Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ วิธีแก้เกมจีนแห่เที่ยวเวียดนามเมินไทย แนะใช้ญี่ปุ่นโมเดล เน้นปลอดภัย-พรีเมี่ยม ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแห่ไปเวียดนามแซงไทย หากเป็นแค่ตัวเลขเชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำของนักท่องเที่ยวจีน อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เหตุเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กรุ๊ปทัวร์จีน และค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย จึงไม่ใช่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แนะรัฐบาลใหม่เร่งยกเครื่องเรื่องความปลอดภัยอันดับแรก พร้อมกวาดล้าง สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปลุกความเชื่อมั่นดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเข้าประเทศ หลังคนจีนไม่มั่นใจความปลอดภัยของไทย ระบุหากไม่แก้ไขเรื่องความปลอดภัย แม้จะทำบิ๊กอีเว้นท์อย่างไรนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่กลับมา เสนอทิศทางการพัฒนาแนวทางโมเดลญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด เน้นสะอาด-ปลอดภัย-พรีเมี่ยม-มีระเบียบ

รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้าหากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามเป็นแค่เชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำ ก็อาจจะยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย จากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามในช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเยือนมากกว่าไทยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น ตัวเลขของเวียดนามเป็นเพียงการรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่อหัวในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ราคาต่ำเป็นส่วนใหญ่ และอาจจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่งไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก กลุ่มนี้มักจะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงมากนัก เหตุที่กรุ้ปทัวร์จีนสนใจไปเวียดนาม ก็เพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์นั่นเอง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากมีภาพจำในแง่ลบเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะจากกรณีที่ หวัง ซิง นักแสดงชาวจีน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้เดินทางเข้ามายังไทยก่อนจะถูกส่งตัวไปค้ามนุษย์ต่อในเมียนมาและได้รับการช่วยเหลือออกมาในท้ายที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และจัดการปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีและสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวจีน

“ถ้ายังไม่แก้ไขให้คนจีนมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย การทำอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งต่างๆ ในช่วงปลายปีเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจจะไม่ได้ช่วยมากนัก ตราบใดที่คนจีนยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขเรื่องเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นในสายตาต่างชาติ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออก” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปมากที่สุดในโลก คือ ญี่ปุ่น แม้จีนจะไม่ได้รับสิทธิเรื่องฟรีวีซ่าจากรัฐบาลญี่ปุ่นก็ตาม หากแต่ญี่ปุ่นมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย อยู่ไม่ไกลจากจีน มีไฟล์ทบินให้เลือกจำนวนมาก และมีระบบการคมนาคมที่สะดวก เดินทางได้ง่าย รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งหมดนี้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นมากที่สุด ญี่ปุ่นจึงเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่นักท่องเที่ยวจีนยินดีจ่าย แม้ค่าครองชีพในญี่ปุ่นจะแพงกว่าไทยหรือเวียดนาม

“ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้พัฒนาตนเองในด้านการท่องเที่ยวยกระดับในแนวทางของโมเดลญี่ปุ่น เป้าหมายของไทยจึงควรเป็นการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และมีความพรีเมี่ยม มาท่องเที่ยวไทยได้ในราคาไม่สูงเท่าญี่ปุ่น แต่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ดังนั้น ในการแก้เกมในเรื่องนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามมากกว่าไทย คือ การสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และเน้นยกระดับการท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การลงไปแข่งขันในตลาดล่างกับเวียดนามที่มุ่งเน้นจำนวนเชิงปริมาณของนักท่องเที่ยว” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

‘จิตรเทพ’ ชี้ SMEs ไทยต้องรู้จักใช้เครื่องมือการเงิน หนุนธุรกิจเติบโตจากร้อยล้านสู่พันล้านอย่างมีระบบเร็วกว่าใคร

(25 ก.ย. 68) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นวิทยากรบรรยาย หลักสูตร Dx CEO Network 3 : Lead the Future ของธนาคาร SME  D BANK  พร้อมแชร์ประสบการณ์ให้กับนักธุรกิจ SMEs ที่กำลังเติบโต  ในโครงการ DX by SME D Bank โดยระบุว่า 
การจะขยายธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นต้องปรับตัวและต้องออกแบบให้ธุรกิจสามารถ
- สร้างรายได้ซ้ำได้ง่าย (Repeatable)
- ขยายตัวได้ง่าย (Scalable)
โดยใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหัวใจหลักในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ไว

ส่วนเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ ต้องมอง 4 ส่วน คือ 
1️⃣ Problem–Solution Fit : เริ่มจากปัญหา → ต่อยอดเป็นไอเดียแก้ปัญหา
2️⃣ Product–Market Fit : พัฒนาไอเดียเป็นสินค้า → ตอบโจทย์ลูกค้า
3️⃣ Business–Model Fit : ขยายธุรกิจ → วางระบบ → ปรับโครงสร้าง → เพิ่มทีมงาน
4️⃣ Financial Instruments Fit : ใช้ เครื่องมือทางการเงิน เพื่อเร่งการเติบโต

🔹 จาก 0 → 1 ล้าน
🔹 จาก 1 ล้าน → 10 ล้าน
🔹 จาก 10 ล้าน → 100 ล้าน
ยังอาจเติบโตได้ด้วยข้อ 1–3

แต่เมื่อจะก้าวจาก
💰 100 ล้าน → 1,000 ล้าน
💰 1,000 ล้าน → มากกว่านั้น

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ข้อ 4 Financial Instruments Fit

เพราะฉะนั้น ธุรกิจต้องรู้ว่า จะเลือก Commercial Banking หรือ Investment Banking
และ จะใช้ Debt หรือ Equity รวมถึงจะออกแบบเครื่องมือทางการเงินอย่างไร เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรา leverage ธุรกิจ และ leverage เงิน ได้เร็วกว่าคู่แข่ง

ฝากการบ้าน ‘รมว.พลังงาน’ คนใหม่ ดัน 3 นโยบายค้างท่อต่อให้เสร็จเพื่อปากท้องคนไทย

(25 ก.ย. 68) ในโอกาสที่มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เป็นหนึ่งในโอกาสที่จะสำรวจผลงานที่ค้างคาในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐมนตรีคนเก่า-รัฐมนตรีคนใหม่ โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดย THE STATES TIMES ได้รวบรวม 3 นโยบายค้างท่อของ กระทรวงพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีความสำคัญในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนคนไทย 

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ตลอดทั้งอายุรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย มีรัฐมนตรีเพียงคนเดียว คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค โดยได้เริ่มต้นรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นมา ภายใต้ชุดนโยบาย ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทย’ จากบันได 5 ขั้น โดยมีงานที่ยังค้างคาอาทิ 

1. การผลักดันกฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟท้อป

กฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟท้อป หรือในชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์’ แม้ทาง ค.ร.ม. ได้อนุมัติในหลักการแล้ว แต่ในกระบวนการยังต้องรอความเห็นของ ค.ร.ม. ชุดใหม่ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด 

โดยหลักการของกฎหมายฉบับนี้คือเปลี่ยนการติดตั้งโซลาร์เซลล์จากระบบขออนุญาตจากหลายหน่วยงานที่ต้องใช้ระยะเวลา 6-8 เดือน เป็นระบบแจ้งเพื่อทราบ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ในทันที

2. กฎหมายปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน 

เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการจะให้มีการควบคุมราคาน้ำมันให้สมเหตุสมผล ผ่านการควบคุมการค้าน้ำมันที่ประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายในการควบคุมมาก่อน 

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้แต่เดิมเข้าคิวรอการเสนอขอมติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ ก่อนที่จะได้มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาต่อไป ซึ่งจุดนี้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนต่อไปว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ 

3. ระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือ SPR 

นโยบายนี้มาจากการที่ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ พบว่าประเทศไทยไม่มีการสำรองน้ำมันของรัฐเลย ที่มีอยู่เป็นของเอกชนทั้งหมด ดังนั้นเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) จึงเป็นความจำเป็น 

