Monday, 15 July 2024
SPECIAL

‘ชัยวุฒิ’ ขีดเส้น 1 เดือน ปิดกั้น ‘เฟซบุ๊ก’ ไม่ให้บริการในไทย หลังตรวจพบ ‘รับเงินยิงโฆษณา’ จากเพจหลอกลวง ปชช.

(21 ส.ค. 66) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ดีอีเอส จะดำเนินการฟ้องต่อศาล เพื่อขอคำสั่งปิดกั้นแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊ก ไม่ให้บริการในไทย หลังจากที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก ได้มีการรับเงินโฆษณาจากเพจปลอมเพื่อเป็นสปอนเซอร์ที่หลอกชักชวนลงทุน จนเกิดความเสียหายต่อคนไทยจำนวนมาก โดยมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท โดยจากสถิติการหลอกลวงลงทุนผ่านโซเซียลมีเดียกว่า 70% เป็นการหลอกลวงผ่าน เฟซบุ๊ก และจำนวน 90% เป็นการหลอกขายของออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก

“ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กมีการรับเงินจากเพจเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นรายได้เข้าบริษัท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบ และสกรีน ว่าเป็นเพจที่หลอกลวงหรือไม่ แต่กลับปล่อยให้เพจเหล่านี้มาหลอกลวงคนไทยจำนวนมาก แม้ที่ผ่านมา ดีอีเอส จะรวบรวมเสนอศาลขอคำสั่งปิดแต่เพจเหล่านี้ก็จะไปเปิดใหม่ เหมือนแมวไล่จับหนู ไม่จบสิ้น”

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จะมีการแนะนำให้ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มด้วย ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาด้วย ขณะที่ทางดีอีเอสจะประสานกับทางตำรวจทำการรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องต่อศาลเพื่อปิดกั้นแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กไม่ให้บริการในไทย เนื่องจากผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในการสมคบกับผู้กระทำผิด โดยการรับเงินโฆษณาจากมิจฉาชีพเหล่านี้ ซึ่งจะขออำนาจศาลปิดภายใน 1 เดือน 

“เป็นการทำตามหน้าที่ ที่ต้องเสนอปิดกั้น ที่ผ่านมาพบการซื้อโฆษณามาหลอกลวงคนไทยจำนวนมาก โดยจะดำเนินการภายในเดือนนี้ แล้วก็มีดุลยพินิจของศาลว่าจะมีคำสั่งปิดกั้นหรือไม่ เป็นอำนาจของศาล และแพลตฟอร์มก็มีสิทธิร้องคัดค้าน ส่วนจะเป็นการกระทบสิทธิของผู้ใช้งานทั่วไปหรือไม่นั้น ก็คงต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา และก็ไม่กลัวทัวร์ลง โดยตนจะขอทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีคนแรกที่ฟ้องเฟซบุ๊กเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ถือเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนลงจากตำแหน่ง”

ด้าน พล.อ.ต. อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยว่า สกมช.ได้ทำการสำรวจ เรื่อง เฟก แอด ในโซเชียลมีเดีย หรือสื่อสังคมออนไลน์ ที่เป็นการหลอกลวง พบว่า คนไทยกว่า 70% พบโฆษณาหลอกลวง บนโซเซียลมีเดีย มากกว่า 50% ของโฆษณาทั้งหมดในแต่ละวัน โดยโฆษณาหลอกลวง ที่พบมากที่สุดเป็นเรื่อง หลอกให้ลงทุนกว่า 52% รองลงมา ชักชวนเล่นพนัน 43% หลอกขายของถูกเกินจริง 40% หลอกทำงาน 24% และอื่น ๆ 14%

ปัจจุบันมีโฆษณาหลอกลวงบนโซเซียลมีเดียจำนวนมาก ทั้งที่ซื้อโฆษณา และที่โฆษณาแฝง เช่น ชักชวนเล่นพนัน และหลอกลวงลงทุน จึงอยากเตือนประชาชน ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ของโฆษณาต่าง ๆ บนโซเซียล มีเดีย อย่าหลงเชื่อง่าย ๆ และหากพบเห็นขอให้ช่วยรายงาน ไปที่ เจ้าของแพลตฟอร์มโซเซียลมีเดียที่ให้บริการในไทย ซึ่งผู้ให้บริการเหล่านี้ก็พร้อมที่จะตรวจสอบ และทำการแก้ไข ระงับ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานหลงเชื่อ หรือตกเป็นเหยื่อโฆษณาเหล่านี้

สุดเศร้า ‘เจ้าของร้านอาหารไทย’ ในเบอร์ลิน ถูกฆาตกรรม คนไทยในเยอรมนี ร่วมอาลัย ตร.เร่งสืบสวนหาความจริง

(19 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพจ ‘พ่อบ้านเยอรมัน’ ได้เปิดเผยว่า พบศพคาดว่าเป็นหญิงไทย บริเวณใจกลาง Schöneberg ประเทศเยอรมนี ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนอย่างเร่งด่วน

ทั้งยังเปิดเผยเพิ่มเติม โดยอ้างอิงเว็บไซต์ berlin.de ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นประมาณเวลา 00.50 น. ที่บริเวณ Fuggerstr. ซึ่งหลายสำนักข่าวหลายสำนักรวมไปถึงคนไทยหลายท่านที่ Berlin ระบุว่าเป็นหญิงไทย แต่พ่อบ้านขอรอจากทางตำรวจแถลงอีกครั้งเพื่อความชัวร์ที่สุด

ในเบื้องต้นไม่ได้เป็นการเสียชีวิตด้วยสาเหตุตามธรรมชาติหรืออาการเจ็บป่วย แต่พ่อบ้านขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดถึงลักษณะของการเสียชีวิต เพราะเคารพถึงใจของญาติผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตคือเจ้าของร้าน ‘Thai-Art’ ที่เบอร์ลิน โดยยังจับคนร้ายไม่ได้ ซึ่งร้านดังกล่าว เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยมาก

พร้อมกันนี้ยังได้แนบข่าวจากเว็บไซต์ bz-berlin ที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงวัย 61 ปี ได้รับบาดเจ็บที่คอ

ทั้งนี้ สำหรับผู้เสียชีวิตนั้น จะบำเพ็ญกุศล สวดพระอภิธรรม ที่วัดพุทธวิหาร กรุงเบอร์ลิน

โลกออนไลน์ ยังได้ร่วมกันแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ‘คุณกุ้ง’ เจ้าของร้าน Thai-Art จำนวนมาก

‘สืบสวนนครบาล’ ทลาย ‘แก๊งไข่หวง’ 4 เจ้าพ่อยาเสพติดไต้หวัน บุกรวบคาเซฟเฮ้าส์หรู พบยัดไอซ์ในเพลารถ เตรียมส่งข้ามชาติ 

(19 ส.ค. 66) พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รองผบ.ตร./ ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ประจำ, พล.ต.ต.สำเริง สวนทอง รอง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ/ บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.วิชัย สมสกุล ผกก.กก.สส.บก.น.1, พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ผกก.สส. 4/ บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.บดินทร์ ร้อยกรอง, พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว, พ.ต.ท.ทศพร พวงทอง, พ.ต.ท.เรวัช ประจวบสุข, พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ, ร.ต.อ.ธนัชพงศ์ วัชรราศีวิทย์, ร.ต.อ.ศิวัช ยังอุ่น เจ้าหน้าที่ชุด ศอ.ปส.ตร.ชุดที่ 5 เจ้าหน้าที่ชุดสืบนครบาล และเหล่านักเรียนหลักสูตรสืบสวนคดีอาญา รุ่นที่ 111 ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว นายเฉิน ยู่ หนิง (Mr.Chen You Ning) อายุ 34 ปี, นายหลี่ หมิง เจิ้น (Mr.Lee Ming Chang) อายุ 26 ปี โดยจับกุมตัวได้ที่ บ้านเลขที่ 89/19 แขวงคลองสองตันนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

และจับกุมตัว นายเซิง เยี่ยน หมิง (Mr. Tseng, Yen-Ming) อายุ 31 ปี, นายหลิน เฉอ เฉิง (Mr.Lin Che-Cheng) อายุ 24 ปี, นายเฉิน ยี่ เหวิน (Mr.Chen, Yi-Wen) อายุ 23 ปี, นายชู ชุน เยน (Mr.Chu Chun Yen) อายุ 22 ปี ทั้ง 6 คนเป็นชาวไต้หวั่น และนายอภิญญา อุดม อายุ 24 ปี จับกุมตัวได้ที่ บ้านเลขที่ 111/30 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรสาคร

พร้อมของกลาง แท่งเหล็กเพลากลางรถบรรทุก จำนวน 17 แท่ง, ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวน 1,057 กรัม, กัญชา จำนวน 10 กิโลกรัม, เครื่องมืออุปกรณ์เพื่อตัดแปลงท่อนเพลา เพื่อใช้ซุกซ่อนยาเสพติด กว่า 15 รายการ, ยาไฟว์ไฟว์ จำนวน 29 เม็ด, เครื่องปั่นใช้ผสมยาเสพติด จำนวน 2 เครื่อง, เคตามีน จำนวน 17 กรัม, ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (แฮปปี้วอเตอร์) จำนวน 1 ชอง

พล.ต.อ.ชินภัทร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากช่วงเดือน ส.ค. 66 พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร. ได้รับแจ้งจากสายลับ ‘กลุ่มชายชาวไต้หวันสักลาย’ ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติสั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ส่งชุดสืบสวนนครบาลและนักเรียนสืบสวนคดีอาญา 111 สะกดรอยแก๊งชาวไต้หวั่นใช้แท่งเพลารถขนยาเสพติดข้ามชาติ

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มแก๊งชาวไต้หวั่นระดับราชายาเสพติดไต้หวัน 4 ราย โดยให้ชื่อ ‘แก๊งไข่หวง’ เนื่องจากผู้สั่งการรายใหญ่ชื่อ ‘ไข่หวง’ อยู่ประเทศไต้หวั่น โดยแก๊งผู้ต้องหาดังกล่าวได้ถูกทางการไต้หวันออกหมายจับตามล่า จึงหลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย จากการตรวจสอบพบว่า มีการทำงานเป็นขบวนการ โดยให้ทีมงานมาเช่าหมู่บ้านหรูใจกลางกรุงย่านกรุงเทพกรีฑา โดยเช่าบ้านเดือนละ 60,000 บาท ใช้เป็นพื้นที่ในการรับ-ส่งออกยาเสพติด ใช้บริการรถจักรยานยนต์ขนส่งตลอดทั้งวัน ชุดสืบสวนจึงได้แผนนำวางกำลังซุ่มโปร่งแอบดูจนพบว่า มีซุกซ่อนแท่งเพลา 17 แท่ง ห่อแร็บเตรียมส่งออกนอกไปนอกประเทศ

ต่อมาเวลา 08.10 น. ของเช้าวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายแท่งเพลาไปขึ้นเรือขนส่งทางทะเล พล.ต.ต.ธีรเดช พร้อมทีมชุดสืบสวน นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรีที่ 535/2566 ลงวันที่ 17 ส.ค. 66 บุกเข้าเซฟเฮ้าส์ บ้านเลขที่ 89/19 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง จ.กรุงเทพมหานคร พบนายเฉิน ยู่ หนิง (Mr.Chen You Ning) และนายหลี่ หมิง เจิ้น (Mr.Lee Ming Chang) อยู่บริเวณดังกล่าว ท่าทางมีพิรุธ ก่อนตรวจสอบท่อนเพลาดังกล่าว จากการตรวจสอบพบของกลางยาไอซ์และกัญชาร่วงออกมาจำนวนมาก และยังพบอุปกรณ์การเชื่อมเหล็ก หินเจีย และอีกหลายรายการที่มีไว้เพื่อตัดแปลงท่อนเพลา เพื่อใช้ซุกซ่อนยาเสพติด ก่อนนำส่งออกไปยังประเทศไต้หวัน

จากการตรวจสอบขยายผลนายเฉิน ยู่ หนิง (Mr.Chen You Ning) หัวหน้าขบวนการก่อนนำพาเจ้าหน้าที่ไปบุกไปที่ บ้านเลขที่ 111/30 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เป็นที่กบดานของแก๊งไข่หวงที่ผลิตยาแฮปปี้วอเตอร์ และใช้เป็นพื้นที่ ‘ปาร์ตี้ยา’ พบของกลางยาเสพติด ยาไอซ์, เคตามีน,ไฟว์ไฟว์ และแฮปปี้วอเตอร์ จำนวนหลายรายการ รวมไปถึงของจำพวก ซองเปล่า, เครื่องปั่น เพื่อใช้ใส่ยาแฮปปี้วอเตอร์ในจำนวนมาก ก่อนพบและจับกุมผู้ต้องหาในบ้านได้อีกกว่า 5 ราย ขณะพยายามวิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ขึ้นชั้นบน เพื่อทำลายพยานหลักฐานในบ้าน

พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เดินทางมาควบคุมขยายผลด้วยตัวเองก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบสวนนายเฉิน ยู่ หนิง (Mr.Chen You Ning) หัวหน้าขบวนการแก๊งไข่หวง ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “เมื่อ 7 เดือนก่อน ตนได้ถูกตำรวจไต้หวันจับกุมที่ประเทศไต้หวัน และออกข่าวดังเพราะเป็นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ แต่ได้จ้างทนายสู้คดีและประกันตัวออกมา ก่อนจะหนีออกนอกประเทศไต้หวันด้วยการแอบขึ้นเรือสินค้า เป็นเวลากว่า 15 วัน จนถึงประเทศกัมพูชา จากนั้น จึงค่อยเดินทางเข้ามาตั้งฐานทัพใหม่ในประเทศไทย จนทางการไต้หวันได้ออกหมายจับและตามล่าตน

โดยปัจจุบันตนมาตั้งฐานทัพที่ประเทศไทยและอยู่ระหว่างค้นหาวิธีการที่จะส่งออกยาเสพติดไปยังประเทศไต้หวัน โดยมีผู้ร่วมขบวนการชื่อว่า ‘เสี่ยวผ้าง’ ซึ่งอยู่ในประเทศไต้หวัน และคอยรอรับยาเสพติดจากตนที่ส่งไปจากประเทศไทย ตนได้เห็นจากข่าวเรื่องการลักลอบขนส่งยาบ้า และเฮโรอีนโดยทำการผ่ายัดลงไปในเพลารถ และเชื่อมเพื่อปกปิดทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย จึงลองนำมาใช้ โดยตนนั้นได้ขับรถไปซื้อเพลารถที่ จ.ชลบุรี โดยยาเสพติดที่หามานั้นซื้อมาจากเพื่อนชาวไต้หวัน ซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวน 1 กก. ในราคา 230,000 บาท และซื้อกัญชา มาจากร้านค้าทั่วไปในกรุงเทพฯ จำชื่อร้านไม่ได้ โดยซื้อมาจำนวน 40 กก. ในราคา 70,000 บาท และจะชำระเงินกันผ่านช่องทางแพลตฟอร์ม Cryptocurrency สกุลเงิน usdt หลายแอปพลิเคชัน หากหลุดรอดไปได้จากขายได้ 10 เท่า เพิ่มเป็น 7 แสนบาท หากนำไปแบ่งขายได้ประมาณ 2.5 ล้านบาท

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า คนร้ายกลุ่มนี้เรียกได้ว่าเป็นสมาชิกแก๊งขนส่งยาเสพติดข้ามแดนรายใหญ่ ที่ทางการประเทศไต้หวันต้องการตัว จากการขยายผลหัวขบวนการรายนี้ถูกตามล่าจากทางการไต้หวัน จึงหลบหนีเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติเพื่อกบดาน และใช้ประเทศไทยเป็นฐานสร้างเครือข่ายในการขนส่งยาเสพติดกลับไปยังประเทศไต้หวัน และล่าสุดแก๊งนี้กำลังทดลองเพื่อส่งออกยาไอซ์แต่ทำไม่สำเร็จถูกจับกุมเสียก่อน

หลังปฏิบัติการนี้ ทางการเจ้าหน้าที่ไต้หวันได้ประสานงานมาที่ พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร. ในทันทีเพราะผู้ต้องหาในขบวนการนี้เป็นที่ต้องการตัวของทางการไต้หวันเป็นอย่างมาก ซึ่งเราจะขยายผลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันให้ถึงที่สุด เพราะปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาความมั่นคงระดับชาติที่หยั่งรากฝังลึกในสังคมไทย และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมาก

ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบนโยบายในการแก้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วนลำดับแรก และสั่งการเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดทุกมิติ และขอฝากไปยังพี่น้องประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากมีเบาะแส สามารถแจ้งได้ที่ Facebook เพจ ‘สืบนครบาล IDMB’ ตลอด 24 ชั่วโมง

ตร.ไซเบอร์จับอดีต รปภ. ผันตัวรับบท ผกก.เมืองเชียงราย โทรหลอกคุณหมอโอนเงินกว่า 101 ล้าน

สืบเนื่องจากกรณีอดีตแพทย์อายุรกรรม และ อดีต ผอ.ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาเกษียณราชการได้ถูกหลอกโอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 101 ล้านบาท โดยมิจฉาชีพหลอกว่ามีพัสดุผิดกฎหมายแล้วปลอมตัวเป็น ผกก.สภ.เมืองเชียงราย สนทนาเพื่อให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว จนสามารถหลอกให้โอนเงินไปทั้งสิ้น 101,871,381 บาท โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อประมาณ เดือน ก.ย.65 ที่ผ่านมา

