เจ้าทุยวิ่งลุยท้องนาค่าคุณผู้โช้มมม!

ลำพังแค่ขี่ควายยังแค่เบ ๆ ค่ะ เพราะโจทย์หิน - โจทย์ยากของนางเอกสาวที่มากกว่านั้น คือการกระชากเรตติ้งให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้นี่เอง

ว่ากันว่า ผลงานชิ้นนี้ถูกเลื่อนกำหนดฉายมาหลายหน เนื่องจากเจอวิกฤติโควิด-19 เล่นงาน ทำให้ต้องเว้นวรรคการเข้าโรงภาพยนต์มาหลายครั้ง กระทั่งสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย จึงได้มาฉายในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

อย่างที่บอกไป โจทย์อันท้าทายของเบลล่าคือการทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมา เจ้าตัวได้ชื่อว่า เป็นนางเอกผู้มีพลังในการกระชากเรตติ้ง ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2556 เบลล่าได้รับบทนางเอกเต็มตัว ในละครเรื่อง ‘พรพรหมอลเวง’ ซึ่งมีเรตติ้งเฉลี่ยอยูที่ 8.77 โดยวันที่เป็นตอนจบของละคร เรตติ้งทะยานขึ้นไปถึง 12.0

ต่อมาในปีเดียวกัน เบลล่าก็มากระชากเรตติ้งต่อกับซีรี่ย์ละครชุดสุภาพบุรุษจุฑาเทพ ในตอน ‘คุณชายพุฒิภัทร’ ที่เล่นคู่กับ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ปรากฎว่า ทำเรตติ้งรวมไป 9.8 ทำเรตติ้งตอนจบไป 12.1 หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2560 เบลล่าก็โคจรมาปะทะกับเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ในละครเพลิงบุญ ผลปรากฎว่า กลายเป็นละครที่มีเรตติ้งสูงที่สุดของช่อง 3 ในปีนั้น ค่าเฉลี่ยอยู่ 8.9

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือในปี พ.ศ. 2561 กับละครฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ‘บุพเพสันนิวาส’ ที่เบลล่าสวมบทบาท แม่หญิงการะเกด สามารถกระชากเรตติ้งไปได้แบบถล่มทลาย เป็นปรากฎการณ์ใหม่ให้กับวงการโทรทัศน์เมืองไทยในเวลานั้น โดยตอนจบทำเรตติ้งทั่วประเทศไปได้ 18.6 และเฉพาะกับพื้นที่กรุงเทพทำไปได้ถึง 23.4

กลับมาที่ภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ‘อีเรียมซิ่ง’ ที่เบลล่าร่วมแสดงและเรียกว่าเป็นแม่เหล็กสำคัญของเรื่อง ถือว่าเป็นศึกใหญ่ที่นางเอกสาวจะต้อง ‘รักษามาตรฐาน’ ทางด้านเรตติ้งไว้ให้ได้ แต่ในโลกภาพยนตร์นั้น เรตติ้งก็คือค่าตั๋วที่ผู้ชมซื้อเข้าไปดู ซึ่งงานนี้ก็ต้องติดตามกันล่ะว่า พลังลมปราณ เอ้ย! พลังความงามของเบลล่า รวมถึงฐานแฟนคลับของเธอที่ว่ากันว่า มีไม่น้อยไปกว่าดาราคนไหนในเมืองไทย จะส่งผลทำให้ค่าเข้าชมวิ่งไปได้ไกลสักกี่ร้อยล้าน?

เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ซบเซาลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่นับกระแสของวงการภาพยนตร์ไทยเองที่ก็ซบเซากันมานาน ทางเราก็ได้แต่หวังว่า ภาพยนตร์สนุก ๆ เรื่องนี้จะช่วยสร้างกระแสให้วงการหนังไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง ส่วนจะเป็นไปได้แค่ไหน เด๋วพรุ่งนี้ได้รู้กัน!

