Thursday, 22 February 2024
NEWSFEED

สืบ ตม.1 จับกุมเครือข่ายขบวนการขนแรงงานชาวกัมพูชา “แก๊งป้ายเอียง”

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สิทธิชัย  โล่กันภัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1,พ.ต.อ.ศุภณัฎฐ์ เจริญเรืองสกุล,พ.ต.อ.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, พ.ต.อ.ยศเอก รักษาสุวรรณ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 นำโดย พ.ต.อ.กีรติศักดิ์  ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.ท.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ รอง ผกก.สส.บก.ตม.1 พ.ต.ท.ทรงพันธุ์ กุลดิลก, พ.ต.ท.ปัฐน์ แสนอินอำนาจ สว.กก.สส.บก.สส.สตม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 ได้ร่วมกันจับกุม 1.นายเบิร์ด (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี สัญชาติไทย  2.นายบังซอด (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี สัญชาติไทย 3.นายเชียงฯ อายุ 20 ปี สัญชาติกัมพูชา 4.นางใหม่ฯ อายุ 18 ปี สัญชาติกัมพูชา 5.นายพานุฯ อายุ 40 ปี สัญชาติกัมพูชา 6.MR.SALON (นายซาลอนฯ) อายุ 29 ปี สัญชาติกัมพูชา 7.MISS.SREYROTH (นางซาไลลอทฯ) อายุ 28 ปี สัญชาติกัมพูชา

พร้อมด้วยของกลาง รถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียนกรุงเทพมหานคร สีชมพู, รถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน กรุงเทพมหานคร สีชมพู, โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ OPPO รุ่น A15s สีน้ำเงิน

โดยกล่าวหา ผู้ถูกจับกุมที่ 1 และ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมตาม ป.อาญา ม.83 ตาม ม.64 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ “ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” และ “ฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558”

ผู้ถูกจับกุมที่ 3-5 ฐานความผิดตาม ม.11, ม.18 และ ม.81 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ “บุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรจะต้องเดินทางเข้ามาหรือออกไปตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง”, “บุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรต้องยื่นรายการตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง และผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ของด่านตรวจคนเข้าเมือง” และ “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”

ผู้ถูกจับกุมที่ 6-7 ฐานความผิดตาม ม.81 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”

พฤติการณ์ในการจับกุม  เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 ได้รับแจ้งจากสายลับทราบว่า จะมีขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว (แก๊งค์ป้ายเอียง) ตระเวนรับบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา บริเวณปากซอยรามคำแหง 65 เพื่อจะนำหลบหนีออกไปยังประเทศกัมพูชา ผ่านทางช่องทางธรรมชาติ โดยใช้รถตู้โดยสาร ทะเบียน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 จึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ จนกระทั่งพบรถยนต์ตู้เป้าหมาย ได้มาจอดรับแรงงานต่างด้าวและมุ่งหน้าไปยังถนนรามอินทรา เจ้าหน้าที่ฯ ได้ขับรถติดตามเพื่อดูพฤติการณ์ และเมื่อถึงบริเวณสถานที่จับกุมบริเวณถนนรามคำแหง ขาออก ตรงข้ามซอยรามคำแหง 110 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ใช้รถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะ สตม. แสดงตัว ให้สัญญาณเพื่อหยุดรถคันดังกล่าว และทำการแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ 

จากการตรวจสอบคนขับพบว่าคือ นายเบิร์ดฯ (นามสมมุติ) หรือผู้ถูกจับกุมที่ 1 เป็นคนขับรถตู้ และพบแรงงานต่างด้าวจำนวน 8 คน นั่งอยู่ในรถ โดยตรวจพบว่าเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง จำนวน 3 คน, การอนุญาตสิ้นสุด จำนวน 2 คน มีเอกสารหนังสือเดินทางถูกต้อง 3 คน จึงได้จับกุมตัวนายเบิร์ดฯ ผู้ขับรถตู้และแจ้งข้อหาตาม ม.64 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ “ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” และ “ฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558” โดยนายเบิร์ดฯรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นจึงควบคุมตัวนายเบิร์ดฯมาที่ กก.สส.บก.ตม.1 เพื่อสืบสวนขยายผลจากการ

สอบปากคำนายเบิร์ดฯ (นามสมมุติ) ให้การว่ากลุ่มรถตู้ของพวกตนจะใช้สีสันฉูดฉาดเช่น สีชมพู, สีส้ม, สีเขียว และจะติดป้ายทะเบียนลักษณะเอียง 45 องศา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำโทรศัพท์ของนายเบิร์ดฯ ยี่ห้อ OPPO รุ่น A15s สีน้ำเงิน มาทำการตรวจสอบกับเครื่องมือตรวจพิสูจน์หลักฐานทางโทรศัพท์ (CELEBRITE) เพื่อค้นหาเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการซึ่งนายเบิร์ดฯ ให้การว่า ตนได้รับการว่างจ้างจากนายบังซอดฯ (นามสมมุติ) หรือผู้ถูกจับกุมที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้างตนให้ไปตระเวนรับแรงงานต่างด้าวในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในราคาต่อเที่ยวครั้งละ 6,500 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดนำส่ง พงส.สน.บางชัน จากนั้นชุดสืบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจากคำให้การและข้อมูลการเชื่อมโยงทางโทรศัพท์ เพื่อขอศาลอนุมัติออกหมายจับ นายบังซอดฯ 