พล.ต.ท.วรวัฒน์  วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ออกสืบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานกลุ่มขบวนการที่เกี่ยวข้อง จนสามารถออกหมายจับและจับกุมไปได้แล้วหลายราย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูลจนทราบว่ามีผู้ต้องหาสำคัญในขบวนการดังกล่าวและยังเป็นบุคคลตามประกาศสืบจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 (ลำดับที่ 249) มาหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ม.5 ต.ท่าด้วง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ จึงวางแผนเข้าจับกุมและสามารถจับกุมตัว นายชลวิชา อายุ 33 ปี ชาวสมุทรสาคร ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงเป็นคนอื่น, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ และร่วมกันฟอกเงิน”

โดยผู้ต้องหาให้ข้อมูลว่า เดิมเคยประกอบอาชีพเป็น รปภ. แต่มีปัญหาทางการเงินจึงสมัครงานผ่านเพจหางานคาสิโนในเฟชบุ๊ก โดยแอดมินเพจแจ้งเพียงว่ามีลักษณะการทำงานเป็นแอดมินตอบโต้ลูกค้า จึงเดินทางข้ามชายแดนทางพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว แล้วมีคนมารับข้ามไปยังประเทศกัมพูชา

เมื่อไปถึงกลับพบว่าเป็นการทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกลวงเหยื่อโอนเงิน โดยจะมีคนสอนให้พูดตามสคริปต์ให้รับบทเป็น ผกก.สภ.เมืองเชียงราย มีสัญญาการทำงาน 6 เดือน มีค่าตอบแทน 30,000 บาทต่อเดือน และจะได้รับค่าคอมมิสชั่นเพิ่มหากทำงานถึงยอดตามเป้า เมื่อครบกำหนด 6 เดือน จึงเดินทางกลับมาประเทศไทยและถูกจับกุมในที่สุด    

ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.พงศ์นริทร์ 
เหล่าเขตกิจ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3, ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ภาคภูมิ บุญเจริญพานิช รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3, พ.ต.ท.นฤภัทร เทียนชัยทัศน์, พ.ต.ท.เลอศักดิ์ พิเชษฐไพบูลย์, 
พ.ต.ต.รุ่งเรือง มีสติ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ และ พ.ต.ต.ธวัช ทุเครือ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม

สืบนครบาล และสืบ111 รวบ 'ไบร์ทบางโพ' นักย่องเบากลางคืนขโมยน้ำกระท่อม 50 ขวด

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เร่งรัดปราบปรามแก๊งโจรกรรมลักทรัพย์ประชาชนบริเวณที่พักอาศัยและแหล่งชุมชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างหนัก สร้างความเดือดร้อนและกระทบการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรงเป็นวงกว้าง โดยชุดลาดตระเวนออนไลน์ สืบนครบาล IDMB และ นักเรียนสืบสวน111 ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาชนในพื้นที่ กรุงเทพฯ ว่ามีโจรย่องเบาร้านขายกระท่อมลักเงินสดประมาณ 5,000 บาท นํ้ากระท่อมบรรจุขวด ปริมาณ 1.5 ลิตร จำนวน 50 ขวด รวมความเสียหายเป็นเงิน 7,520 บาท

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2566 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น , พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ สระทองออย , พ.ต.อ.ธัญญพัทธ์ บุญสุข  ผกก.สส.2 บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท ณัฐวุฒิ สีเสมอ , พ.ต.ท.นิติกรณ์ ระวัง รอง ผกก.สส.2 บก.สส.บช.น สั่งการให้ชุดจับกุม นำโดย  พ.ต.ท.มาโนชย์  ทองแก้ว , พ.ต.ท.วุฒิพันธ์  ผอบทอง , พ.ต.ต.สมพร คำเกตุ , พ.ต.ต.กิติพัฒน์ ใจอารีรอบ สว.กก.สส.2 บก.สส.บช.น. พร้อม นักเรียนสืบสวนคดีอาญา รุ่น 111 ทำการจับกุมตัว นาย ฐิติวัฒน์ หรือไบร์ท ทองอยู่ อายุ 23 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 9 เชิงสะพานพิบูล (ฝั่งซ้าย) แขวงบางชื่อ เขตบางชื่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ จ 2519/2566 ลง 8 สิงหาคม 2566 ข้อหา ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ

โดยพฤติการณ์ในการกระทำความผิดคือ ผู้เสียหายได้มาเช่าร้านค้า ซึ่งตั้งอยู่ ภายในซอยรัชดาภิเษก 36 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อใช้สำหรับเปิดร้านขายกระท่อม และผู้เสียหายได้ขายกระท่อมเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2566 เวลาประมาณ 03.15 น. ผู้กล่าวหาได้ทำการปิดร้านค้า เพื่อกลับไปพักผ่อนที่พักอาศัยอยู่ที่คอนโด ต่อมาเวลาประมาณ 12.00 น. (ของวันเดียวกัน) ผู้เสียหายได้มาเปิดร้านค้าเพื่อขายกระท่อม ปรากฎว่าเมื่อเข้าไปภายในร้านค้าพบว่า ทรัพย์สินภายในร้านค้าได้หายไป ประกอบด้วย  เงินสดประมาณ 5,000 บาท นํ้ากระท่อมบรรจุขวด ปริมาณ 1.5 ลิตร จำนวน 50 ขวด ราคาประมาณ 2,500 บาท ใบกระท่อมสด 1 ถุง ราคา 20 บาท รวมทรัพย์สินที่หายไปจำนวน 3 รายการ รวมความเสียหายเป็นเงิน 7,520 บาท และตรวจพบว่าปลั๊กกล้องวงจรปิดได้ถูกดึงออก จากนั้นผู้เสียหายจึงได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่เชื่อมไว้กับโทรศัพท์ของผู้เสียหาย จากการตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566 เวลาประมาณ 03.57 น. มีผู้ชาย สวมเสื้อแจ๊คเก็ต สวมกางเกงขายาว  และสวมรองเท้าผ้าใบ โดยผู้ก่อเหตุทราบชื่อ นายฐิติวัฒน์ ซึ่งเป็นลูกค้าที่เคยมาซื้อกระท่อมกับทางร้าน โดยเข้ามาภายในร้านและทำการรื้อค้นทรัพย์สินภายในร้าน และลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ให้ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามกฎหมายจนกว่าคดีถึงที่สุด

จากการตรวจสอบประวัติคดีอาญา พบมีประวัติ ดังนี้ 
1.ปี 2558 มีคดีข้อหา พาอาวุธปืนไปในเมืองฯ
2.ปี 2561 มีคดีข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5
3.ปี 2564 มีคดีข้อหา ครอบครองยาเสพติดประเภท 5
4.ปี 2566 ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า นโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ให้จัดชุดลาดตระเวนออนไลน์สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายที่เป็นภัยต่อสังคม สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทุกประเภท ซึ่งมีผลกระทบกับการดำเนินชีวิตปกติของประชาชน

ศาลอาญาฯ สั่งจำคุก 2 ทะลุแก๊ส ‘คเชนทร์-ขจรศักดิ์’ กว่า 10 ปี ‘ปาระเบิดปิงปอง-วางเพลิงป้อมจราจร’ #ม็อบ30กันยา64

(18 ส.ค. 66) เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 66 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ทางศาลได้มีการนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ ‘คเชนทร์’ (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี และ ‘ขจรศักดิ์’ (สงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี สมาชิกกลุ่มทะลุแก๊ส ในข้อหาหลัก คือ ฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องเคอร์ฟิวของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ ร่วมกันมี / ใช้วัตถุระเบิดในครอบครอง ซึ่งสามารถทำอันตรายต่อชีวิตและวัตถุได้ฯ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ จากกรณีเข้าร่วมชุมนุม #ม็อบ30กันยา64 และถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดปิงปองและระเบิดขวดเข้าใส่อาคาร สน.พญาไท และวางเพลิงป้อมจราจรที่แยกพญาไท ในช่วงหลังเที่ยงคืน ล่วงเข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. 2564

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวตอนหนึ่งว่า…

“... ในเวลาประมาณ 02.00 น. ได้มีกลุ่มของผู้ชุมนุมรวมตัวกันและใช้วัตถุเพลิงขว้างปาบริเวณหน้า สน.พญาไท ซึ่งเจ้าหน้าที่ สน.พญาไท ได้แสดงกำลัง กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ได้แยกย้ายกันบริเวณแยกพญาไท และใช้ระเบิดขวดปาไปที่ป้อมจราจรพญาไท แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถควบคุมเพลิงและดับไว้ทัน ไม่ได้เกิดความเสียหายต่อป้อมจราจรบริเวณแยกพญาไทแต่อย่างใด”