โอมมม เบลล่าช่วยด้วยยย!!

.

.


อ้างอิง: https://www.sanook.com/movie/75933/ 

      https://www.marketingoops.com/news/brand-move/drama-ch3-rating/

สเปอร์ vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ศึกแห่งศักดิ์ศรีผู้จัดการทีม

สำหรับแฟนบอลตัวยงแล้ว หนึ่งในสีสันจัดจ้าน ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ นั่นก็คือ การโคจรมาปะทะกันข้างสนามของ 2 โคตรกุนซือ ‘โชเซ่ มูรินโญ่ vs เป๊ป กวาร์ดิโอล่า’

 

อดีตที่ผ่านมา คู่นี้เคยคุมทีมมาเจอกันหลายครั้งหลายหน ส่วนใหญ่จะเป็น ‘จ่ามู’ ที่มักจะเสียท่าพ่ายแพ้ให้กับทีมของเป๊ปประจำ และคืนนี้ ทั้งคู่มีอันต้องโคจรมาดวลกันอีกครั้ง

 

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

วัดกันตามสถานภาพตำแหน่งในลีกตอนนี้ สเปอร์จากที่ลุ่มๆ ดอนๆ ช่วงเปิดลีกใหม่ๆ แต่ ณ ขณะนี้ทรงดี ขนาดขึ้นไปรั้งตำแหน่งรองจ่าฝูง เป็นทีมหนึ่งที่เริ่มลงตัว มูรินโญ่มีผู้เล่น 11 ตัวจริงในแต่ละเกมเป็นที่เรียบร้อย ต่างจากแมนฯ ซิตี้ของเป๊ป ที่เล่นไป ปรับจูนไป ฤดูกาลนี้ยังไม่เจอทีมที่เสถียรสักที เป็นผลให้ตอนนี้ยังอยู่ที่ 10 ของตาราง

 

มหากาพย์ของเป๊ปและมูจะออกผลยังไงไม่รู้ แต่ล่าสุด เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เพิ่งประกาศต่อสัญญาอยู่กับทีมยาวๆ ไปถึงปี 2023 ก็เชื่อแน่ว่า บรรยากาศภายในทีมคงดูคึกคักขึ้น ดังนั้น จะประมาทลูกทีมของเป๊ปไม่ได้ ส่วนคีย์แมนของซิตี้ คงหนีไม่พ้น เควิน เดอ บรอยน์ รวมไปถึง ไอ้หนูฟิล โฟเด้น ที่เพิ่งโชว์ฟอร์มแจ่มในทีมชาติอังกฤษมาหมาดๆ ด้านสเปอร์ก็คงพึ่งพากัปตันทีม แฮร์รี่ เคน และ SHM7 ซงฮึงมิน

 

น่าสนใจว่า ในความเป็นเจ้าบ้าน มูรินโญ่จะพาลูกทีมเปิดหน้าซัดกับแมนฯ ซิตี้ แบบแลกหมัดเลยหรือไม่ แต่เราเชื่อว่าไม่! (อ้าว?) เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ตัวพ่อทฤษฎีรถบัส’ งานนี้เฮียเครียดมาเล่นเกมล่อตะเข้ลงบ่อ แล้วจัดการทุบๆๆๆๆ ตะเข้แน่นอน แต่กลับกัน, ถ้าทุบตะเข้ไม่ได้ ก็อาจโดนตะเข้งาบได้ อันนี้ก็ต้องติดตาม

 

พบกับมหากาพย์ภาคล่าสุดของ มูและเป๊ป ได้คืนนี้ 00.30 น. หรือเที่ยงคืนครึ่ง (ดึกจุง) แต่บอลมันส์อย่างนี้ ดึกยังไงก็ต้องดู! ปู๊นๆ!

