Tuesday, 16 July 2024
SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2566

'พูด' อย่างมีสติ
เราจะได้...ไม่ทำร้ายจิตใจคนอื่น

'ฟัง' อย่างมีสติ
เราจะได้...ไม่รับอารมณ์คนอื่น 'มาทำร้ายใจเรา'

- พระอาจารย์ชยสาโร -

ตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการล่าเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการระดับสั่งการแก๊งค์เครื่อง Stingray ที่ส่งข้อความให้กดลิงก์โหลดแอปดูดเงิน

พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒนครบัญชา ผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 , พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 , พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5 นำกำลังตำรวจไซเบอร์ร่วมกันเปิดปฏิบัติการล่าเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการระดับสั่งการแก๊งค์เครื่อง Stingray ที่ส่งข้อความให้กดลิงก์โหลดแอปพลิเคชันดูดเงิน 

สืบเนื่องจากการขยายผลกลุ่มเครือข่ายขบวนการเครื่องกระจายสัญญาณ ที่ใช้อุปกรณ์ส่งข้อความ SMS ให้ประชาชนกดลิงก์ จากนั้นคนร้ายเข้าควบคุมเครื่องโทรศัพท์มือถือแล้วโอนเงินในบัญชีธนาคารที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น Mobile Banking ในโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย โดยตำรวจ สอท.ได้รวบรวมหลักฐานขอศาลอาญาธนบุรีออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งเป็นขบวนการในระดับสั่งการจัดหาชุดอุปกรณ์เครื่องกระจายสัญญาณ ในความผิดฐาน "ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเห็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน , ร่วมกัน นำ มีใช้นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต , ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต และเป็นอั้งยี่และหรือซ่องโจร”ต่อมาศาลอาญาธนบุรีได้อนุมัติหมายจับกลุ่มผู้ต้องหา ตำรวจไซเบอร์ชุดปฏิบัติการจึงได้วางแผนเข้าจับกุมในคราวเดียวกันทุกจุด เพื่อตัดวงจรของกลุ่มขบวนการดังกล่าว

ตำรวจไซเบอร์นำโดย พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3 และ พ.ต.อ.มรกต แสงสระคู ผกก.2 บก.สอท.3 นำกำลังตรวจค้น 4 จังหวัด 5 จุด ภายในวันเดียว เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดสระแก้ว และกรุงเทพมหานคร สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี 5 คน ได้แก่

1. น.ส.พรรธช์ธนกรณ์ จับกุมที่บ้านเลขที่ 28/2 ถ.อุบลนุสรณณ์ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง 
2. นายชิษณุพงษ์ จับกุมที่หอพักนักศึกษาชาย ห้อง 103 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี หมู่ 10 ต.พลวง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี 
3. นายศุภชัย จับกุมที่บ้านเลขที่ 95 หมู่ 3 ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 
4. น.ส.บุญรอด จับกุมที่บ้านเลขที่ 55/5 ถ.บ้านวังปาตอง ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 
5. นายภูริช จับกุมที่บ้านเลขที่ 18/108 ซอยประชาอุทิศ 60 แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 66 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.สอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จับกุมตัวผู้ต้องหาในขบวนการแก๊งค์เครื่อง Stingray 6 ราย พร้อมยึดของกลางรถยนต์ 4 คัน ที่มีการติดตั้งเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.สอท. ได้ขยายผลกลุ่มเครือข่ายขบวนการ จนกระทั่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาระดับสั่งการเป็นผู้ว่าจ้าง จัดหาและขนส่งเครื่อง Stingray และหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.สอท.จะร่วมกันสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้หมดทั้งขบวนการต่อไป

‘ส่องศักดิ์’ พ่อใจโหดฆ่าลูก คอตกนอนคุก ไร้คนยื่นประกันตัว ด้าน ‘กรมราชทัณฑ์’ นำตัวฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

(22 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบ สน.บางเขน ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอฝากขังนายส่องศักดิ์ ส่งแสง กับพวก รวม 2 สำนวน ประกอบด้วย คำร้องฝากขัง หมายเลขดำ ฝ.1406/2566 ซึ่งมีนายส่องศักดิ์ ตกเป็นผู้ต้องหาที่ 1 และน.ส.สุนัน ภรรยา ตกเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย, ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิดการตาย หรือเหตุแห่งความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 199, 290 วรรคหนึ่ง

ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาที่ 1 รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 รับสารภาพในข้อกล่าวหาร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิดการตาย หรือเหตุแห่ง ความตาย ส่วนข้อกล่าวหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายนั้นผู้ต้องหาที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ซึ่งการฝากขัง ทั้งพนักงานสอบสวน ผู้ร้อง และผู้เสียหาย ขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงหากปล่อยตัวไปเกรงว่าจะหลบหนี และผู้เสียหายอาจได้รับอันตรายเนื่องจากผู้ต้องหาทราบที่อยู่ของผู้เสียหาย

และคำร้องฝากขัง หมายเลขดำ ฝ.1407/2566 กล่าวหา นายส่องศักดิ์ ผู้ต้องหา ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายสาหัส, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดฯ หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4), 309 ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ซึ่งการฝากขัง ทั้งพนักงานสอบสวน ผู้ร้อง และผู้เสียหาย ขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยตัวไปแล้วจะหลบหนียากแก่การติดตามตัวมาภายหลัง และจะข่มขู่ผู้เสียหาย

โดยศาลอาญา อนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องทั้ง 2 สำนวน ซึ่งผู้ต้องหาไม่ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นฝากขังนี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ตำรวจไซเบอร์รวบสาวน้อยร้อยประวัติฉ้อโกง หลอกกู้เงินออนไลน์ เสียหายรวมกว่า 2 ล้าน

สืบเนื่องจากผู้เสียหายต้องการสินเชื่อเงินกู้ ต่อมาได้พบโฆษณาให้กู้ยืมเงินผ่านช่องทางออนไลน์ชื่อ 
“RK COMPANY ฝ่ายบริการสินเชื่อ ฝ่ายสินเชื่อออนไลน์” จึงได้ติดต่อไป โดยแอดมินใช้โปรไฟล์ของบุคคลอื่นนำมาแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วใช้กลอุบายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินไปก่อนทำสินเชื่อ โดยอ้างเป็นค่าดำเนินการต่างๆ เช่น ค่าทำสัญญา ค่าค้ำประกัน สร้างเครดิต แต่ก็ไม่เคยได้รับเงินกู้ดังกล่าว เมื่อผู้เสียหายเริ่มสงสัย ก็อ้างว่าผู้เสียหายทำผิดเงื่อนไข แล้วหลอกล่อให้โอนเงินเพิ่มอีกเพื่อปลดล็อคเงื่อนไขดังกล่าว
 
พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. จึงสั่งการให้ บก.สอท. 5 เร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้อง ต่อมา จากการสืบสวนพบว่า มีผุ้เสียหายในลักษณะดังกล่าวอีกหลายราย แต่ละรายโอนเงินให้คนร้าย 4-7 ครั้งต่อราย ผ่านหลายบัญชีธนาคาร แต่ไม่เคยรับเงินสินเชื่อดังกล่าว ความเสียหายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้าน  รวมความเสียหายมากกว่า 2 ล้านบาท  ตำรวจไซเบอร์จึงรับแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งออนไลน์ thaipoliceonline.com แล้วได้ทำการสืบสวนสอบสวน จนนำไปสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาหลายราย

กระทั่ง กก.1 บก.สอท.5 ได้สืบสวนจนทราบข้อมูลหนึ่งในผู้ต้องหาของขบวนการนี้ พบมีหมายจับของตำรวจไซเบอร์ 3 หมายจับ และยังพบประวัติฉ้อโกงผู้เสียหายอีกหลายรายการ จึงนำกำลังร่วมกันเข้าจับกุม น.ส.ไพลิน อายุ 19 ปี ตามหมายจับ ศาลอาญา จำนวน 3 หมายจับในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”  โดยควบคุมตัวได้บริเวณหน้าห้องพักแฟลตปลาทอง อ.เมือง จ.ปทุมธานี
       
เบื้องต้นผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงนำตัวนำส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.สอท.5 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ  พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5 และ พ.ต.อ.ศุภกร ธัญญกรรม ผกก.1 บก.สอท.5 สั่งการให้ พ.ต.ท.ปริพล  นาคลำภา, พ.ต.ท.หญิง ธรา เมืองแก้ว สว กก.1 บก.สอท 5, พ.ต.ท.อุดม อิสโร  สว.ฯ ปรก.กก.1 สอท.5 และ พ.ต.ต.สุธี บุดดีคำ สว.ฯ ปรก.กก.1 บก.สอท.5 พร้อมชุดสืบสวนร่วมกันจับกุม