ต่อมาศาลอาญามีนบุรีได้อนุมัติออกหมายจับนายบังซอดฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงได้วางกำลังไว้เฝ้าสังเกตการณ์บริเวณบ้านของนายบังซอดฯ จนกระทั่งพบตัวนายบังซอดฯ จึงได้แสดงหมายจับและทำการจับกุมตัว โดยนายบังซอดฯ (นามสมมุติ) ได้ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นคนจัดหาแรงงานต่างด้าวและว่าจ้างให้นายเบิร์ดฯ ตระเวนรับแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาเพื่อไปส่งบริเวณช่องทางธรรมชาติเขตติดต่อ ไทย-กัมพูชา โดยตนหาลูกค้าโดยการติดต่อกับนายบอย (นามสมมุติ) ชาวกัมพูชาซึ่งตนได้รู้จักกันมาก่อนหน้า นายบอยเป็นนายหน้าคอยหาลูกค้าผ่านแอพพลิเคชั่น FACEBOOK ในลักษณะการ LIVE สด  และนอกจากนั้นบังซอดฯ ยังได้ให้การซัดทอดไปยัง นายใหญ่ฯ (นามสมมุติ) สัญชาติไทย ว่าเป็นอีกหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งทาง กก.สส.บก.ตม.1 อยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

สตม. จึงขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดต่าง ๆ รวมทั้งการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย  ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสในการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ศป.ปส.อ.ขุนหาญ กวาดล้างอาชญากรรมและการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามแผน"ยุทธการ 238 พิทักษ์นครลำดวน"

ภายใต้การอำนวยการของนายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ/ผอ.ศอ.ปส.จ.ศก./นายคมป์ สังข์วงษ์ นายอำเภอขุนหาญ ,พ.ต.อ.ราชศักดิ์ ศรีทองสุข ผกก.สภ.กันทรอม ได้สั่งการให้นายจุติเพชร บุญเนตร ปลัดอำเภอ งานป้องกัน /เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เลขประจำตัว 620041นำกำลัง จนท.สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน อ.ขุนหาญ ที่ 6 สนธิกำลัง จนท.ตำรวจ สภ.กันทรอม ทหาร ฉก.3 ร่วมกันระดมกวาดล้างอาชญากรรมและการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามแผน "ยุทธการ 238 พิทักษ์นครลำดวน" ในพื้นที่รับผิดชอบของ ศป.ปส.อ.ขุนหาญ ผลการดำเนินการ มีดังนี้ เวลาประมาณ 14.00 น. ได้ร่วมทำการจับตัว นายวราเทพ เภาปงทา ชาวตำบลขุนหาญ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ลักษณะชนิดเม็ดสีส้มกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 392 เม็ด ยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) ลักษณะชนิดเม็ดสีเขียวกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 4 เม็ด 

รวมยาบ้าทั้งหมด 396 เม็ด ผลตรวจปัสสาวะเป็นบวก โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย สถานที่เกิดเหตุ บริเวณถนนสาธารณะกลางหมู่บ้าน บ.ขุนหาญ ม.1 ต.ขุนหาญ อ.ขุนหาญ  จว.ศรีสะเกษ และ.เวลาประมาณ 15.00 ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายเกษมสันต์ ดีดศรี  ชาวตำบลขุนหาญ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) ลักษณะชนิดเม็ดสีส้มกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 593 เม็ด ยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) ลักษณะชนิดเม็ดสีเขียวกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 6 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมด 599 เม็ด ผลตรวจปัสสาวะเป็นบวก

โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาบ้า ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาบ้า โดยผิดกฎหมาย เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย สถานที่เกิดเหตุ  บริเวณบ้านเลขที่ 219 บ.ขุนหาญ ม.1 ต.ขุนหาญ อ.ขุนหาญ จว.ศรีสะเกษ เจ้าหน้าชุดจับกุมได้นำตัวส่ง ผู้ต้องหาฯ พร้อมด้วยของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.กันทรอม  เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว  บุญทัน ธุศรีวรรณ

จับกุมขบวนการช่วยเหลือ - ซ่อนเร้น - นำพา แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.อภิมุข กาตยากร รอง ผบก.สส.สตม.ว่าที่ พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.กก.ปอพ.บก.สส.สตม.,พ.ต.ท.ชินกร อัศวภูมิ รอง ผกก.กก.ปอพ.บก.สส.สตม.

นำโดยว่าที่ พ.ต.ต.หญิงกัลย์สุดา จุลประเสริฐ สว.กก.ปอพ.บก.สส.สตม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปอพ. บก.สส.สตม. ได้ร่วมกันจับกุม 1.นายสุวัตชัยฯ อายุ 46 ปี 2.นายเฉลิมชาติฯ อายุ 60 ปี 3.MS.YA (น.ส.ยา) อายุ 34 ปี สัญชาติกัมพูชา 4.MRS.KORN (นางคอน) อายุ 47 ปี สัญชาติกัมพูชา 5.MS.CHANTEY (น.ส.จันตรี) อายุ 30 ปี สัญชาติกัมพูชา 6.MS.SOVIET (น.ส.โซเวี๊ยต) อายุ 26 ปี สัญชาติกัมพูชา 7.MR.MICH (นายมิก) อายุ 35 ปี สัญชาติกัมพูชา 8.MR.VUN (นายวัน) อายุ 34 ปี สัญชาติกัมพูชา 9.นางฮัง อายุ 35 ปี สัญชาติกัมพูชา

