Monday, 17 June 2024
NEWS

ศ.นพ.ยง โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้ 'โควิดสายพันธุ์อังกฤษ'​ มาจากแรงงานจากประเทศกัมพูชาและประเทศไทย ที่ข้ามฝั่งไปมาระหว่างกัน

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึง การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ ที่กำลังแพร่การระบาดในประเทศไทยขณะนี้ โดยคาดว่าจะมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง 'กัมพูชา'​ ว่า...

...การระบาดของโควิด-19 ที่สมุทรสาครเป็นสายพันธุ์ 'พม่า'​ ส่วนการระบาดที่สถานบันเทิง สายพันธุ์มาจาก 'เขมร'​

ข้อมูลค่อนข้างชัดมาก มีการระบาดที่เขมรมาก่อน และผมได้ติดต่อ กับผู้ที่ผมสนิทด้วย ทำงานอยู่สถาบันปาสเตอร์ในกรุงพนมเปญ สายพันธุ์อังกฤษเริ่มระบาดในเขมร ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ และขณะนี้ยังระบาดหนักมาก

ทั้งนี้​ หมอยง​ ยังได้บอกถึงเหตุผลที่บอกว่าการระบาดที่ทองหล่อ น่าจะมาจากเขมรอีกด้วยว่า...

...การระบาดที่ทองหล่อและระบาดอย่างมากในประเทศไทยขณะนี้ โดยเฉพาะมาจากสถานบันเทิง ที่เป็นแหล่งต้นตอของการแพร่กระจายอย่างมากนั้น​ เป็นไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7

ขณะที่แต่เดิมการระบาดที่สมุทรสาครและแพร่กระจายไปทั่วประเทศตั้งแต่เดือนธันวาคม เป็นสายพันธุ์ในกลุ่ม GH ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับการพบในผู้ที่เดินทางมาจากประเทศพม่า

ส่วนสายพันธุ์อังกฤษได้เริ่มมีการระบาดอย่างมากในประเทศเขมร โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ จนกระทั่งปัจจุบันการระบาดก็ยังไม่หยุด มีผู้ป่วยในการระบาดรอบนี้ร่วม 3,000 คนและมีการเสียชีวิตมากกว่า 20 คน

ทั้งนี้​ จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก​ ได้มีการถอดรหัสพันธุกรรมของผู้ป่วยในเขมรที่บันทึกไว้เป็นหลักฐานในการระบาดโรคนี้ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นสายพันธุ์ B.1.1.7

สอดคล้องกับการถอดรหัสพันธุกรรมของสายพันธุ์ทองหล่อ โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก 'จุฬา'​ ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รวมทั้งสวทช. แสดงให้เห็นว่า...

...พันธุกรรมของ 'ไวรัสสายพันธุ์ทองหล่อ'​ อยู่ในกลุ่มเดียวกับสายพันธุ์ที่ระบาดใน​ 'เขมร'​ มีความเหมือนกัน และเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อังกฤษที่ศูนย์ไวรัส ได้ถอดรหัสพันธุกรรมโควิด-19 จากผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ​ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและยุโรป อเมริกา ความเหมือนของสายพันธุ์จะเหมือนกับสายพันธุ์ที่แยกได้จากเขมร

การระบาดในเขมรเกิดขึ้นก่อนในประเทศไทย โดยเกิดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และระบาดอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์โดยการถอดรหัสพันธุกรรม มีความเหมือนกัน

หมอยง​ ชี้อีกว่า​ การระบาดในประเทศไทยเกิดขึ้นหลังจากการระบาดในเขมรมานานกว่า 6 สัปดาห์

ฉะนั้นเมื่อเรียบเรียงตามระยะเวลา ความเป็นไปได้จึงน่าจะเป็นจากเขมรมาประเทศไทย มากกว่าประเทศไทยไปเขมร

ข้อมูลทั้งหมด​ เป็นข้อมูลที่สนับสนุน โดยเฉพาะทางด้านสายพันธุ์ พันธุศาสตร์ ว่าการระบาดครั้งนี้ น่าจะมาจากประเทศกัมพูชา ส่วนจะมาด้วยวิธีใด ก็คงจะต้องมีการสืบหากันต่อไป


ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=5494769050565667&id=100000978797641

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=5498370723538833&id=100000978797641

เชื่อเถอะว่าในชีวิตของเด็กมัธยมปลายหลาย ๆ คน ถ้าเป็นไปได้ คงอยากมีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศในฐานะของนักเรียนต่างแดนสักครั้ง

แต่ก็แน่นอนว่าการจะไปตรงจุดนั้นได้ ก็จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่มากพอสมควร ซึ่งหลายคนอาจจะเลือกไปโครงการแลกเปลี่ยนตอน ม.ปลาย หรือบางคนก็เลือกตอนจบ ม.ปลาย โดยการสอบชิงทุนก็มี

แต่ทราบหรือไม่ว่า มีอยู่อีกหนึ่งในทุนที่เด็กๆ หลายๆ คนต่างใฝ่ฝันที่จะคว้ามาครอง นั่นก็คือ ‘ทุนคิง’ หรือทุนเล่าเรียนหลวง เพราะไม่ว่าคุณจะไปในมหาวิทยาลัยที่จำเป็นต้องใช้ปัจจัยสูงมากน้อยเพียงใด ทุนนี้สนับสนุนให้แบบครบจบ

...ว่าแต่ ‘ทุนคิง’ หรือ ‘ทุนเล่าเรียนหลวง’ คืออะไร?

ต้องเกริ่นก่อนว่าชื่อเสียงของทุนคิงนั้นเป็นทุนที่ไม่ธรรมดาเอามากๆ เพราะเป็นการแข่งขันชิงทุนที่โหดสุด ๆ บางคนถึงกับแนะนำว่าถ้าอยากได้ทุนนี้ ต้องเริ่มตั้งใจเรียนให้เก่ง ๆ ตั้งแต่ ม.4 แล้วสะสมความรู้ไว้เยอะ ๆ พอถึง ม.6 ก็สมัครสอบได้เลย

สำหรับ ทุนเล่าเรียนหลวง (King’s Scholarship) หรือที่หลายๆ คนเรียกกันติดปากว่า ‘ทุนคิง’ นั้น เป็นทุนให้นักเรียนมัธยมปลายที่ศึกษาในไทยที่จะไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในต่างประเทศ ซึ่งเป็นทุนที่โด่งดังมากที่สุด เพราะเป็น ‘ทุนให้เปล่า’ ที่ทำให้ตัวเด็ก ๆ สามารถเลือกได้เลยว่าจะเรียนอะไร เรียนที่ไหน และไม่ต้องกลับมาใช้ทุนในหน่วยงานรัฐบาล

