Friday, 12 April 2024
NEWS

ผบ.ทบ. กำชับหน่วยทหาร ส่งกำลังพลและอุปกรณ์สนับสนุนการดูแลโควิดต่อเนื่อง พร้อมตั้ง ”โรงพยาบาลสนามกองทัพบก”เพิ่ม ลดภาระโรงพยาบาลสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 15 เม.ย.พ.อ.หญิงศิริจันทร์ ผู้บัญชาการทหารบกมีความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆได้ติดตามและกำชับให้ทุกหน่วยทหารดำรงความช่วยเหลือส่วนราชการต่างๆ ให้การสนับสนุนสิ่งอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นต่อการรักษาพยาบาลอาทิ เตียงนอน ที่นอน โดยเฉพาะการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามและการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในพื้นที่ต่างๆตามที่ได้รับการประสานจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข

พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก และ กรมแพทย์ทหารบก  จัดตั้ง ”โรงพยาบาลสนามกองทัพบก” ในพื้นที่ค่ายทหารหรือสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อดูแลรองรับประชาชน กำลังพลและครอบครัวที่ติดเชื้อและมีอาการเล็กน้อยหรือไม่มีอาการ รวมทั้งผู้ที่ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลมาและอาการทุเลาลงแล้ว เพื่อเป็นการลดภาระด้านการรักษาพยาบาลให้กับโรงพยาบาลสาธารณสุขในจังหวัดต่างๆ 

ล่าสุดโรงพยาบาลสนามกองทัพบกได้จัดตั้งแล้ว 2แห่งคือ 1. โรงพยาบาลสนามกองทัพบก(ค่ายธนะรัชต์) จ.ประจวบคีรีขันธ์  ดำเนินการโดยศูนย์การทหารราบ และโรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์ สามารถรองรับผู้ป่วย 69 เตียง ซึ่งเป็นการส่งต่อการรักษาพยาบาล จากโรงพยาบาลหัวหิน หรือโรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อจาก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์  

สำหรับแห่งที่ 2 คือโรงพยาบาลสนามกองทัพบก(เกียกกาย)  กรุงเทพมหานคร โดยได้ดำเนินการปรับ อาคารรับรองเกียกกาย เขตดุสิต เป็นโรงพยาบาลสนาม ดำเนินการโดยกรมสวัสดิการทหารบก และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  รองรับได้ 86 เตียง  เป็นผู้ติดเชื้อที่อาการไม่หนัก ที่ส่งมาจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อสำรองเตียงในโรงพยาบาลไว้รองรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนักต่อไป
 

สภาฯ ผู้บริโภค เชิญชวนประชาชน ร่วมลงชื่อ คัดค้าน ‘ต่อสัมปทานและขึ้นราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว’ เข้า ครม. ยืนยัน 25 บาท ตลอดสายทำได้จริง

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า กทม. จะต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวไปอีก 30 ปี (สัญญาเดิมจะสิ้นสุดในปี 2572) โดยเก็บอัตราค่าโดยสาร 65 บาท ซึ่งกทม.ไม่ได้ชี้แจงว่าราคา 65 บาทคิดจากอะไร และแม้ว่าผู้บริโภค รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงคมนาคม คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค จะพยายามสอบถามถึงที่มาของตัวเลข 65 บาท แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ ซึ่งสภาองค์กรของผู้บริโภค คำนวณอัตราค่าโดยสารในอนาคตที่น่าจะเป็นไปได้ และพบว่าหากเก็บอัตราค่าโดยสาร 25 บาท กทม. ยังมีกำไรถึง 23,200 ล้านบาท จึงยืนยันว่าราคา 25 บาททำได้จริง

น.ส.สารี กล่าวต่อว่า การต่อสัญญาสัมปทานดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เพราะสัญญาฉบับปัจจุบันจะหมดลงในปี 2572 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงควรพิจารณาปัญหาและผลกระทบอย่างถ้วนถี่ โดยเฉพาะผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการที่ต้องแบกรับภาระค่าโดยสารรถไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นภาระผูกพันไปอีก 38 ปี ทั้งนี้ หาก กทม. ไม่สามารถบริหารจัดการให้อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลงได้ก็ไม่ควรเร่งต่อสัญญา และรอให้ผู้ว่า กทม. คนใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

น.ส.สารี กล่าวอีกว่า ราคาค่ารถไฟฟ้า 65 บาทที่ กทม. เสนอมา นอกจากเป็นราคาที่สูงเกินกว่า ‘มวลชน’ จะจ่ายได้ ยังไม่สามารถชี้แจงฐานการคิดคำนวณของราคาดังกล่าวที่ชัดเจนว่ามาจากหลักการใด ซึ่งหากราคานี้ถูกพิจารณาผ่านและถูกนำมาใช้ จะส่งผลกระทบกับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคจะต้องผูกมัดจ่ายค่าโดยสารในราคานี้ไปอีก 38 ปี จนกว่าจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2602 ในขณะที่ข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมให้ใช้ราคาค่ารถไฟฟ้า 49.83 บาทเท่านั้น ซึ่งจะทำให้มีกำไรส่งรัฐในปี 2602 ถึง 380,200 ล้านบาท แต่กทม.ไม่เคยมีโมเดลการคิดค่าโดยสารมานำเสนอเลย

"เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลส่งปัญหานี้กลับมายัง กทม. เพื่อให้ กทม.ทำกระบวนการการกำหนดราคาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ประชาชนที่เป็นผู้รับภาระการจ่ายค่าโดยสารมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น จากการคำนวณของสภาฯ พบว่า ค่ารถไฟฟ้าในราคา 25 บาท สามารถทำได้จริงแน่นอน ซึ่งในการคำนวณดังกล่าวได้อ้างอิงจากตัวเลขของกระทรวงคมนาคม โดยลดรายได้รวมลงครึ่งหนึ่งและคิดราคาค่าโดยสารเพียง 25 บาท สุดท้ายแล้ว กทม. ยังมีกำไรหรือมีเงินเหลือนำส่งรัฐได้ถึง 23,000.00 ล้านบาท" น.ส.สารี กล่าว