อย่างไรก็ตาม เช้าวันที่ 8 ต.ค. 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมวัยรุ่นทั้ง 2 คน ที่บ้านพัก ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 7 ต.ค. 2564 พร้อมทั้งเข้าตรวจค้นที่พัก โดยไม่พบสิ่งผิดกฎหมายในห้องพักของคเชนทร์ ส่วนในห้องพักของขจรศักดิ์ ตำรวจพบระเบิดควัน (CS Smoke) 1 ลูก

นอกจากนี้ บันทึกการจับกุมยังระบุว่า คเชนทร์ได้ให้การเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลาประมาณ 02.00 น. ขณะตนกําลังชุมนุมกับพวกอยู่ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ได้มีผู้ชักชวนไปหน้า สน.พญาไท จากนั้นได้รวมกลุ่มจักรยานยนต์ประมาณ 20 คัน มีเยาวชนไม่ทราบชื่อ นามสกุลจริง ซ้อนท้าย เมื่อไปถึง หน้า สน.พญาไท ตนได้เร่งคันเร่งรถ และบีบแตรเพื่อให้เกิดเสียงดัง และเยาวชนที่ซ้อนท้ายได้ลงจากรถไปดูเหตุการณ์ จากนั้นได้ใช้เส้นทางเดิมกลับไปที่สามเหลี่ยมดินแดง

พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งสองตามหมายจับ ได้แก่ ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, ร่วมกันทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น, ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตราย, ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป, ร่วมกันพาอาวุธไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และออกนอกเคหสถานในเวลาห้าม (22.00 – 04.00 น.) และได้แจ้งข้อหาขจรศักดิ์เพิ่มเติมว่า มียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ชั้นสอบสวนทั้งให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ภายหลังการสอบปากคำทั้งสองถูกขังอยู่ที่ สน.พญาไท โดยพนักงานสอบสวนจะนำตัวฝากขังต่อศาลอาญาในวันรุ่งขึ้น (9 ต.ค. 2564) และไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน โดยถูกคุมขังนาน 84 วัน ก่อนได้รับการประกันตัวในวันที่ 31 ธ.ค. 2564

ซึ่งในวันที่ 30 ธ.ค. 2564 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ได้ยื่นฟ้อง คเชนทร์ ในฐานะจำเลยที่ 1 และ ขจรศักดิ์ ในฐานะจำเลยที่ 2 ต่อศาลอาญา ในฐานความผิด ดังนี้

จำเลยที่ 1 ถูกกล่าวหาในข้อหาร่วมกันมี / ใช้วัตถุระเบิดในครอบครอง ซึ่งสามารถทำอันตรายต่อชีวิตและวัตถุได้ฯ, ร่วมกันมี / ใช้วัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ฯ, ร่วมกันกระทำให้เกิดเพลิงไหม้ฯ, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายฯ, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป โดยผู้กระทำมีอาวุธฯ, ร่วมกันพกอาวุธไปในเมืองฯ, และฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องเคอร์ฟิวของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ในกรณีของจำเลยที่ 2 เขายังถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเพิ่มจากจำเลยที่ 1 อีก 2 ข้อหา ได้แก่ มีวัตถุระเบิดที่ออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในครอบครองฯ และมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ เนื่องจากในขณะที่จับกุม ทางเจ้าหน้าที่อ้างว่าเจอวัตถุระเบิดและแก๊สน้ำตาที่จำเลยที่ 2

แยบยลจัด!!! สืบนครบาลรวบนายรณ หัวหิน หัวใส หลอกสั่งซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ตามออนไลน์ อ้างเป็นบัญชีม้าของเพจชื่อลูก น้ำจร้า

วิธีการแยบยล คนร้ายเข้ามาสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone 11 สีขาวบน Facebook ราคา 14,800 บาท ชื่อ “ชื่อลูก น้ำจร้า” และขอให้ผู้เสียหายส่งโทรศัพท์ไปให้ที่ร้านโทรศัพท์จะขอเช็คเครื่องโทรศัพท์ก่อน ต่อมาผู้เสียหายได้จ้างขนส่ง Grab เพื่อฝากส่งโทรศัพท์มือถือเครื่องดังกล่าวไปยังร้านแล้วแต่ไม่ได้รับการโอนเงิน จึงโทรไปสอบถามเจ้าของร้านพบว่า ร้านโทรศัพท์ได้รับซื้อโทรศัพท์มือถือดังกล่าวและได้มีการโอนเงินค่าโทรศัพท์ให้กับคนร้าย สืบนครบาลจึงได้เร่งรัดสืบสวนจับกุมตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ให้ปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดในโลกออนไลน์

เมื่อวันที่  15 ส.ค.66 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.,พ.ต.อ.นิวัฒน์ พึ่งอุทัยศรี รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.รัฐนันท์ สมวงศ์ รอง ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น.ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.นิทัสน์ มีทอง สว.กก.สส.4ฯ, ร.ต.อ.วีระพงษ์ คุณสมิตปัญญา รอง สว.กก.สส.4ฯ, ด.ต.ชาญฤทธิ์ นิลทการ, ด.ต.ธีรพันธ์ โพยนอก, จ.ส.ต.สรายุทธ ยศสกุล,  ส.ต.อ.กานต์ สรรพกิจจำนง ผบ.หมู่ กก.สส.4ฯได้ร่วมกันจับกุมตัว​

นายรณรงค์  ทองรักษา อายุ 28 ปี ที่อยู่ 16/3 ซ.หมู่บ้านตะเกียบ ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญามีนบุรีที่ จ.480/2566 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ฉ้อโกง และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง”

สถานที่จับกุมบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 16/3 ซ.ตะเกียบ 5 ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ผู้เสียหายได้ทำการโพสต์ขายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone 11 สีขาวบน Facebook เพื่อขายให้ผู้ที่สนใจในราคา 14,800 บาทต่อมาได้มีบัญชี Facebook ชื่อ “ชื่อลูก น้ำจร้า” ได้ทักมาหาผู้เสียหายว่าสนใจโทรศัพท์ดังกล่าวและขอให้ผู้เสียหายส่งโทรศัพท์ไปให้ก่อน แล้วจะโอนเงินให้ทีหลังโดยอ้างว่าจะจะขอเช็คเครื่องโทรศัพท์ก่อนโดยบัญชี Facebook ดังกล่าวให้ผู้เสียหายส่งโทรศัพท์ไปที่ร้านวีณา ช็อป 15/6 ซอยเปรมสมบัติ แยก2 แขวงดินแดง เขตดินแดงกรุงเทพ ซึ่งเป็นร้านขายโทรศัพท์ ต่อมาผู้เสียหายได้ติดต่อรถรับจ้างขนส่ง Grab เพื่อฝากส่งโทรศัพท์มือถือเครื่องดังกล่าวไปยังร้านวีณา ช็อป เมื่อผู้เสียหายส่งโทรศัพท์ดังกล่าวไปแล้ว ไม่ได้รับการโอนเงินตามราคาที่ตกลงกันไว้ ผู้เสียหายจึงโทรไปสอบถามร้านวีณา ช็อป 

จึงได้ทราบจากนางสาววีณาฯ เจ้าของร้านว่า รับซื้อโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายมาจากบัญชี Facebook ชื่อ “ชื่อลูก น้ำจร้า” ดังกล่าวอีกทีนึงและได้มีการโอนเงินค่าโทรศัพท์มือถือดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เลขบัญชี 7012334682 ชื่อบัญชีนายรณรงค์ ทองรักษา ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดจนกว่าคดีจะถึงที่สุดทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย รวมเป็นเงินสดจำนวนกว่า 14,800 บาท

ชั้นจับกุมผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาโดยรับว่า  ได้อ้างว่าเป็นบัญชีม้ารับจ้างเปิดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง โดยได้รับเงินค่าจ้างจำนวน 500 บาท  ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูล นายรณรงค์ ทองรักษา ผ่าน www.blacklistseller.com พบว่าเป็นบุคคลที่มีการขึ้นบัญชีในการหลอกขายสินค้าหลายรายการ

จากการตรวจสอบพบหมายจับในระบบ CRIMES อีกจำนวน 1  หมายจับ  
1.หมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ จ.39/2566 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”หน่วยงานที่รับผิดชอบ สภ.นากุง และเคยมีประวัติคดี คดีอาญาที่ 1110/2553 สภ.หาดใหญ่ ข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครอง คดีอาญาที่ 880/2556 สภ.หัวหิน ข้อหา  มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีอาญาที่ 2171/2560 สภ.หาดใหญ่ ข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 นำตัวผู้ต้องหาส่ง พนักงานสอบสวน สน.คันนายาว ดำเนินคดีต่อไป