แต่ก็จะมีข้อผูกมัดเพียงข้อเดียวคือ เมื่อเรียนจบต้องกลับมาทำงานที่ไทย ถ้าหากไม่กลับมาทำงานที่ไทยจะต้องชดใช้เงินทุนคืนทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้นปีหนึ่ง ๆ จะมีแค่ 9 ทุนต่อปีเท่านั้น แบ่งเป็นสายวิทย์-คณิต 5 ทุน / ทุนศิลป์-ภาษา 2 ทุน และทุนศิลป์-คำนวณ 2 ทุน โดยมูลค่าทุน ก็ครอบคลุมค่าเทอมทั้งหมด / ค่าหนังสือและอุปกรณ์การศึกษา (เช่น ค่าคอมพิวเตอร์) / เบี้ยเลี้ยงประจำเดือน / ค่าใช้จ่ายเตรียมตัวก่อนบิน และค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ (เรียกว่าเรียนฟรีกันเลยทีเดียว)

ส่วนคุณสมบัติของทุนคิงก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เพราะเปิดให้โอกาสกับคนที่มีอายุไม่เกิน 20 ปีของวันที่กำหนด ศึกษาอยู่ในชั้นปีสุดท้ายของหลักสูตร ม.ปลาย ได้เกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.50 ไม่เคยสอบตกตอนอยู่ ม.ปลาย และไม่มีพันธะสัญญาทุนอื่น ๆ

ทั้งนี้จากสถิติที่ผ่านมา (เท่าที่หาข้อมูลได้ ปีล่าสุดคือ 2018) นักเรียนทุนคิงส่วนใหญ่เลือกไปเรียนต่อที่อเมริกาถึง 86% ที่เหลือไปเลือกไปเรียนต่อที่อังกฤษ ส่วนคณะที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ก็คือ แพทยศาสตร์, นิติศาสตร์, เศรษฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งนักเรียนทุนคิงส่วนใหญ่ก็มักจะมาจากโรงเรียนเตรียมอุดม

สำหรับเด็กอัจฉริยะที่สามารถคว้าทุนคิงในปีนี้นั้น เป็นเด็กสาวคนเก่งที่ชื่อ ‘น้องพลอย - พิชามญชุ์ อัศวผดุงสิทธิ์’ โดยเธอเรียนจบมัธยมปลายโรงเรียนเตรียมอุดม โครงการพัฒนาความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ (Gifted Math) เกรดเฉลี่ย 4.00 พร้อมพ่วงเหรียญทอง เคมีโอลิมปิกระดับนานาชาติ (International Chemistry Olympiad : 51th IchO)

โดยปัจจุบันเธอได้กลายเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง (สายวิทย์) ประจำปี 2563 โดยได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) นอกจากนี้ยังได้รับการตอบรับจากอีกแห่ง คือ Harvard University ซึ่งในปีนี้ได้ถูกจัดอันดับโดย QS World University Rankings 2021 ให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกอีกด้วย

ล่าสุดจากเฟซบุ๊ก Jom Jaroenta ซึ่งเป็นคุณแม่ของ น้องพลอย ได้โพสต์ว่า…

#HarvardUniversityClassOf2025

สิ้นสุดการรอคอย ข่าวดีและลุ้นนนนที่สุดในปีนี้ของการสมัครเรียนมหาวิทยาลัยระดับโลก

#SoProundOfYou พี่พลอย...ลูกสาวของแม่

Harvard announced it admitted 1,968 applicants to the Class of 2025.

A total of 57,435 applications were received, resulting in an overall admit rate of 3.4 percent.

ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเด็กไทยสายมหัศจรรย์ที่เก่งกาจ จนสามารถง้างประตูรั้วสุดยอดมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง Harvard และ MIT ได้พร้อม ๆ กัน ซึ่งตอนนี้เท่าที่ทราบ ดูเหมือนน้องจะเลือกลงหมุดกับ MIT เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีสาขาที่สนใจได้แก่ 1.Biochemical Engineering และ 2. Data Science โดยจะเลือกอีกทีตอนปี 2 ส่วนภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในด้านการศึกษา ทาง ‘ทุนคิง’ ก็ช่วยจัดการให้ทั้งหมด

เตรียมต้อนรับอนาคตคนเก่งของชาติในเร็ววันได้เลย!!

ปรบมือ!!

ติดตามบทสัมภาษณ์เต็มๆ ของเด็กไทยคนเก่ง ‘น้องพลอย - พิชามญชุ์ อัศวผดุงสิทธิ์’ ได้ใน

Click on Clear >> https://fb.watch/4IXae4roCf/


อ้างอิง: https://www.facebook.com/100006977258422/posts/2857884234454124/

https://www.hotcourses.in.th/study-abroad-info/applying-to-university/everything-you-need-to-know-about-king%27s-scholarship/

เป็นข่าวเป็นคราวดังอยู่ในช่วงอาทิตย์นี้ สำหรับกลุ่มคนพม่าระดับไฮโซที่พยายามจะหาทางลี้ภัยออกจากเมียนมา โดยเอย่าเคยบอกแล้วว่าเป้าหมายที่คนเมียนมาต้องการไปมี 2 ประเทศหลัก ๆ คือ ประเทศสิงคโปร์ และ ‘ไทย’

สาเหตุหลักนอกจากความสะดวกสบายแล้ว อีกสาเหตุหนึ่ง คือ ชีวิตความเป็นอยู่ อาหารการกินของสิงคโปร์และไทย ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของคนเมียนมามาช้านานแล้ว

ดังนั้นในวันที่โควิด-19 ครองโลกและทหารครองเมือง วิธีการที่จะเดินทางออกจากประเทศได้นั้น มีแค่เพียงไม่กีวิธี

ทว่า ในส่วนของวิธีการที่สามารถนำครอบครัวทั้งหมดไปตั้งรกรากได้อย่างสบาย ในประเทศไทยก็ต้องใช้เอกสิทธิ์ที่เรียกว่า ‘Thailand Elite Card’ ซึ่งวันนี้ เอย่า อยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักว่า Thailand Elite Card มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

Thailand Elite Card หนึ่งในโครงการที่ดำเนินการขึ้นเพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามา ทั้งเพื่อท่องเที่ยวและทำธุรกิจในประเทศไทย โดยการจ่ายเงินหลักล้าน เพื่อซื้อแพ็กเกจแลกกับ ‘สิทธิประโยชน์’ ที่จะได้รับเมื่อเดินทางหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทย

ที่มาของ Thailand Elite Card เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 เป็นโครงการของรัฐบาลในยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ดำเนินการภายใต้บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้ถือหุ้นเพียงหนึ่งเดียวของบริษัทฯ

ในโครงการนี้รัฐบาลจะขายบัตร ให้กับชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทย โดยเฉพาะบุคคลที่ร่ำรวย ทั้งที่เข้ามาแบบนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมถึงเข้ามาท่องเที่ยว พักผ่อนระยะยาวในประเทศไทย ในราคาตั้งแต่ราว 500,000 บาท ไปจนถึง 2,000,000 บาท โดยสิทธิประโยชน์ที่จะได้ตามมา คือ สารพัดความ ‘วีไอพี’ เช่น สิทธิพิเศษสำหรับการเข้าเมือง การบริการที่สนามบิน สถานที่พักผ่อนต่าง ๆ สนามกอล์ฟ สปา โรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร โรงพยาบาล ฯลฯ

อย่างไรซะ คนเมียนมากับบัตร Thailand Elite Card ค่อนข้างคู่ขนาน เพราะคนเมียนมาน้อยคนที่ต้องการจะเป็นเจ้าของ เนื่องด้วยความที่เมียนมากับไทยเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง จึงแทบจะไม่มีความจำเป็นต้องมาเสียเงินเพื่อซื้อบัตร เพียงเพื่อเอาสิทธิ์พิเศษแต่อย่างใด แถมหลายคนยังมีเพื่อนที่เป็นคนไทยที่สามารถช่วยเหลือพึ่งพากันได้ ยิ่งไปกว่านั้นคนเมียนมาส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้เงินกันอย่างสุรุ่ยสุร่ายอีกด้วย

แต่ในภาวะการณ์เช่นนี้ มันไม่ใช่การที่จะมาเที่ยวเหมือนอย่างในอดีต แต่เป็นการมาแบบ ‘ลี้ภัย’ ดังนั้น Elite Card จึงเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกของเศรษฐีเมียนมาที่สนใจจะเดินทางมาอยู่ในประเทศไทยแบบ Long Stay

ฉะนั้นจากนี้ทางรัฐบาลคงต้องชั่งใจให้ดีว่า Elite Card จะกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างปัญหาระหว่างประเทศหรือไม่ หรือจะสนใจแค่เม็ดเงินที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ได้มองถึงเรื่องของผู้ลี้ภัยที่จะเข้ามาสร้างปัญหาหรือใช้ไทยเป็นสถานที่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมาหรือไม่

งานนี้ เอย่า ว่าคงต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทางรัฐบาลไทยแล้วล่ะ!!


ที่มา: AYA IRRAWADEE

เข้าใจอยู่ว่าใคร ๆ ก็กลัวถูกด่า แต่นาทีนี้ใครปิดไทม์ไลน์ เท่ากับมีความผิด และใครปกปิดหลักฐาน เช่น ลบภาพสถานที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ตนเองได้ไป ก็คงไม่ดีนัก​ ฉะนั้นเปิดตัวกันตรง ๆ สังคมน่าจะได้ประโยชน์ อย่าได้กลัว!!

ล่าสุด เพจ 'ตามติดชีวิตแม่บ้านแขก' ได้โพสต์เฟซบุ๊ก อวยดาราคนจริง 'พลอย เฌอมาลย์' หลังไม่ลบรูปสถานที่เสี่ยงที่ตนไปร่วมงานว่า...

ไม่รู้จะคุณมัม พลอย เฌอมาลย์ เป็นดาราคนเดียวที่ไม่ลบรูปที่มีข่าวดารา คนดังไปงานปาร์ตี้มาที่ภาคใต้รึเปล่า แต่นี่คือหนึ่งในคนที่เออ ไปมาจริง ไม่หนี ไม่ลบรูป และพร้อมแสดงความรับผิดชอบจริง

โดยที่เจ้าตัวแจ้งในไอจีว่ากักตัวแล้ว และยกเลิกทริปพร้อมงานทั้งหมดในเดือนเมษายน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และจะมาแจ้งผลการตรวจต่อไป

ส่วนตัวประทับใจนะ ไม่ลบแล้วทำนิ่ง เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิด พอเกิดแล้วก็รีบแก้ไขและแจ้งไทม์ไลน์และเอกสารทั้งหมดจริง ๆ

ใครดีก็อวยยศ ที่ลบแล้วเงียบอันนั้นไม่น่ารักแต่อย่างใดนะ ไม่ใช่แค่ดารา แต่ประชาชนทั่วไปก็ด้วย ถ้าเราไปงานที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้ติดเชื้อและมีการไปที่อื่นอีกไหมหลังจากนั้น การแจ้งไทม์ไลน์อย่างไม่ปกปิดอย่างดี

มันช่วยลดเรื่องการระบาดไปได้เยอะเลยนะคะ

ขอบคุณคุณมัมค่ะ


ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=301049538046233&id=100044235679015

แอสตร้าเซนเนก้า แจงข้อมูลผลข้างเคียงจากวัคซีนโควิดอีกด้าน ระบุ 'ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน-เกล็ดเลือดต่ำ’ เกิดยากมาก หลังองค์การยายุโรป มีความเห็นเชื่อมโยงกับวัคซีน แต่เกิดได้ยาก ขณะที่ภาพรวมมีประโยชน์มากกว่าผลข้างเคียง

รายงานความคืบหน้าหลังการแถลงข่าวจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) และหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของยุโรป (EMA) เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า

เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) และหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของยุโรป (EMA) ได้ประเมินถึงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่พบได้ยากมากในประชาชนกว่า 34 ล้านคน ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าใน สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป

ทั้งสองหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ขอให้แอสตร้าเซนเนก้าปรับเปลี่ยนข้อความบนฉลากวัคซีนที่ใช้ในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป โดยไม่มีการระบุถึงปัจจัยเสี่ยงใด ๆ อาทิ อายุ เพศหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ซึ่งพบได้ยากมากนี้ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานทั้งสองมีความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ว่ามีความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้กับวัคซีนและขอให้ระบุว่าเป็นผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ยากมาก

โดยภาพรวมแล้วทั้ง MHRA และ EMA ได้ยืนยันอีกครั้งว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า สามารถช่วยป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคโควิด-19 ในทุกระดับความรุนแรงได้และประโยชน์เหล่านี้นั้น ยังคงมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์