พร้อมด้วยของกลาง รถตู้ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียนกรุงเทพมหานคร (ป้ายเหลือง) สีขาว จำนวน 13 ที่นั่ง โดยกล่าวหา  ผู้ถูกจับกุมที่ 1 และ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมตาม ป.อาญา ม.83  ตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.64 ว่า “รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” และ “ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ เรื่อง ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ที่ 1289/2563 ตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2563”

                 ผู้ถูกจับกุมที่ 3-7 ว่า “ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ เรื่อง ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ที่ 1289/2563 ตามมาตรา 52 แห่งพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2563”

                 ผู้ถูกจับกุมที่ 8 ว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2563 ตามข้อ 5 ” และ “ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ เรื่อง ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ที่ 1289/2563 ตามมาตรา 52 แห่งพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2563”

                 ผู้ถูกจับกุมที่ 9  ว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ เรื่อง ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ที่ 1289/2563 ตามมาตรา 52 แห่งพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2563”

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปอพ. บก.สส.สตม.ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีขบวนการลักลอบนำพา ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น ตระเวนรับบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา มาจากพื้นที่โซนภาคตะวันออก ระยอง ชลบุรี และกรุงเทพฯ เพื่อจะนำหลบหนีออกไปยังประเทศกัมพูชา ผ่านทางช่องทางธรรมชาติ อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์ โดยใช้รถตู้โดยสาร หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร (ป้ายเหลือง) ใช้เส้นทาง ถนนทางหลวงหมายเลข 2 และ 24 ผ่านพื้นที่ จว.นครราชสีมา, จว.บุรีรัมย์, จว.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการควบคุมและเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปอพ. บก.สส.สตม.จึงได้ติดตาม วางกำลัง ดักซุ่มเฝ้าสังเกตการณ์ตลอดเส้นทาง จนพิสูจน์ทราบได้ว่ามีแรงงานต่างด้าวอยู่บนรถตู้ต้องสงสัยคันดังกล่าวจริง เมื่อถึงบริเวณสถานที่จับกุมบริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันและแก๊ส ถนนโชคชัย-เดชอุดม ต.กังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ใช้รถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะ สตม. แสดงตัว ให้สัญญาณเพื่อหยุดรถคันดังกล่าว และทำการแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบคนขับพบว่ามี นายเฉลิมชาติฯ หรือผู้ถูกจับกุมที่ 2 เป็นผู้ขับรถตู้ และพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาอีก 7 คน นั่งอยู่ในรถ โดยนายเฉลิมชาติฯ ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างมาจากนายสุวัตชัยฯ ให้ตระเวนรับบุคคลต่างบุคสัญชาติกัมพูชา ทั้ง 7 คน มาจาก จ.ชลบุรี และกรุงเทพฯ เพื่อมาส่งต่อที่ แถวบริเวณ อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปอพ.บก.สส.สตม จึงได้สืบสวนขยายผลต่อไปจนกระทั่งจับกุมตัว นายสุวัตชัยฯ (ผู้ถูกจับกุมที่ 1) ได้ ณ จุดรับเงิน บริเวณปั้มน้ำมัน ใน อ.ปราสาท จว.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปอพ. บก.สส.สตม จึงได้นำตัวผู้ตองหาทั้งหมดนำส่ง พงส.สภ.ปราสาท เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตม. จึงขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดต่างๆ รวมทั้งการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมายก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสในการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

 

บก.สส.สตม. เอาจริง!! บุกลุยกลางป่า ไล่ล่ากลางเมือง สกัดต่างด้าวแพร่โควิด

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ รอง ผบก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวจับกุมขบวนการนำพาแรงงานต่างด้าว ดังนี้

กก.2 บก.สส.สตม.บุกป่าชายแดนจับกุมแรงงานกัมพูชาลักลอบเข้าเมือง และจับขบวนการนำพาแรงงาน เมียนมาสมุทรสาคร

ตามสั่งการ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ให้มีการเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเข้าไทยโดยไม่ผ่านการคัดกรองโรคยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่ สตม.ดำรงความเข้มงวดด้วยมาตรการเฝ้าตรวจพื้นที่ตลอด 24 ชม. จับกุม ผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายรวมถึงผู้นำพาทั้งชาวไทยและต่างด้าว พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ รอง ผบก.สส.สตม.จึงสั่งการให้ กก.2 บก.สส.สตม.สืบสวนจับกุมแรงงานต่างด้าวและขบวการนำพาโดยเร่งด่วน

พ.ต.อ.ปฏิญญา จีรชนาสิน ผกก.2 บก.สส.สตม.จึงได้ให้ จนท.สืบสวนหาข่าวจนทราบว่ามีแรงงานกัมพูชาใช้วิธีการเดินเท้าจากฝั่งกัมพูชาลักลอบเข้าประเทศไทยและหลบซ่อนตามป่าแนวตะเข็บชายแดนบริเวณหมู่บ้านหนองมั่ง ต.หนองแวง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อรอการลำเลียงเข้าสู่เมืองชั้นใน จึงได้วางกำลังเพื่อจับกุม จนกระทั่งเวลาประมาณ 05.00 น. จนท.ตรวจพบแรงงานกัมพูชาจำนวน 9 คน หลบซ่อนอยู่ในป่า จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม แรงงานต่างด้าวให้การว่ามีนายหน้าชาวกัมพูชาเป็นคนนำทางโดยเดินเท้าประมาณ 10 กม. มายังจุดหลบซ่อนเสียค่าใช้จ่าย คนละ 500 บาท เพื่อรอการเคลื่อนย้ายเข้าไปทำงานที่ จ.ระยอง ปทุมธานี และสมุทรปราการ หากไปถึงปลายทางในเมืองชั้นในได้ต้องจ่ายเพิ่มอีกคนละ 15,000-20,000 บาท จนท.จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ส่ง สภ.โคกสูง ดำเนินคดี