น.ส.สารี กล่าวอีกว่า สามารถร่วมลงชื่อคัดค้านการนำประเด็น 'ต่อสัมปทานและขึ้นราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว' เข้า ครม. ได้ที่ https://forms.gle/fKXLvaFSjbU1tHaX9 ภายในวันที่ 19 เม.ย. 64 เวลา 08.00 น. โดยรายชื่อทั้งหมดจะถูกรวบรวมและนำไปยื่นที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านการนำประเด็น 'สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว' เข้า ครม. ต่อไป

 

5 วันดับ 192 ราย เจ็บ 1818 คน ศปถ.กำชับจว.ปรับแผนรองรับการเดินทางกลับ ส่วนพื้นที่ยังคงเข้มมาตรการดื่มแล้วขับ-ขับรถเร็ว

วันที่ 15 เม.ย. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2564 ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 14 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่ห้าของการรณรงค์ “สงกรานต์สุขใจ ขับขี่ปลอดภัย ห่างไกลโควิด” เกิดอุบัติเหตุ 330 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 37 ราย ผู้บาดเจ็บ 328 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 34.55 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 31.52 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 85.84 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 60.61 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 38.18 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 37.27 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 – 20.00 น. ร้อยละ 26.67 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 30-39 ปี ร้อยละ 17.81 ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,908 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 59,315 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 341,495 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 71,889 ราย มีความผิดฐานไม่มีใบขับขี่ 18,998 ราย ไม่สวมหมวกนิรภัย 17,599 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปทุมธานี (4 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี ตาก นครศรีธรรมราช (จังหวัดละ 13 คน) 

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วันของการรณรงค์ (10 – 14 เม.ย. 64) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,795 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 192 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 1,818 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 15 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ นครศรีธรรมราช (76 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น ปทุมธานี (จังหวัดละ 8 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (82 คน)

นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ปภ.) เปิดเผยว่า จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วงวันที่ 13 – 14 เม.ย. พบว่าถนนสายรองและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอำเภอมีสถิติอุบัติเหตุทางถนนสูง เนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด จึงได้ประสานพื้นที่ให้ดูแลปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะการขับรถเร็ว และดื่มแล้วขับ ประกอบกับในวันนี้ประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับแล้ว จึงได้ประสานให้จังหวัดปรับแผนการจัดตั้งจุดตรวจ และการอำนวยความสะดวกในการจราจรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัย ทั้งบนเส้นทางสายหลัก สายรอง พร้อมจัดเตรียมจุดบริการ จุดพักรถ และการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะให้เพียงพอ เพื่อรองรับการเดินทางกลับของประชาชน อย่างไรก็ตาม ระยะนี้หลายพื้นที่มีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ซึ่งสภาพถนนที่เปียกลื่น และทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ไม่ดี เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน จึงขอฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางเป็นพิเศษ ที่สำคัญ อย่าลืมดูแลตนเองภายใต้มาตรการสาธารณสุข (DMHTT) เพื่อช่วยกันควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19

ล็อกดาวน์พนมเปญ!!! ‘ฮุนเซน’ เตือน! โควิดระบาดทำกัมพูชาเข้าใกล้ความตายทุกขณะ วอนประชาชนให้ความร่วมมือ

เอเอฟพี - ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กำลังทำให้กัมพูชาเข้าใกล้ความตาย นายกรัฐมนตรีฮุนเซน กล่าวเตือน ขณะที่ประเทศประกาศล็อกดาวน์กรุงพนมเปญ และเมืองใกล้เคียง

 

ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงตั้งแต่เดือน ก.พ. หลังจากตรวจพบการระบาดครั้งแรกในชุมชนชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศ

 

เจ้าหน้าที่กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เตียงผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ ในกรุงพนมเปญใกล้หมดลงแล้ว และพวกเขาได้ปรับเปลี่ยนโรงเรียนและห้องจัดงานแต่งงานให้กลายเป็นศูนย์รักษาพยาบาล ขณะเดียวกัน ฮุนเซนได้ขู่ว่าจะจำคุกผู้ที่ละเมิดการกักตัว

 

ในคืนวันพุธ (14) ทางการประกาศล็อกดาวน์กรุงพนมเปญ และเมืองตาเขมา ที่อยู่ติดกัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด และหยุดการเคลื่อนไหวของประชาชนมากกว่า 2 ล้านคน

 

“ทุกคนได้โปรดร่วมมือกันเพื่อยุติเหตุการณ์อันตรายนี้” ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนที่บันทึกไว้ก่อนหน้าถูกนำออกเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เมื่อคืนวันพุธ (14)

 

“เรากำลังอยู่บนขอบเหวของความตายแล้ว หากเราไม่ร่วมมือกัน เราจะมุ่งหน้าสู่ความตายของจริง” ผู้นำเขมร กล่าว

 

ยอดผู้ป่วยติดเชื้อล่าสุดของกัมพูชาเกินกว่า 4,800 รายแล้ว แต่ฮุนเซนกล่าวเมื่อวันพุธว่า มีการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มอีก 300 ราย

 

ผู้ที่อยู่อาศัยในกรุงพนมเปญและเมืองตาเขมาถูกห้ามออกจากบ้านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ยกเว้นออกไปโรงพยาบาลหรือซื้อยา และอนุญาตให้สมาชิกในครัวเรือนออกจากบ้านเพื่อซื้ออาหารได้เพียง 2 คนเท่านั้น

 

ในเช้าวันพฤหัสฯ (15) ตำรวจได้ออกมากั้นถนนสกัดผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะผ่านจุดตรวจที่ตั้งขึ้นบริเวณเขตแดนระหว่างสองเมือง ซึ่งผู้อยู่อาศัยพยายามแสดงบัตรประชาชนของตัวเองด้วยความหวังว่าจะสามารถผ่านทางไปได้

 

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งกีดขวางถูกติดตั้งรอบถนน นโรดม บูเลอวาร์ด ที่เป็นถนนสายหลักรอบอนุสาวรีย์เอกราช เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนสัญจรไปมา

 

แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพของกัมพูชาจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่โครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทยังคงย่ำแย่ เนื่องจากขาดการบริการและแพทย์ที่มีคุณภาพ

 

ก่อนที่จะพบการระบาดในชุมชนเมื่อเดือน ก.พ. ยอดผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ของประเทศอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เป็นเพราะไม่มีการตรวจหาเชื้ออย่างกว้างขวาง