แอสตร้าเซนเนก้าได้ร่วมมืออย่างแข็งขันกับหน่วยงานต่างๆที่ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านยาเพื่อดำเนินการเพิ่มเติมข้อมูลเหล่านี้ในเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ พร้อมกันนี้กำลังศึกษาและทำความเข้าใจการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ในผู้ป่วยแต่ละราย การระบาดวิทยา รวมถึงกลไกที่น่าจะเป็นไปได้ เพื่อจะอธิบายภาวะที่เกิดขึ้นได้ยากมากนี้

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังกล่าวในวันนี้ว่า จากข้อมูลปัจจุบันนั้น ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการเกิดภาวะนี้มีความเป็นไปได้แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ และระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเฉพาะทางเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการฉีดวัคซีนและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เป็นไปได้

องค์การอนามัยโลก ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้พบได้ยากมากและมีรายงานการเกิดภาวะนี้ในตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ทั่วโลกเกือบ 200 ล้านคน

ยืนยันอีกรอบ คลิปเสียงหมอศิริราช แนะนำกินยาเขียว เพื่อรักษาโควิด-19 เป็นของปลอม ย้ำชัดไม่ใช่เสียง ‘คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช’ ซ้ำร้าย ‘ยาเขียว’ ไม่มีสรรพคุณรักษาโควิด-19

ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อความในประเด็นเรื่อง คลิปเสียงหมอศิริราช แนะนำกินยาเขียว เพื่อรักษาโควิด-19 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีการส่งต่อคลิปเสียงโดยระบุว่าเป็นเสียงของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่กล่าวถึงการรักษาโควิด-19 โดยให้รับประทานยาเขียวเพื่อทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย เมื่อร่างกายเกิดความร้อนก็จะมีการขับเหงื่อและปัสสาวะออกมาซึ่งเชื้อไวรัส จะออกมาด้วยกับเหงื่อและน้ำปัสสาวะ อุจจาระนั้น ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ชี้แจงว่า เสียงดังกล่าวไม่ใช่เสียงของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

และข่าวนี้เป็นข่าวเก่าที่เคยมีการส่งต่อแล้ว ซึ่งการใช้ยาเขียวในการรักษาโรคเป็นองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์แผนไทยที่ใช้กระทุ้งไข้ หัด อีสุกอีใส อีกทั้งยาเขียวยี่ห้อดังกล่าวไม่มีการบอกสูตรยาที่แน่นอน และยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ดังนั้น จึงยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าสามารถใช้รักษาโรค โควิด-19 ได้

โดยยาเขียวเป็นตำรับยาไทย ตามองค์ความรู้ของแพทย์แผนไทย หรือหมอพื้นบ้าน ที่มีการใช้กันมานานหลายทศวรรษ และเป็นตำรับที่ยังมีการผลิตขายทั่วไปตราบจนปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปในสมัยก่อนจะรู้จักวิธีการใช้ยาเขียวเป็นอย่างดี กล่าวคือ มักใช้ยาเขียวในเด็กที่เป็นไข้ออกผื่น เช่น หัด อีสุกอีใส เพื่อกระทุ้งให้พิษไข้ออกมา เป็นผื่นเพิ่มขึ้น และหายได้เร็ว ซึ่งยาเขียวจัดเป็นยาเย็น ทำให้ตำรับยาเขียวส่วนใหญ่มีสรรพคุณ ดับความร้อนของเลือดที่เป็นพิษ ซึ่งพิษในที่นี้หมายถึงของเสียหรือความร้อนที่อยู่ภายในร่างกายเท่านั้น

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ หากต้องการรับรู้ข่าวสารเพิ่มเติม จากข่าวประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.si.mahidol.ac.th หรือโทร. 02 4197646 ต่อ 50

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : เสียงดังกล่าวไม่ใช่เสียงของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช ที่ถูกแชร์ซ้ำเมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ดังนั้น จึงยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าการกินยาเขียว สามารถใช้รักษาโรค โควิด-19 ได้

หน่วยงานที่ตรวจสอบ : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ด่วน..!!!! ผู้อำนวยการ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ออกประกาศแจ้งให้วปอ.รุ่น 63 ตรวจหาเชื้อ - กักตัว 14 วัน หลังพบนักศึกษาติดโควิด ขณะที่ในรุ่นมี ทหาร-ตำรวจ-นักธุรกิจ-ราชการ ร่วมเรียนอื้อ

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.พล.ท.วิโรจน์ เกิดแสง ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ได้ออกประกาศวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 63 ในกรณีสถานการณ์ไม่ปกติ อันเนื่องมาจากภาวการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19

โดยระบุว่า ได้รับรายงานว่ามีนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 63 จำนวน 1 คน ติดเชื้อ และ มีนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 63 จำนวน 2 คน ขอกักตัวเนื่องจากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ประกอบกับมีข้าราชการ 1 คน ตรวจพบการติดเชื้อโควิด 19 เมื่อวันที่ 7 เมษายน จึงได้ขอยกเลิกการเดินทางไปดูกิจการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 26 - 30 เมษายน และเลื่อนการจัดสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 3 ระว่าง 20 - 22 เมษายน ไปก่อน และยกเลิกกิจกรรมการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ตังแต่ 8 เมษายน เป็นต้นไปถึง 30 เมษายน และขอให้นักศึกษา รุ่น 63 และข้าราชการ เข้ารับการตรวจ ตั้งแต่ 8 - 9 เมษายน และกักตัว 14 วัน ณ ที่พัก พร้อมรายงานในระบบทุกวัน

ทั้งนี้ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 63 มีผู้เข้ารับการศึกษา จำนวน 285 คน ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร 94 นาย ข้าราชการตำรวจ 9 นาย ข้าราชการพลเรือน 77 คน พนักงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรอิสระ 15 คน ภาคเอกชน 15 คน นักธุรกิจและบุคคลทั่วไป 68 คน นักศึกษาจากมิตรประเทศจำนวน 7 นาย จาก 7 ประเทศได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐเกาหลี สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน และ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ภาค คือ ภาคปฐมนิเทศ และภาคการศึกษาหลัก

ป.ป.ส. จับมือขนส่ง และหน่วยงานภาคีเปิดปฏิบัติการรณรงค์ลดการใช้ยาเสพติดในผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะในช่วงเทศกาลสงกรานต์กลับบ้านปลอดภัย ไร้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์