‘ปปป.’ บุกรวบ ‘นายกฯ บางแก้ว’ คาที่ทำงาน หลังเรียกเงินใต้โต๊ะจากผู้ประกอบการ 1.5 ล้านบาท

(21 ก.ย. 66) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. รรท.ผบก.ทล. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ร่วมกันจับกุมนายณัฐพงศ์ แตงสุวรรณ นายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว ได้ที่ภายในห้องทำงานเทศบาลเมืองบางแก้ว ถนนบัวนครินทร์ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พร้อมเงินสดของกลางเงินสด จำนวน 1,560,650 บาท

ทั้งนี้ ก่อนหน้าเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับการร้องเรียนจาก หจก.แห่งหนึ่ง ที่ถูกนายณัฐพงศ์เรียกรับเงินสินบน จำนวนร้อยละ 25 ของวงเงินตามสัญญา เพื่อแลกกับหนังสือคู่สัญญาที่นายกเทศมนตรีจะต้องเป็นผู้ลงนาม โครงการติดตั้งจอแอลอีดี มูลค่า 13 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายเงินกันสองงวด งวดแรกนัดจ่ายในวันนี้ (21 ก.ย.) ส่วนงวดที่สองจะจ่ายเมื่อส่งมอบงานกันแล้ว

หลังจากนั้นต่อมาเจ้าหน้าที่ได้วางแผนให้ผู้เสียหายนำเงินงวดแรกไปส่งมอบให้นายณัฐพงศ์ ที่ห้องทำงาน ปรากฏว่าเมื่อส่งมอบเงินแล้วทาง นายณัฐพงศ์ เกิดไหวตัวทันรีบถือเงินของกลางในซองเดินลงจากห้องทำงาน เดินตรงไปยังลานจอดรถ ก่อนจะโยนซองเงินสดทิ้ง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมดังกล่าว

สอบสวน นายณัฐพงศ์ ให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา จึงแจ้งข้อหา "เป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ” ก่อนนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน บก.ปปป.ดำเนินคดีต่อไป

เปิดคำสารภาพ ‘พ่อ-แม่’ ใจโหด เผยปมสังหารลูกน้อย 5 ศพ เพราะ ‘ทนเสียงร้องเด็กไม่ได้-น้อยใจชีวิตลำบาก-ป่วยทางจิต’

(21 ก.ย. 66) จากกรณีพ่อแม่โหดสังหารลูก 2 ขวบ แล้วนำไปโบกปูนฝังอำพรางที่บ้านต่างจังหวัด จนเป็นข่าวสะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ยิ่งเมื่อรู้ว่า พ่อรายนี้ยังลงมือฆ่าลูกนำฝังดินอีก 4 ศพ รวมแล้วเป็น 5 ศพด้วยกัน

ล่าสุด มีรายงานคำสารภาพของ นายส่องศักดิ์ หรือ ‘เอ็ม’ อายุ 46 ปี ผู้ต้องหาลงมือฆ่าลูก รับสารภาพว่า ได้ลงมือทำร้ายร่างกายจนทำให้เด็กถึงความตาย คือ

1.) ด.ช.ไข่ดำ (ลูกกับ น.ส.เจษ) โดยลงมือใช้มือตบตี ที่ท้องเป็นจำนวน 2-3 ครั้ง ด้วยความแรง ทำให้เกิดการชักและเสียชีวิต นำร่างไปทิ้งที่สวนจตุจักร
2.) ด.ช.เล็กต้า (ลูกกับ น.ส.เจษ) โดยลงมือใช้มือตบตี ที่ลำตัวและท้องเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง ด้วยความแรง แต่เด็กยังร้องไม่เลิก จึงนำไปขังไว้ในตู้วางทีวี จนกระทั่งเสียชีวิต นำร่างไปทิ้งที่สวนจตุจักร
3.) ด.ญ.โมเดล (ลูกกับ น.ส.สุนัน) โดยลงมือตีไปที่ท้อง จากนั้นเด็กก็เริ่มป่วย และเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา จากนั้นได้นำร่างไปโบกปูนที่ จ.กำแพงเพชร