โดยได้มีการวางวิสัยทัศน์ไว้อย่างชัดเจนว่าการจัดหาน้ำมันในระบบนี้จะมาจากกองทุนน้ำมันฯ เดิม เป็นการเปลี่ยนจากใช้เงินมาดูแลราคาน้ำมัน มาเป็นใช้น้ำมันในการควบคุมราคาน้ำมัน 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กฎหมายและนโยบายที่ ‘พีระพันธุ์’ ได้เริ่มไว้แต่ยังผลักดันไม่สำเร็จได้ตามเป้าหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อการลดค่าครองชีพและสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประชาชนคนไทยทั้งสิ้น ซึ่งคาดหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ จะเข้ามาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป 

‘วีระศักดิ์’ ชี้ สิ่งแวดล้อม ไม่เหมือนการเมือง ย้ำชัด มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกันไม่ได้ ถึงเวลาพังก็พัง

(22 ก.ย. 68) “มนุษย์ต่อมนุษย์คุยกันได้ แต่มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกับใครไม่ได้ มันถึงเวลาจะพัง ก็พัง แมลงปอหายไป ผึ้งหายไป สัตว์ผสมเกสรหายไป ไม่รู้จะไปต่อรองกับใคร การขาดสะบั้นลงของความเชื่อมโยงระบบนิเวศที่เรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพคือตัวที่อันตรายที่สุด ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ จนกระทั่งโควิด-19 เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยน มันทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสารพัดกิจการล้มครืนไปเฉยๆ”

ไม่ใช่คำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมคนใด หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นามว่า วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้เคยสร้างผลงานมากมายในยุคที่ทัวริสต์บินมาแลนดิ้ง ณ ราชอาณาจักรไทยแตะ 40 ล้านคน เกินครึ่งของจำนวนประชากรในประเทศ

ทว่า เจ้าตัวย้ำชัดว่า สิ่งสำคัญคือคุณภาพอันนำมาซึ่งมูลค่า ไม่ใช่จำนวนหัว เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาร่วมใช้ทรัพยากร ย่อมส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจปฏิเสธ

ตัดภาพมาในวันนี้ วีระศักดิ์ปรากฏตัวบนเวทีมากมาย แน่นอนว่าหาใช่เพื่อไฮด์ปาร์กปราศรัย หากแต่มุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจในบทบาทใหม่ที่เปรียบเหมือน ‘ไลฟ์โค้ชสิ่งแวดล้อม’ กิตติมศักดิ์

เดินสายสร้างความเข้าใจยังหน่วยงาน สถาบันการศึกษา และอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยโปรไฟล์นักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ ด้วยศักยภาพนักคิดของเด็กสายศิลป์ ที่หันมา ‘อิน’ กับวิทยาศาสตร์

ด้วยประสบการณ์ในตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลากหลาย รัฐมนตรีก็เป็นมาแล้ว สมาชิกวุฒิสภาก็นั่งมาแล้ว กรรมาธิการมากมายก็ร่วมวงมาแล้ว

ข้อมูล เนื้อหา บทวิเคราะห์จึงเข้มข้นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่น่าสนใจและชวนให้ตื่นตระหนกตกใจไปพร้อมๆ กัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น การ ‘ตื่นรู้’ คือสิ่งที่อยากเห็น

วันนี้ วีระศักดิ์จึงเดินหน้าสื่อสารสังคมผ่านช่องทางต่างๆ ไม่เพียงบนเวทีที่มีสปอตไลต์ แต่ยังรวมถึงเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อนามสกุลจริง วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ www.weerasak.org และเฟซบุ๊กแฟนเพจที่ระบุโปรไฟล์  (ประธาน) สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร อันเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการขับเคลื่อนงานของภาคพลเมืองและภาคประชาสังคม

เห็นพ้องการแก้วิกฤตฝุ่นใหม่ 8 : 3 : 1 คือ วางแผน 8 เดือนล่วงหน้า รับมือ 3 เดือนช่วงเผชิญสถานการณ์ฝุ่น และ 1 เดือนถอดบทเรียน ระหว่างรอ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ หรือ ‘ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …’ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ประกอบด้วยสาระสำคัญทั้งหมด 10 หมวด ครอบคลุมทั้งสิทธิ หน่วยงาน เครื่องมือ-กลไก-มาตรการในการบริหารและทางเศรษฐศาสตร์ การป้องกันจากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ กองทุนอากาศสะอาด และบทลงโทษ

ล่าสุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติบรรจุร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 หมาดๆ ชวนให้จับตา ร่วมลุ้นถึงฝันเป็นจริงที่เขยิบใกล้เข้ามาทุกที

“พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทำให้เห็นว่าการเลือกตั้ง ใช้ความสะอาดมาเป็นแคมเปญได้ และชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งล่าสุด ผู้สมัครทั้งที่สังกัดพรรคและไม่สังกัดพรรค ล้วนแล้วแต่ต้องยอมหาเสียงเรื่องฟุตปาธ ซึ่งเป็นมิติด้านสังคม”

ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร ย้อนมองยุทธศาสตร์หาเสียงพ่อเมืองกรุงเทพฯ ต่างยุคสมัย ในห้วงเวลาที่ประเด็นสิ่งแวดล้อม ความสะอาด จนถึงการจัดระเบียบทางเท้าถูกชูขึ้นอย่างโดดเด่นไม่แพ้โปรเจ็กต์ยักษ์ในบางยุค

ท่ามกลาง ‘ดีล’ ลึก ดีลลับ และไม่ลับ มากมายในสมรภูมิการเมืองไทย

วีระศักดิ์ยืนยันว่า สิ่งแวดล้อมดีลไม่ได้ แม้นโยบายต่างๆ ของภาครัฐเกี่ยวพันกับการเมือง ทว่า ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น ไม่ว่าใครก็ไม่อาจต่อรองได้ แม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจ

“การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า ทุกอย่างเป็น negotiable คือต่อรองได้ ขอแค่รู้เถอะว่าต้องไปคุยกับใคร คุณมีอะไรไปแลกกับเขาหรือยัง

มนุษย์ต่อมนุษย์คุยกันได้ แต่มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกับใครไม่ได้ มันถึงเวลาจะพัง ก็พัง แมลงปอหายไป ผึ้งหายไป สัตว์ผสมเกสรหายไป ไม่รู้จะไปต่อรองกับใคร”

ขีดเส้นใต้อีกครั้ง ดังที่กล่าวมาแล้วในบรรทัดแรกของบทสัมภาษณ์

บรรทัดจากนี้ ไม่ใช่คำถาม-คำตอบ หากแต่ร้อยเรียงจากถ้อยคำที่พรั่งพรู พร้อมแววตามุ่งมั่นสื่อสารต่อสังคม ในประเด็นสิ่งแวดล้อมรอบกายที่ไม่ไกลตัวอีกต่อไป

ความหลากหลายชีวภาพขาดสะบั้น สิ่งที่ ‘มหาอำนาจ’ ยังผวา
3 ก้อน 4 คลื่น ปลุกมนุษย์ตื่น

ฝุ่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้การผลักดันและตื่นตัวของภาคประชาสังคมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง สมัยก่อนเวลาพูดถึงเรื่องนโยบายสิ่งแวดล้อมจะมีแค่ 2 เรื่อง 1.รักษาป่าไม้ ลำน้ำ 2.การเกิดมลภาวะ

ทั้งสองเรื่องนี้ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนอยู่ใกล้น้ำ เป็นคนอยู่ป่า จะรู้สึกว่าไม่ค่อยเกี่ยวกัน เชียร์ให้คนอื่นทำ แต่ตัวเองไม่ได้ทำอะไร สำหรับเรื่องมลพิษส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องแหล่งกำเนิด ซึ่งถูกมองว่าห่างตัว

แม้แต่ขยะก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยใกล้ตัวเท่าไหร่ อะไรที่มันพ้นจากหน้าบ้านตัวเองก็ไม่ต้องสนใจ แต่ในช่วง 10 ปีมานี้ 3 เรื่องของสิ่งแวดล้อมมันได้ขยายตัวและเชื่อมแตะกันเป็น 3 วง ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Triple Planetary crisis

ก้อนที่หนึ่ง คือเรื่องมลพิษ มลภาวะที่มากับอากาศ ซึ่งโดนกันถ้วนหน้า คุณอยู่ที่ไหนมันก็มาถึง และเป็นตัวใหญ่กว่าที่เราเคยรู้จักมา 30-40 ปี ไม่เฉพาะเรื่องฝุ่นแต่รวมถึงขยะด้วย ภูเขาขยะเป็นของแปลกในอดีต แต่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องที่เจอแทบทุกเทศบาลนคร