 

อย่าเสีย ‘เพื่อน’ เพียงเพราะ ‘การเมือง’

ไม่มีสถานการณ์ไหนจะร้อนแรงเฟร่อเท่าเรื่องมุมมองทางการเมือง โดยเฉพาะมุมมอง ‘ที่เห็นต่าง’

 

พฤติกรรมหนึ่งที่หลายคนเคยเจอ คือการได้อ่านสเตตัสในมุมมองตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตัวเองคิด (หรือชื่นชอบ) อ่านมากๆ แล้วก็คันหัวใจ คันปาก และคันนิ้ว ต้องพิมพ์ใส่ในคอมเม้นเพื่อเถียง พอเถียงไป เขาก็เถียงกลับ งั้นเถียงต่อ มันก็เถียงกลับมาอีก เริ่มซัดกันนัว ระอุ ดุเดือด รู้ตัวอีกที ‘อ้าว! นี่เพื่อนกรูเอง!’

 

บรรยากาศตอนนี้ เราทะเลาะกับเพื่อน หรืออิหยังวะกับเพื่อน เพราะเรื่องการเมืองกันมากมาย ไม่รู้มีโพลสำนักไหนเคยไปทำแล้วหรือยัง แต่เชื่อว่า พฤติกรรมยอดฮิตกับเรื่องเห็นต่างทางการเมืองที่มาเป็นอันดับ 1 คือ การกด Unfriend (เพื่อนซะเล้ย!)

 

กด Unfriend ทำไม?

 

กดเพื่อให้รู้ว่า โกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบที่แกคิดไม่เหมือนกับฉัน เป็นชั่วอารมณ์แวบเดียวที่อยากจะแสดงความไม่พอใจใส่เพื่อน แต่พอรู้ตัวอีกที อ้าว! ยุ่งล่ะ พรุ่งนี้เดี๋ยวก็ต้องไปเจอมันที่โรงเรียน ที่มหา’ลัย หรือที่ทำงาน แล้วฉันจะทำตัวยังไง ฉันจะมองหน้าแกยังไง เคยมีเคสหนักๆ กำลังจีบหญิงที่หมายปอง แต่ฝ่ายหญิงดันอยู่คนละขั้วการเมือง ไปเผลอกด Unfriend งานนี้จบ!

 

จะบอกว่า เรื่อง Unfriend ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอันใดหรอก ด้วยยุคสมัยนี้ มันมีพื้นที่ที่ทำให้เราไม่ต้องไปเจอกันต่อหน้า เราถึงแสดงออกผ่านทางโลกเสมือนจริง ใช้สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อแสดงให้ฝ่ายตรงข้ามรับรู้ มันก็ดีที่ไม่ต้องมาทะเลาะกันแบบตรงๆ แต่ในมุมกลับกัน มันก็ทำให้เราใจร้อน ใจเร็ว ตัดสินใจด้วยอารมณ์แค่แวบเดียว

 

เพื่อนบางคนคบกันมา 10-20 ปี เคยทะเลาะกับมันมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งเมื่อได้พูดคุย ขอโทษขอโพยกัน (ด้วยเสียงและการเจอตัวเป็นๆ) ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนก็ยังอยู่คงเดิม แต่พอมีสื่อโซเชี่ยลมีเดียที่ไม่ต้องทำให้เราเจอกันตรงๆ แบบเห็นหน้า เราก็หาได้แคร์เพื่อนไม่ เขียนอะไรไม่เข้าหูเข้าตา กด Unfriend แม่มซะเลย!

 

ถามว่าแล้วจะให้ทำยังไงถ้าไม่กด Unfriend?