วันที่ 8 เมษายน 2564 นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบยาเสพติด มอบหมายให้ นายสุนทร ชื่นศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ปปส.กทม. เปิดปฏิบัติการป้องกันการใช้ยาเสพติดในผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ ประจำปี 2564 ภายใต้คำขวัญ "สงกรานต์กลับบ้านปลอดภัย ไร้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์" โดยมีหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตำรวจนครบาล กรมการขนส่งทางบก บริษัทขนส่งจำกัด จำนวนกว่า 80 คน ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) ทั้งนี้การดำเนินกิจกรรมอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-2019) ซึ่งเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข

มติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 กำหนดให้มีวันหยุดยาวสงกรานต์ ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 10 - 15 เมษายน 2564 รัฐบาล โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนับสนุนให้ประชาชนท่องเที่ยวตามแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) พร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนาให้ประชาชน และให้ความสำคัญเรื่องการลดความต้องการใช้ยาเสพติดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามนโยบาย สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายลดความต้องการใช้ยาเสพติดในกลุ่มผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ และประชาชนผู้ใช้บริการ

โดยรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในการป้องกันตนเอง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติด และไม่รับฝากของจากคนแปลกหน้า เพราะจะกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-2019) และเป็นไปตามหลักสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

โดยรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในการป้องกันตนเอง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติด และไม่รับฝากของจากคนแปลกหน้า เพราะจะกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-2019) และเป็นไปตามหลักสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด


 

“ลุงพล - ป้าแต๋น” โร่ร้อง กมธ.กฎหมาย ขอความเป็นธรรมถูกสื่อคุกคาม

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ที่รัฐสภา นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรรับเรื่องร้องเรียนจากนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล แห่งบ้านกกกอก พร้อมด้วยนางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีสื่อมวลชนนำเสนอข่าว อาทิ อมรินทร์ทีวี ไทยรัฐทีวี และทีวีช่อง 8 คุกคามสิทธิมนุษยชน และมีการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง จนทำให้นายไชย์พลและครอบครัวได้รับความเดือดร้อน จึงต้องมาร้องขอความอนุเคราะห์ และความเป็นธรรมต่อกรรมาธิการฯให้ช่วยให้ความเป็นธรรมด้านนายสิระ กล่าวว่า จะรับเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯเพื่อพิจารณาหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป

คลื่นสึนามิ ของการรัฐประหารยึดอำนาจฝ่ายการเมืองในพม่ายังมีพลังไม่หยุดนิ่ง ล่าสุดเกิดเหตุปฏิวัติเงียบกลางสถานทูตพม่าในกรุงลอนดอน โดยรองเอกอัครราชทูต ‘ชิต วิน’ สั่งปิดประตูไม่ให้ ‘นาย จอ ซวา มินน์’ เอกอัครราชทูตพม่าประจำกรุงลอนดอนเข้าไปปฏิบัติหน้าที่

คาดการณ์ว่า ปฏิบัติการยึดอำนาจภายในสถานทูตพม่า เกิดจากคำสั่งตรงของฝ่ายรัฐบาลทหารพม่า อันเนื่องจาก ท่านทูต จอ ซวา มินน์ ต่อต้านการทำรัฐประหารในพม่า และได้เคยเข้าพบ นายโดมินิค ราบ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษช่วยกดดันรัฐบาลทหารพม่าให้ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ที่ถูกฝ่ายกองทัพจับกุมตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และอาจถูกดำเนินคดีข้อหาคอร์รัปชัน ที่มีโทษจำคุกถึง 15 ปี

นอกจากนี้ มีรายงานข่าวว่า นายชิต วิน รองเอกอัครราชทูตที่ได้ยึดอำนาจการบริหารภายในสถานทูตพม่าว่า ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทหารพม่า จึงทำให้มีแรงหนุนมากพอที่จะขับนาย จอ ซวา มินน์ ให้พ้นจากตำแหน่งด้วยวิธีนี้ และเริ่มมีการขับเจ้าหน้าที่สถานทูตที่อยู่ในสายงานของนาย จอ ซวา มินน์ ออกนอกสถานทูตแล้ว

ด้านท่านทูต จอ ซวา มินน์ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ขณะยังคงยืนวนเวียนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าสถานทูตพม่าว่า "นี่คือการรัฐประหารอย่างหนึ่ง ณ ใจกลางกรุงลอนดอน เห็นไหมครับ เขายึดสถานทูต เขายึดที่ทำงานของผมไป"

ทันทีที่มีข่าวการยึดอำนาจในสถานทูตพม่าประจำกรุงลอนดอน ก็มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคุ้มกันที่หน้าสถานทูตจำนวนหนึ่ง เพราะหวั่นการเกิดเหตุชุมนุมประท้วงโดยชาวพม่าที่พำนักอยู่ในอังกฤษ และอาจทำให้เกิดความรุนแรงได้ ซึ่งตอนนี้มีรายงานว่า เริ่มมีชาวพม่ามามุงดูที่หน้าสถานทูตบางส่วนแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศได้พยายามติดต่อรัฐบาลทหารพม่า เพื่อสอบถามรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด จึงไม่อาจแน่ใจว่าคลื่นสึนามิการรัฐประหารของฝ่ายกองทัพพม่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และการยึดอำนาจในสถานทูตพม่าอาจไม่ได้หยุดแค่ที่ลอนดอนก็เป็นได้


อ้างอิง

https://www.bbc.com/news/world-asia-56670524

https://www.straitstimes.com/world/europe/myanmar-ambassador-to-london-locked-out-of-embassy-after-breaking-with-military

สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค เตรียมรถตรวจโควิดพระราชทาน จำนวน 8 คัน ตรวจโควิดประชาชนในพื้นที่สุ่มเสี่ยง 3 จุด ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

เพจ ไทยรู้สู้โควิด รายงานว่า วันนี้ (8 เมษยน 2564) สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค ได้จัดเตรียมรถตรวจโควิดพระราชทานจำนวน 8 คัน ตรวจในพื้นที่สุ่มเสี่ยง ตลาดบางแค , ผับย่านทองหล่อ , ผับย่านห้วยขวาง ให้บริการ ช่วงเวลา 09:00 - 15:00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.) ตลาดบางแค กทม. จำนวน 3 คัน ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ตลาด และประชาชนในพื้นที่

2.) ผับย่านเทียนสิริ ห้วยขวาง กทม. จำนวน 2 คัน ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงจากผับ บาร์ ในบริเวณใกล้เคียง

3.) ผับ Bar Bar Bar ทองหล่อ กทม. ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงจากผับ บาร์ ในบริเวณใกล้เคียง จำนวน 3 คัน


ที่มา : https://www.facebook.com/thaimoph/photos/a.117672836509295/282478930028684/