ก้อนที่สอง เรื่อง Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) คนอาจจะยังไม่รู้สึกมาก กระทั่งความร้อนมันสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นข่าว แม้จะมี Paris Agreement (ความตกลงปารีส-ความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) เราก็ไม่สนใจ จนกระทั่งมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งรู้สึกว่าต้องมีกฎหมายเรื่องนี้เหมือนกัน พยายามทำเรื่องก๊าซเรือนกระจกเพื่อไม่ให้ถูกกีดกันทางการค้า แต่เมื่อทำไปๆ ก็เริ่มเห็นแล้วว่า ทำไปเถอะ

ก้อนที่สาม ที่ปลุกเท่าไหร่ก็ยังไม่ตื่น คือเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพที่มันกำลังขาดสะบั้นลงทีละท่อนๆ และเป็นสิ่งที่ประเทศมหาอำนาจกลัวที่สุด กลัวยิ่งกว่าโลกร้อน แต่โลกเราเจอ 3 ก้อนนี้พร้อมกันโดยไม่มีทางสู้อื่นนอกจากความรู้ เพราะการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า ทุกอย่างเป็น negotiable คือต่อรองได้ ขอแค่รู้เถอะว่าต้องไปคุยกับใคร คุณมีอะไรไปแลกกับเขาหรือยัง

มนุษย์ต่อมนุษย์คุยกันได้ แต่มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกับใครไม่ได้ มันถึงเวลาจะพัง ก็พัง แมลงปอหายไป ผึ้งหายไป สัตว์ผสมเกสรหายไป ไม่รู้จะไปต่อรองกับใคร

การขาดสะบั้นลงของความเชื่อมโยงระบบนิเวศที่เรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพคือตัวที่อันตรายที่สุด ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ จนกระทั่งโควิด-19 เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยน มันทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสารพัดกิจการล้มครืนไปเฉยๆ มันจึงเป็นคลื่นลูกที่ 1 ระดับ Global Scale ส่วนคลื่นลูกที่สองใหญ่กว่าคลื่นลูกแรกอีก คือคลื่นความถดถอยทางเศรษฐกิจ คลื่นตัวที่สามคือ Climate Change ใหญ่กว่าคลื่นตัวที่สองและตัวที่หนึ่ง

สำหรับคลื่นตัวที่ 4 คือการขาดสะบั้นลงของชีวภาพ ใหญ่กว่า 3 คลื่นข้างหน้ารวมกัน

นี่เป็นภาพที่ผมคิดว่า ไม่เคยมีมาก่อนเลยที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติจะได้เห็นสเกลระดับโลกแบบเปรียบเทียบและจินตนาการได้อย่างนี้ เรื่องสิ่งแวดล้อม คุณต่อรองกับใครไม่ได้ คุณจะต้องเปลี่ยนตัวคุณ และพาให้คนอื่นเข้าใจและไปเปลี่ยนตัวเขาเอง เพราะคุณเปลี่ยนใครไม่ได้

ช่องว่างระหว่าง ‘เจน’ โกรธกัน ชังกัน
ไม่ได้ยินเสียงกันและกัน
เหตุเกิดเพราะ ‘สิ่งแวดล้อม’?

เจน Z ไม่รับเลยกับเจน X และก่อนหน้า เขารู้สึกว่าพวกเธอเป็นกลุ่มทำลายสิ่งแวดล้อม ทำไมฉันถึงถูกพวกเธอแย่งงานไปหมดแล้ว พวกเธอแย่งทรัพยากรไปครอบครองฉันจะหาที่ดินสักชิ้นหาไม่ได้ อย่างมากฉันก็ได้แค่ครองอพาร์ตเมนต์ นี่คือเรื่องของเจเนอเรชั่นแกป (generation gap-ช่องว่างระหว่างวัย) ถามว่าเจเนอเรชั่นแกป เกิดจากอะไร ตอบเลยว่า เกิดจากสิ่งแวดล้อม เพราะเจเนอเรชั่น รุ่น BUILDER จนถึง Gen x ได้ใช้มันไปจนเกือบหมดแล้ว

เจเนอเรชั่นหลัง Gen y เลือกว่าฉันไม่เอาอนาคตแล้ว ฉันใช้ทุกวันนี้ให้สุดทางไปเลย เป็นไงเป็นกัน ยังไงพวกเธอก็ไม่เหลือทรัพยากร ไม่เหลือกลไกทางสิ่งแวดล้อมไว้เผื่อพวกฉัน นี่ขนาดเป็นธรรมชาติ ถ้าเป็นเงินตราและอื่นๆ ไม่มีอะไรได้ครองเลย เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นความโกรธและชังกันเองในชาติ ในทุกๆ ชาติ ในญี่ปุ่น ไทย ไต้หวัน ในเอเชียเป็น อเมริกา ยุโรปก็เป็น

เจนต่างๆ มีฐานความรู้ต่าง ฐานทรัพยากรต่าง และต่างก็อยู่ใน echo chamber ของตนเอง ไม่ได้ยินเสียงกันและกัน เริ่มไม่เห็นใจกันและกัน แล้วก็เริ่มไม่สามัคคีกันโดยไม่ตั้งใจ แม้แต่ในครอบครัว

นักท่องเที่ยว อย่าเน้นจำนวนหัว
‘ถ้าคุณภาพมี เดี๋ยวมูลค่าก็มาเอง’

ประเทศไทยเรามีสงครามสีทางการเมืองต่อเนื่อง 20 ปี โดยใน พ.ศ.2545 เริ่มมีการปรับปรุงกระทรวง กรม แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางความคิด ต่อมาในปี 2547 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มีความต้องการตั้งกระทรวงใหม่ 6 กระทรวง ตอนนั้นทุกคนคิดว่ามันน่าสนใจมาก ทั้งที่ไม่รู้ว่าออกมาดีหรือเปล่า

หนึ่งในนั้น คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังไม่มีใครเห็นเลยว่าท่องเที่ยวและกีฬามันจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเศรษฐกิจใหญ่ ตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวไม่ถึง 8-9 ล้านคนต่อปี แล้ววันหนึ่งในสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีสมัยที่ 3 แตะไปที่ 40 ล้านคน

และนักท่องเที่ยวก็สร้างผลกระทบให้สิ่งแวดล้อม ดังนั้น ตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีจึงขุดวิธีคิดใหม่ว่าอย่าไปยุ่งกับจำนวนหัวมากนัก ให้สนใจเรื่องคุณค่า พอเป็นเรื่องคุณค่าแล้วเราจะสนใจเรื่องคุณภาพ ถ้าคุณภาพมี เดี๋ยวมูลค่ามันตามขึ้นมาได้เอง อย่าเอามูลค่าเป็นที่ตั้ง เลยเป็นที่มาว่าทำไมถึงมาทำเรื่องท่องเที่ยว ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ เมื่อปี 2018 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 35 ล้าน ผมไปรับที่สนามบินด้วยตัวเอง เพื่อบอกกับคนไทยว่า บัดนี้เรามีต่างชาติเข้ามาครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรไทย เราไม่ได้มีทรัพยากรที่แบ่งใช้ 70 ล้านแล้วนะ แต่ต้องแบ่งครึ่งเท่าตัว

อีก 1 ปีต่อมาผมไปรับอีก 40 ล้านคน คราวนี้เป็นชาวจีน การบริหารความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรคือสิ่งสำคัญ พอพ้นจากรัฐมนตรีท่องเที่ยว ผมถูกขอให้เป็นกรรมาธิการทางด้านกีฬา จากนั้นเขาก็อยากจะสร้างกรรมาธิการแก้ไขปัญหาความยากจน นั่งมาครบปี ผมเห็นว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม เลยย้ายมาอยู่ที่กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและอยู่ยาวจนจบ ได้สนทนากับใครต่อใคร เลยเห็นว่าปัญหามันใหญ่และซับซ้อนกว่าที่คิด

แนะจ้องมลภาวะโลกร้อน ‘ชุดใหม่’
แก้ปมขยะ ทำน้ำให้ใส ‘มันช้าไปแล้ว’

ในอดีตเราทำเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหา 15 ปีก่อน คุณจะกลับไปแก้ปัญหาขยะ ทำให้น้ำใส มันช้าไปแล้ว คุณจะต้องมองไปถึง Climate Change pollution ชุดใหม่

ตอนที่ผมเพิ่งมา ไมโครพลาสติกมันเพิ่งเป็นประเด็น และมันก็ก้าวไปสู่การที่ไมโครพลาสติกอยู่ในห่วงโซ่อาหาร อยู่ในน้ำนมแม่ อยู่ในสมองมนุษย์ มนุษย์บริโภคพลาสติกต่อปีรวมกันเท่ากับ 1 บัตรเครดิต

ผมเห็นว่าเรามาเรียนรู้เรื่องนี้แล้วใช้ความรู้ในอดีตที่ทำงานการเมืองอย่างยาวนานมาสื่อสารสังคมดีกว่า เมื่อเราสื่อสาร เรารู้แล้วว่าเรารู้มากขึ้น เรายังสื่อสารข้ามเจเนอเรชั่นได้สำเร็จ นี่แหละครับหัวใจใหญ่ ผมคงไม่เปลี่ยนฟีลแล้ว ฟีลสิ่งแวดล้อมจะเป็นฟีลหลัก ทำให้ผมกลับมาจับทิศทางหนึ่ง นั่นคือกฎหมาย สอง วิทยาศาสตร์ที่ผมไม่ได้เรียน ผมเป็นเด็กสายศิลป์ แต่เมื่อเข้าใจมันแล้ว พอได้จับแล้ว โอ้โห! วิทยาศาสตร์นี่มันดีจริงๆ

การบรรยายตามที่ต่าง ๆ ผมจะไล่ทีละขั้น ผมมาเพื่อสร้างความน่าสนใจ เพราะคุณจะไปศึกษาเองต่อ แล้วคุณถึงจะเริ่มเข้าใจ คุณถึงจะมีแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจมาจากคุณไม่ใช่ผม แล้วคุณจะเข้าใจด้วยตนเอง แล้วคุณเริ่มตั้งใจที่จะทำมัน นั่นต้องมีปริมาณมากขนาดนั้นในเชิงผู้บริโภคจึงเปลี่ยนแปลงในทิศทางใหม่ได้ แต่ในฐานะที่ผมเป็นนักกฎหมายที่ทำนโยบายต่างๆ ควรทำมากกว่า Speaker คือยังคงเชื่อมเกี่ยวกับผู้มีอำนาจต่อไป เพราะพบว่าอำนาจมันไปสั่งเปลี่ยน แต่ไม่ใช่ผู้บริโภค มันไปสั่งผู้ผลิต

ปราสาทโครงสร้างแปลก เสาผุ เสาเอน เสาเอียง ไม่มีใครเบรกไหว ต้องใช้ ‘ฐาน’ คือ ‘สิ่งแวดล้อม’

อะไรคือฐานที่คนจะต้องรักษาไว้ให้ได้ โครงสร้างปราสาทแปลกๆ กี่รุ่นต่อกี่รุ่นวันนี้หยุดไม่ได้อีกแล้ว เสาที่เราต่างเคยใช้ค้ำยันความเป็นรัฐชาติมันผุลงแล้ว เสาที่เราเรียกว่าราชการ เสาที่เราเรียกว่ากฎหมาย เสาที่เราเรียกว่ากระบวนการยุติธรรม เสาการเมือง ก็ผุไปหมดเลย ยังไม่พังแต่มันผุ มันเอน มันเอียงไปหมดแล้ว ถ้าร่วงลงมาก็คงไม่มีใครเบรกไหว อะไรล่ะที่จะทำให้ฐานมันอยู่ได้ คำตอบคือ ความเป็นธรรมพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นฐานสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกัน

เรนบอมบ์ ‘ระเบิดฝน’ แล้ง-ท่วมมาคู่ ยุคแห่งการ (ต้อง) ตื่นรู้ The Great Extinction สิ่งมีชีวิตอื่นคงรอด แต่มนุษย์ไม่รอด?

เดี๋ยวนี้เราจะเห็นคนกลับมาดูสารคดีบีบีซี เรื่องแมวน้ำ เพนกวิน พะยูน ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เพนกวินชุดแรกติดหวัดนกตาย ถ้าเป็นสมัยก่อนก็อาจจะแค่สงสารเพนกวิน แต่คำถามคือ อุณหภูมิมันอุ่นขึ้นจนพาหะพาเชื้อโรคเข้าไปได้ใช่ไหม เชื้อโรคสามารถอยู่ได้ในจุดที่มันไม่ควรมีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกันหมีขาวตัวแรกของโลกก็ติดหวัดนกตาย ธรรมชาติของโลกได้แบ่ง 2 ตัวนี้เอาไว้คนละขั้ว ขั้วโลกเหนือเท่านั้นที่มีหมี ขั้วโลกใต้เท่านั้นที่มีเพนกวิน แต่ติดไข้หวัดนกปีเดียวกัน เดือนเดียวกัน มันบอกอะไรเรา

เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าแล้งกับท่วมมันจะมาคู่กันได้อย่างไร ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าหลายพื้นที่ท่วมแหลกลาญ แล้วไม่มีน้ำเหลือให้ใช้เลย เพราะกลายเป็น Rain Bomb (ระเบิดฝน) ความชื้นกองขึ้นไปบนฟ้า แล้วหนาแน่นมากจนกระทั่งการเคลื่อนตัวของลมอาจจะยังไม่สามารถพามันส่งเข้าไปลึกๆ ในแผ่นทวีปได้ พวกข้างในไม่ต้องพูดถึง มันต้องแห้งตาย แต่พวกอยู่หน้าฝั่งจะโดน Rain Bomb และอยู่ดีๆ มันก็จะหายวับไปกับตา นี่คือสภาพใหม่ The Great Extinction คือการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ เรากลายเป็นมนุษย์เจเนอเรชั่นแรกที่กำลังจะเจอสิ่งนี้ โลกรอด สิ่งมีชีวิตอีกหลายตัวก็คงจะรอด แต่เราไม่รอด นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะเป็นศาสดาใดก็ไม่เคยพิสูจน์ว่าวิธีของท่านคือทางรอดหรือไม่ มันจึงเป็นยุคแห่งการต้องตื่นรู้ให้ได้ ให้ทัน มันจึงน่าตื่นเต้นและน่าตื่นตระหนกไปพร้อมกัน

พูดถึง แต่ไม่เข้าใจ จึงไร้ ‘รีแอ๊กชั่น’ จี้ปฏิรูปการเรียนรู้ สร้าง ‘อินฟลูฯ’ สื่อสารสังคม

เรื่องสิ่งแวดล้อม เราพูดถึงแต่เราไม่เข้าใจเราจึงไม่มีรีแอ๊กชั่น ผมเลยไปร่วมอยู่ในคณะกรรมการที่ปรึกษา Bangkok Climate action week ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เราไม่ได้หวังว่าการจัด action week จะเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่อย่างน้อยได้เริ่มต้นจุดเทียนเล่มเล็กๆ ในความมืด มันสว่างนะ แล้วก็พยายามอย่าให้เทียนดับ

หลักการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง คือการปฏิรูปการเรียนรู้ การสร้างนักสื่อสารสังคม เพราะมีคนตามเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน ขณะที่ครูสอนทั้งเทอมอาจจะได้เด็ก 40-50 คน เรามาสร้างคนเหล่านั้นให้เป็นอินฟลูฯที่เกี่ยวกับชีวิต เพราะชีวิตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วยตัวของมันเอง เราควรสร้างไลฟ์โค้ชที่สอดแทรกเรื่องพวกนี้เข้าไปเพื่อเป็นปุ๋ย ให้กับคนฟัง เพื่อให้เธอไปใช้ให้เหมาะกับดินของเธอ แล้วเธอจะรู้สึกว่า ไม่แค่เธอดีขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมจะดีขึ้น มันเป็นเรื่องของการให้แผนที่และเข็มทิศไปด้วย