 

ก็ปุ่มในโซเชี่ยลมีตั้งเยอะ ลองกด Hide ไหม? หรือกด Unfollow ไปสักพักก็ได้ วิธีนี้ช่วยได้ทั้งเราและเพื่อน คือเราจะไม่เห็นสเตตัสการเมืองของเพื่อนให้รำคาญใจ และเพื่อนก็ไม่ต้องมารู้ว่าเราหงุดหงิด ความน่าแปลกใจต่อจากนั้นก็คือ เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เราจะลืมไปเลยว่าเคยทำอะไรไว้ แล้ววันหนึ่งจู่ๆ ก็นึกถึงสเตตัสของเพื่อนขึ้นมา ‘เออ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เห็นมันโพสต์บ้าๆ บอๆ อะไรเลยเน๊อะ’ ก็แหงสิ! เราไป Unfollow เขาอยู่พักใหญ่จนลืม เมื่อนึกขึ้นมาได้อย่างนั้น เราก็จะกลับไปติดตามเพื่อนดังเดิม (ด้วยความคิดถึง)

 

ปัญหาบางอย่าง อยู่ที่เราจัดการกับมันอย่างไร และที่สำคัญ มันยังฝึกให้เราเติบโตขึ้น โตด้วยวิธีคิด โตด้วยสติ และโตด้วยปัญญา  โลกโซเชี่ยลเหมือนการบ้านโจทย์ใหญ่ ที่ให้เราได้เรียนรู้ ได้แก้ปัญหา และได้เห็นการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของมัน มองอย่างเข้าใจ และมองให้เป็นประโยชน์ เราก็จะได้ประโยชน์จากมัน

 

ส่วนเรื่องการเมืองกับเพื่อนนั้น บางทีไม่ต้องคิดซับซ้อนเหมือนโลกโซเชี่ยล ถามง่ายๆ ว่า การเมืองอยู่กับเรามากี่ปี? แล้วเพื่อนอยู่กับเรามากี่ปี? เพื่อนยืมเงินได้ พาไปเลี้ยงข้าว เลี้ยงเหล้าได้ แต่การเมืองพาเราไปแบบนั้นได้ไหม ยืมเงินการเมืองได้ไหม แล้วที่สำคัญ การเมือง (ที่เราชื่นชอบ) ก็ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด เพราะสักวันหนึ่ง ตัวละครใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้น

 

แต่สำหรับเพื่อน เป็นตัวละครในชีวิตที่จะอยู่กับเราไปจนวันตาย...

 

 

   

คนเขาดูออก แบบนี้ต้องใช้กฎหมาย

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมว่า ทุกคนทราบเจตนาของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งไม่ใช่การเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะถ้าจุดหมายคือประชาธิปไตยผู้ชุมนุมต้องมีความจริงใจในการทำอย่างไรให้มุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น

 

ซึ่งขณะนี้ทางด้านรัฐสภาเองก็ได้พิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทางผู้ชุมนุมก็ควรแสดงความเห็นตั้ง สสร. เพื่อจะได้ดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนผู้ชุมนุมไม่ได้สนใจในประเด็นสำคัญนี้ กลับมุ่งใช้ถ้อยคำหยาบคาย ก้าวล่วง จาบจ้วงสถาบัน ซึ่งประชาชนมองออกว่าเป็นจุดมุ่งหมายหลักของแกนนำผู้ชุมนุม

นายราเมศ ยังกล่าวต่อว่า “นี่คือสิ่งที่ทุกคนรับไม่ได้  นับวันยิ่งเหิมเกริม ทำสิ่งที่ไม่สมควร คนไทยไม่สามารถรับได้ การที่นายกรัฐมนตรีได้มีหลักในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด คือหลักการที่ถูกต้อง ต้องสนับสนุน เพราะการกระทำความผิดชัดเจน เข้าองค์ประกอบกฎหมาย ไม่มีทางอื่นใดเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด ผู้ชุมนุมควรยุติการกระทำต่างๆ ใช้สติปัญญาในการคิด อย่าคิดว่าประเทศนี้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง หรือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ประเทศเป็นของคนไทยทุกคน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือสิ่งที่คนไทยยึดมั่นตลอดระยะเวลาที่ผ่าน หากมีใครคิดมาทำลาย เชื่อว่าคนไทยไม่มีใครยอม ความคิดและการกระทำของผู้ชุมนุมที่แสดงออกมา เคยบอกไปแล้วว่าเราอยู่คนละข้างกัน เจ้าหน้าที่จึงต้องมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นความวุ่นวายก็จะตามมา”