“โฆษก ทบ.” เผย กักตัว คณะกรรมการตรวจเลือกทหาร ยกชุดประมาณ 100 คน หลังพบ ผู้ติดโควิด  'ขอนแก่น - ชลบุรี' 

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ท.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่ากรณีนาย ธิติ มหาโยธารักษ์ หรือแบงค์ นักแสดง ติดเชื้อโควิด-19 หลังเข้ารายงานตัวตรวจเลือกทหารที่จังหวัดขอนแก่นว่า 

ล่าสุด ได้เปลี่ยนคณะกรรมการตรวจเลือกทั้งชุด ใน 2 พื้นที่ คือ จ.ขอนแก่น และ จ.ชลบุรี ประมาณชุดละ 50 นาย เข้าสู่กระบวนการตรวจโรคและกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข นอกตากนี้ให้ทุกหน่วยตรวจเลือกฯ เพิ่มมาตราการเข้มข้นขึ้น ทั้งป้องกันส่วนตัว การเว้นระยะห่าง หรือสัมผัสให้น้อยลง และถ้าเป็นไปได้งดการสัมผัส พร้อมขอร้องให้ผู้มีรายชื่อเดินทางมาตรวจเลือกคนเดียว ไม่อยากให้นำญาติพี่น้องมาด้วยเพื่อลดความแออัด  

ยืนยันว่า กองทัพบก ยังต้องดำเนินการตรวจเลือกทหารต่อไป ตามที่กำหนด ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาเพียงไม่ถึง 10 วันก็จะเสร็จสิ้นแล้ว ในขณะเดียวกันทุกหน่วยมีมาตราการคัดกรองโรคขั้นสูงสุด ซึ่งในแต่ละวันจะทำการตรวจเลือกเพียง 500 คน/วัน  และต้องป้องกันด้วยการใส่หน้ากากอนามัย โดยถ้าใส่หน้ากากผ้าก็จะเปลี่ยนเป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และจากหลังเกณฑ์และเข้ารับราชการ 1 พฤษภาคมนั้น จะมีการรับทหารเกณฑ์ใหม่เข้ามา จะมีมาตรการใช้พื้นที่คัดกรองที่ละเอียดมาก แต่ละหน่วยก็ดำเนินการที่เคยทำมาในปีที่แล้ว

คุณหญิงกัลยา ผลตรวจโควิด-19 เป็นลบ เน้น Work From Home รับผิดชอบต่อสังคม

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า วานนี้ 7 เมษายน คุณหญิงกัลยา ได้เข้าไปรับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาล หลังจากได้ทราบข้อมูลจาก นางสาวตรีนุช เทียนทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่ามีผู้มาร่วมแสดงความยินดีกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 และคุณหญิงกัลยา ได้มีโอกาสร่วมประชุมกับท่าน รมว. ในวันจันทร์ที่ 5 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา

คุณหญิงกัลยา จึงได้เข้าไปรับการตรวจเชื้อที่โรงพยาบาลในวันที่ 7 เมษายน 2564 ในช่วงสาย พร้อมกับตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทานไปในคราวเดียวกันด้วย เนื่องจากคุณหญิงกัลยาได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มที่ 1 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ คุณหญิงกัลยาได้รับแจ้งผลการตรวจเชื้อจากโรงพยาบาลในช่วงเย็นวันเดียวกัน ซึ่งเบื้องต้นผลตรวจออกมาเป็นลบ (negative) อย่างไรก็ตาม คุณหญิงกัลยาจะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการเน้นการทำงานส่วนใหญ่ที่บ้านหรือ Work from Home ยกเว้นหากมีกิจกรรมสำคัญที่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมก็จะพิจารณาเป็นรายกิจกรรมอีกครั้ง

“จากคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กรณีของคุณหญิงกัลยา ถือเป็นการสัมผัสการติดเชื้อในระดับเทียร์ 3ถึงแม้ผลการตรวจหาเชื้อที่ออกมาจะเป็นลบ และไม่จำเป็นต้องกักตัว 14 วัน แต่คุณหญิงต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการทำงานที่บ้านหรือ Work from Home ยกเว้นหากมีกิจกรรมสำคัญที่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมก็จะพิจารณาเป็นรายกิจกรรมอีกครั้ง และฝากขอบคุณมายังทุกท่านที่กรุณาแสดงความห่วงใยในเหตุการณ์ดังกล่าว” นางดรุณวรรณ กล่าว

‘อาจารย์นิด้า’ ชี้ โควิดระลอกนี้หนักกว่า 2 ครั้งก่อน พร้อมทลายกรุงเทพฯแตกเป็นเสี่ยง ฟันธงติดเชื้อไม่ถึงแสนคนถือว่าเก่ง เหตุคนไร้สำนึก จากการเที่ยวสถานบันเทิงจาก ‘ศูนย์กลาง’ แต่กลับเพ่นพ่านไปทั่วประเทศ

ดร.สันต์ ศรีอรรฆ์ธำรง อาจารย์พิเศษคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค บริษัท กรีนเนอร์ยี่ไทยแลนด์ จำกัด โพสต์เฟซบุ๊ก  Sunt Srianthumrong ในหัวข้อ

Covid-19: Alert Code Red: The Third Wave Confirm กรุงเทพฯแตกแล้วครับ 

หลังจากรักษาพระนครมาได้ยาวนาน แต่ถึงที่สุดแล้วตัวเลขและกราฟ 6 วันที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 เม.ย. 2021 ยืนยันการเข้าสู่ Wave#3 อย่างแน่นอน และรุนแรงมาก มากกว่า Wave#2 ที่เริ่มที่สมุทรสาครอย่างมาก 

ผมทำตัวเลขและกราฟมาให้ดูหลายชุดครับ ตอนนี้เราเข้าสู่ Exponential แล้ว Total Case ของ Wave#3 ใกล้แตะระดับ 1,000 แล้ว ก้าวข้ามสถานการณ์ของ Wave#1 เมื่อตอน Lockdown ปีที่แล้วและก้าวข้าม Wave#2 ตอนเปิดตัวเลขที่สมุทรสาครไปแล้วครับ ดังนั้นไม่ต้องหวังแล้วว่าจะจบต่ำกว่าหมื่น ขอแค่หยุดไม่ให้ถึงแสนได้ก็เก่งมากแล้วครับรอบนี้ 

คำแนะนำ: Lockdown กรุงเทพมหานคร ทันทีตั้งแต่คืนนี้ ไม่มีใครสมควรได้ออกจากบ้านโดยไม่จำเป็นตั้งแต่คืนนี้พรุ่งนี้เป็นต้นไป ถ้าเรายังคิดว่าอยากจะหยุด Wave#3 นี้ไว้แค่หลักหมื่นครับ