อีกคดี จนท.กก.2 บก.สส.สตม.ได้สืบทราบว่ามีขบวนการนำพาแรงงานต่างด้าวเมียนมา โดยใช้รถยนต์บรรทุกแรงงานเมียนมาจากชายแดนฝั่งตรงข้าม จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลักลอบเข้ามาทำงานในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร โดยจะนำแรงงานต่างด้าวมาซุกซ่อนพักไว้ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง จึงได้วางแผนเข้าจับกุม โดย จนท.กระจายกำลังตามเส้นทางที่รถบรรทุกแรงงานวิ่งผ่าน จนกระทั่งเวลาประมาณ 04.00 น. รถบรรทุกยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียนกรุงเทพ ได้วิ่งผ่านถนนเศรษฐกิจ สภาพมีผ้าตาข่ายสีเขียวคลุมกระบะมีพิรุธต้องสงสัย จนท.จึงได้ขับรถไล่ตามอย่างกระขั้นชิด และหยุดรถต้องสงสัยคันดังกล่าวได้ จากการตรวจสอบพบแรงงานต่างด้าวเมียนมาร์จำนวน 10 คน คนขับรถเป็นชาวเมียนมาอีก 1 คน แรงงานเมียนมาให้การว่าลักลอบเข้าประเทศไทยบริเวณชายแดนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสียค่าใช้จ่ายให้นายหน้าชาวเมียนมาร์ 5,000-20,000 แล้วแต่ระยะทาง คนขับรถคือนายจอฯ ให้การว่าได้เงินค่านำพาแรงงานเข้ามาที่สมุทรสาครหัวละ 5,000 บาท โดยจะขับรถไปรับบริเวณสี่แยกไฟแดงจุดนัดพบโดยจะมีนายหน้าเมียนมาและนายหน้าชาวไทย นำพาแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาส่งให้ที่สี่แยกไฟแดงดังกล่าว จนท.จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา นำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม.ดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีนโยบายในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรม ในทุกรูปแบบฐานความผิดอย่างจริงจัง และฝากประชาสัมพันธ์ไปยังเจ้าของสถานที่พักอาศัยหรือประชาชนทั่วไป หากพบบุคคลต่างชาติที่มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในลักษณะต่างๆ หรือคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โทร 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ครูขอนแก่น บุกศาลากลาง ทวงวัคซีนโควิด-19 จากผู้ว่าฯ ทั้งน้ำตา หลังไม่ได้รับการจัดสรรตามที่กำหนด ทำให้ไม่มั่นใจในความปลอดภัยเนื่องจากสัปดาห์หน้าต้องเปิดเรียนทุกระดับชั้น

วอนทุกฝ่ายชัดเจนว่าต้องทำอย่างไรเพราะลงทะเบียนในนามองค์กรเรื่องก็เงียบ หากต้องไปลงทะเบียนหมอพร้อม-หรือกับ อสม. ก็พร้อมที่จะทำ

เมื่อเวลา 11. 30 น.วันที่ 21 มิ.ย.2564 ที่บริเวณด้านหน้าศาลากลาง จ.ขอนแก่น ได้มีคณะครูจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนรวมตัวกันเพื่อขอพบ นายสมศักดิ์  จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ จ.ขอนแก่นเพื่อทวงถามความชัดเจนจากการที่โรงเรียนได้รับการจัดสรรวัคซีนให้กับกลุ่มคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่ถึงร้อยละ 10  ในขระที่นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการระบุว่าบุคลากรทางการศึกษาต้องได้รับการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ร้อยละ 70 แต่ด้วย ผวจ.ขอนแก่น ติดภารกิจ คณะครูทั้งหมดจึงเข้าพบ นายจารึก เหล่าประเสริฐ รอง ผวจ.ขอนแก่น ในฐานะคณะทำงานด้านการบริหารวัคซีนและควบคุมโรคติดต่อจังหวัด เข้าร่วมพูดคุยและรับเรื่องแทน

นางธนิดา  ท้าวนาง แกนนำครูโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน กล่าวว่า คณะครูทั้งโรงเรียนรวมกว่า 200 คนได้ลงทะเบียนในนามขององค์กรเพื่อขอรับการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ตามนโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและนโยบายของจังหวัดกำหนด แต่เรื่องก็เงียบหายไปจนกระทั่งเปิดภาคเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่มีใครได้รับการฉีดวัคซีนเลย แต่ละคนก็ต้องขวนขวายหาทางออกกันเองด้วยการลงทะเบียนต่างๆเพ่อให้ได้รับการฉีดวัคซีนแต่ก็มีน้อยมากที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว จนกะทั่งเปิดภาคเรียนมาแล้ว 1 สัปดาห์ซึ่งก็ยอมรับว่ามาตรการควบคุมและป้องกันของทางโรงเรียนเป็นไปอย่างเข้มงวด มีการสลับวันกันเรียนและจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ทำให้ขณะนี้แต่ละวันมีนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษามาที่โรงเรียนตามแผนการเรียนการสอนวันละประมาณ 3,000 คน