 

มาตรการเข้มจัดการฝุ่น PM 2.5

ช่วงเดือนสองเดือนนี้ วาระสำคัญที่อย่าเพิกเฉย หรือห้ามละเลย คือ ‘วาระแห่งฝุ่น’ เนื่องจากฝุ่น ไม่ได้หายไปไหน ฝุ่นยังอยู่กับเรา แม้ว่าเราจะไม่อยากอยู่กับฝุ่นก็ตามทีเถอะ  

 

ปลายสัปดาห์ก่อน กรุงเทพมหานครได้ประกาศมาตรการเข้มๆ ที่มีทั้งการป้องกัน และตัดตอน ปัญหาการเกิดฝุ่น PM 2.5 ในรอบเขตเมืองหลวง และปริมณฑล มาตรการไหนน่าสนใจบ้าง สรุปออกมาได้ดังนี้

24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553...ครบ 10 ปี ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์

วันนี้เมื่อ 10 ปีก่อน ถือเป็นวันสำคัญของเมืองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ รวมถึง สะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ทั้งหมดเป็นโครงการในพระราชดำริที่ทรงตั้งใจแก้ปัญหาให้กับประชาชน

 

โดยที่มาของการสร้างประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เกิดขึ้นจากการทรงเห็นว่า สภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมมีลักษณะไหลวนคดเคี้ยว โดยเฉพาะบริเวณรอบพื้นที่บางกระเจ้า ที่มีความยาวถึง 18 กิโลเมตร ส่งผลให้การระบายน้ำที่ท่วมพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครเป็นไปได้ช้า ไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน

 

จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาใช้คลองลัดโพธิ์ ซึ่งเดิมมีความตื้นเขินและมีความยาวราว 600 เมตร ให้เป็นประตูระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วมสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้ลงสู่ทะเลทันที และจะปิดคลองลัดโพธิ์เมื่อน้ำทะเลหนุน เพื่อหน่วงน้ำทะเลไม่ให้ขึ้นลัดเลาะไปตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดโค้งถึง 18 กิโลเมตรด้วยกัน

 

ในส่วนของสะพานภูมิพล 1 และ 2 ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างเพื่อรองรับการขนถ่ายและลำเลียงสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพ ไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมใน จ.สมุทรปราการ และพื้นที่อื่นๆ ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการจราจร โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่จากแหล่งอุตสาหกรรม เพื่อให้มีช่องทางเลี่ยงออกจากใจกลาง กทม. สู่ต่างจังหวัดได้ทันที

 

ทั้งหมดคือพระราชประสงค์เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดียิ่งขึ้น จากวันนี้และในอนาคตสืบไป...

 

25 พฤศจิกายน...วันประถมศึกษาแห่งชาติ

ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 ขึ้น โดยกำหนดให้เด็กที่มีอายุ 7 ปีบริบูรณ์ทุกคน ต้องเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนอายุครบ 14 ปีบริบูรณ์ โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน พระราชบัญญัติประถมศึกษานี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2464

 

กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันประถมศึกษาแห่งชาติ ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2523 ได้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาขึ้น โดยกำหนดให้เปลี่ยนจากวันที่ 1 ตุลาคม มาเป็นวันที่ 25 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวแทน

 

เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้ให้การสนับสนุนการประถมศึกษาและพระราชทานตราพระราชบัญญัติ อีกทั้งเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ในคราเดียวกันกับวันวชิราวุธที่ตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปีอีกด้วย

 

ถึงตรงนี้ ถามว่า วันประถมศึกษาแห่งชาติ มีความสำคัญอย่างไร ตอบได้โดยง่ายว่า เป็นวันที่ให้คนไทยได้ตระหนักถึงเรื่อง ‘การศึกษากับเยาวชน’ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบุคลากรของชาติ การมีการศึกษาที่ดีย่อมส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ แต่ ‘การศึกษา’ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ทำให้คนฉลาด หลักแหลม แต่ต้องทำให้คนมีคุณภาพ และคิดเป็นอีกด้วย

รับ 'เป็ด' แบบไหนดีครับ?