และสำหรับ ปุถุชนทั่วไป ไม่ว่าใครจะ Encourage ท่านมากอย่างไรก็ตาม ภาครัฐและธุรกิจจะเอาน้ำเย็นเข้ารูปอย่างไรก็ตาม ผมแนะนำด้วยความปรารถนาดีต่อท่านและครอบครัวว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้ อยู่บ้านครับ และอยู่ไปยาวๆ 2 เดือนครับ Wave#3 นี้แตกต่างจาก Wave#2 มาก ครั้งนี้เราถูกโจมตีกลางเมืองหลวง ซึ่งที่ผ่านมาเมียนมาสูญเสียย่างกุ้ง มาเลเซียสุญเสีย KL ฟิลิปปินส์สูญเสียมะนิลา และถึงที่สุดตัวเลขวิ่งไม่หยุดไปไกลมากก็ต้อง Lockdown อยู่ดีครับ และยังไม่มีใครกอบกู้กลับมาได้เลย 

เรามาดูสถานการณ์และกราฟต่างๆว่า คณิตศาสตร์บอกอะไรเราบ้างครับ

จาก Wave#2 สู่ Wave#3 กราฟ %Increase:

กราฟสีม่วงทึบและสีเขียวที่ทำต่อเนื่องจาก Wave#2 พลิกกลับขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. โดยเฉพาะสีม่วงทึบที่ขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 3% ในวันนี้ส่งสัญญาณชัดเจนครับว่า นี่ไม่ใช่แค่ Cluster แต่คือ Wave ใหม่ครับ และ %Increase ในกราฟนี้ยังเป็นขาขึ้นอยู่ ซึ่งเวลา 6 วันนี้ยาวนานเท่ากับ 2 Doubling Day มาตรฐาน ซึ่งมากพอที่จะ Confirm ครับ 

กราฟของ Bangkok Cluster: 

ผมทำกราฟตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. มาให้ดูครับ กราฟ %Increase เปิดมาที่สูงกว่า 180% และทุกวันนี้ยังอยู่ที่ มากกว่า 60% แสดงว่า การติดเชื้อในวงกว้างเริ่มมาก่อน 1 เม.ย. พอสมควร เราน่าจะเจอช้าไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ครับ และมี Doubling Day ที่สั้นมากจนน่าใจหายครับ 

กราฟของ Total Case ในเขตกรุงเทพฯ ยืนยันหายนะที่ชัดเจนครับ กำลังเป็น Exponential ที่เพิ่มเป็นสองเท่าภายในทุกๆ 1-2 วันเท่านั้น ถึงแม้ส่วนหนึ่งเกิดจากการตรวจเชิงรุก แต่ตัวเลขการตรวจเจอจากโรงพยาบาลก็สูงมากครับ และโดยทั่วไป Doubling Day แค่ 3 วันก็หนักแล้วครับ ผ่านไปแค่ 6 วันเฉพาะ Wave#3 แค่กรุงเทพก็ราว ๆ 505 คนแล้ว และทุกคนอยู่กระจายไปทั่ว เดินทางไปทั่วเมืองและทั่วประเทศ ที่นี่เป็นเมืองศูนย์กลางการเดินทางที่มีฐานประชากรมากกว่า 10 ล้านคน ไม่ใช่แค่ 1 ล้านแบบสมุทรสาคร และไม่ใช่แรงงานต่างด้าวที่จะกักจะขังได้ตามใจชอบ  นี่คือสัญญาณว่า เราได้สูญเสียกรุงเทพฯไปแล้วครับ และมันร้ายแรงมาก

กราฟของ Wave#3 ทั่วประเทศ: 

กราฟมีความคล้ายกับของกรุงเทพฯครับทั้ง %Increase และ Total Case  และยืนยันลักษณะกราฟเป็น Exponential ที่รุนแรงเช่นกันครับ Doubling Day ยังสั้นกว่า 2 วัน ยังไม่นิ่ง แต่น่าจะใกล้ Stabilized ซึ่งจะทำให้เราเห็น Trend ระยะกลางได้ และจะสามารถประเมินจำนวนผู้ติดเชื้อในช่วงเวลาต่างๆของ Wave ที่จะเกิดขึ้นได้ครับ ต้องจับตาดูอีก 1 สัปดาห์ครับ

กราฟต่อเนื่องจาก Wave#2 ไป Wave#3 ที่ตัดแรงงานต่างด้าวออกไป:

กราฟนี้เพื่อการสังเกตุช่วง Transition จาก Wave#2 ไป Wave#3 เริ่มตั้งแต่ 17 ก.พ. ผมตัด Cluster สมุทรสาครและปทุมธานีออกไป เพื่อดูการติดเชื้อเฉพาะในหมู่คนไทยและคนต่างๆชาติอื่นๆ เราจะเห็นได้ชัดเจนจากทั้งกราฟ Total Case และ Daily New Case ที่กราฟพุ่งทะยานทันทีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่คือการติดเชื้อหลักรอบนี้ไม่ใช่แรงงานพม่าแล้วนะครับ แต่เป็นชาวกรุงทั้งไทยและเทศครับ ซึ่ง Character ของ Wave#3 จึงจะต่างจาก Wave#2 โดยสิ้นเชิงครับ 

 ความน่ากลัวในการจู่โจมของ Wave#3:

1.) เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ที่เป็น Hub ประชากร> 10 ล้านคน ยากแก่การปิดเมือง และทำ Contact Tracing มากๆ 
2.) คณะรัฐมนตรีโดนไวรัสไปแล้วเรียบร้อย 
3.) เรายังไม่หายเหนื่อยจาก Wave#2 พักมาไม่ถึง 2 เดือนแบบตาปิดไม่สนิทด้วย
4.) ผู้คนมากมายในกรุงเทพฯเริ่มออกเดินทางไปต่างจังหวัด และพร้อมจะเดินทางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
5.) ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังรอลูกค้าสงกรานต์ 10 วัน พวกเขาจะต้องร้องไห้กันอีกเท่าไหร่ พวกเขาไม่เหลือสายป่านแล้ว และเที่ยวนี้ก็จะไม่เหลืออะไรให้พวกเขากล้าที่จะคาดหวังอีกต่อไปแล้ว มันน่าเศร้ามาก 
6.) ผู้มีอำนาจตัดสินใจทางนโยบายในประเทศนี้ได้รับวัคซีนกันหมดแล้ว ทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้น พวกเขาจะกล้าเดินนโยบาย GDP ที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและน้ำตา ณ จุดนี้ต้นทุนความเสี่ยงตายของคนในชาติไม่เท่ากันแล้วนะครับ และผู้มีอำนาจไม่จำเป็นต้องกลัวตายเหมือนครั้งก่อนมีวัคซีนครับ