ที่มา : https://mgronline.com/indochina/detail/9640000035809

 

กรมการขนส่งทางบก เตือน!!! รถโดยสารสาธารณะอย่าฉวยโอกาส ต้องให้บริการด้วยความเป็นธรรม และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ภาพรวมการเดินทางช่วงสงกรานต์พบว่าปริมาณการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะต่ำกว่าการคาดการณ์ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ประชาชนส่วนใหญ่จึงให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการงดเว้นการเดินทาง แต่สำหรับประชาชนที่มีความจำเป็นในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กรมการขนส่งทางบก ได้กำชับหน่วยงานในส่วนกลางและสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง จัดผู้ตรวจการลงพื้นที่อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยตามสถานีขนส่งผู้โดยสาร จุดจอด รวมถึงจุดที่มีประชาชนเรียกใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ

 

ด้านความปลอดภัยให้ดำเนินการเข้มข้นรถโดยสารและพนักงานขับรถต้องมีความพร้อมสำหรับการบริการตามมาตรการด้านความปลอดภัย ปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ ห้ามบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่กำหนด ห้ามเรียกค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด สภาพรถต้องมีความพร้อม และความปลอดภัยในการใช้งานบนท้องถนน พนักงานขับรถต้องไร้สารเสพติด แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์และขับรถไม่เกินชั่วโมงการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด พบฝ่าฝืนลงโทษหนักทุกกรณี กรณีรถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ ปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่ส่งผู้โดยสารตามสถานที่ที่ได้ตกลงกันไว้ แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร ใช้รถป้ายดำรับส่งผู้โดยสารปรับสูงสุดทุกกรณี และหากเป็นการกระทำความผิดซ้ำซาก ความผิดอาญา กระทำอนาจาร ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ลงโทษพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที

 

พร้อมกำชับมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในรถโดยสารสาธารณะ และสถานีขนส่งผู้โดยสารให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันขั้นสูง เพื่อให้การเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะของประชาชนปลอดภัย ห่างไกลจากโควิด จัดให้มีมาตรการคัดกรองผู้โดยสารและตรวจวัดอุณหภูมิ ตรวจคัดกรองพนักงานขับรถและผู้ให้บริการ เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสภายในรถ ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร งดการให้บริการอาหารบนรถในระหว่างการเดินทาง กำกับดูแลให้พนักงานขับรถ ผู้ให้บริการ สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดการเดินทาง และดูแลให้ผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดการเดินทาง

 

.

 

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกมีศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ชั่วคราว ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งทั่วประเทศ และเพิ่มจำนวนคู่สายโทรศัพท์สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ตามนโยบายของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำผู้ประกอบการขนส่ง และพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ต้องให้บริการด้วยมาตรฐานคุณภาพ สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ทั้งนี้ หากประชาชนพบรถโดยสารสาธารณะเอาเปรียบสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1584 หรือศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ในช่วงเทศกาล ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งทั่วประเทศ, ผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, ผ่านทาง E-mail ที่ [email protected], เฟซบุ๊ก ชื่อ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584”, LINE @1584dlt

​​​​​​​สำนักนายกฯ ปรับช่องทางให้บริการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ใช้ 4 ช่องทางรับเรื่อง ทางไปรษณีย์ -สายด่วน 1111- เว็บไซต์ www.1111.go.th -แอปพลิเคชัน (PSC 1111) ป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19

เมื่อวันที่15 เม.ย.นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)ได้ปรับเปลี่ยนช่องทางการให้บริการประชาชนเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ เนื่องจากปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ระลอกใหม่ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากและกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้การควบคุมการแพร่ระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สปน.จึงขอปรับเปลี่ยนช่องทางการให้บริการรับเรื่องราวร้องทุกข์ และรับคำขอแจ้งสถานะความเป็นองค์กรของผู้บริโภค จากช่องทางที่ประชาชนต้องเดินทางมาด้วยตนเอง เป็นการให้บริการผ่าน 4 ช่องทาง ประกอบด้วย ตู้ไปรษณีย์ 1111 โทรศัพท์สายด่วนของรัฐบาล 1111 เว็บไซต์ www.1111.go.th และโมบายแอปพลิเคชัน (PSC 1111) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.นี้ เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-19 จะลดลง หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ จะได้แจ้งการเปิดให้บริการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน ที่จุดบริการประชาชน 11111 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ให้ทราบโดยเร็วต่อไป

นายธีรภัทร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการรับเรื่องราวร้องทุกข์และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทุกกระทรวงต้องรับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้เร็วที่สุด ดังนั้น การปรับช่องทางการรับเรื่องราวร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชนทั้ง 4 ช่องทางนั้น สำนักนายกรัฐมนตรี จะดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้แล้วและจะเร่งรัดดำเนินการประสานงานทุกหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาของประชาชนให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่เชิงรุก สำนักนายกรัฐมนตรีจะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือประชาชนทุกสถานการณ์

รร.นายเรือ ประกาศเลื่อนการสอบภาควิชาการ พร้อมการสอบรอบสองในการรับสมัคร และสอบคัดเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร หลังสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดหนัก

เมื่อวันที่ 15 เม.ย.พล.ร.ท.ไกรศรี เกษร ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ เปิดเผยว่า  ตามที่โรงเรียนนายเรือมีประกาศโรงเรียนนายเรือ ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 เรื่อง รับสมัครบุคคลพลเรือนเพื่อสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ ประจำปีการศึกษา 2564 โดยได้กำหนดการสอบภาควิชาการ ในวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2564 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และการสอบรอบสอง ระหว่างวันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2564 ถึง วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2564 นั้น เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน ยังพบว่ามีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) และมีผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวกระจายตัวออกไปหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ดังนั้น เพื่อเป็นการระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวของผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ ประจำปีการศึกษา 2564 โรงเรียนนายเรือ จึงขอเลื่อนการสอบภาควิชาการ และการสอบรอบสอง ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) จะคลี่คลาย      