ผมมีโอกาสพบกับนางงาม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ นางสาวไทย เขาบอกให้ช่วยบรีฟให้หน่อย ผมจะวางงานทุกงานเลย เพราะเขาจะไปเจอคนมากกว่าผมและหลากหลายวงการ คนจะตั้งใจฟังเขามาก เพราะเขาจะขมวดให้สั้นและเร็วที่สุด ผมบอกน้องๆ เลยว่า จะไม่มีมิส ที่พูดเรื่องฟาสต์แฟชั่น เพราะทุกคนมองมาที่คุณในฐานะแฟชั่นนิสต้า แต่คุณกำลังพูดเรื่องที่กำลังต่อสู้กับฟาสต์แฟชั่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้สอย มันจะน่าสนใจมากเลย แล้วคุณจะสามารถสวยได้จากวิธีคิด วิธีแต่งกาย และการรณรงค์ ซึ่งเมื่อก่อนนางงามต้องรักเด็กอย่างเดียว

ฝันสวนกระแส สนทนาวิทย์อย่างมีศิลป์

ผมอยากเห็นคนขวนขวายด้านสิ่งแวดล้อมมาสนทนากันตามวงต่างๆ วันนี้เราได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใช้ tiktok รายใหญ่ที่สุดของเอเชีย อันดับ 2 ของโลก มันเป็นไปได้อย่างไร แสดงว่าเราบริโภคมาก แต่เป็นการบริโภคสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงโลกและยังไหลไปกับกระแสที่ไม่ควรจะไหล

ความฝันที่อยากจะให้เกิดขึ้นก็คือ เราอยากสวนกระแสนั้นแล้วมาสนทนาในสิ่งที่มัน non-negotiable (ต่อรองไม่ได้) คือเรื่องความเป็นวิทยาศาสตร์ของโลกโดยมีศิลปะ อยากเห็นคนมีศิลปะในเรื่องแบบนี้
 

‘อนุทิน’ ตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ สู้เศรษฐกิจย่ำแย่ ภารกิจสุดโหด รับศึกรอบด้าน เข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ภารกิจทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ วัดฝีมือระยะสั้น

(21 ก.ย. 68) ภารกิจเข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ของทีมเศรษฐกิจประเทศไทยชุดใหม่ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมดึงคนนอก มานั่งคุมกระทรวงสำคัญ สำหรับกระทรวงหลักที่ดูแลเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดูแลกระทรวงพาณิชย์ นายธนากร วังบุญคงชนะ ดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 ว่าสถานการณ์ความยากจนของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน

ด้านแรงงานในภาคเกษตรมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 45.49% ของคนจนทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพารายได้จากการผลิต ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรชะลอตัว

สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจน ซึ่งมีจำนวนคนจนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นำ 5 ข้อเสนอเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ 
3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้
4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว
5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

ซึ่งเศรษฐกิจโลกเอง ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีมากนัก โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ สถานการณ์ล่าสุด คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 4.00%-4.25% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ตามที่ตลาดคาด ด้วยมติไม่เอกฉันท์

“ธนาคารกลางญี่ปุ่น” มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% หลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการประกาศลาออกของนายกฯ อิชิบะ และภาษีสหรัฐ วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 10.49 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ ประกาศลาออกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

2 ประเทศใหญ่ ลด และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังย่ำแย่ ต้องการการกระตุ้นด้านการลงทุน จากเอกชน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ 

‘ทั้งเข็นครก ทั้งแบกหิน ขึ้นภูเขา’ คำนี้คงไม่เกินเลยนัก เพราะมีระยะเวลาให้ทำงานสั้นๆ เพียง 4 เดือน (ตามที่มีข่าวก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี) จะทำได้แค่ไหนกัน อย่างน้อยก็เอาใจช่วยให้ประครองเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ วัดฝีมือการบริหารทีมประเทศไทยระยะสั้น ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

‘บีโอไอ’ เผย!! ‘อินฟินีออน’ ยกระดับซัพพลายเชน มุ่งผลิตชิปครบวงจร เปิดเกมรุก!! ดึง MPI ผู้ประกอบ และทดสอบชิปรายสำคัญลงทุนในไทย

(20 ก.ย. 68) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการ นโยบายเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังจากที่บีโอไอให้การส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัท Infineon Technologies ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ให้กำลังไฟในงานอุตสาหกรรม (Power Electronics) ซึ่งตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ ประเภท Power Module ที่ใช้ในอุปกรณ์ควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบกักเก็บพลังงานและการบริหารจัดการพลังงานสะอาด โดยจะเป็นศูนย์ประกอบและทดสอบชิปที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศเยอรมนีของกลุ่มอินฟินีออน มีพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตที่จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา และมีแผนจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 5,000 คน นอกจากนี้ อินฟินีออนยังมีแผนดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมในห่วงโซ่การผลิตในไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตให้รองรับตลาดทั้งในและนอกภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุด Mr. George Lee, EVP and Head of Backend Operations ผู้บริหารอินฟินีออนได้นำ Mr. Manuel Zarauza Brandulas, Group Managing Director of MPI พันธมิตรรายสำคัญเข้าพบเลขาธิการบีโอไอ และประกาศการโอนกิจการเดิมในส่วนการผลิต Backend Semiconductor สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และการสื่อสาร ที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพนักงานกว่า 1,000 คน ให้กับบริษัท Malaysian Pacific Industries (MPI) จากประเทศมาเลเซีย ภายใต้บริษัท Carsem ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการประกอบ บรรจุ และทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly, Packaging and Testing: OSAT) รายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี โดยการโอนกิจการครั้งนี้ MPI มีข้อตกลงระยะยาวในการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อส่งต่อให้กับโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออนที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้ในการประกอบ Power Module นอกจากนี้ MPI ยังมีแผนขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงสำหรับชิป (Advanced Packaging) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ารายอื่นด้วย

“การที่อินฟินีออนดึงผู้ผลิตชิปรายใหม่และเป็นพันธมิตรสำคัญอย่าง MPI ให้เข้ามาลงทุนในไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และคุณภาพของบุคลากรไทยที่สามารถรองรับการผลิตที่มีมาตรฐานสูงได้  สำหรับในส่วนการลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออน ส่งผลบวกอย่างมากต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย โดยนอกจากจะมีการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแล้ว บริษัทยังมีแผนพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านนวัตกรรมของไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรสาขาวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในซัพพลายเชนด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ขอรับการส่งเสริมมากถึง 168 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.08 แสนล้านบาท

สอน. ลุยต่อเฟส 4 อุตฯ อ้อยและน้ำตาลสีเขียว เดินหน้าลดคาร์บอน - ลดฝุ่น หนุนไทยสู่ Net Zero

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ลงพื้นที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
วางแนวทางลดเผาอ้อย สอดรับนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 และตอบโจทย์เทรนด์
การค้าโลก ที่ได้นำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทในการกีดกันทางการค้า

เมื่อวันที่ (16 ก.ย. 68) นายประสิทธิ์ วงษาเทียม รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด MIND “อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเติบโต กระจายรายได้ เคียงคู่ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่ดี” สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจึงได้ดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้สาธารณชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องถึงการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมาอย่างต่อเนื่อง และยังก่อให้เกิดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และการปรับตัวเพื่อประกอบธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเติบโตอย่างมั่งคั่ง ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของเกษตรกรและโรงงานน้ำตาลทำให้ในฤดูการผลิตปี 2567/68 ที่ผ่านมา 
มีอ้อยสดเข้าหีบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 85.14% มีอ้อยเผาต่ำสุดที่ 14.86% ในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ประชาชนได้ขอบคุณที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้เข้ามามีส่วนร่วมในดูแลสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้ การโอนเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด 100% สำเร็จแล้วกว่า 93% ส่วนอีก 7% ที่ยังไม่ได้รับเงิน สอน. ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้สามารถรับเงินผ่านแอป “ทางรัฐ” โดยเร็วต่อไป

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางที่จะให้ตัวเลขการเผาอ้อยลดลง อาทิเช่น สร้างมูลค่าเพิ่มใบและยอดอ้อย การเพิ่มมูลค่าใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ สนับสนุนการรวมกลุ่มชาวไร่อ้อย
เพื่อจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในไร่อ้อยเพิ่มขึ้น รวมถึงสินเชื่อสีเขียวเพื่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย สำหรับจัดการแหล่งน้ำ ซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย และแก้ไขปัญหา PM 2.5 ครม. เห็นชอบให้ดำเนินการโครงการต่อ เป็นเฟสที่ 4 ปี 2568 - 2570 กรอบวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท 
รวม 3 ปี เป็นเงิน 6,000 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยกับ ธ.ก.ส. และชาวไร่อ้อยจ่ายดอกเบี้ย 2% เท่าเดิม 