ในส่วนอีก 2 ราย นั้น นายเอ็ม สารภาพว่าไม่ได้ลงมือทำร้าย ดังนี้

4.) ด.ช.ธนาทรัพย์ (ลูกกับ น.ส.เจษ) เสียชีวิตจากการป่วยออดๆ แอดๆ และมีแผลจากการเสียดสีกับที่นอนที่บริเวณศรีษะ จึงนำร่างไปทิ้งที่ ศาลตายาย พื้นที่ สน.สายไหม
5.) ด.ช.นัฐพงศ์ (ลูกกับ น.ส.เจษ) เสียชีวิตจากที่ตนเองบังคับให้ น.ส.เจษฎา (ภรรยาคนที่ 2) เอาผ้าอุดปากจนชัก แล้วนำไปขังไว้ในตู้วางทีวี และป่วยตายในเวลาต่อมา จึงนำร่างไปทิ้งที่ ศาลตายาย พื้นที่ สน.สายไหม

ขณะที่ น.ส.เจษฎา หรือ ‘เจษ’ ภรรยาคนที่ 2 ซึ่งมีลูกด้วยกันกับนายเอ็ม 5 คน รับสารภาพว่า ลงมือใช้ผ้าอุดปาก ด.ช.นัฐพงศ์ (ลูกคนที่ 5) แล้วนำไปขังไว้ในตู้วางทีวี และป่วยตายในเวลาต่อมา แต่ที่ทำไปเพราะเป็นการปกป้องมิให้ นายส่องศักดิ์ลงมือเอง

อย่างไรก็ตาม นายส่องศักดิ์ ยังเปิดเผยอีกว่า ตนได้ลงมือทำร้ายภรรยาคนที่ 2 หรือ น.ส.เจษฎา และ ด.ญ.ปิ่น ลูกสาวคนโต เป็นประจำ โดยมีพฤติกรรมเอาไม้แขวนเสื้อตี, จับหัวกดน้ำ, ใช้มีดหรือไขควงรนไฟ แล้วเอามาจี้ เอาไฟแช็ครน โดยมีสาเหตุในการทำร้ายจากความหึงหวง และขัดใจที่ภรรยาไม่ทำตามคำสั่ง

ส่วนที่ลงมือทำร้ายเด็กๆ เพราะ ‘ทนเสียงร้องเด็กไม่ได้’ เมื่อได้ยินแล้วเกิดอารมณ์โมโห ฉุนเฉียว ด้วยรู้สึกว่าชีวิตตนเองต้องมาประสบกับชะตากรรมยากลำบาก หากงานทำไม่ได้เพราะมีประวัติ และมีอาการป่วยทางจิต บางครั้งลูกก็ร้องเพราะความหิว แต่ตนก็ไม่มีเงินไปซื้อนมซื้ออาหาร จึงเกลียดเสียงร้องของเด็กเป็นอย่างมาก

ส่วนที่ทำให้ ด.ญ.ปิ่น ลูกสาวคนโต ซึ่งเป็น 1 ใน ลูกทั้ง 5 คนของนายส่องศักดิ์ และภรรยาคนที่ 2 น.ส.เจษ รอดชีวิต เป็นเพราะช่วงเด็กแบเบาะได้นำไปให้พ่อตาเลี้ยง จนโตระดับหนึ่งแล้วค่อยกลับมาอยู่กับพ่อแม่ จึงไม่ค่อยส่งเสียงร้อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ให้นายส่องศักดิ์ ใช้แรงที่ตีเด็กแต่ละครั้งตีมาที่เจ้าหน้าที่ ปรากฏว่า “มือหนักมาก”

ด้าน น.ส.เจษฎา ภรรยาคนที่ 2 ผู้ต้องหาช่วยสังหารลูกคนที่ 5 เปิดใจว่า เหตุที่ยังทนอยู่กับ นายส่องศักดิ์ เพราะว่าเป็น ‘รักแรก’ และไม่เคยมองถึงชายอื่น หรือตัวเลือกอื่นๆ จำใจทนอยู่จนถึงปัจจุบัน

ส่วนสาเหตุที่ นายส่องศักดิ์ ไปมีเมียใหม่คือ น.ส.สุนัน ภรรยาคนที่ 3 (ผู้ต้องหาฆ่าโบกปูนลูก 2 ขวบ) นั้น เพราะด้วย น.ส.เจษฎา ไปทำหมัน แล้วไม่มีอารมณ์ทางเพศ นายส่องศักดิ์ บ่นว่าเหมือนนอนกับท่อนไม้ ซึ่งถุงที่พบที่จุดทิ้งศพ พื้นที่ สน.สายไหม ทั้ง นายส่องศักดิ์ และ น.ส.เจษฎา ยอมรับว่าเป็นถุงที่นำศพเด็กไปทิ้งจริงๆ