เป็ดฟีเวอร์!!!

กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญในม็อบไปเรียบร้อย หลังจากเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 63 ที่ผ่านมา ผู้ร่วมชุมนุมได้ถือ ‘เป็ด’ ไปรัฐสภา หมายใจว่าจะพา ‘เป็ด’ ไปลงแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ไปๆ มาๆ ‘เป็ด’ กลายเป็นเครื่องป้องกันการฉีดน้ำสลายม็อบ หลังจากนั้น ‘เป็ด’ ก็กลายเป็นมาสคอตสำคัญ ผู้ชุมนุมหอบหิ้ว ‘เป็ด’ ไปร่วมชุมนุมด้วยทุกที่ เมื่อ ‘เป็ด’ แรงเวอร์ได้ใจขนาดนี้ งั้นรับ ‘เป็ด’ ไปไว้ที่บ้านสักตัวไหมครับ?

ไม่มีไม่ใช่หว่อง...5 เอกลักษณ์หนังแบบฉบับหว่องกาไว

จะบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล ‘หนังหว่อง’ ก็ไม่ผิดนัก เรากำลังพูดถึง หว่อง กาไว ผู้กำกับชาวเอเชียที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ซึ่งถ้าเป็นนักดูหนังสายแข็ง หรือนักศึกษาที่เรียนด้านภาพยนตร์ ชื่อผู้กำกับคนนี้ถือว่าขึ้นหิ้งในระดับยอดเซียน 

 

ด้วยสไตล์หนังที่มีแนวของตัวเองชัดเจน จึงเป็นที่มาของวลีคลาสสิก นั่นคือ “กระทำความหว่อง” วลีนี้ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ แต่เกิดจากสิ่งที่ผู้กำกับฯ ชาวฮ่องกงคนนี้ ถ่ายทอดเทคนิคและมุมมองการเล่าเรื่องออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของภาพยนตร์สไตล์หว่อง ซึ่งแฟนๆ มักให้คำนิยามว่า “รู้สึกเหงาเงียบงันราวกับปลูกป่าช้าไว้ในใจ”

 

ศิลปะแห่งความเดียวดายและบรรยากาศชวนหลงใหลที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ของหว่อง กาไว ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักดูหนังรุ่นใหม่ๆ ให้เข้าไปสัมผัสโลกของหว่องอยู่เสมอ ล่าสุดโรงภาพยนตร์เมืองไทยได้มีการนำภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งของผู้กำกับคนนี้มาจัดฉายไปจนปลายปี The States Times Lite จึงขอยกเอา 5 เอกลักษณ์ในภาพยนตร์ของหว่องกาไวที่ครองใจแฟนๆ มานานกว่า 2 ทศวรรษ มาบอกเล่า ถือว่าเป็นออเดิร์ฟก่อนไปดูหนังของเขากัน...

 

1) มีความวุ่นวายของฮ่องกงเป็นฉากหลัง

หว่องมักเลือกใช้ฮ่องกงในยุค ‘60s เป็นฉากหลัง เนื่องจากเป็นช่วงวัยเด็กที่เขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางห้วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะนับตั้งแต่เหมาเจ๋อตงได้เปลี่ยนการปกครองของจีนเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม ส่งผลให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาอาศัยอยู่ในฮ่องกงยังคงผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอน พวกเขาสร้างชุมชนของตนเองที่พูดภาษาถิ่น มีวัฒนธรรม พิธีกรรม มีการดูหนังฟังเพลงที่แตกต่างจากชาวฮ่องกง ซึ่งหว่องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ซึ่งความทรงจำมีผลให้เขาอยากทำหนังที่เต็มไปด้วยบรรยากาศและห่วงอารมณ์แห่งการระลึกถึงบางสิ่งบางอย่าง  