‘เจ้าหลงสุนัขพันธุ์ไทย’ ถูกเพื่อนบ้านใช้ปืนแก๊ปยิง สาหัสปางตาย สุดท้ายรอดมาได้ ล่าสุดตำรวจออกหมายเรียกผู้กระทำผิดแล้ว

เจ้าหลงสุนัขพันธุ์ไทยถูกทำร้าย หลังถูกเพื่อนบ้านลากปืนแก๊ปยิงอาการสาหัสปางตาย แต่รอดตายแล้วดูท่าสุนัขก็มีหัวใจน้ำตาจะไหล หากพูดได้คงพูดไปแล้วว่ารอดตายแล้ว เมื่อมีคนใจบุญจ่ายค่ารักษาผ่าตัด ล่าสุดตำรวจออกหมายเรียกเชิญตัวผู้กระทำผิดแล้ว

(16 ส.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา มีเหตุคนใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงสุนัข ของนางนวลศรี อายุ 59 ปี เหตุเกิดที่บ้านหลุบหวาย ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ตามที่เสนอข่าวไปนั้น 

ต่อมา เจ้าของได้นำสุนัขทำการรักษาผ่าตัดเอาลูกกระสุนออกแล้วที่โรงพยาบาลสัตว์ โดยอาการของเจ้าหลงนั้นปลอดภัยดีแต่ยังมีอาการอ่อนเพลีย หมอให้นำกลับไปดูแลต่อที่บ้าน โดยสีหน้าเจ้าหลงหลังจากหมอทำการผ่าตัดรักษาแล้วปรากฏว่า เหมือนมีรอยยิ้มดีใจหากพูดได้คงพูดไปแล้วว่า ขอบคุณ บางครั้งจะเห็นเหมือนเจ้าหลงน้ำตาจะไหลออกมา ส่วนคดีความเจ้าของสุนัขได้เข้าแจ้งความไว้ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วที่ สภ.โนนสูง จ.อุดรธานี โดยตำรวจจะได้ออกหมายเรียกคนก่อเหตุมาสอบสวนต่อไป

น้องสาวเจ้าของสุนัข บอกว่า ตอนแรกก็ไม่มีเงินพาหมามารักษาแต่ก็ทนสงสารไม่ได้จึงให้เพื่อนบ้านพาหมามาหาหมอก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าจะหาทางหาเงินมาจากไหนเป็นค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันพอเจ้าหลงมารักษาที่รพ.สัตว์ปรากฏว่า มีผู้ใจบุญที่นำสุนัขมาหาคุณหมอเจอพอดี จึงมอบเงินช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เป็นจำวนเงิน 1,840 บาท ขอบคุณผู้ใจบุญที่ช่วยน้องในครั้งนี้

นางณัฐิกา อายุ 43 ปี บอกว่า วันนี้ตนเองเอาสุนัขที่เลี้ยงไว้ที่บ้านมาอาบน้ำและตัดผม พอดีมาเจอเจ้าหลงเลยสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าของบอกว่า น้องโดนยิงมาและไม่มีเงินค่ารักษา ตนเองที่เป็นคนรักสุนัขอยู่แล้วเห็นแล้วก็สงสาร จึงช่วยเหลือจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ ถือว่าช่วยๆ กันไปเท่าแรงที่เรามี สุนัข เขาก็มีหัวใจ โดนยิงคงเจ็บน่าดู หนูดูสีหน้าเขาแล้วคงจะดีใจที่มีคนมาช่วย ดีใจที่ได้ช่วยเจ้าหลงค่ะ นางณัฐิการ กล่าวไปน้ำตาก็จะไหลออกมาเพราะสงสารสุนัขโดนยิงปางตาย

จากนั้น ตำรวจจะออกหมายเรียก เชิญตัวนายนภา ผู้กระทำผิดใช้ปืนแก๊ปยิงเจ้าหลงเข้าพบตำรวจในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 นี้ เวลา 09.00 น.

ทางด้านนางกันตนา อายุ 30 ปี ภรรยาผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ในฐานะภรรยาผู้ก่อเหตุขณะนี้ก็ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและพูดคุยกันกับสามีแล้ว และสามีไม่ได้หนีไปไหนแต่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด สำหรับค่าเสียหายนั้นตนก็ยินยอมจะชดใช้ให้ ส่วนปืนที่ก่อเหตุนั้นตนก็ไม่รู้ว่าสามีเอาไปด้วยหรือเปล่า ยืนยันว่าสามีไม่ได้หนีไปไหน แต่เมื่อตำรวจนำหมายเรียกมาแล้วสามีก็จะเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายตามเวลาแน่นอน ในฐานะภรรยาผู้ก่อเหตุตนก็ขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนตัวตนก็เลี้ยงหมาและรักหมาเหมือนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของสามี ซึ่งยอมรับว่าสามีเป็นคนใจร้อน

ด้านเจ้าของหมา บอกว่า ฉันว่าผู้ก่อเหตุทำเกินกว่าเหตุ เดินถือปืนไปยิงถึงในบ้าน และยังขู่บอกว่า แม่ใหญ่หนูข้อยบ่เอาไว้นะ บักหลง จะฆ่ามันทิ้ง เราก็ตกใจอยากให้กฎหมายดำเนินการกับบุคคลที่ก่อเหตุครั้งให้ถึงที่สุด ส่วนค่าเสียหายก็ให้ชดใช้ตามจริง ตอนนี้ตนยังเกรงกลัวคำขู่ของหลานอยู่เพราะก่อนไปเคยขู่ทำร้ายญาติอีกคนไว้ จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แถมยังมาขู่เราว่า ให้ระวังไว้ เราก็กลัวเพราะเขามีปืน เราไม่อยากยอมเพราะกลัวเขามาก่อเหตุอีก

‘อดีตพระอาจารย์คม-พวก’ ปฏิเสธยักยอกเงินทำบุญวัด 182 ล้าน ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เตรียมนัดตรวจหลักฐาน 7 พ.ย.นี้

(15 ส.ค. 66) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบกลาง ตลิ่งชัน ศาลนัดสอบคำให้การในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 125/2566 ที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ยื่นฟ้องนายวุฒิมาหรือ ‘พระมหาวุฒิมา เถาว์หมอ’ กับพวกรวม 9 คน ในความผิด (แต่ละรายพฤติการณ์ข้อหาต่างกัน) ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษา ทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอา ทรัพย์นั้นไปเสีย หรือรับของโจร

วันนี้โจทก์ จำเลยทั้ง 9 คน ทนายจำเลยมาศาล

ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยทั้ง 9 คนฟัง แล้วจำเลยทั้งหมดยืนยันให้การปฏิเสธ

เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการตรวจพยานหลักฐานและการพิจารณาคดี ศาลเห็นสมควร มอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีดำเนินการตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2560 ข้อ 11 ให้เจ้าพนักงานคดีได้ดำเนินการตรวจสอบและรวบรวม พยานหลักฐาน และให้คู่ความมาศาล เพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าวร่วมกับเจ้าพนักงานคดี ให้นัดตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานโดยเจ้าพนักงานคดีรวม 1 นัด ในวันที่ 25 ก.ย.2566 เวลา 09.00 น. ตามที่คู่ความมีวันว่างตรงกัน

โดยให้เจ้าพนักงานคดีช่วยควบคุมและแนะนำให้คู่ความ ดำเนินคดีนี้ให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายและคำสั่งศาล หากพบว่ามีข้อบกพร่องหรือขัดข้องเกี่ยวกับ กระบวนพิจารณาหรือการได้มาซึ่งพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างอิง ให้รายงานต่อศาลพร้อมด้วย แนวทางแก้ไขโดยเร็ว

เพื่อให้ศาลพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควรให้คู่ความดำเนินการดังต่อไปนี้ ก่อนวันนัดตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าวไม่น้อยกว่า 7 วัน

1.) ยื่นคำแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานในการไต่สวนต่อศาล รวมทั้ง ความเกี่ยวข้องกับประเด็นและความจำเป็นที่ต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น เพื่อพิสูจน์สนับสนุน ข้อเท็จจริงใดที่ยกขึ้นอ้างในแนวทางการไต่สวนนั้น พร้อมสำเนาแก่คู่ความอีกฝ่าย

2.) ยื่นบัญชีระบุพยาน พร้อมคำแถลงวิธีการได้มาซึ่งพยาน และสำเนาแก่คู่ความอีกฝ่าย

3.) ส่งพยานเอกสารหรือพยานวัตถุที่ประสงค์อ้างอิงและยังอยู่ในความครอบครอง ของตนต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจสอบ กรณีพยานเอกสารให้ส่งพร้อมสำเนาในจำนวน ที่เพียงพอต่อคู่ความฝ่ายอื่น

4.) จัดทำสารบัญรายการพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ

5.) กรณีคู่ความประสงค์อ้างอิงพยานเอกสารหรือพยานวัตถุที่อยู่ในความครอบครอง ของบุคคลภายนอกให้คู่ความตรวจสอบเอกสารที่มีอยู่ในสำนวนก่อน หากไม่มี ให้ขอศาลมีคำสั่งเรียก พยานหลักฐานนั้นจากผู้ครอบครอง

6.) ยื่นคำแถลงเสนอแนวทางไต่สวนพยานบุคคลที่จะนำเข้าสืบพยานว่ามีจำนวน เท่าใด แต่ละปากเบิกความเพื่อพิสูจน์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดโดยย่อ

กรณีที่คู่ความไม่มาในวันนัดตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานโดยเจ้าพนักงาน คดีหรือไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว ถือว่าคู่ความมีความพร้อมในการดำเนินกระบวนพิจารณา และไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ ศาลจะพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไปตามรูปคดีที่ปรากฏในสำนวนและ ตามรายงานของเจ้าพนักงานคดีต่อไป

เมื่อเจ้าพนักงานคดีและคู่ความร่วมกันดำเนินการตรวจสอบและ รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นในกำหนดนัดดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้คู่ความดำเนินการดังต่อไปนี้

1.) ตรวจสอบพยานหลักฐานของอีกฝ่ายหนึ่งและจัดทำคำแถลงยื่นต่อศาลว่ายอมรับ หรือโต้แย้งพยานหลักฐานดังกล่าว หากโต้แย้งให้แสดงเหตุแห่งการโต้แย้งโดยชัดแจ้ง มิฉะนั้นถือว่า ยอมรับพยานหลักฐานของอีกฝ่ายหนึ่ง

2.) ยื่นคำแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานในประเด็นที่ยังโต้แย้งกัน ทั้งพยาน วัตถุ พยานเอกสาร พยานบุคคลและหลักฐานอื่นที่คู่ความชี้ช่องประสงค์ให้ศาลกำหนดให้นำเข้าไต่สวน

โดยให้คู่ความจัดทำคำแถลงดังกล่าวข้างต้นยื่นต่อศาลก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ไม่น้อยกว่า 30 วัน เพื่อให้เจ้าพนักงานคดีตรวจสำนวน จัดทำสรุปย่อการกระทำความผิดของจำเลย ทั้ง 9 คน ตามฟ้อง สรุปรายงานการพยานหลักฐานต่าง ๆ ของคู่ความ โดยระบุพยานหลักฐานที่คู่ความ ไม่โต้แย้งกันเพื่อความสะดวกในการที่ศาลจะสอบถามคู่ความ และให้คู่ความรับข้อเท็จจริงหรือ พยานหลักฐานนั้นโดยไม่ต้องสืบพยาน สรุปประเด็นแห่งคดีที่คู่ความโต้แย้งกัน จำนวนพยานบุคคล และความเกี่ยวข้องกับประเด็น ความจำเป็นที่ต้องสืบพยานดังกล่าว และวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน รวมทั้งจัดเรียงลำดับพยานบุคคลที่จะนำเข้าสืบก่อนหลังตามความประสงค์ของคู่ความ รายงานเสนอ ศาลก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 7 พ.ย.นี้ เวลา 09.30 น.ตามที่คู่ความมีวันว่างตรงกัน และให้เบิกตัวจําเลยที่ 1-4 ที่ 6 และที่ 8 มาในวันนัด

สำหรับรายชื่อจำเลย ประกอบด้วย อดีตพระอาจารย์คม อภิวโร หรือ ‘พระวชิรญาณโกศล’ อดีตประธานฝ่ายสงฆ์วัดป่าธรรมคีรี อายุ 39 ปี, นายวุฒิมา หรือ ‘อดีตพระมหาวุฒิมา เถาว์หมอ’ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมคีรี อายุ 38 ปี, น.ส.จุฑาทิพย์ ภูบดีวโรชุพันธุ์ อายุ 35 ปี, นายบุญส่ง หรือ ‘อดีตพระมหาบุญส่ง ผ่านภูวงษ์’ อายุ 34 ปี, นายบุณยศักดิ์ ภัทรโกศล, นายบุญเหลือ หรือ ‘พระบุญเหลือ โพธิ์ทอง’ อายุ 37 ปี, นายธนกฤต หรือ ‘อดีตพระธนกฤต ยศสุรินทร์’ อายุ 34 ปี, นายบัณดิษฐ์ หรือ ‘อดีตพระบัณดิษฐ์ ย่อยชา’ อายุ 38 ปี, นายณัฐพัชร์ หรือ ‘อดีตพระณัฐพัชร์’ หรือ ‘เบนซ์ ตั้งใจสนอง’ อายุ 35 ปี

ซึ่งกลุ่มจำเลยได้ร่วมกันเบียดบังเอาเงินของวัดป่าธรรมคีรี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ไปเป็นของตนเอง หรือของผู้อื่นโดยทุจริต เป็นเหตุให้วัดป่าธรรมคีรี ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงินจำนวน 182,776,733 บาท

DSI ประสานความร่วมมือ O.U.R. ปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายเผยแพร่ภาพลามกอนาจารเด็ก

วันนี้ (วันที่ 14 สิงหาคม 2566) ภายใต้การอำนวยการของพันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจโท พเยาว์ ทองเสน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งการให้ นายเขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และนายยศสันธ์ เรืองสรรงามสิริ รองผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยี และสารสนเทศ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนคดีละเมิดทางเพศเด็ก พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกันตรวจค้นและจับกุมชายไทย 1 ราย อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีพฤติการณ์โฆษณาขายสื่อลามกอนาจารเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในแพลตฟอร์มไลน์ ในราคาตั้งแต่ 150-500 บาท พบภาพนิ่งและคลิปวิดีโอลามกอนาจารเด็กสวมชุดนักเรียนระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา เป็นจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 5,000 ไฟล์ โดยมีเจ้าหน้าที่ O.U.R. ประสานความร่วมมือในการปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ส่วนคดีละเมิดทางเพศเด็ก ได้ทำการสอบสวนกรณีนี้เป็นคดีพิเศษที่ 37/2566 และได้รวบรวมพยานหลักฐานจนกระทั่งยื่นคำร้องต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหารายดังกล่าว และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ที่ห้องพักแห่งหนึ่งในตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จึงได้แจ้งข้อเท็จจริงให้ทราบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์แสวงหาประโยชน์ทางเพศจากบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยมีการโฆษณาเชิญชวนให้สมัครเข้ากลุ่มไลน์เพื่อดูสื่อลามกอนาจาร และแสวงหาประโยชน์จากการผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก  จากนั้นได้แจ้งข้อหาให้ทราบว่าเป็นความผิดฐานครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น, ส่งต่อซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กแก่ผู้อื่น, เพื่อความประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลาย โดยประการใด ๆ ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก, ประกอบการค้าหรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชนให้เช่าสื่อลามกอนาจารเด็ก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1, 287/2 และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 14 (4),(5) 

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ ได้มีการประสานความร่วมมือกับองค์การ Operation Underground Railroad (O.U.R.) โดยมีการใช้ “ฮิดู” สุนัขปฏิบัติการ ซึ่งเป็น ESD K9 นานาชาติตัวแรกของ O.U.R. ที่ได้รับการฝึกฝนจาก Jordan Detection Training Center ช่วยค้นหาอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในสถานที่อีกด้วย ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันกับทุกภาคส่วน เพื่อต่อต้านอาชญากรรมการละเมิดทางเพศเด็กและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก 

การแสวงหาประโยชน์เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็กเป็นอาชญากรรมที่นานาชาติให้ความสำคัญ เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและสิทธิของเด็ก หากผู้ปกครองช่วยสอดส่องพฤติการณ์ของบุตรหลาน จะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะช่วยปกป้องบุตรหลานจากภัยดังกล่าวได้ ทั้งนี้ หากมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับละเมิดทางเพศเด็ก หรือมีการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก สามารถแจ้งมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ โทรศัพท์สายด่วน 1202 (ฟรีทั่วประเทศ) โดยข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับ

‘DSI’ สั่งฟ้อง ‘นอท-แทนไท’ พร้อมพวก  ฐานโยงฟอกเงินพนันกว่า 500 ล้าน

(13 ส.ค. 66) จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยกองคดียาเสพติด นำโดย นายพงษธร อินอำนวย ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด และคณะพนักงานสอบสวน ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 6/2566 เกี่ยวกับแพลตฟอร์มลอตเตอรี่ออนไลน์ของ นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ ‘นอท กองสลากพลัส’ และบรรดานายทุนของนายพันธ์ธวัช ไปก่อนหน้านี้นั้น