‘สกุลธร’ น้องชายธนาธร ให้การปฏิเสธทุกข้อหา ยัน!! ขอสู้คดี ปมติดสินบน 20 ล้าน-เช่าที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 66 ที่ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ย่านตลิ่งชัน ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดีที่พนักงานอัยการปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด เป็นจำเลยซึ่งเป็นน้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่น ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้กระทำการ และประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่” และ “เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่น ให้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบ ด้วยหน้าที่ และได้กระทำไปในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคล และเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคล

กรณีนายสกุลธร มีพฤติการณ์กระทำผิดติดสินบนเจ้าพนักงาน และนายหน้าเป็นเงินจำนวน 20 ล้านบาท เพื่อเช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 2 แปลงในซอยร่วมฤดี และย่านชิดลม

โดยเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 66 นายสกุลธร พร้อมทนายความ เดินทางมาศาล

ภายหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง นายสกุลธรได้ออกจากห้องพิจารณา และเดินทางกลับขึ้นรถยนต์ออกจากศาลทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ด้านนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้นายสกุลธร จำเลยฟัง และได้สอบถาม ว่าจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ ปรากฏว่า นายสกุลธร แถลงให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีทุกข้อหา โดยศาลนัดคู่ความตรวจสอบพยานเบื้องต้นกับเจ้าพนักงานศาลก่อน ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ และนัดตรวจคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย มาตรวจพยานหลักฐานกับศาลวันที่ 13 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ พนักงานอัยการปราบปรามการทุจริต 3 ได้เป็นโจทก์ฟ้องนาย สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด เป็นจำเลย กรณีนายสกุลธรติดสินบนเงินจำนวน 20 ล้านบาทเจ้าหน้าที่และนายหน้าในการเช่าที่ดิน จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวม 2 แปลง ในซอยร่วมฤดี และย่านชิดลม โดยยื่นฟ้องนายสกุลธร ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี

ศาลฟันโทษ 'หมอของขวัญ' จำคุก 2 ปี 8 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ฐานหมิ่นประมาท 'แซน วิศาพัช' สั่งโพสต์ขอโทษผ่านเฟซบุ๊ก 15 วัน

(19 ก.ย.66) คืบหน้าคดีที่ ‘แซน วิศาพัช มโนมัยรัตน์’ นำหลักฐานเป็นเอกสารถอดข้อความ และคลิปการไลฟ์สด มายื่นฟ้องต่อศาลให้ดำเนินคดี ‘หมอของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์’ หรือ ‘หมอเคท’ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยหมอของขวัญได้ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหาแซน และคนบนเรือสปีดโบ๊ต หลังการเสียชีวิตของนางเอกผู้ล่วงลับ ‘แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์’ โดยก่อนหน้านี้แซนเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาทเพื่อให้จบคดี แต่หมอของขวัญไม่ยอมจ่าย

ล่าสุด ศาลอาญาธนบุรี ได้พิพากษาจำคุกหมอของขวัญ 2 ปี 8 เดือน ปรับ 160,000 บาท คดีหมิ่นประมาทแซน ซึ่งจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสปรับตัวเป็นคนละเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้สองปี และห้ามโพสต์ข้อความใดๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ถึงแซนทั้งทางตรงและทางอ้อม ภายในระยะเวลารอการลงโทษ และให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด ในบัญชี Facebook ของจำเลยที่ว่า Doctorkatekate เป็นเวลา 15 วัน

‘บิ๊กโจ๊ก’ จ่อแจ้งข้อหา 14 ตร. ร่วมงานเลี้ยงบ้านกำนันนก ผิด 157-ให้การเท็จ ไร้ความละอายใจต่อเกียรติภูมิตำรวจ

(17 ก.ย. 66) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยทางโทรศัพท์ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับตำรวจที่ร่วมงานเลี้ยงบ้านของ นายประวีณ จันทร์คล้าย หรือ กำนันนก ว่า จากการประชุมสรุปผลการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดประกอบสำนวนคำให้การของตำรวจทุกนายที่เข้าร่วมงานเลี้ยงและประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ทำให้สามารถสรุปได้ว่ามีข้าราชการตำรวจที่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวน โดยไม่ละอายใจต่อเกียรติภูมิความเป็นตำรวจ จึงต้องดำเนินคดีกับตำรวจทุกนายที่มีพฤติกรรมกระทำผิด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีตำรวจที่เข้าข่ายกระทำความผิดรวม 14 นาย