 

2) ว่าด้วยเรื่องความเหงาและสัมพันธภาพที่ไม่มั่นคง

“แม้เวลาจะเยียวยาหลายสิ่งหลายอย่างได้ แต่หัวใจที่แตกสลายก็เป็นข้อยกเว้น” ประโยคเด็ดของหว่องที่แฟนหนังรู้จักกันดี เชื่อมโยงกับลักษณะการเล่าเรื่องราวของความรักความสัมพันธ์ที่ไม่สมหวัง การเก็บซ่อนความรู้สึก นำไปสู่อารมณ์เหงาเดียวดายที่แฟนๆ เรียกกันว่า “กระทำความหว่อง” แน่นอนว่าเป็นความรู้สึกสากลที่มนุษย์เชื่อมโยงเข้ากับความรู้สึกของตนเองได้ แต่เรื่องธรรมดาเช่นนี้เมื่อไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ของหว่อง เขากลับถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ น่าค้นหา เป็นเรื่องเล่าที่มีทั้งความบันเทิงและความงดงามทางศิลปะ โดยเฉพาะฉากควันบุหรี่และแสงสลัวที่สื่อถึงความไม่ชัดเจนและความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคงของแต่ละตัวละคร

 

3) ตัวละครมีความทรงจำที่เชื่อมเข้าหากัน

ปกติภาพยนตร์ทั่วไปจะมีการแนะนำตัวละครเมื่อเริ่มเรื่อง แต่สำหรับผลงานสไตล์หว่อง ตัวละครส่วนใหญ่มักไม่มีที่มาที่ไป ดำเนินเรื่องด้วยการกระทำและบทสนทนาเลย ไม่ตัดสินว่าตัวละครใดคือตัวดี-ตัวร้าย มีความเป็นสีเทา มีความเป็นมนุษย์สูงมาก ผู้ชมจะได้รู้จักพื้นเพตัวละครจากการฟังบทสนทนาและติดตามดูการกระทำ ซึ่งแต่ละตัวละครมักจะมีปมบางอย่างซ่อนอยู่ มักเป็นเรื่องราวทางครอบครัว โดยมีค่านิยมบางอย่างของสังคมเป็นกรอบกำกับตัวละครไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ จารีต อาชีพ วัฒนธรรม ฯลฯ แต่เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดหนึ่งผู้ชมจะพาว่าเรื่องราวของตัวละครมักเชื่อมเข้าหากันอย่างกลมกลืน

 

4) เหลียง เฉาเหว่ย นักแสดงขาประจำ

นักแสดงนำชายชาวฮ่องกงที่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง Days of Being Wild ของหว่องในปี 1991 นับตั้งแต่นั้นเขากลายเป็นชื่อนักแสดงขาประจำที่ต้องคู่กับภาพยนตร์ของผู้กำกับฯ คนนี้ สำหรับเรื่องที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือ In The Mood For Love ที่ทำให้เขาเป็นชาวฮ่องกงคนแรกที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ สำหรับภาพยนตร์ของหว่องที่เหลียง เฉาเหว่ย ร่วมแสดงและโด่งดังเป็นที่รู้จักมีดังนี้ Days Of Being Wild, Chungking Express, Happy Together, In The Mood For Love และ 2046

 

5) คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ช่างภาพคู่บุญ

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังภาพสวยๆ บรรยากาศเหงาๆ ก็คือ ‘คริสโตเฟอร์ ดอยล์’ เรียกได้ว่าเป็นผู้กำกับฯ ภาพคู่บุญที่หว่องไว้วางใจ ให้อิสระเต็มที่ในการควบคุมโทนภาพของภาพยนตร์แทบทุกเรื่อง จนหว่องเคยให้สัมภาษณ์ว่าเอกลักษณ์นี้ได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าไปแล้ว แต่อาจจะมีบางครั้งที่คิวของคริสโตเฟอร์ ดอยล์ ไม่ว่าง หว่องก็ได้หันไปใช้บริการตากล้องคนใหม่อย่าง หลี่ผิงปิง ซึ่งทำให้ภาพที่ออกมามีเนื้อหาอารมณ์ของภาพยนตร์ที่นำเสนอให้เห็นมุมมองใหม่ๆ แต่ยังไม่ทิ้งลายเซ็นเดิมไปเสียทีเดียว

 

หมายเหตุ: มงคลซีนีม่าจัดเทศกาล The World of Wong kar-Wai’s Retrospective นำภาพยนตร์เรื่องดังมาจัดฉายใหม่ในฉบับรีมาสเตอร์ 4K เริ่มมาตั้งแต่ 29 ตุลาคม จนถึงธันวาคมเดือนหน้า โดยเลือกเฟ้น 5 ภาพยนตร์ของผู้กำกับระดับตำนานมาฉายในโรงภาพยนตร์ House Samyan รวมถึงเครือ SF Cinema และ Major Cineplex มีกำหนดฉายดังนี้

 

IN THE MOOD FOR LOVE

กำหนดฉาย 29 ตุลาคม 2563

HAPPY TOGETHER

กำหนดฉาย 12 พฤศจิกายน 2563

FALLEN ANGELS

กำหนดฉาย 26 พฤศจิกายน 2563

2046

กำหนดฉาย 10 ธันวาคม 2563

CHUNGKING EXPRESS

กำหนดฉาย 24 ธันวาคม 2563

 

26 พฤศจิกายน...วันขนมเค้ก (แผลบๆ)

ถ้าพูดถึง ‘วันเกิด’ หรือวันพิเศษๆ ขึ้นมา มีขนมชนิดหนึ่งที่มักจะกลายเป็นพระเอกของงานอยู่เสมอ นั่นคือ ‘ขนมเค้ก’

 

ขนมเค้ก เป็นเมนูขนมหวานที่ผู้คนทั่วโลกต่างรู้จักและโปรดปราน หากย้อนเวลากลับไป มันถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรีกและอียิปต์โบราณโน่นแล้วล่ะ ขนมเค้กถูกปรุงขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงงานวัฒนธรรมในท้องถิ่นของผู้คนยุคก่อน

 

แรกเริ่มเดิมที ขนมเค้กหน้าตาคล้ายขนมปัง และมีรสหวานของน้ำผึ้งนำ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นวงกลม เพราะขึ้นรูปด้วยมือ แถมยังค่อนข้างจะมีน้ำหนัก มันมักถูกนำมาเสิร์ฟหลังจากจบมื้ออาหารหลักไปแล้ว

 

แม้จะเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง รวมไปถึงการมีวาระพิเศษต่างๆ แต่ในช่วงศตวรรษที่ 13 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจทั้งโลกตกต่ำ ชาวอเมริกันหลายล้านคน ก็ได้อาศัยขนมเค้กเป็นหนึ่งในเมนูสำคัญ เนื่องจากเป็นอาหารที่หาได้ไม่ยาก และมีราคาถูก เมื่อเวลาผ่านไป ขนมชนิดนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนทั้งโลก

 

วันนี้ถูกยกให้เป็น ’วันขนมเค้กโลก’ หลายสถานที่มีการเชิญชวนให้แต่ละครอบครัวทำขนมเค้กเพื่อเฉลิมฉลอง ถือเป็นวันพิเศษแบบเบาๆ แต่ก็อย่ากินเยอะเกินไปล่ะ เพราะน้ำหนักตัวจะไม่เบาตามเค้กเอานะ

 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top