ทั้งนี้ โรงเรียนนายเรือจะประกาศแจ้งวัน เวลา สถานที่สอบให้ทราบอีกครั้ง ทาง Internet ที่เว็บไซต์โรงเรียนนายเรือ http:/www.rtna.ac.th หรือเว็บไซต์กองทัพเรือ https:/www.navy.mi.th หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 024753995 , 0 24757435 ในระหว่างเวลา 08.00 - 16.00 น.  ทุกวันราชการ หรือ email : [email protected]

 

สาวไทยในนิวยอร์ก แชร์ประสบการณ์ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฯ เข็มแรก ใช้ทหารดูแล บริหารจัดการเป็นระบบ เผยฉีดแล้วต้องพกบัตรรับรองติดตัว เป็นใบเบิกทางบางสถานที่

สาวไทยในนิวยอร์ก สหรัฐ อเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'Pui Rattanopas' บอกเล่าประสบการณ์การฉีดวัคซีนต้านโควิด ของไฟเซอร์ ไบโอเอ็นเทค เข็มแรก โดยระบุว่า

ไปรับวัคซีนต้านโคบ้ามาแล้ว...เป็นโดสแรก โดสที่สองอีกสามอาทิตย์ การหาวันเวลานัดฉีดวัคซีนด้วยตัวเองในแมนฮัตตันหายากมาก จิ้มเข้าไปที่ไหนก็ไม่มี จนสุดท้ายต้องพึ่งอาสาสมัครของซิตี้หาให้ วันเดียวได้เลย 

จุดที่ไปฉีดไปที่จาวิทส์เซ็นเตอร์ เป็นเหมือนศูนย์จัดงานขนาดใหญ่ จุดนี้ดำเนินการโดยซิตี้เอง (ที่นี่จะมีให้ฉีดตามร้านขายยาด้วย แต่หาให้ตายก็ไม่มีว่าง) พนักงานดำเนินการทั้งคนฉีดคนตรวจเอกสารคือคนของซิตี้....แต่การจัดการจัดระเบียบภายในทำโดยทหาร ตั้งแต่ทางเข้ายันทางออก คอยอำนวยความเป็นระเบียบ ชี้ทางเดิน ช่องเข้าให้ ทุกอย่างเลยเป๊ะๆ เรียบร้อย เงียบมาก แต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป

วันนี้ตัวเลขที่เขียนบอกไว้....ฉีดวันนี้วันเดียวที่จาวิทส์เซ็นเตอร์สี่พันคน....ฉีดแล้วก็จะได้บัตรรับรองการฉีดวัคซีน ซึ่งบัตรนี้ต่อไปก็ต้องพกติดตัว เป็นใบเบิกทางสำหรับการเดินทางไปในบางสถานที่ที่อนุญาตให้เข้าเฉพาะคนฉีดวัคซีนแล้ว....เงื่อนไขการดำเนินชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง

แต่....การฉีดวัคซีนไม่ได้หมายความว่า ป้องกันไม่ให้ติดนะ ฉีดแล้วก็ยังติดได้...วัคซีนแค่ช่วยให้เราไม่ป่วยหนัก แต่เราก็ยังแพร่เชื้อให้คนอื่นได้อยู่ดีถ้าติดขึ้นมาทั้งที่มีวัคซีนแล้วก็เหอะ เพราะฉะนั้นหน้ากากติดหน้ากันต่อไป วัคซีนช่วยให้คนป่วยหนักน้อยลง ตายน้อยลง โรงพยาบาลไม่ต้องทำงานหนักกับโรคนี้....แต่มันจะไม่หายไปจากโลกนี้นะจ๊ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10221533088375959&id=1214452974

กระทรวงอุตสาหกรรม สั่งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ให้ Work From Home ลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ยืนยันไม่กระทบต่องานบริการประชาชน เริ่มตั้งแต่ 16 เม.ย.-30 เม.ย.64

นายกอบชัย สังสิทธิ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19 รอบใหม่ ที่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และหลายจังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยพบการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนในหลายจังหวัด ในการนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ จึงขอความร่วมมือให้หัวหน้าส่วนราชการกำชับข้าราชการในสังกัดให้ปฏิบัติตามมาตรการส่วนบุคคล โดยการสวมหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม และล้างมืออย่างเคร่งครัดในทุกกิจกรรม ส่วนบุคคลที่เคยเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงหรือมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อดังล่าว ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการกักกันตนเอง ( self quarantine ) อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในสถานที่สาธารณะ และปฏิบัติตามมาตรการในสถานที่ทำงาน และขอให้เพิ่มจำนวนผู้ปฏิบัติงาน Work from Home โดยให้มีผลถึง 30 เมษายน 2564 เพื่อลดการสัมผัสในที่ทำงานหรือสถานศึกษา และลดความคับคั่งในการเดินทางกลับจากต่างจังหวัดหลังเทศกาลสงกรานต์

กระทรวงอุตสาหกรรม  ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในกากรป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด -19 โดยให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด (ส่วนกลาง) ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (WFH) อย่างเต็มขีดความสามารถ ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค จะผ่อนคลาย โดยในส่วนของการดำเนินงานจะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ อาทิ การประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์  วิดีโอคอล แอปพลิเคชันไลน์ หรืออีเมล์ มาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานเพื่อไม่ให้มีข้อติดขัดหรือเกิดปัญหากับการบริการประชาชน

"การรับมือการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ผมได้เน้นความปลอดภัยของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อและช่วยดูแลตัวเอง ดูแลสังคม ด้วยการหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน ลดการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยบรรเทาและลดการติดเชื้อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติตามมาตรการกักกันตนเอง ไม่ประมาท การ์ดอย่าตก พร้อมกับติดตามคำสั่งจากทางราชการและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปิดท้าย

ถอดแบบความเสื่อม 3 นิ้ว ไทย-เมียนมา ถอดแบบม็อบจากไทย ตั้งใจทำให้เหมือน?