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า เป็นกลุ่มตำรวจที่ไม่ให้การช่วยเหลือ พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว หรือ สารวัตรแบงก์ และ พ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.2 บก.ทล. อาทิ พ.ต.อ.กฤษฎาพร จงอักษร ผกก.สน.พญาไท ถูกดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จหรือให้การเท็จนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณา

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า รวมถึง พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ หรือ ผกก.เบิ้ม ก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากเสียชีวิตไปแล้ว พนักงานสอบสวนจะระบุท้ายสำนวนว่าเสียชีวิตแล้ว ส่วนพ.ต.ท.วศิน ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เป็นหนึ่งในผู้ที่จะถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐานแจ้งความเท็จ แต่ล่าสุดจากการตรวจสอบสำนวนคำให้การและภาพประกอบวงจรปิด พบว่าคำให้การนั้นตรงกันและอยู่ในฐานะผู้เสียหายจึงรอดไม่ถูกดำเนินคดี

รองผบ.ตร. กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาตำรวจทั้ง 14 นาย เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม นำโดย พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ เป็นหัวหน้าชุดในการดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาในครั้งนี้ โดยจะเรียกตำรวจทั้ง 14 นาย มารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันนี้

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2566

คำพูด...เป็นดาบชนิดหนึ่ง
บางคน...ใช้ทิ่มตนและแทงคน
บางกลุ่ม...ใช้ทิ่มแทงกันเอง
ทั้ง ๆ ที่รู้...ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไร

- หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป -

'บิ๊กก้อง' มั่นใจหลักฐานมัดแน่น 'กำนันนก' สั่งฆ่า ‘สารวัตรสิว' ไม่หวั่นแม้กล้องวงจรปิดกู้ไม่ครบ หลักฐานตอนนี้แน่นหนาพอ

(16 ก.ย.66) ภายหลัง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. เดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เปิดเผยความคืบหน้าคดีนายประวีณ จันทร์คล้าย หรือกำนันนก ว่า แม้ตัวนายประวีณจะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ แต่แนวทางสืบสวนก็ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อสืบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเอาผิดนายประวีณให้ได้มากที่สุด เพราะเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีกล้องวงจรปิดที่ยังกู้ได้ไม่ครบนั้น ยืนยันว่าไม่ได้หนักใจแต่อย่างใด เพราะจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ก็ถือว่าแน่นหนาพอที่จะบ่งชี้ได้ว่า นายประวีณ คือผู้สั่งการให้ นายธนัญชัย หมั่นมาก หรือ หน่อง ก่อเหตุยิง พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.กก.2 บก.ทล.ได้ โดยเฉพาะคำให้การของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ พยานแวดล้อม ที่ไปที่มาของอาวุธปืน พฤติกรรมการทำลายหลักฐาน หรือเจตนาของผู้ก่อเหตุ รวมไปถึงมูลเหตุแรงจูงใจ และพยานอื่นๆอีกมากมาย ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญทางคดี ที่สามารถทำให้นายประวีณ ต้องได้รับโทษสูงสุด คือ ‘ประหารชีวิต’ ได้ 

นอกจากนี้ตนยังได้สั่งการให้ชุดคลี่คลายคดีเร่งขยายผลตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจของนายประวีณอย่างละเอียด ทุกกิจการ ว่า เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างต่างๆ หรือ เสียภาษีถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายหรือไม่ รวมไปถึงตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร ซึ่งขณะนี้พอมีข้อมูลพยานหลักฐานบ้างแล้ว คงต้องใช้เวลาตรวจสอบหรือขยายผลอีกระยะข้อเท็จจริงก็จะกระจ่างชัด 

‘บิ๊กหิน’ สั่งสอบ 25 ตำรวจที่อยู่ในงานเลี้ยงกำนันนก พร้อมเร่งขยายผล จี้!! ต้องเสร็จเรียบร้อยภายใน 15 วัน

(14 ก.ย. 66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าหลังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย กรณีเหตุคนร้ายยิงสารวัตรตำรวจทางหลวงเสียชีวิตในบ้านพักกำนันนก พื้นที่ ต.ตาก้อง อ.เมือง จ.นครปฐม ว่า ขณะนี้ผ่านมาแล้วหลายวัน ประกอบกับเซิร์ฟเวอร์เพิ่งกู้ได้ จะมีการเร่งรัดให้เร็วที่สุด ตนได้มอบให้หัวหน้าจเรตำรวจรับไป ซึ่งยังไม่ได้มีการรายงานขึ้นมา แต่มีการกำชับไป เพราะทำให้เสื่อมเสีย เสียหายกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทบต่อความเชื่อมั่นของหน่วยงาน เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความจริงให้ปรากฏ 