“เมื่อเปิดภาคเรียนมาแล้วและโรงเรียนได้ทวงถามถึงการฉีดวัคซีน ซึ่งคณะครูโรงเรียนของเราทุกคนน่ารัก ทำตามที่รัฐบาลและหน่วยงานกำหนดทุกอย่าง จนกระทั่งเรื่องเงียบไปก็มีการทวงถามและสอบถามโดยผู้บริหารโรงเรียนได้ติดตามเรื่องมาตลอด จนกระทั่งเมื่อวานที่ผ่านมา ( 20 มิ.ย.) ได้รับแจ้งว่า ครู 20 คนให้ไปฉีดวัคซีนได้ที่ รพ.ศรีนครินทร์ จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่ทวงถาม หรือเรื่องก็คงเงียบ และการจัดสรรก็ได้เพียงไม่ถึงร้อยละ 10 และก็ยังคงไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าครูท่านอื่น ๆจะได้ฉีดวัคซีนเมื่อใด โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง วันนี้มีเด็กๆมาเรียนรวมทั้งบุคลากรทาการศึกษาที่จะตอมาทำงานที่โรงเรียนอยู่วันละประมาณเกือบ 3,000 คน แต่ตั้งแต่สัปดาห์หน้าที่จะต้องเปิดเรียนทั้งระบบ ก็จะมีคนไม่น้อยกว่า 5,000 คน มารวมตัวกันอยู่ที่โรงเรียนของเรา ซึ่งคณะครูก็มีความกังวลว่าจะเกิดคัสเตอร์ใหม่เกิดขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น”

นางธนิดา กล่าวต่ออีกว่า ยอมรับว่าทุกคนทำงานกันอย่างหนัก แต่ข้อกังวลและความกลัวที่จะเกิดขึ้นกับบุคลากรทางการศึกษา ขณะนี้เกิดขึ้นอย่างมาก ประกอกับคามชัดเจนของหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ยังไม่มี ซึ่งหากจะให้คณะครู ซึ่งลงทะเบียนมนนามองค์กรที่รอรับการจัดสรรวัคซีนไปดำเนินการในทางอื่น ทั้งการลงทะเบียนผ่านหมอพร้อม ผ่านขอนแก่นพร้อม หรือผ่าน อสม. ก็ขอให้แจ้งมาอย่างชัดเจนเพราะทุกคนปฎิบัติตามนโยบายของหน่วยงานอยู่อย่างเคร่งครัด ดังนั้นการออกมาทวงถามให้กับกลุ่มข้าราชการครู ที่ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนเพียงอย่างเดียว แต่นับรวมไปถึงสถาบันการศึกษาทุกแห่ง ที่บุคลากรทางการศึกษาจะต้องได้รับวัคซีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 จึงขอความชัดเจนและให้จังหวัดรวมไปถึงผู้ที่รับผิดชอบวัคซีนได้ให้ความสำคัญกับคณะครู และบุคลากร่างการศึกษาที่จะต้องอยู่กับบุตร-หลานของทุกท่านวันละหลายพันคนให้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ญาติผู้เสียชีวิตจากทหารเรือ ช่วยชายหัวใจหยุดเต้นริมถนน เดินทางเข้าขอบคุณ พันจ่าเอก ธนาวุฒิ อย่างเป็นทางการ

วันนี้ (21 มิถุนายน 2564) พลเรือเอก เชษฐา ใจเปี่ยม โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ภรรยาและญาติของ นาย ปิยะ ยังทรัพย์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ที่พันจ่าเอก ธนาวุฒิ ยมหา สังกัด กองพันทหารช่าง กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ให้การช่วยเหลือชายนอนหมดสติอยู่ริมถนน และส่งตัวให้โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ และเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ได้เดินทางเข้ามาพบ พันจ่าเอก ธนาวุฒิ ยมหา เพื่อกล่าวขอบคุณอย่างเป็นทางการ ที่ได้ลงมาช่วยชีวิตสามีในเบื้องต้น

เมื่อประสบเหตุในครั้งนั้น ณ กองบังคับการ กองพันทหารช่าง กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี นาวาโท จีรศักดิ์ หวังวรวัฒนากุล ผู้บังคับกองพันทหารช่าง กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน พร้อมคณะนายทหารฝ่ายอำนวยการฯ ให้การต้อนรับ ณ ห้องรับรองกองบังคับการ กองพันทหารช่าง กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี


ภาพ/ข่าว สนง.โฆษกกองทัพเรือ / นิราช / นันทพล ทิพย์ศรี   

191 บุกทลายเครือข่ายการพนันออนไลน์เย้ย พรก.ฉุกเฉิน !!