“ผมหวังว่าแนวทาง/มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยต่าง ๆ  จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร
และโรงงานน้ำตาลร่วมมือกับภาครัฐ ในการลดเผาอ้อย ลด PM 2.5 และมีตัวเลขการเผาอ้อยในฤดูการผลิต
ที่จะถึงนี้ต่ำกว่าเดิม สอดรับกับเป้าหมายของรัฐบาลที่จะมุ่งให้ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ 
(Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608” นายประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

จุฬาฯ–กฟผ. ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่พลังงานสะอาด หนุนโครงการวิจัยผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน

จุฬาฯ จับมือ กฟผ. ขับเคลื่อนงานวิจัยโครงการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ร่วมเดินหน้าประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

กฟผ. พร้อมด้วยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามในสัญญามอบทุนวิจัย “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” ผลักดันการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ร่วมลงนามสัญญามอบทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” โดยมี ศาสตราจารย์พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาล และความยั่งยืน กฟผ. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กฟผ. ตระหนักถึงภารกิจสำคัญในการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยงานวิจัยในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสะอาดจากพลังงานหมุนเวียนผ่านการนำหลัก Environmental, Social, and Governance หรือ ESG มาใช้ประเมินโครงการผลิตไฮโดรเจนสะอาดให้มีประสิทธิภาพรอบด้าน และยั่งยืน สอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล ทั้งในด้าน “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชุมชน และการบริหารจัดการที่โปร่งใส” เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทย และ กฟผ. สามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในระยะยาว

ด้าน นายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า เป็นความภาคภูมิใจของศูนย์ฯ ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัยเชิงบูรณาการใหม่ ๆ มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และการขับเคลื่อน ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด พร้อมสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

สุโขทัย-อพท.สุโขทัย รวมพลังเครือข่ายสื่อสารมวลชน เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนของสุโขทัย สู่ผลงานและรางวัลระดับโลก

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เข้าร่วมรับทราบผลและแผนการกำเนินงานของ อพท.สุโขทัย พร้อมพี่น้องสื่อมวลชน โดยมีว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุญยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย นางเบญจภัทร หมวกทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย นายกสมาคมสื่อสารมวลชนสุโขทัย เครือข่ายสื่อมวลชนในจังหวัดสุโขทัยเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน และ ส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดสุโขทัยในฐานะเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย รายงานผลงานและความสำเร็จจากความร่วมมือของภาคส่วน ภาคเอกชนเชิงท่องเที่ยว ภาคประชาชนและชุมชนที่ให้การสนัยสนุนร่วมมือจนสามารถคว้ารางวัลเชิงส่งเสริมการท่องเที่ยวและมีส่วนร่วมการสร้างรายได้ สร้างงาน สร้างความยั่งยืนของการส่งเสริมการท่องเที่ยว  พร้อมกล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เครือข่าย สื่อมวลชนทุกท่านให้ความสําคัญและเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ อพท.สุโขทัยได้ขับเคลื่อนมิติการท่องเที่ยวยั่งยืน ผ่านโครงการหลัก 3 โครงการ ได้แก่
1. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม(UCCN)
2. โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนประจําปีงบประมาณ2568
3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พื้นที่ชุมชนเป้าหมาย 9 แห่ง ได้แก่ (1) ชุมชนเมืองเก่า(2)ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย (3)ชุมชนบ้านนาต้นจั่น (4)ชุมชนไทยชนะศึก (5)ชุมชนเมืองด้ง (6)ชุมชน ทุ่งหลวง (7)ชุมชนนาเชิงคีรี (8)ชุมชนหาดเสี้ยว และ(9)ชุมชนวิถีเมืองบางขลัง

สร้างรายได้ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 29,866,899 บาท เพิ่มขึ้น 62.64%  จากปีฐาน 2567 จำนวนนักท่องเที่ยว 121,284 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.73% จากปีฐาน 2567 พร้อมพุ่งเป้าหมายแผนการพัฒนาปี 2569 เพิ่มขึ้น 3% จากปีฐาน 2568 

ผลงานเด่น: รางวัลระดับชาติและนานาชาติ
จากการดําเนินงานร่วมกับชุมชน อพท.สุโขทัย สามารถผลักดันให้เกิดผลงานเชิงประจักษ์และได้รับ รางวัลสําคัญทั้งในและต่างประเทศ อาทิ
1. รางวัลนานาชาติ
• PATA Grand Award 2025 จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Pacific Asia Travel Association: PATA) มอบให้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนา ลัย จ.สุโขทัย จากผลงาน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise) โดดเด่นที่สุดด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม

2. รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 (Thailand Tourism Awards 2025)
• วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ได้รับรางวัล Hall of Fame, รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)
• ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน
• ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านทุ่งหลวง ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน

3. รางวัลระดับโลกด้านสิ่งแวดล้อม
• Green Destinations Top 100 Stories 2025 ชุมชนท่าชัย – ศรีสัชนาลัย ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก และจะเข้ารับรางวัลอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

4. รางวัลสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
• โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) จํานวน 1 แห่ง
• ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant) จํานวน 2 แห่ง
• ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) จํานวน 4 แห่ง
รวมทั้งหมด 7 รางวัล

5. รางวัลด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (LESS)
• ชุมชนบ้านนาต้นจั่นได้รับประกาศเกียรติคุณโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) จากการบูรณาการร่วมกับ อพท.สุโขทัย ธ.ก.ส. จังหวัดสุโขทยั ศูนย์ป่าไม้ และ (อบก.)องค์การบริหาร
จัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
• ผลการพัฒนาระบบ BCG Model ด้านคาร์บอนเครดิต พบว่าพื้นที่ป่าชุมชน 1,058 ไร่ สามารถกัก เก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 33,097 ตัน CO2 เทียบเท่า ถือเป็นต้นแบบสําคัญของการ ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

‘อดีตรมช. อุตสาหกรรม’ ปูด ไทยส่งออกทองคำไปประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากนานแล้ว ชี้ ความต้องการสูง เหตุใช้เงินแปรเป็นทองโยกย้ายง่าย

(16 ก.ย. 68) นายสมชาย หาญหิรัญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ในช่วงนี้ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยอาจต่ำกว่าอาเซียนทั้งหมด แต่เงินบาทแข็งกว่าใครเพื่อน

...อย่าให้วิเคราะห์ว่าเกี่ยวกับเงินผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปประเทศข้างบ้านเรานะครับ .. เพราะเราส่งทองออกไปที่นั่นเยอะมานานแล้ว ..ที่นั่น demand ทองคำเยอะครับ ..สงสัยคนบางคนอยากแปรเงินที่หาได้ มาเป็นทองแทน จะได้สะอาดและโยกย้ายสบายหน่อย

Tops ผนึก ‘มหาสมุทรซีฟู้ด’ ดันปลากะพง 3 น้ำขึ้นห้าง ส่งของดี GI จากทะเลสาบสงขลาสู่ห้างค้าปลีกระดับพรีเมียม

(15 ก.ย. 68) มหาสมุทรซีฟู้ด ได้ยกระดับขึ้นอีกขั้น โดยได้รับความร่วมมือจากท็อปส์ กลุ่มเซ็นทรัล รีเทล โดยนำสินค้าของเกษตรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพง 3 น้ำจากทะเลสาบสงขลา เข้ามาจำหน่ายในท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ที่เป็นห้างที่มีมาตรฐานสูงมากในการคัดสรรอาหารทะเลคุณภาพดี ปลอดภัยและสดใหม่ เข้ามาจำหน่าย