ล่าสุด นายพงษธร อินอำนวย ผอ.กองคดียาเสพติด และในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า สำหรับคดีพิเศษที่ 6/2566 ตนได้มีการประสานกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการนับจำนวนสลากลอตเตอรี่ที่ได้ยึดมาจากกองสลากพลัส และตรวจสอบว่าเป็นสลากลอตเตอรี่จริงหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการนับจำนวนของกลาง อีกทั้งเจ้าหน้าที่งานธุรการจะต้องทำการบันทึกลงเลขในเอกสารว่า ลอตเตอรี่จำนวนดังกล่าวนี้มีทั้งหมดกี่ใบ เป็นหมายเลขใด และจากงวดใดบ้าง ซึ่งจำนวนของกลางลอตเตอรี่ที่ได้ตรวจยึดมีประมาณ 10 ล้านฉบับ

ส่วนจำนวนผู้ต้องหาที่คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องมี 4 ราย ประกอบด้วย นิติบุคคล 2 ราย ได้แก่ 1.) บริษัท ไททันแคปปิตอล กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด 2.) บริษัท ลอตเตอรี่ออนไลน์ จำกัด ส่วนบุคคลอีก 2 ราย คือ 1.) นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กองสลากพลัส และ 2.) นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไททันแคปปิตอล กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด

โดยสั่งฟ้องความผิด 2 ข้อกล่าวหา ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันและร่วมกันฟอกเงิน ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนเตรียมส่งสำนวนให้พนักงานอัยการคดีพิเศษภายในสิ้นเดือน ส.ค.นี้

นายพงษธร เผยอีกว่า สำหรับสำนวนคดีพิเศษที่ 6/2566 นี้ดำเนินการในส่วนของการขายลอตเตอรี่บนแพลตฟอร์มกองสลากพลัส เพราะจากพยานหลักฐานพบว่าเป็นการจัดให้มีการเล่นพนัน เนื่องจากทางนายพันธ์ธวัช ได้มีการกำหนดราคา เข้าลักษณะการรับกิน - รับจ่ายเอง โดยการเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นองค์ประกอบในการเล่น โดยมีนายแทนไท รับหน้าที่เป็นนายทุนให้ อีกทั้งเมื่อนายแทนไทต้องรับเงินจากนายพันธ์ธวัช เจ้าตัวจะใช้บัญชีธนาคารบริษัท ไททันแคปปิตอล กรุ๊ปโฮล ดิ้ง จำกัด ในการรับเงิน จึงทำให้ทั้งสองคนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันในเรื่องเส้นทางการเงินและถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงิน

ส่วนจำนวนเงินที่มีการโอนจากบัญชีธนาคารของนายพันธ์ธวัชไปยังนายแทนไท พบมูลค่า 200 ล้านบาท ขณะที่เส้นเงินจากนายแทนไทโอนไปยังนายพันธ์ธวัช มีมูลค่า 500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นายแทนไทก็ยังไม่ได้เงินคืนจากนายพันธ์ธวัช จากการร่วมลงทุนกองสลากพลัส ซึ่งนายแทนไทก็ได้ยื่นเอกสารแจ้งมายังดีเอสไอว่า ได้ดำเนินการฟ้องเรื่องเงินกับนายพันธ์ธวัช แต่พนักงานสอบสวนก็ยืนยันว่าให้พิสูจน์เรื่องนี้ในชั้นศาลแทน เพราะพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ในตอนนี้ พนักงานสอบสวนสามารถใช้พิจารณาจนเห็นสมควรแก่การสั่งฟ้องทั้ง 4 ราย ตามฐานความผิดข้างต้น

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับจำนวนเงิน 200 ล้านบาท ที่ถูกโอนจากบัญชีธนาคารของนายพันธ์ธวัชไปยังบัญชีธนาคารของนายแทนไทนั้น นายแทนไทได้เคยเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน โดยชี้แจงว่า เงินจำนวน 200 ล้านบาท ที่ให้นายพันธ์ธวัชกู้ยืมเป็นเงินของบริษัท โดยแบ่งเป็น 2 ยอด ได้แก่ 150 ล้านบาท และ 50 ล้านบาท และเป็นการจ่ายผ่านแคชเชียร์เช็ค ส่วนสาเหตุที่ไว้วางใจให้กู้ยืมเงิน เนื่องมาจากฝั่งนายพันธ์ธวัชมีการติดต่อมา เพื่อเสนอแนวทางการทำธุรกิจ อยากได้เงินกู้ รวมถึงนายพันธ์ธวัชยังได้แจ้งว่า จะกู้ยืมเงินเพื่อไปประกอบธุรกิจสลากกินแบ่งออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นายพันธ์ธวัชมีกระแสข่าวเกิดขึ้น นายแทนไทได้พยายามบอกยกเลิกสัญญา กระทั่งนายพันธ์ธวัชได้นัดหมายวันที่ 30 ม.ค. 66 เพื่อทำการโอนคืนเงินให้นายแทนไท สำหรับสาเหตุที่นายแทนไทต้องยกเลิกสัญญาเพราะว่าในฐานะนายทุน ก็จะต้องพิจารณาว่านายพันธ์ธวัชและบริษัทฯ จะสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้หรือไม่ เพราะนายแทนไทก็มีความจำเป็นต้องปกป้องเงินทุนของตัวเองด้วย พร้อมกันนี้ ยืนยันว่าเงินที่นายแทนไทให้นายพันธ์ธวัชกู้ยืมเป็นเงินที่ได้จากการลงทุนในต่างประเทศทั้งหมด ไม่ใช่เงินจากการทำธุรกิจผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2566

‘ประชาธิปไตย’ คือ ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ ‘ประชาชนเป็นใหญ่’ ต้องให้ประชาชนได้รับประโยชน์เต็ม อย่างนั้น จึงจะเป็นประชาธิปไตย ไอ้ประชาชนเป็นใหญ่นั้น มันไม่แน่ ประชาชนบ้าบอก็ได้ 
ถ้าประชาชน ‘เห็นแก่ตัว’ แล้ว...ฉิบหายหมด!!!

-พุทธทาสภิกขุ-

‘ชัยวุฒิ’ จี้ ตร.ล่าแก๊งแอปฯ ดูดเงิน หลังผู้ประกาศดังสูญเงินนับล้าน ลั่น!! จะพยายามทำให้ดีที่สุด ย้ำความสำคัญ ‘ไซเบอร์ซีเคียวริตี้’

‘ชัยวุฒิ’ จี้ ตำรวจเร่งติดตามแก๊งแอปฯ ดูดเงินมาดำเนินคดี หลังผู้ประกาศข่าวดังสูญเงินนับล้าน รับจะพยายามทำให้ดีที่สุด ย้ำ ไทยมี กม.อายัดบัญชี้ม้าแล้ว ยอมรับเป็นห่วงด้วยสังคมให้สิทธิสูง ไซเบอร์ซีเคียวริตี้จึงสำคัญ มั่นใจ สูญญากาศก่อนจัดตั้งรัฐบาลไม่กระทบแก้ปัญหา

(12 ส.ค. 66) ที่ท้องสนามหลวง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินการช่วยเหลือ เหยื่อ ถูกหลอกลวงทางออนไลน์ กรณีผู้ประกาศข่าวดังสูญเงินกว่า 1 ล้านบาท ว่า ต้องยอมรับว่าคดีหลอกลวงทางออนไลน์มีเยอะจริงๆ ซึ่งช่องทางสื่อสารออนไลน์มีหลายช่องทาง ขอแจ้งเตือนประชาชนเป็นเคสตัวอย่าง ว่าอย่าไปพูดคุยที่หลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ “ไม่มีหรอก ไม่มีใครโทรหาหรอก” แต่ส่วนที่เกิดความผิดพลาดไปแล้ว ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบพาคนร้ายกลุ่มนี้มาดำเนินคดี และพยายามดำเนินการดึงเงินคืนมาให้ได้มากที่สุด

ซึ่งวันนี้เรามีกฎหมายเรื่องของการอายัดบัญชีม้าแล้ว ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายด้วยระบบการเงินที่คล่องตัว และการสื่อสารที่เป็นระบบเปิดกว้าง ในสังคมไทยเราที่ให้สิทธิเสรีภาพสูงก็เป็นห่วงประชาชนจริงๆ ว่าจะโดนหลอกแบบนี้ ทั้งนี้ ขอฝากสื่อมวลชนช่วยเตือนพี่น้องประชาชนว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใด ทุกกรมทุกกระทรวง โทรหาประชาชนเพื่อหลอก เพราะไม่ได้ว่างขนาดนั้น