ตามนโยบายของรัฐบาล ให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท สืบเนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 และตรวจสอบแหล่งมั่วสุมอบายมุขต่าง ๆ

ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล มี พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น, พล.ต.ต.สำราญ นวลมา รอง ผบช.น.  เป็นผู้ควบคุมสั่งการกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว ผบก.สปพ., พ.ต.อ.ภานพ วรธนัชชากุล, พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ, พ.ต.อ.ประสงค์ อานมณี, พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์, พ.ต.อ.พิทักษ์ สุทธิกุล, พ.ต.อ.วรวิทย์ ญาณจินดา, พ.ต.อ.ศุภวัช ปานแดง รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.อัครพล โทยะ, พ.ต.ท.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์, พ.ต.ท.คงศักดิ์ ศรีโหร, พ.ต.ท.สุทธิเดช โอฬาริ รอง ผกก.สายตรวจฯ, พ.ต.ต.เชษฐพร บัวจันทร์ สว.งานสายตรวจ 2 สถานที่ตรวจค้น/ตรวจยึด บ้านเลขที่ 170/114 ม.เกษราคลาสสิคโฮม ซอย 11 ถ.เสรีไทย ซ.เสรีไทย 81/2 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ พร้อมด้วยของกลาง ชุดคอมพิวเตอร์จำนวน 4 ชุด เครื่องปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตจำนวน 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 9 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 33 เล่ม สถานที่ตรวจค้น/ตรวจยึด บ้านเลขที่ 170/59 ม.เกษราคลาสสิคโฮม ซอย ๗ ถ.เสรีไทย ซ.เสรีไทย 81/2 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ พร้อมด้วยของกลางชุดคอมพิวเตอร์จำนวน 4 ชุด เครื่องปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตจำนวน 1 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร รวมจำนวน 17 เล่ม โทรศัพท์มือถือ จำนวน 7 เครื่อง พร้อมด้วยผู้ต้องหาจำนวน 12 คน พฤติการณ์กล่าวคือ กองบังคับการสายตรวจและปฎิบัติการพิเศษ ได้รับร้องเรียนในช่วงเทศกาลฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร) 2020 ว่ามีการลักลอบทำเว็บไซด์สำหรับการเล่นพนันฟุตบอลทางออนไลน์ จึงได้รายงานให้ ผู้บังคับบัญชาทราบ และได้รับคำสั่งให้ดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจฯ ได้ทำการสืบสวน จนทราบว่าบ้านเลขที่ 170/114 ม.เกษราคลาสสิคโฮม ซอย 11 ถ.เสรีไทย ซ.เสรีไทย 81/2 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ และ บ้านเลขที่ 170/59 ม.เกษราคลาสสิคโฮม ซอย 7 ถ.เสรีไทย ซ.เสรีไทย 81/2 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ มีการลักลอบจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ผ่านทางเว็บไซด์ออนไลน์จริง จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องขอหมายค้นศาลอาญามีนบุรี ต่อมา วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าพนักงานตำรวจ กก.สายตรวจ งานสายตรวจ 2 กก.สายตรวจ นำหมายค้นเข้าทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ 170/114 ม.เกษราคลาสสิคโฮม ซอย 11 ถ.เสรีไทย ซ.เสรีไทย 81/2 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ และ บ้านเลขที่ 170/59 ม.เกษราคลาสสิคโฮม ซอย ๗ ถ.เสรีไทย ซ.เสรีไทย 81/2 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าไปแสดงตัวและแสดงหมายค้น จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าไปตรวจค้นภายในบ้านพัก เมื่อเข้าไปที่บริเวณชั้นหนึ่งพบกลุ่มผู้ถูกจับกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่เปิดหน้าจอคอยดูแลระบบคอมพิวเตอร์ในการพนันออนไลน์ และคอยตรวจสอบระบบการฝากและถอนเงินของลูกค้าที่เล่นการพนันออนไลน์ดังกล่าว และ ดูแลลูกค้าผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ออฟฟิเชียล และสอนวิธีการเล่นการพนันและเป็นคนทำหน้าที่ตอบลูกค้าที่เล่นการพนันเกี่ยวกับปัญหาต่างๆและสอนวิธีการเล่นการพนันออนไลน์

โดยมีนายเอ (นามสมมุติ) เป็นผู้ดูแลบ้านเลขที่ 170/114 ม.เกษราคลาสสิคโฮม ซอย 11 ถ.เสรีไทย ซ.เสรีไทย 81/2 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ และนายบี (นามสมมุติ) เป็นผู้ดูแลบ้านเลขที่ 170/59 ม.เกษราคลาสสิคโฮม ซอย 7 ถ.เสรีไทย ซ.เสรีไทย 81/2 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงตัวและแสดงหมายค้นให้นายเอ(นามสมมุติ) และ นายบี(นามสมมุติ) ดูและอ่านเองอีกครั้งจนเป็นที่เข้าใจใน หมายค้นดีแล้ว จากกนั้นนายเอ(นามสมมุติ) และนายบี(นามสมมุติ) นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นภายในบ้านพักของแต่ละหลัง พบของกลางตามรายการ ดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าพนักงานชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้ง 12 คน ว่า “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนัน หรือทําอุบายล่อ ช่วยประกาศ โฆษณาหรือชักชวน โดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478, และร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ที่กระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548” สอบถามนายเอ (นามสมมุติ) และนายบีฯ (นามสมมุติ) รับว่าสถานที่ทั้งสองเป็นสำนักงานที่ย้ายมาจากฝั่งปอยเปรต โดยได้ย้ายมาตั้งสำนักงานที่ประเทศไทย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมีหน้าที่ดูแล และบริการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ ลูกค้าที่เล่นการพนันทางออนไลน์ทางฝั่งปอยเปรต เขมร และ ดูแลลูกค้าทั้งเอเซีย ซึ่งมีเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเจ้าพนักงานจะได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 12 คนที่ถูกดำเนินคดีและของกลางทั้งหมดส่ง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