ทั้งนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและเป็นเรื่องที่อุกอาจมาก มีการกระทำความผิด ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อหน้าธารกำนัล และก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุหลายนาย ไม่ได้ทำการจับกุม ละเว้นการปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นอย่างยิ่ง เลยกำชับให้ชุดทำงานให้เร่งรัดเร็วที่สุด จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่เสียหายทุกอย่าง และกำชับให้ดำเนินการเร็วที่สุด ทำความจริงให้กระจ่าง พร้อมขยายผลไปด้วยว่าทำไมอย่างไรถึงไปที่งานเลี้ยง ไปทำไม ไปบ่อยไหม ไปเพราะเรื่องอะไร และรายงานผลให้ทราบภายใน 15 วัน

‘ประเสริฐ’ เผย ‘ดีอีเอส’ เดินหน้าทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมกำราบพวกหมิ่นสถาบันฯ ลั่น!! ปราบเข้มทุกเรื่อง

(13 ก.ย. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหา ว่า ในวันที่ 15 ก.ย. นี้ เรามีการประชุมแนวทางการทำงาน ไม่ใช่เป็นการรื้อระบบใหม่ เพราะของเก่าก็ทำดีอยู่แล้ว แต่ดูว่าเราจะทำอะไรเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ เพราะมีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะมีการประสานความร่วมมือกับทางประเทศเพื่อนบ้าน หรือตำรวจไซเบอร์หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เดิมก็มีการประสานอยู่แล้ว แต่จะดูว่ามีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ หรือไม่ ที่สามารถเข้าไปตัดวงจร ปิดเว็บไซต์อะไรต่างๆ ที่สามารถทำได้ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บัญชีม้า เส้นทางการเงิน เฟคนิวส์ ถือเป็นภารกิจแรกที่เราจะเริ่มดำเนินการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า ครั้งนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ ส่วนประเด็นการหมิ่นสถาบันฯ เป็นเรื่องที่เราต้องทำอยู่แล้ว ทำเข้มทุกเรื่องปราบให้หมด ส่วนการแต่งตั้งบุคลากรในกระทรวงฯ นั้นได้มีการแต่งตั้งที่ปรึกษา รมว.ดีอีเอส และเลขานุการ รมว.ดีอีเอส ถึงบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุขแล้วเช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของกระทรวงอื่นนั้นยังไม่ครบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บุคลากรที่จะดำรงตำแหน่งในส่วนของกระทรวงดีอีเอส ได้แก่ นายวัลลภ รุจิรากร เป็นเลขานุการ รมว.ดีอีเอส นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษา รมว.ดีอีเอส

‘บิ๊กเด่น’ สั่งลุย!! เร่งสืบค้นเครือข่าย ‘กำนันนก’ จ่อเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเด็ดขาด

(13 ก.ย. 66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร เปิดเผยถึงกรณีที่ช่วงเช้าวันนี้ ตำรวจภูธรภาค 7 ได้สนธิกำลังตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เป็นเครือข่ายของนายประวีณ จันทร์คล้าย หรือ ‘กำนันนก’ จำนวน 15 จุด ในจังหวัดนครปฐมกว่า 10 จุด ว่าได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากคดีนี้เป็นที่จับตามองและสนใจของสังคม ซึ่งในการทำคดีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การขยายผลตรวจค้นเครือข่ายของผู้มีอิทธิพล และอีกส่วนคือ คดียิงสารวัตรศิวกร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องสืบสวนหาพยานหลักฐาน เพื่อเอาผิดกับกำนันนก และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนให้ได้

รวมถึงความเกี่ยวเนื่องที่มีตำรวจเข้าไปพัวพันกับผู้มีอิทธิพล ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการกู้ข้อมูลเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดจากบ้านกำนันนก พร้อมกันนี้ ยังได้มอบหมายให้ พล.ต.อสุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร รับผิดชอบดูแลและติดตามความคืบหน้าในคดีอย่างต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องการเยียวยา พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 1 การสองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงนั้น เบื้องต้นทางต้นสังกัด คือกองบังคับการตำรวจทางหลวง และเพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจก็ได้รวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือครอบแล้ว รวมถึงกรณีของ พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง นั้นผู้บังคับบัญชาก็ได้รวบรวมเงินเพื่อให้การช่วยเหลือแล้วเช่นกัน