สิ่งที่ควรทำที่สุด:
1.) Lockdown กรุงเทพฯ ทันที และยึดเมืองหลวงคืนมาให้ได้ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครจะกล้าประกาศ Lockdown เร็วๆนี้แน่ แต่เราต้องทำอะไรบางอย่างครับ เวลามีค่ามาก ถ้าเราไม่ทำอะไรเอาแค่สั่งปิดเล็กๆน้อยๆเป็นน้ำจิ้ม ไม่รอดครับ ถ้าจะทำหลังสงกรานต์ก็หนักแล้ว 
2.) ธุรกิจท่องเที่ยวที่หยุดไม่ได้แล้ว ต้องตั้งการ์ดสูงสุดในการรอรับลูกค้า 
3.) คนที่เดินทางออกไปต่างจังหวัดแล้ว จองโรงแรมจ่ายตังค์ไปแล้ว ต้องมีสำนึกในการป้องกันตัวเอง ไม่ทำสิ่งที่คนอื่นจะเสี่ยงเพราะตัวเรา
4.) จังหวัดต่างๆ ต้องพิจารณาประกาศควบคุม 14 วันด้วยตนเอง เมืองหลวงแตกแล้ว หัวเมืองต้องเข้มแข็งครับ แล้วช่วยกันกลับมายึดกรุงเทพฯคืนมา
5.) ฉลองสงกรานต์อยู่บ้าน พยายามงดเว้นสถานที่ติดแอร์ทั้งหมด และหลังสงกรานต์ Work from Home ทันที 
6.) วัคซีนต้องเร่งให้เร็วขึ้นอีกอย่างมากครับ ไม่มีวัคซีนเราไม่ชนะหรอกครับ
7.) ติดตาม Timeline ฟังศบค.และข้อมูลจากบุคลากรสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดทุกๆวันครับ สำคัญมากๆ

พวกเราคนไทยเคยเสียกรุงไป 2 ครั้ง ไม่ใช่เพียงแค่ข้าศึกเข้มแข็ง แต่เป็นเพราะคนไทยติดประมาท ไม่สามัคคี ไม่ตั้งใจเพียงพอในการรักษาพระนคร ครั้งนี้ และครั้งนี้ ถ้าจะนับเป้นครั้งที่ 3 เราเสียเมืองหลวงเพราะ คนไทย เสพติดอบายมุข สุรา กามา บันเทิง ไม่ละเว้นทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงที่ประเทศอยู่ในวิกฤตเจียนอยู่เจียนไป 

นับจากวันนี้ คนกรุงเทพฯ Mind Set ต้องรีบเปลี่ยน กลับมาตั้งหลักกันใหม่ ช่วยกันครับ กอบกู้พระนครกลับมาให้ได้ ต้องเรียนตามตรงครับว่า ภาระกิจนี้กับ Covid แทบไม่มีชนชาติใดที่โดนตัวเลขระดับนี้แล้วกู้กลับมาได้ แต่ผมมั่นใจว่าเราจะเป็นชาติแรกๆครับ ช่วยกันครับ ผมเชื่อว่ายังไม่สายเกินไป


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=5639518276088846&id=100000921874426

จับโป๊ะ!!… ‘นางงามพม่า’ ยังไม่มีค่าหัว

Special Scoop

จากที่ข่าวใหญ่ในไทยมีการเปิดเผยว่า ‘มิสแกรนด์เมียนมา’ ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้ต่อต้านแล้วนั้น

เมื่อวาน (วันที่ 7 เมษายน 2564) พอเอย่าได้ทราบข่าว เอย่าถึงกับต้องเข้าไปหาข้อมูล โดยเอย่าไปดูประกาศจากหนังสือพิมพ์ Global New Light Myanmar ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลทหาร โดยพยายามค้นหาข่าวว่ามีการตั้งข้อหา ‘ฮาน เลย์’ ว่าจริงหรือไม่? เรียกว่าพยายามดูย้อนกลับไปถึงวันที่ 1 มีนาคม กันเลยทีเดียว

แต่สรุปว่าหาไม่เจอจ้า เจอแต่ดารา นางแบบ นักร้องและเซเลบฯ คนอื่นๆ ที่โดนตั้งข้อหาเต็มไปหมด แถมประกาศจับเพิ่งมีช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้เองด้วย

(รายชื่อของคนที่โดนข้อหาจากทางคณะรัฐประหารของเมียนมา)

 

เอย่าพยายามมองแล้วมองอีก ก็หาไม่เจอชื่อของนางงามคนนี้แต่อย่างใด มีแต่การรายงานออกมาตามเฟซบุ๊ก แต่ไม่เห็นสื่อหลักอย่าง The Global New Light of Myanmar หรือ IRRAWADDY NEWS แต่อย่างใด

อย่างที่ว่าข่าวนี้นอกจากจะเป็นข่าวปลอมแล้ว ยังเป็นข่าวที่สร้างกระแสให้กับนางงามคนนี้ไม่น้อย ด้วยความหวังผลที่จะได้ลี้ภัยในประเทศไทยนั่นเอง

แต่คำถามของเอย่าคือคิดว่าใครเป็นผู้สร้างข่าวปลอมนี่ล่ะคะ?

ในสังคมทุกวันนี้การวิเคราะห์ข่าวปลอมไม่ยาก ข้อแรกเลยคือใครได้ประโยชน์จากข่าวปลอมนั้น ข้อต่อมาคือมีคนนำข่าวปลอมนั้นไปต่อความยาวสาวความยืดไหม?

เอาเป็นว่า เอย่า เชื่อว่าทุกท่านคงตัดสินเองได้ เพราะเท่าที่เห็นบนเฟซบุ๊กของนางงามคนนี้ ก็มีแต่แชร์เฟซบุ๊กคนอื่น โดยที่แทบไม่ใส่ความเห็นของตัวเองเลย

เอาเป็นว่าไม่ต้องเชื่อเอย่านะคะ อยากรู้ไปหาดูเองได้ค่ะ

สรุป ถ้าเปรียบเทียบกับดารา เซเลบฯ ที่ถูกออกหมายจับแล้ว… สิ่งที่ ‘คุณ’ ทำอยู่...มันต่างกันค่ะ Han!!

ที่มา: AYA IRRAWADEE

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top