ด้วยมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI: Geographical Indication) จากกระทรวงพาณิชย์ ที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพง 3 น้ำได้รับการรับรอง พร้อมทั้งเทคนิคการปลิดชีพปลาแบบอิเคะจิเมะ (Ikejime) ที่ทำให้ปลาไม่เครียด สามารถรักษาความสดของเนื้อปลาให้สดแน่นและไม่คาว สามารถเก็บรักษาคุณภาพได้นานขึ้น พร้อมทั้งได้รับมาตรฐานธงเขียวจากกรมประมง จึงทำให้ปลากะพง 3 น้ำจากทะเลสาบสงขลาได้รับการยอมรับจาก Tops Supermarket ให้นำสินค้ามาวางจำหน่าย ณ สาขาของห้าง และจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นเพื่อนำปลากะพง 3 น้ำไปจัดจำหน่ายให้ลูกค้าทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2568 ณ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 และมหาสมุทรซีฟู้ด ยังได้รับเกียรติจาก นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง มาเยี่ยมชมและให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำทะเลสาบสงขลา พร้อมสัมผัสสุดยอดวัตถุดิบคุณภาพที่ได้รับมาตรฐาน GI กลุ่มแรกและที่เดียวในประเทศไทย และได้ทำการมอบตราสัญลักษณ์ธงเขียว ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าประมงที่แสดงถึงความสด สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค จากกรมประมง ให้กับ มหาสมุทรซีฟู้ด

ในงานนี้ นายพิริยะ กมลเดชเดชา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด นางสาวอรินทร์ จันทมาศรักษา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ คุณโสภาพรรณ  จุ้ยเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายจัดซื้อกลุ่มสินค้าอาหารสด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล พร้อมทั้งทีมงานผู้บริหารและผู้จัดการแผนกอาหารสด ได้มารอต้อบรับท่านอธิบดีกรมประมง ในการจัดงานในวันนี้ด้วย

‘ครูพี่ออยสอนแอร์’ วิเคราะห์!! เหตุใด คลิปการบินไทย ที่เนปาล โยงมา ‘ลุงตู่’ ชี้!! นี่คือ ‘บุคคลสำคัญ’ ผลักดัน!! ‘แผนฟื้นฟูกิจการ’ ช่วยให้พ้นวิกฤตหนี้

(13 ก.ย. 68) ‘ครูพี่ออยสอนแอร์’ โพสต์คลิปลงใน TikTok เกี่ยวกับกรณีที่มี คลิปการบินไทย TG320 แล้วมีการเขียนข้อความ คอมเมนต์ ถึง ‘ลุงตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย โดยครูพี่ออยสอนแอร์ ได้ระบุว่า ...

จากคลิปที่เครื่องบินของการบินไทย ทะยานออกจากสนามบินที่ประเทศเนปาล ในคอมเมนต์ ของคลิปนี้มีการเอ่ยถึงชื่อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย กันอย่างมากมาย ซึ่งจริงๆ แล้วมันโยงไปสู่แผนการฟื้นฟูของบริษัทการบินไทย

หลังจากที่บริษัทการบินไทย ประสบภาวะการขาดทุนและมีหนี้สินมหาศาล จนทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2563 รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้อนุมัติให้ บริษัทการบินไทยเข้าสู่ศาลล้มละลายกลาง เพื่อที่จะได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการขึ้นมา ซึ่งในแผนนี้ก็จะปรับโครงสร้างของหนี้สิน การลดจำนวนพนักงาน การปรับฝูงบิน ซึ่งผลลัพธ์จากแผนนี้ ก็ได้ทำให้บริษัทการบินไทยกลับมาเปิดเที่ยวบิน ระหว่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

จากที่หลายคอมเมนต์ เอ่ยถึงชื่ออดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตนั้นท่านมีบทบาท ที่สำคัญในการ ตัดสินใจให้บริษัทการบินไทย เดินหน้าเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ แล้วสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ

‘พีระพันธุ์’ ฝาก รบ. ใหม่สานต่อแนวคิดปรับสูตร POOL GAS ย้ำชัด จะช่วยทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ

(12 ก.ย.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุหัวข้อเรื่อง “ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน” โดยสาระสำคัญต้องการฝากให้รัฐบาลใหม่ สานต่อการปรับสูตรคำนวณ Pool Gas ใหม่ ที่นำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยทั้งหมด ซึ่งราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน

โดยข้อความเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพีระพันธุ์ระบุว่า
ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน

มีคนอยากรู้ว่า Pool Gas คืออะไร เกี่ยวอะไรกับค่าไฟฟ้า
ง่ายๆ ครับ คือเอาก๊าซที่ได้จากหลายแหล่งหลายราคามารวมกันแล้วหาราคาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นราคากลาง Pool Price 

สำหรับประเทศไทยเรา มีแหล่งก๊าซอยู่ 3  แหล่ง คือ 
1) ก๊าซจากอ่าวไทยเราเอง อันนี้ราคาถูกครับ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu เราผลิตจากอ่าวได้ 50% จากความต้องการของทั้งประเทศ 
2) ก๊าซที่นำเข้าจากพม่า อันนี้ราคาแพงขึ้นนิดนึง ประมาณ 324 บาทต่อ MMbtu แต่ยังพอไหว ซึ่งเรานำเข้ามาใช้อยู่ที่ 10% ของความต้องการ และ 
3) ก๊าซจากการนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องทำให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง จึงมีราคาแพงและราคาขึ้นลงตามตลาดโลกและสถานการณ์โลก เรียกว่า LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ราคาแพงมากแถมยังมีหลากหลายราคา ซึ่งราคาที่เราต้องจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อ MMbtu ซึ่งต้องนำเข้ามาถึง 40% จากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซของทั้งประเทศ

ก๊าซ LNG นี่แหละที่เป็นตัวปัญหา แต่ไม่นำเข้าก็ไม่ได้ เพราะเราใช้ก๊าซประมาณวันละ 5,000 BBbtu แต่เราขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่เรียกว่าก๊าซอ่าวได้เพียงวันละประมาณ 2,500 BBbtu เราจึงต้องนำเข้าก๊าซจากพม่าอีกประมาณวันละ 600-700 BBbtu และต้องนำเข้า  LNG อีกวันละประมาณ 1,800 - 1,900 BBbtu ซึ่ง LNG มีหลากหลายราคา ที่ผ่านมาจึงเกิดระบบ Pool Gas ขึ้นมา คือนำราคาก๊าซทั้งสามประเภทนี้มาเฉลี่ยราคาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ราคาก๊าซในประเทศราคาเท่ากันทั้งหมด แต่กันเฉพาะส่วนที่จะใช้เป็นก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชนออกมา ที่เรียกว่า LPG 

ราคาก๊าซ LPG จะยึดตามราคาก๊าซอ่าวที่แยกไว้เฉพาะ ปัจจุบันอยู่ที่ราคาประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในปัจจุบันอยู่ที่ราคา 423 บาท ต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่เหลือเอาไปลง Pool Gas หมด รวมทั้งก๊าซจากพม่า ทำให้ราคา Pool Gas ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 356 บาทต่อ MMbtu และราคานี้นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

เหตุผลที่จัดระบบ Pool Gas แบบนี้เพราะต้องการให้ต้นทุนราคาก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรถูกลงแต่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซสำหรับเครื่องจักรมีประมาณไม่เกิน 2,000 โรงงาน ในขณะที่โรงงานทุกประเภทมีประมาณ เกือบๆ 70,000 โรงงาน และประชาชนคนไทยมีเกือบ 70 ล้านคนซึ่งประชาชนและโรงงานทุกแห่งต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ก๊าซมาเดินเครื่องจักร

กลายเป็นว่าก๊าซจาก Pool Gas สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เอาเข้าจริงไม่ได้ขายให้โรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ขายให้บริษัท PTT NGD แล้ว PTT NGD จะนำไปขายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ในราคา Pool Gas แต่กลับนำไปขายในราคาสิงคโปร์ครับ ส่วนต่างใครรับไปบ้าง ไปลองหากันดูว่าใครเป็นใครในบริษัทนี้ แต่พอจะสรุปได้ไหมว่าโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกินหัวคิวเท่านั้นใช่หรือไม่  

ระบบนี้ยังทำให้ต้นทุนราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นเพราะต้องใช้ราคา Pool Gas เป็นราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทนจะใช้ราคาก๊าซอ่าว 