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหลักเกณฑ์ในการเยียวยาสำหรับผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ แม้กรณีของพันตำรวจตรีศิวกรจะไม่เข้าข่าย แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีสวัสดิการด้านอื่นๆ ในการช่วยเหลือดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่ และยังได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาของตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว จับตาดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด ป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอยกรณี พ.ต.อ วชิรา

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่าในความคิดเห็นส่วนบุคคลนั้น เชื่อว่าตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่นั้นเป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่ยังเป็นตำรวจที่ดีและไม่อิงกับผู้มีอิทธิพล อยากขอความเป็นธรรมให้กับตำรวจส่วนใหญ่ด้วย แม้แต่ตำรวจที่ไปร่วมงานเลี้ยงก็ใช่ว่าจะมีความผิดทุกคน ขอให้รอผลการสอบสวนให้แล้วเสร็จก่อน

‘บิ๊กต่อ’ เผย ‘ผู้กำกับเบิ้ม’ มากอดขาขอโทษที่ตนเป็นต้นเหตุ ยันเป็นตำรวจฝีมือดีคนหนึ่ง เชื่อ!! ไม่ใช่การฆ่าตัดตอนแน่นอน

(12 ก.ย. 66) ภรรยา และลูกชายวัย 8 ปีของ พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ หรือ ‘ผู้กำกับเบิ้ม’ ผกก.2 บก.ทล. ที่ยิงตัวตาย เดินทางมารอรับศพที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลภูมิพล โดยมี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) มาให้กำลังใจครอบครัว เคลื่อนย้ายศพไปประกอบพิธียังวัดตรีทศเทพ ในช่วงเย็นวันนี้ (12 ก.ย. 66)

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ 1 วัน พ.ต.อ.วชิรา มากอดขาขอโทษบอกว่า “พี่ครับ ผมผิด ผมพาน้องไปตาย” และยังบอกด้วยว่า ถ้าจบเรื่องนี้ จะขอไปบวช เพราะรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา และอยากแสดงความรับผิดชอบ โดยพูดอยู่ตลอดว่า “ผมทำให้น้องตาย” ตนจึงให้กำลังใจ และบอกเพื่อนๆ นรต.รุ่น 55 ให้คอยดูแลให้ดี เพราะทราบว่า พ.ต.อ.วชิรา เคยป่วยซึมเศร้ามาก่อน ตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา เพื่อนจะคอยให้กำลังใจ แต่สภาพจิตใจกลับไม่ดีขึ้นจนเกิดเหตุ

“ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไม พ.ต.อ.วชิรา จึงโทรไปเรียก พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว มาที่เกิดเหตุ แต่หลังเกิดเหตุ ทราบว่าเจ้าตัวดูแลน้องอย่างเต็มที่ และบอกกับคนรอบตัวว่าอยากตายแทน เพราะรู้สึกผิด อยากฝากถึงสังคมว่าให้แยกแยะตำรวจ อย่าเหมารวม อย่าง พ.ต.อ.วชิรา ถือเป็นตำรวจฝีมือดี และเป็นคนดีคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ถูกโซเชียลพิพากษาว่าเป็นตำรวจไม่ดีไปแล้ว” รอง ผบ.ตร. กล่าว

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่าการเสียชีวิตเป็นการฆ่าตัดตอน หรือการจัดฉากหรือไม่นั้น แพทย์นิติเวช ได้พิสูจน์ออกมาชัดเจนแล้วว่ากระสุนมีเพียงแค่นัดเดียว เข้าสมองด้านขวา อีกทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในที่เกิดเหตุ เวลาในกล้องวงจรปิดก็ตรงกันหมด ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการจัดฉาก แนวคิดแบบนี้เป็นแนวคิดของตำรวจรุ่นเก่าที่ไม่มีความรู้ในเรื่องของการสืบสวน ซึ่งจะทำให้ตำรวจเสียหายด้วย จึงขอให้ยึดที่พยานหลักฐานดีกว่าการคิดมโนไปเอง และครอบครัวของ พ.ต.อ.วชิรา ก็ไม่ได้ติดใจอะไรในสาเหตุการเสียชีวิต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top