เวลาที่เอย่ามองไปที่ม็อบสามนิ้วที่ไทยทีไรจะมีเรื่องให้แปลกใจทุกครั้ง  ตั้งแต่การเปิดตัวออกมาเดินขบวนอย่างกับเทศกาลคานิวาลในบราซิล  จนมาถึงเรื่องคอสตูมบันลือโลก จนเอย่าเคยสงสัยว่านี่มันเอาคนกำกับม๊อบไทยมาทำม๊อบที่เมียนมา หรือว่าตั้งใจจะก๊อปร้อยให้เป็นแบบไทยกันแน่
    
ประมวลภาพประท้วงแฟนซีในเมียนมา
   
ประมวลภาพประท้วงแฟนซีในไทย

   
ประท้วงโดยชูข้อความหาคู่แบบเดียวกัน (ซ้าย) เมียนมา (ขวา) ไทย
   
ภาพการแต่งกายมาประท้วงอย่างล่อแหลม (ซ้าย) ไทย (ขวา)  เมียนมา
   
ภาพคอสตูมว่าถูกทำร้าย (บน) ไทย (ล่าง) เมียนมา

และมีสิ่งหนึ่งที่ฝ่ายม็อบในเมียนมาก็มีแต่ระบาดในโซเชียลมีเดียในขณะนี้คือการมีเพจหรือเว็บไซต์ที่บอยคอตหรือแบนธุรกิจของกองทัพ  อารมณ์มาแบบเดียวกันกับเพจ No Salim Shopping List ของฝั่งสามนิ้วไทย โดยบางเพจก็ยังแอคทีฟอยู่แต่บางเพจก็เงียบไม่มีการโพสต์อะไรใหม่ตั้งแต่เดือนเมษาเป็นต้นมา  ส่วนเนื้อหาที่เข้าไปเช็คนั้นบางธุรกิจก็เป็นของทหารจริงแต่บางธุรกิจก็ไม่ใช่และสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของธุรกิจตัวจริงเป็นอันมาก 

อย่างไรก็ดีในช่วงที่ผ่านมามีข่าวการวางเพลิงบ่อยครั้งและภาพที่เห็นมาแล้วคือการวางเพลิงห้าง Ruby Mart และ Grandamar Wholesale ในย่างกุ้ง  แม้จะมีข่าวว่าทั้งสองธุรกิจนั้นทำธุรกิจกับกองทัพ เพราะเช่าพื้นที่ของกองทัพในการทำห้างแต่ผู้ได้รับผลกระทบตัวจริงไม่น่าจะใช่กองทัพแต่เป็นผู้ประกอบการและผู้ลงทุนเสียมากกว่า
    
สภาพตึกไฟไหม้ห้างสรรพสินค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกองทัพเมียนมา (ซ้าย) ห้างรูบี้มาร์ท  (ขวา) ห้างค้าส่งแกรนดามาร์

คนเมียนมาหลายคนบอกว่าการเผาห้างครั้งนี้เจ้าของห้างทั้งสองไม่ได้รับผลกระทบเพราะมีประกันอัคคีภัยอยู่แล้ว  แต่ในกรณีนี้การเผาห้างแบบนี้ไม่ได้เข้าข่ายในการประกันอัคคีภัย แต่เป็นอัคคีภัยที่เกิดจากการก่อการร้าย ซึ่งไม่อยู่ในขอบข่ายของการประกันอัคคีภัยโดยทั่วไป  เช่นเดียวกันกับตอนห้างเซ็นทรัลเวิลด์ในกรุงเทพโดนเผาเมื่อหลายปีก่อนนั้นแล

เอย่าได้ทราบมาพอสมควรว่าการที่กลุ่ม CRPH มีสมาชิกบางส่วนลดลงไม่ได้มาจากทหารแต่มาจากการแบนสินค้าหรือบริการที่โดนแอบอ้างว่าสนับสนุนหรือค้าขายกับกองทัพ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ค้าขายแค่กับกองทัพเท่านั้น  หลายคนค้าขายทั้งกองทัพและรัฐบาลซูจีมาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นแม้คนกลุ่มนี้จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม CRPH แต่เมื่อโดนโจมตีจากคู่แข่งที่ใช้ฐานกำลังจากผู้สนับสนุน CRPH มาถล่มแบบไม่ยั้ง  คนเหล่านี้ก็เลือกที่จะอยู่เฉยๆไม่เข้าข้างใครเลยดีกว่า เพราะสุดท้ายแม้เขาจะให้การสนับสนุนกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยแต่กลับถูกมองเป็นตัวร้ายอยู่ดี และคนเมียนมาก็พร้อมจะเชื่อโดยไม่ค้นหาเหตุผลอะไรก่อนเสียด้วย  ผิดจากการทำธุรกิจของไทยที่เลือกจะไม่นำอุดมการณ์หรือความเห็นต่างทางการเมืองเข้ามาแบ่งฝักแบ่งฝ่าย  
 
แอดมินเพจชาเขียว อิโตเอ็น บอกนโยบายชัดเจนว่าไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง 

เพราะธุรกิจเป็นเรื่องของปากท้องไม่ใช่เรื่องของประชาธิปไตย  การทำลายธุรกิจคือการทำลายช่องทางทำมาหากินใน  คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่มีเพียงแต่เจ้าของกิจการแต่รวมไปถึงพนักงานทุกคนที่อาจจะเป็นผู้ร่วมสนับสนุนอุดมการณ์ของพวกคุณก็เป็นได้

ขอบคุณภาพจาก
IRRAWADDEE NEWS
FRONTIER MYANMAR
MYANMAR NOW
THE SPECTRUM
สำนักข่าวไทย
Page No Salim Shopping List

โดย : AYA IRRAWADEE

ไบเดนเคาะฤกษ์ 9/11 ถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน จบสงครามสหรัฐ-อาฟกัน ที่ยาวนานถึง 20 ปี

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศชัด จะถอนทหารสหรัฐให้หมดก่อนวันที่ 11 กันยายน 2021 ที่เป็นวันครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 9/11 การก่อการร้ายที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในสหรัฐอเมริกา ในปี 2001 ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจนำกองทัพสหรัฐบุกอัฟกานิสถานในสมัยของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช เพื่อตอบโต้ ล้างแค้นกลุ่มก่อการร้าย อัลกออิดะห์ นำโดย โอซามา บิน ลาเดน ที่สหรัฐเชื่อว่าได้แฝงตัวอยู่กับกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน และเป็นตัวการในการก่อการร้าย