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมจึงเสนอ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ให้ปรับสูตรการคิด Pool Gas ใหม่ เพื่อจะนำก๊าซจากอ่าวไทยทั้งหมดที่ราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน แทนที่จะนำก๊าซส่วนนี้ไปลง Pool Gas ให้คนกินหัวคิว และเพื่อช่วยลดราคาก๊าซให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานที่มีเพียงไม่ถึง 2,000 แห่ง ในขณะที่โรงงานทั้งหมดในประเทศและประชาชนต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กพช. เห็นชอบและผมได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือ สนพ. ทำการศึกษาเพื่อปรับสูตร Pool Gas ใหม่มาตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ระบบใหม่นี้จะนำก๊าซอ่าวทั้งหมดที่เหลือจากการแยกเป็นก๊าซหุงต้ม LPG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในราคาก๊าซอ่าวซึ่งจะทำให้ต้นทุนราคาไฟฟ้าถูกลงทันที แต่ก็ไม่พอนะครับ ต้องเอาก๊าซจากพม่าทั้งหมดมารวมด้วย และยังขาดอยู่ประมาณ 20% ส่วนนี้ต้องนำ LNG  มารวมด้วย แต่ก็เพียงเล็กน้อย และถ้าให้ กฟผ. หาก๊าซ LNG ที่ราคาถูกมารวมเองโดยไม่ต้องนำไปเข้าระบบ Pool Gas ก็จะไม่กระทบมากนัก เคยคำนวณดูคร่าวๆ พบว่าราคาต้นทุนก๊าซที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าจะลงจาก 356 บาทต่อ MMbtu มาอยู่ที่ประมาณ 244 บาทต่อ MMbtu ราคาค่าไฟฟ้าลงแน่นอน 

ความจริงจะต้องแก้ปัญหาในส่วนอื่นเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงด้วย ไม่ใช่แค่เรื่อง Pool Gas เรื่องเดียว เช่น ค่าพร้อมจ่ายที่สูงเกินสมควร และต้นทุนส่วนอื่นๆ ที่สูงเกินสมควรด้วยเช่นกัน

ที่ผมถูกถล่มหนักมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามระบบ Pool Gas.แบบนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ แต่ค่าก๊าซของโรงงานอุตสาหกรรมจะสูงขึ้น เลยค้านสุดตัว ล่าสุดทาง ผอ. สนพ. ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรม เมื่อประมาณวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมบอกให้ ผอ.สนพ. เดินหน้าต่อเพราะประชาชนสำคัญกว่า โดยให้หาวิธีและรูปแบบที่ทางอุตสาหกรรมพอจะรับได้ ขณะนี้ ผอ.สนพ. กำลังเดินเครื่องเรื่องนี้อยู่ครับ และนี่คือระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เสียดายที่ยังไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาเสียก่อน แต่ผมมั่นใจว่านโยบายนี้และสูตร Pool Gas ที่ผมวางรูปแบบใหม่ไว้นี้จะเดินหน้าต่อ เพราะผมเชื่อมั่นใน สนพ. ที่มีความตั้งใจจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนดังที่ช่วยผมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงตลอดมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลใหม่นี้ก็คงเห็นตรงกัน 

เราคงได้เห็น ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน จะเกิดขึ้นจริงตามที่ผมและ สนพ.ได้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ

ใครทำก็ได้ ขอให้ทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่เท่านั้นครับ

‘ดร.คงกระพัน’ ซีอีโอ ปตท. โชว์วิสัยทัศน์บนเวที Gastech 2025 ตอกย้ำบทบาทก๊าซธรรมชาติ-ลดก๊าซเรือนกระจก สู่การเติบโตยั่งยืน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมเวทีเสวนาในงาน 'Gastech 2025' สุดยอดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ ที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งของโลก ณ  Fiera Milano เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี 

โดย ดร.คงกระพัน เสวนาในหัวข้อ Energy security through transformation: A vital force for progress in a rapidly changing world ร่วมกับผู้บริหารบริษัทพลังงานและเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ได้แก่ Mr. Jack Fusco, President & CEO บริษัท Cheniere Energy, Mr. Musabbeh Al Kaabi, CEO Upstream บริษัท ADNOC, Mr. Lorenzo Simonelli, Chairman, President & CEO บริษัท Baker Hughes และ Mr. Takayuki Ueda, President & CEO บริษัท INPEX

ดร.คงกระพัน นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยว่า ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็น ‘Destination Fuel’ มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาด โดยดำเนินการควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีความเสถียรต่อระบบพลังงาน และเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ซึ่งขณะนี้หลายภูมิภาคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก LNG สามารถทำการส่งมอบได้ทั่วโลก ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงพลังงาน รวมทั้งมีกลไกการซื้อขายในรูปแบบสัญญาระยะยาว (Long-term contract) และตลาดจร (Spot Market) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความมั่นคงทางพลังงานแก่หลายพื้นที่
         
“ทิศทางพลังงานโลกต้องตอบโจทย์ Energy Trilemma ทั้งความมั่นคง การเข้าถึง และความยั่งยืน ขณะที่อาเซียนกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำเข้า LNG สุทธิในปี 2032 ซึ่งไทยมีศักยภาพพัฒนาเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติของภูมิภาค” ดร.คงกระพัน กล่าว          

นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า จากปัจจัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของแต่ละประเทศ ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถร่วมมือในการจัดหา LNG เชิงกลยุทธ์ในภูมิภาค ตลอดจนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สร้างกลไกราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่แข่งขันในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

อนึ่ง งาน Gastech 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 12 กันยายน 2568 ณ สาธารณรัฐอิตาลี ภายใต้ธีม “Powering a sustainable energy future” เป็นเวทีสำคัญที่รวมตัวบุคคลสำคัญจากภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัทพลังงานชั้นนำ นักลงทุน และนักนวัตกรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและผลักดันวิถีพลังงานที่ยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันต่อเป้าหมายการลดคาร์บอนทั่วโลก 

ทั้งนี้ในปีหน้า (พ.ศ. 2569) ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มุ่งมั่นในการสนับสนุนโอกาสของประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าไบเทคบางนา ระหว่างวันที่ 15 – 18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศในเวทีระดับโลก ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน ผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 ท่านจากทั่วโลก เป็นการร่วมกันสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนา Ecosystem ด้านพลังงานของไทยที่มั่นคง ยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

BAFS จับมือ ‘พระจอมเกล้าลาดกระบัง’ ต่อยอดงานวิจัย สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่ออนาคต ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่

เมื่อวันที่ (8 ก.ย. 68) ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บาฟส์) และ รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการส่งเสริมพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมจากการศึกษา โดยมี นายเจษฎ์ ทูปิยะ ที่ปรึกษาประธานกรรมการบริหาร บาฟส์ และ ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เพชรภา รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. ร่วมเป็นสักขีพยาน

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย ต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมให้สามารถนำมาใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีของ สจล. ในด้าน Smart Materials, Devices and Systems ภายใต้กรอบแนวคิดที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยคำนึงถึงแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) 

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บาฟส์) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นการนำประสบการณ์ความชำนาญและมาตรฐานความปลอดภัยกว่า 40 ปี ในภาคอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทบาฟส์ ก่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มาจากการต่อยอดการวิจัยของสจล. ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของ บาฟส์ที่มุ่งดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลตอบแทนสู่สังคมเป็นสำคัญ 

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ มีโครงการนำร่อง 2 โครงการ ได้แก่
1. นวัตกรรม “วัสดุดูดซับน้ำมัน” ใช้เส้นใยนาโนคาร์บอนจากดอกธูปฤาษี (Typha angustifolia) เพื่อเสริมคุณสมบัติซุปเปอร์ไฮโดรโฟบิคของแผ่นซับน้ำมัน สามารถดูดซับน้ำมันและไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อภิลักษณ์ เอียดเอื้อ
2. นวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์ 4Kings และชีวภัณฑ์เพื่อเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” เป็นปุ๋ยที่มีสารอาหาร แร่ธาตุ N,P,K เทียบเท่าปุ๋ยเคมีพร้อมแร่ธาตุอาหารรองที่พืชต้องการ อีกทั้งชีวภัณฑ์ซึ่งใช้ปรับสภาพดินและรักษาโรคพืช ทำให้การเปลี่ยนแปลงสู่การทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการโดย ศาสตราจารย์ ดร.เกษม สร้อยทอง

ความร่วมมือดังกล่าวยังถือเป็นการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาด้วยประสบการณ์ในสาขาวิชาชีพ ในการทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำระดับประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top