หากประชาชนท่านใด พบเห็น หรือมีเบาะแส เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบเล่นพนันออนไลน์และการพนันประเภทต่าง ๆ หรือพบการมั่วสุม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือโทรศัพท์สายด่วน 191


ภาพ/ข่าว  กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยกรณีมิจฉาชีพ แอบแฝงมากับโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเตือนภัยถึงกรณีที่มีหลายหน่วยงานออกมาสนับสนุน แนะนำการลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ

เช่น โครงการคนละครึ่งเฟส 3 หรือ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ฯลฯ ว่า

ในปัจจุบันที่ยังอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จึงมีหลายหน่วยงานพยายามคิดโปรโมชั่นรวมถึงให้ส่วนลดต่าง ๆ ให้สอดรับกับโครงการของภาครัฐ เพื่อดึงดูดให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีเหล่ามิจฉาชีพที่อาศัยช่องว่างจากความต้องการของพี่น้องประชาชนนี้ในการกระทำความผิด ซึ่งในบางกรณีอาจมีการสร้างเว็บไซต์ปลอม หรือการส่ง SMS ทางโทรศัพท์มือถือ หรือลิงค์ต่าง ๆ

ที่มีลักษณะให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขบัตรเครดิต หรือให้ใส่รหัส OTP เป็นต้น เมื่อได้ใส่ข้อมูลลักษณะดังกล่าวไปแล้ว เหล่ามิจฉาชีพก็อาจจะนำข้อมูลที่ได้ไปหาประโยชน์ในทางมิชอบ และทำให้ได้รับความเสียหายในอนาคต

การกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนตาม พรบ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยดูจากพฤติการณ์แต่ละกรณีมาประกอบ

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอฝากเตือนภัยและประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อดังนี้ อย่าหลงเชื่อข้อมูลการโพสต์ หรือลิงค์ที่แนบมาพร้อมกับอีเมลที่ไม่แน่ใจแหล่งที่มา ห้ามเปิดลิงค์ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด, ห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวใดๆ ผ่านระบบออนไลน์ ให้กับผู้อื่นหากยังไม่ได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน, หากพบ เพจเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ หรืออีเมลที่น่าสงสัย ให้ติดต่อสอบถามกับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องให้แน่ใจเสียก่อน, ในกรณีหลงเชื่อไปแล้ว ให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่านทันที และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร สถาบันทางการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

'ตำรวจ PCT' จับกุมเครือข่ายลักลอบเปิดเว็บพนันฟุตบอลยูโร 2020

วันนี้ (18 มิ.ย.2564) ที่ศูนย์ PCT ตร. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผอ.PCT เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม. หัวหน้าชุดเทคนิคและสืบสวน PCT นำหมายค้นศาลพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และประจวบคีรีขันธ์ รวม 4 จุด จับกุมเครือข่ายเว็บไซต์พนันบอลยูโร 2020 www.UFABET.COM พบเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาทต่อเดือน

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ฯ กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ให้เร่งปราบปรามการพนันทายผลฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (EURO 2020) เนื่องจากมีผู้ปกครองร้องเรียนเข้ามาว่ามีเด็กนักเรียนเข้าไปแทงบอลผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว ชุดเทคนิคและสืบสวน PCT ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเครือข่าย​ www.UFABET.COM ผ่าน Line Official UFA777, UFA368, UFAR1, UBET777 จึงขออนุมัติหมายค้นจากศาล เข้าทำการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางจำนวน 4 จุด ได้แก่...

จุดที่ 1 หมายค้นศาลแขวงนนทบุรี บ้านเลขที่ 107/112 ม.4 หมู่บ้านปริญญดาไลท์ พระราม 5 ถ.ราชพฤกษ์ ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี

จุดที่ 2 หมายค้นศาลแขวงนนทบุรี บ้านเลขที่ 51/3 ม.4 ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

จุดที่ 3 หมายค้นศาลแขวงธนบุรี ห้องเลขที่ 18/219 ชั้น 19 คอนโด ลุมพินีวิวทาวน์บางแค ถ. สุขาภิบาล1 แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพ

จุดที่ 4 หมายค้นศาลจังหวัดหัวหิน บ้านเลขที่ 391 ต. ทับใต้ อ.หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์

จับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 7 คน คือ...

1. นายสุรสิทธิ์ หรือเก่ง คงเจริญ​ อายุ 27 ปี

2. นายสิทธิพงษ์ หรือแบ้งค์ ทับทอง อายุ 28 ปี

3. นายชัยสิทธิ์ หรือบีม ศรประสิทธิ์​ อายุ 27 ปี

4. นายชิภาณุพงศ์ หรือเบียร์ โรจนรุ่งเรืองพร​ อายุ 26 ปี

5. นายพิพัฒน์ หรือแอล เล็กผลา อายุ 27 ปี

6. น.ส.สิริพรรณ หรือแตงโม จันทรวิสูตร อายุ 39 ปี

7. น.ส.วิภาวรรณ หรือกิ๊ก ธานี​ อายุ 26 ปี

โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนัน​ (ออนไลน์) ในการเล่นซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” พร้อมด้วยของกลาง...