และก็กลายเป็นสงครามอัฟกานิสถานที่ยืดเยื้อที่สุดของสหรัฐ กินเวลามานานถึงเกือบ 20 ปี ที่ยังไม่สามารถเอาชนะได้ แม้ว่าการโจมตีของสหรัฐจะสร้างความเสียหายแก่อัฟกานิสถานอย่างมหาศาล สังหารกองทหารกลุ่มตาลีบัน และกลุ่มก่อการร้าย อื่นๆ อย่างอย่างอัลกออิดะห์ และ ISIS กว่า 75,000 คน รวมถึงชาวบ้านอัฟกานิสถานผู้บริสุทธิ์อีกไม่น้อยกว่า 38,000 ชีวิต

นอกจากนี้ยังเป็นสงครามที่ผลาญงบประมาณมากที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐ เป็นรองเพียงสงครามโลกครั้งที่ 2 หากพิจารณาจากระยะเวลาที่เสียไป และผลลัพธ์จากสงครามที่จนถึงวันนี้สหรัฐก็ยังไม่สามารถพิชิต หรือเอาชนะกลุ่มตาลีบันได้

มีการประเมินจาก Brown University ว่า สหรัฐสูญเสียงบประมาณไปแล้วไม่น้อยกว่า 9.75 แสนล้านดอลลาร์ในสงครามอัฟกานิสถาน แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็มองว่า ค่าเสียหายน่าจะบานปลายเกิน 1 ล้านล้านเหรียญไปแล้ว และยังมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงจำนวนมหาศาล จากกองทุนฟื้นฟูสภาพจิตใจ และชดเชยให้กับครอบครัวของทหารที่บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากสงครามอัฟกานิสถาน

จึงเป็นที่มาของการถอนทหารสหรัฐทั้งหมดของสหรัฐในวันนี้ ที่โจ ไบเดนประกาศว่าจะใช้วันครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์ 9/11 เป็นฤกษ์ปิดสงครามสหรัฐ-อัฟกานิสถานอันยาวนาน

แต่หากจะให้เครดิตของนโยบายนี้จริงๆ ผู้ที่สมควรได้รับคืออดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นผู้เริ่มต้นนโยบายถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานตัวจริง และสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพอันยากลำบากในยุคของเขา เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2020

ซึ่งอันที่จริง ข้อตกลงเดิมของทรัมป์จะต้องถอนทหารสหรัฐให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2021 นี้ด้วยซ้ำไป แต่ด้วยปัญหากหลายอย่าง และเกิดการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจากทรัมป์ สู่ไบเดน จึงเกิดความล่าช้า ไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเดิมได้ โจ ไบเดนจึงขอเลื่อนกำหนดการณ์มาอีก 4 เดือน จนถึงกันยายน

โดยสหรัฐจะยังคงเหลือกองกำลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับสถานทูตและสำนักงานของเจ้าหน้าที่สหรัฐอื่นๆในกรุงคาบูล ส่วนกองกำลังที่ประจำในฐานทัพสหรัฐ จะถอนออกทั้งหมด ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลอัฟกานิสถานที่สหรัฐเป็นผู้สนับสนุนเพื่อโค่นล้มรัฐบาลตาลีบันต่อจากนี้

นับเป็นการยอม Cut Loss ตัดจบสงครามอัฟกานิสถานอันยืดเยื้อของสหรัฐ แต่จะเป็นการสิ้นสุดสงครามภายในของอัฟกานิสถานด้วยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครตอบได้ แม้แต่ชาวอัฟกานิสถานเองก็ตาม


อ้างอิง

https://edition.cnn.com/2021/04/14/politics/joe-biden-afghanistan-announcement/index.html

https://www.france24.com/en/asia-pacific/20210413-all-us-troops-to-withdraw-from-afghanistan-by-september-11

https://www.usatoday.com/story/money/2019/06/13/cost-of-war-13-most-expensive-wars-in-us-history/39556983/

https://en.m.wikipedia.org/wiki/War_in_Afghanistan_(2001%E2%80%93present)

ผลวิจัยจากอิตาลี ชี้ผู้ชายติดเชื้อโควิด-19 เสี่ยง ‘นกเขาไม่ขัน’ เพิ่มเกือบ 6 เท่า แนะหากมีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ให้กักตัว - ตรวจโควิดทันที

เว็บไซต์ webmd.com รายงานเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา อ้างผลวิจัยของนักวิจัยมหาวิทยาลัยในอิตาลี ตีพิมพ์ในวารสารแอนโดรโลยี (Andrology) เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ชายที่ติดเชื้อโควิด-19 จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือโรคอีดี (Erectile dysfunction) หรืออวัยวะเพศไม่แข็งตัวพอที่จะมีสัมพันธ์ทางเพศได้

งานวิจัยดังกล่าว นำโดย ศาสตราจารย์เอ็มมานูเอลเล่ เอ. ยานนีนี ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและการแพทย์ด้านเพศวิทยา มหาวิทยาลัยโรม ทอร์เวอร์กาต้า กรุงโรม ประเทศอิตาลี ทำการสำรวจผ่านทางระบบออนไลน์ Sex@COVID ในประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 7 เมษายน ถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมทำแบบสอบถามจำนวน 6,821 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป แบ่งเป็นชาย 2,644 คน หญิง 4,177 คน

ผลการวิจัยพบว่ามีชายที่เคยติดเชื้อโควิด-19 แสดงอาการของโรคอีดี คิดเป็นสัดส่วนถึง 28% มากกว่า ผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อโควิด-19 ที่พบอยู่ที่ 9.33 % หรือนับว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอาการอีดี 5.66 เท่า

นอกจากนี้ ตัวเลขเบื้องต้นยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ผู้ที่มีอาการของโรคอีดีนั้น เพิ่มความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วย โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 5 เท่าที่จะติดเชื้อโควิด

ทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่า ผู้ที่เคยมีอาการอีดี หรือมีอาการอีดีที่หนักกว่าเดิมควรเข้ารับการกักตัวและตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพื่อความปลอดภัย และตั้งสมมุติฐานว่า ไวรัสโควิด-19 อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการอีดี หรือทำให้อาการอีดีนั้นแย่ลงได้

และในทางกลับกัน ใครที่มีอาการอีดี ควรระลึกเอาไว้ว่า อาการอีดีเป็นสัญญาณที่เป็นไปได้ว่าอาจจะติดเชื้อโควิด-19 เข้าไปแล้วด้วยเช่นกัน