เมื่อถามว่า ส่วนช่วงสุญญากาศก่อนการจัดตั้งรัฐบาล จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เรื่องของคดี การแก้ไขปัญหาปราบปรามออนไลน์ เป็นเรื่องของตำรวจอยู่แล้ว ซึ่งทำงานร่วมกับธนาคาร, DSI, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคณะทำงานและติดตามเรื่องนี้ตลอด มีการรับแจ้งความออนไลน์และระบบติดตามหลังบ้านอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เพราะแอปฯ ดูดเงินคือการแฮกเข้ามาในมือถือ แต่เราก็ต้องเข้าไปกดลิงค์ก่อน แต่วิธีที่ดีที่สุดระบบจะต้องบล็อกได้ ต้องมีการป้องกัน ซึ่งธนาคารและหน่วยที่เกี่ยวข้องพยายามอัพเดทระบบอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะย้ำว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องไซเบอร์ ซีเคียวริตี้

‘แจ็ค ไรเดอร์-ดีเจคิว’ โร่แจ้งความเอาผิดคลื่นวิทยุดัง หลังเบี้ยวค้างจ้างมา 3 ปี รวมกันประมาณล้านกว่า

(10 ส.ค.66) เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับคลื่นวิทยุชื่อดัง กรณีถูกเบี้ยวค่าจ้างหลักล้านบาท สำหรับ ‘แจ็ค ไรเดอร์’ และ ‘ดีเจคิว ธิติพันธ์’ พร้อมทนายความ ได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.นครบาลพหลโยธิน 

โดย ‘ดีเจคิว ธิติพันธ์’ เผยว่า "มาแจ้งความดำเนินคดี ในเรื่องของจัดรายการวิทยุ แต่ไม่ได้รับค่าจัดรายการมานานเกือบ 3 ปี ค้างประมาณ 10 เดือน 2 คน รวมกันก็ประมาณล้านกว่า ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2563 ตอนช่วงโควิดตอนนั้นเขาเริ่มค้างจ่าย เพราะเนื่องจากสถานการณ์ เราก็เข้าใจ คิดว่าเดือนต่อไปจะจ่าย แต่ก็ไม่จ่าย จัดมาเป็น 10 ปี แรกๆ มีสัญญา หลังๆ กลายเป็นฟรีแลนซ์ประจำ ไม่ได้มีสัญญาจ้างปีต่อปี เราก็คิดว่าเป็นครอบครัว เราไปถามบัญชีว่าเงินจะออกไหม เขาตอบกลับมาว่าต้องออกด้วยหรอ เรารู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม พอเราขอเอกสาร เขาเอาพี่แจ็คออก เหลือผมคนเดียว พอผมบอกว่าเราจัดคู่กันนะ เงินของเก่า คุณจะต้องขอเอกสารออกมายอมรับหน่อย แต่เขาไม่ออก ถ้าอย่างนั้นผมจะต้องยื่นเอกสารฟ้องร้องกับพี่แจ็ค เพราะเราจัดรายการมาด้วยกัน หลักฐานมันมาด้วยกัน"

ด้าน ‘แจ็ค ไรเดอร์’ เผยว่า "เราก็ได้มีการเข้าไปพูดคุย เขาก็ขอลดเงินเดือน 20 เปอร์เซ็นต์ เราก็โอเค เพราะเห็นว่าเป็นครอบครัว เราก็ให้ลด แต่ก็ยังคงค้างจ่ายอีก ที่ผ่านมาได้ทวงกับเจ้านาย แต่ได้รับคำตอบว่า อยากได้ให้ไปฟ้องเอา และสุดท้ายโดนให้ออกจากงานทั้งคู่ และไม่ใช่มีแค่ทั้งสองคนที่โดน พนักงานคนอื่นๆ ที่ทำในบริษัทนี้ก็โดนโกงเหมือนเรา ก่อนหน้านี้มีการดำเนินการทางกฎหมายโดยทนายแล้ว ผมก็แต่งตั้งทนาย และให้ส่งเอกสารไปที่บริษัท เพื่อทวงถามว่าติดค้างกันเท่าไหร่ และขอให้ดำเนินการติดต่อเพื่อชำระ หรือจะตกลงกันอะไรยังไง แต่ว่ามันผ่านไปเกินเวลาที่เรากำหนด มันก็เลยเป็นส่วนที่ทำให้เราต้องเคลื่อนไหวอย่างอื่น ก็เลยเป็นที่มาของวันนี้ ขอพูดแทนทุกคนในบริษัทนี้ที่ออก ทุกคนไม่เคยมีใครได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่จ่ายด้วยตัวเอง ทุกคนต้องขึ้นศาลฟ้องหมด ในส่วนของวันนี้ลักษณะก็คงเป็นการแจ้งเรื่องราวไว้ เป็นการลงบันทึกประจำวัน หลังจากนี้ก็จะเอาเอกสารตัวนี้แนบในคำร้องต่อศาล และก็จะรวบรวมรายละเอียดทั้งหมด เพื่อที่จะฟ้องร้องในศาลแรงงานต่อไป เพราะเคสของเรามันไม่ใช่แค่แพ่ง เพราะเราทำงานให้"

‘ชัยวุฒิ’ ย้ำ กม.ใหม่ ไม่ต้องรอแจ้งความ ให้ธนาคารอายัดบัญชีได้ทันที ลดความเสียหาย

(10 ส.ค. 66) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า  เรื่องการอายัดบัญชีหรือระงับบัญชีม้า เราได้มีการแก้กฎหมายออกเป็นพระราชกําหนดปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งให้อํานาจธนาคารสามารถระงับบัญชีได้เลยเมื่อมีเหตุอันสงสัยว่าเป็นบัญชีม้า หรือมีประชาชนที่โดนหลอกลวงแจ้งไปที่ธนาคาร ทางธนาคารก็ต้องระงับบัญชีเลย เมื่อพูดคุยแล้วสอบถามแล้วเป็นบัญชีม้า มีผู้เสียหายมาร้องเรียน ธนาคารต้องระงับบัญชีเลยตามกฎหมายฉบับใหม่ที่ได้แก้ไขไปแล้ว 

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่มีผู้ไปร้องและธนาคารไม่ยอมรับอายัดบัญชีนั้น นายชัยวุฒิ ให้ความเห็นว่า คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะถูกต้อง ต้องไปตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับสมาคมธนาคารไทยแล้ว และเข้าใจว่าทางธนาคารทุกแห่งก็ทราบแล้วก็มีการปรับปรุงระบบการทํางานให้มีการรับแจ้งความหรือรับเรื่องร้องเรียน เพื่อจะได้ระงับบัญชีม้าได้เลย โดยไม่ต้องมาดําเนินคดีหรือแจ้งตํารวจก่อนไประงับบัญชีที่ธนาคาร ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถดึงเงินกลับมาได้มากที่สุด พูดง่าย ๆ ก็เพื่อไม่ให้บัญชีเหล่านี้ไปสร้างความเสียหายให้ประชาชนต่อไปนั่นเอง

“ผมคิดว่า ธนาคารทุกธนาคารทราบและมีระบบรองรับอยู่แล้ว ซึ่งก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ได้อย่างไร เดี๋ยวจะไปตรวจสอบอีกครั้ง แต่อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของ ประชาชนที่ได้รับ link ส่ง link ส่งไลน์ โทรมาคุยจากมิจฉาชีพที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นกรมโน้นกรมนี้ เป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจ หรือบางทีก็อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือส่งอีเมลมาก็ตาม ผมก็ฝากเตือนทุกคน ว่าอย่าไปเชื่อ เจ้าหน้าที่และหรือหน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีใครโทรหาประชาชนเพื่อไปให้ทําธุรกรรมต่าง ๆ ถ้ามีก็จะติดต่อไปเป็นเอกสารหรือเป็นอะไรต่าง ๆ แล้วให้ท่านพยายามติดต่อธนาคารทําธุรกรรมต่าง ๆ ทุกเรื่อง ให้เข้าไปที่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของธนาคารหรือของหน่วยงานนั้นโดยตรง อย่าไปติดต่อผ่านคนที่โทรมาหาท่าน เพราะในความเป็นจริงไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนของหน่วยงานรัฐโทรไปหาประชาชน มีแต่เป็นคนร้ายทั้งนั้น ไม่ต้องไปคุยไม่ต้องไปฟังเลย เสียเวลา แล้วก็อาจจะโดนหลอกด้วย

อย่างไรก็ดี จากในข่าวที่มีเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลกรมที่ดิน ในส่วนนี้เป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานอย่าง สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA ของกระทรวงดิจิทัลฯ จะเข้าตรวจสอบว่ามีการรั่วไหลจริงหรือไม่ หรือเป็นเรื่องของพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินนำข้อมูลไปขายซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่ามีความผิด ฝากเตือนยังเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่เก็บข้อมูลประชาชนต้องเก็บให้ดี อย่านำข้อมูลไปขายจะมีโทษมีความผิด และจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top