1. สมุดบัญชี 91 เล่ม

2. บัตรกดเงินสด 51 ใบ

3. โทรศัพท์มือถือ 17 เครื่อง

4. แท็ปเล็ต 2 เครื่อง

5. โน๊ตบุ๊ค 5 เครื่อง

6. คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง

7. จอมอนิเตอร์ 2 เครื่อง

8. อาวุธปืนสั้น 1 กระบอก

9. พระเครื่อง/เครื่องราง 424 องค์  (ประมาณ 5 ล้านบาท)

10. สร้อยคอ เครื่องประดับเพชร ฯลฯ 4 ชิ้น   (ประมาณ 1 ล้านบาท)

11. รถยนต์ 4 คัน   (ประมาณ 11 ล้านบาท)

12. เงินสด 595,000 บาท

มูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดประมาณ 18 ล้านบาท​ เงินสดค้างอยู่ในบัญชีของผู้ต้องหา จำนวน 1.6 ล้านบาท​ นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่ง พงส.สภ.บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี,​ พงส.สภ.บางศรีเมือง จังหวัดนนทบุรี และ พงส.สน.เพชรเกษม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ ย้ำว่า ช่วงนี้มีการแข่งขันฟุตบอล EURO 2020 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและกำชับมิให้มีการเล่นการพนัน โดยเฉพาะการทายผลการแข่งขันฟุตบอล รวมถึงการทายผลทางออนไลน์ด้วย ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้กำชับให้กวดขันจับกุมผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างเด็ดขาด

 

ทลายแก๊ง App เงินกู้ดอกเบี้ยโหด!! จังหวัดนนทบุรี พบเบื้องหลังเป็นนายทุนจีน ตะลึงยอดลูกหนี้กว่า 70,000 ราย!!

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปน.ตร. มอบหมายให้สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สํานักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สิทธิชัย โล่กันภัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร

ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม. โดยมอบหมายให้พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.​ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ ศปชก.สตม. ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา จํานวน 2 ราย ข้อหา “ร่วมกันประกอบกิจการทวงถามหนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต” กรณีในช่วงเดือน พ.ค. - มิ.ย.64 ที่ผ่านมา ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า ได้กู้เงินนอกระบบจากแอปพลิเคชัน ที่โฆษณาตามสื่อออนไลน์ต่างๆ เบื้องต้นพบมี 6 แอปพลิเคชั่น ดังนี้

1.แมวกวัก

2.Tiktak

3.Ubaht

4.Cashdaddy

5.เต่ามงคล

6.ถุงเงิน

พฤติการณ์​ คือ เมื่อประชาชนตกลงกู้เงิน จะต้องทำการส่งข้อมูลส่วนตัวพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ให้กับทางแอปฯ​ ดังกล่าว ยอดเงินกู้ เริ่มตั้งแต่ 2,500-10,000 บาท ซึ่งจะคิดหักค่าธรรมเนียมประมาณ 30-42% ให้เวลาคืน 7 วัน

หากเกินวันแรกดอกเบี้ย+ค่าปรับ 12% วันถัดไปวันละ 5% หากไม่ชำระตามที่กำหนด จะถูกเจ้าหน้าที่โทรตามทวงหนี้ หรือโทรหาญาติพี่น้อง หรือคนรู้จัก เพื่อให้เกิดความอับอาย

ปัจจุบันมีประชาชนตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งมีบางรายถูกโทรข่มขู่ จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ซึ่งต่อมาศาลได้ออกหมายจับชาวไทย 1 คน และชาวจีน 1 คน

และต่อมาในวันนี้​ (18 มิ.ย.64) จึงได้ขออนุมัติหมายศาลเข้าทำการตรวจค้น 2 จุด คือ...

จุดที่ 1 บ้านเลขที่ 30 ซอยหมู่บ้านจันทิมา ธานี 2 แขวงบางรักพัฒนา เขตบางบัวทอง จ.นนทบุรี ทำการจับกุม Mr.Lian BinBin สัญชาติจีน ตามหมายจับ ที่ 516/2564 ข้อหา ร่วมกันประกอบกิจการทวงหนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการตรวจค้น พบสมุดบัญชี 15 เล่ม , บัตรกดเงิน 10 ใบ และโทรศัพมือถือ 13 เครื่อง

จุดที่ 2 บ้านเลขที่ 13 ซอยรัตนาธิเบศร์ 30 ต.บางกระสอ อ.เมือง จว.นนทบุรีทำการจับกุม น.ส.ณัฐชุตา กุลเชษฐ์ ตามหมายจับ ศาลอาญา กรุงเทพใต้ ที่ จ 299/2564 ข้อหา ร่วมกันประกอบกิจการทวงหนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาต จากการตรวจ

ค้นพบ คอมพิวเตอร์/โน้ตบุ๊ก, โทรศัพท์ อย่างละประมาณกว่า 100 เครื่อง ซึ่งภายในอาคารดังกล่าว มีกลุ่มบุคคล​ ซึ่งยอมรับว่าเป็นพนักงานโทรทวงหนี้ รวมจำนวน 66 คน (บริเวณชั้นสอง จำนวน 16 คน , ชั้นสาม จำนวน 27 คน และชั้น

สี่จำนวน 23 คน)

ทั้งนี้สตม. จะได้ประสานกับศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสืบสวนสอบสวนขยายผลผู้เกี่ยวข้องในความผิด ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังเป็นตามการค้าปกติ และให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดไว้ต่อไป

สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพ มหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโท รศัพ ท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top