ที่มา : https://www.matichon.co.th/foreign/news_2673300

อยู่อย่างไรให้รอด!!! พยาบาลสาวไทย ในสหรัฐฯ แนะวิธีเอาตัวรอดจากโรคร้ายโควิด-19 พร้อมแชร์ประสบการณ์ อยู่ท่ามกลางวิกฤตเชื้อระบาดกว่า 1 ปี

พยาบาลสาวไทย ในสหรัฐ อเมริกา โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ค ‘Ticky Tic’ เล่าประสบการณ์การเอาตัวรอด พร้อมแนะแนวทางการใช้ชีวิต ท่ามกลางโรคระบาด กว่า 1 ปีที่ผ่านมาว่า

การระบาดของโควิด-19 อย่างรวดเร็วอีกครั้งในประเทศไทย ทำให้คิดว่าควรต้องแชร์เรื่องราวความรู้จากประสบการณ์จริงของตัวเองที่ยืนแบบไม่งง ในดงโควิดระบาดอย่างหนักมาปีกว่าและถูกตรวจโควิดอาทิตย์ละ 2 ครั้งมาแรมปีรวมๆแล้วเป็น 100 ครั้งตั้งแต่มีการระบาดมาและรอดมาได้ทุกครั้ง รวมถึงการที่ต้องดูแลผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดในการทำงาน สติและสตังควรมีพร้อมๆกันในช่วงโควิดระบาด ทำอย่างไรให้ตัวเองรอดในภาวะวิกฤตในแบบฉบับของตัวเอง

1.) ให้คิดว่าทุกคนที่อยู่รอบตัวติดโควิดหมด เราจะได้ไม่ละเลยในการใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ดูแลตัวเอง เป็นเกราะป้องกันตัวเอง

2.) วิตามิน C, D น้ำมันตับปลา วิตามินรวมจัดมาให้ครบ ในส่วนตัวดื่มน้ำมะนาวสดๆผสมน้ำผึ้ง รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง ไข่ ปลา ผัก ภูมิคุ้มกันที่ดีเท่านั้นที่จะต้านโควิดได้

3.) หลีกเลี่ยงแหล่งอโคจรที่ชุมชนคนเยอะๆพาตัวเองไปรับอากาศบริสุทธิ์เข้าไว้ กลับเข้าบ้านล้างมือด้วยสบู่ทันที

4.) การฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว ยังมีโอกาศติดโควิดได้อีกเพียงแต่การแสดงออกของโรคจะไม่รุนแรงเท่านั้น เพราะฉนั้นอย่าการด์ตก ฉีดแล้วยังติดอีกได้

5.) ดื่มน้ำมาก ๆ ในแต่ล่ะวันเสริมด้วยน้ำผลไม้

6.) ออกกำลังกาย ตามเวลาที่เอื้ออำนวยให้เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันตัวเอง

7.) เครื่องใช้ที่นอน หมอนเสื้อผ้า แมสผ้าตากแดดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าโควิดจะสายพันธุ์อะไร รุนแรงแค่ไหน แดดเมืองไทยเอาอยู่แน่นอน

8.) เป็นไปได้ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ กลั้วคอด้วยน้ำยาบ้วนปากเข้าเย็น ใช้สเปรย์พ่นในปากและลำคอจะช่วยลดและฆ่าเชื้อได้

9.) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันตัวเอง

10.) สังเกตตัวเองทุกวันด้วยสติไม่กังวลวิตกจนเกินเหตุ เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเข้าใจและแก้ไขตามสถานะการณ์

11.) ข้อนี้สำคัญ ต้องประหยัด ไม่มีใครรู้ว่าโควิดจะอยู่กับเราไปอีกนานสักแค่ไหน เราจะตกงานเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เราต้องไม่เป็นภาระของคนอิ่นและสังคม อย่าให้สิ่งที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้แต่ติดได้ง่าย มาทำให้ชีวิตเรา ดิ่ง ดาวน์ และดับ เราจะผ่านวิกฤตโควิด ทุกสายพันธุ์ไปด้วยกันค่ะ...ด้วยความห่วงใยจาก พยาบาลต่างแดน


ที่มา : Ticky Tic https://www.facebook.com/100000715995503/posts/4486929658007523/

‘รมว.แรงงาน’ แจงขั้นตอนลงทะเบียนออนไลน์ แก่ผู้ประกันตนกลุ่มเสี่ยง ตรวจหาเชื้อโควิด-19 เริ่ม 17 เม.ย.นี้ ที่ ศูนย์เยาวชนฯ ไทย - ญี่ปุ่น ดินแดง กทม.

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยหลายกรณีเชื่อมโยงกับสถานประกอบการประเภทสถานบันเทิง ผับ บาร์ ซึ่ง สปสช. ได้แจ้งให้พี่น้องประชาชนกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองได้ในโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถเข้าถึงการคัดกรองโรคและการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรค นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยผู้ประกันตนจากกรณีการแพร่ระบาดดังกล่าว จึงกำชับกระทรวงแรงงาน บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (กรุงเทพมหานคร) และ สปสช. เพิ่มช่องทางหน่วยบริการตรวจโควิด-19 เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะเริ่มต้นวันที่ 17 เมษายนนี้ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย - ญี่ปุ่น) เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ทางกระทรวงแรงงานได้หารือกำหนดแนวทางที่จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (กรุงเทพมหานคร) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยจะเปิดให้ผู้ประกันตนที่จะเข้ารับการตรวจสามารถลงทะเบียนจองคิวตรวจผ่านระบบแอพพลิเคชั่นออนไลน์ สำหรับผู้ประกันตนที่จะได้เข้าตรวจคือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คัดกรอง ทั้งนี้ หากผู้ประกันตนรายใดตรวจพบเชื้อโควิด-19 จะต้องส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายในสังกัดสำนักงานประกันสังคม โดยจะได้รับการรักษาฟรี ซึ่งมีอยู่จำนวน 81 แห่ง ที่มีความพร้อม มีเตียงรองรับกว่า 1,000 เตียง มีHQ 200 กว่าเตียง

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ประกันตนที่จะเข้ารับการตรวจคัดกรองโควิด-19 ฟรี จะต้องเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงตามที่กระทรวงสาธารณสุขหรือ สปสช. กำหนด ดังนี้

ก. ตามนิยามผู้สงสัยติดเชื้อโควิด-19 ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีอาการอย่างน้อยหนึ่งอาการต่อไปนี้ คือ มีไข้ อุณหภูมิตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ไอ น้ำมูก เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส มีผื่นขึ้น ตาแดง

หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย  หรือหายใจลำบาก ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยง คือ

1.) 14 วันก่อนเริ่มป่วย มีประวัติอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อไปนี้

1.1) สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันโควิด-19

1.2) ไปในสถานที่ชุมชนหรือสถานที่ที่มีการรวมตัวของกลุ่มคน เช่น ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล สถานบันเทิง หรือขนส่งสาธารณะที่มีรายงานผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

1.3) เดินทางไปยัง/มาจาก/หรืออยู่อาศัย ในประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

1.4) ปฏิบัติงานในสถานกักกันโรค

2.) แพทย์ผู้ตรวจรักษาสงสัยว่าเป็นโรคโควิด-19

ข.กรณีสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 หรือไปในสถานที่มีการระบาดมา ไม่มีอาการป่วย แต่สงสัยว่าจะติดเชื้อโควิด-19 สามารถไปรับการตรวจคัดกรองได้ โดย สปสช.ได้ปรับแก้ประกาศให้ครอบคลุมการตรวจคัดกรองโควิด-19 ตามดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งสามารถเบิกจ่ายกับ สปสช.ได้ โดยไม่ต้องเรียกเก็บจากผู้ป่วย

3.) ขั้นตอนการลงทะเบียนออนไลน์เพื่อจองคิวตรวจของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33,39, และ 40 สามารถเข้าเว็บไซต์ https://www.google.com แล้วพิมพ์คำว่า แรงงานเราสู้ด้วยกัน แล้วคลิกที่เว็บไซต์ https://sso.icntracking.com/icntracking/self_register.php จากนั้นผู้ประกันตนกรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือเลขพาสปอร์ต กรอกข้อมูลประเมินความเสี่ยงตามที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ซึ่งเป็นบุคคลที่มีกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการป่วย โดยจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ในวันที่ 15 เมษายนนี้ ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป โดยแต่ละวันลงทะเบียนได้วันละ 3,000 คน แบ่งเป็นช่วงเช้า 1,500 คน ช่วงบ่าย 1,500 คน หากผู้ประกันตนรายใดลงทะเบียนแล้วไม่มาตรวจตามนัดจะต้องลงทะเบียนใหม่ และเมื่อเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด -19 เรียบร้อยแล้วสามารถกลับบ้านได้ทันที เนื่องจากผลการตรวจจะส่งทาง SMS ให้ผู้ประกันตนทราบตามหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งไว้

“ขอเน้นย้ำว่า ผู้ประกันตนที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงตามที่กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช.กำหนด ยังคงสามารถตรวจโควิด-19 ได้ฟรีทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นสิทธิของคนไทยทุกคน การเพิ่มหน่วยบริการตรวจที่จะเปิดแห่งแรกใน กทม. นั้น เป็นการเพิ่มช่องทางหรือทางเลือกหนึ่งเพื่อบริการผู้ประกันตนให้ได้รับการตรวจอย่างรวดเร็ว ลดความแออัดหรือรอคิวนาน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะพิจารณาเพิ่มหน่วยบริการสำหรับผู้ประกันตนให้มากขึ้นต่อไป” รมว.สุชาติ กล่าวในตอนท้าย

กรมบัญชีกลาง เปิดทาง ข้าราชการ และบุคคลในครอบครัวที่เสี่ยงหรือติดเชื้อโควิด-19 สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงได้ โดยไม่ต้องทดรองจ่ายเงิน

นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัด ผู้รับบำนาญ (ผู้มีสิทธิ) และบุคคลในครอบครัวที่เสี่ยงหรือติดเชื้อโควิด-19 สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงได้ โดยไม่ต้องทดรองจ่ายเงินไปก่อน โดยผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย หรือมีอาการของโรคปอดอักเสบ สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลเอกชน หากแพทย์ได้สอบสวนโรค หรือแพทย์วินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

ทั้งนี้หากรักษาในสถานพยาบาลของทางราชการ กรณีผู้ป่วยนอกผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสามารถเบิกค่าตรวจได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 2,200 บาทต่อครั้ง ส่วนกรณีติดเชื้อโควิด และสถานพยาบาลรับตัวไว้เป็นผู้ป่วยในแล้ว สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้ เช่น ค่าตรวจเบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 2,200 บาทต่อครั้ง ค่าห้องพักสำหรับควบคุมหรือดูแลรักษา เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 2,500 บาทต่อวัน ค่ายารักษาเฉพาะผู้ติดเชื้อโควิด เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 7,200 บาท

ขณะที่ในกรณีแพทย์ผู้รักษาเห็นว่า อาการดีขึ้นสามารถส่งตัวไปพักฟื้น ณ สถานที่ที่สถานพยาบาลของทางราชการได้จัดหาไว้เป็นการเฉพาะ ให้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาทต่อวัน และในกรณีที่สถานพยาบาลของทางราชการมีความจำเป็นต้องส่งตัวผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวที่ติดเชื้อโควิดผู้มีสิทธิมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการนอกเหนือจากค่าพาหนะส่งต่อ รายการค่าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและค่าบริการทำความสะอาดฆ่าเชื้อบนรถพาหนะส่งต่อ ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 3,700 บาท ต่อครั้งที่มีการส่งต่อ

ส่วนสถานพยาบาลเอกชน กรณีติดเชื้อโควิด-19 การเบิกค่ารักษาพยาบาลจะครอบคลุมตั้งแต่สถานพยาบาลเอกชนรับตัวไว้เป็นผู้ป่วยใน จนถึงสิ้นสุดการรักษา รวมถึงการส่งตัวผู้ป่วยไปเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลเอกชนแห่งอื่นที่ได้จัดเตรียมไว้ กรณีไม่ติดเชื้อโควิด-19 การเบิกค่ารักษาพยาบาลจะครอบคลุมตั้งแต่สถานพยาบาลเอกชนรับตัวไว้เป็นผู้ป่วยใน จนถึงผู้ป่วยได้รับแจ้งผลการตรวจที่ยืนยันว่าไม่ติดเชื้อโควิด-19

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top