Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

DIT x CPN จัด ‘Thai Fruits Festival by DIT’ รณรงค์บริโภคผลไม้ไทย ช่วยเกษตรกร ระบายผลผลิต

(31 ส.ค. 68) นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน DIT ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จัดกิจกรรม “Thai Fruits Festival by DIT”
เพื่อสนับสนุนพื้นที่ระบายผลผลิตของเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงนี้ โดยคัดสรรผลไม้คุณภาพเยี่ยมจากสวนเกษตรกร เช่น ลำไยภาคตะวันออก มะพร้าวน้ำหอมภาคกลาง และผลไม้ตามฤดูกาล

ในภูมิภาคอื่นๆ มาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค กิจกรรมนี้นอกจากจะช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาดแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยบริโภคผลไม้มากขึ้น สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดจัด
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 7 สาขา ได้แก่

• เซ็นทรัล พัทยา วันที่ 30 สิงหาคม 2568
• เซ็นทรัล เวสเกตระหว่างวันที่ 3 – 9 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล พระราม 3ระหว่างวันที่ 4 – 8 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล มหาชัย ระหว่างวันที่ 10 – 14 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ปิ่นเกล้าระหว่างวันที่ 13 – 17 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล นครปฐม ระหว่างวันที่ 15 – 19 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ศาลายา ระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2568

รองอธิบดี DIT กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้ (30 ส.ค. 2568) ที่เซ็นทรัลสาขาพัทยา นอกจาก DIT จะนำผลไม้มาจำหน่ายแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษ โดย ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวพัทยา “แจกฟรีมะพร้าวน้ำหอม” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มลอง เพื่อสร้างการรับรู้ในรสชาติ ที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทยที่หอมและหวานจนขึ้นชื่อว่าเป็น “Aromatic Coconut Water from Thailand is the Best in the World” และสร้างภาพจำที่ดีให้นักท่องเที่ยวหากจะซื้อมะพร้าวน้ำหอม ต้องซื้อมะพร้าวน้ำหอมไทยเท่านั้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เป็นหนึ่งในมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การตลาด นำไปสู่การผลิตที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

“ต้องขอขอบคุณ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาฯ ที่ร่วมสนับสนุนพื้นที่ศูนย์การค้าให้เกษตรกร
นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่เป็นธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน และครอบครัว ร่วมเที่ยว ช้อป ชิม เลือกซื้อผลไม้ไทยคุณภาพดี ได้ครบจบในที่เดียว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 7 สาขา ตามกำหนดการดังกล่าว” นางสาวญาณีกล่าวทิ้งท้าย

‘สุริยะ’ หารือ Tesla ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

‘สุริยะ’ หารือ Tesla ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า - ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ - การใช้พลังงานสะอาด มุ่งสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับ Ms. Isabel Fan ผู้อำนวยการภูมิภาคอาวุโส ประจำฮ่องกง มาเก๊า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Full Self-Driving : FSD) ในประเทศไทย โดยมีนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง และผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบกเข้าร่วมหารือ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ กระทรวงคมนาคม

นายสุริยะ เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน และสนับสนุนการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการส่งเสริมและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในทุกมิติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และมาตรฐานการรับรองรวมถึงการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี 2573 และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

ทั้งนี้ บริษัท เทสลา ได้นำเสนอชุดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีครบวงจร อาทิรถยนต์ไฟฟ้า (Model 3/Model Y/Model S/Model X) และซอฟต์แวร์อัปเดตผ่านอากาศ (OTA) ที่ยกระดับสมรรถนะความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งระบบช่วยขับขั้นสูง และ Full Self-Driving (FSD) สถานีชาร์จความเร็วสูง (Supercharger) ตลอดจนโซลูชันพลังงานสะอาดทั้งแผงโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน(Powerwall/Megapack/Virtual Power Plant) เพื่อรองรับการเดินทางสะอาด เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในอนาคต

‘พงศ์กวิน’ ผลักดันโครงการ Learn to Earn ทำงานระหว่างเรียน 'สร้างรายได้–สกิล–ประสบการณ์'

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการ 'Learn to Earn: เรียนรู้สู่รายได้ จบไปมีงานทำ' เพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาทำงานมีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมเปิดเผยว่า เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงานในการแก้ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ และเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้ทำงานจริงระหว่างเรียน

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กจบใหม่จำนวนมากประสบปัญหาการหางาน เพราะ ขาดประสบการณ์การทำงาน แม้จะมีความสามารถสูงในหลายด้าน เช่น ดิจิทัล กราฟิก การตลาด หรือการขาย แต่ยังไม่เคยมีโอกาสทำงานจริง โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น 'สะพานเชื่อม' ระหว่างการเรียนกับโลกการทำงาน ให้เยาวชนได้ค้นหาตัวเอง ได้รายได้เสริม และช่วยลดภาระครอบครัว โดยเยาวชน ที่เตรียมเป็นแรงงานรุ่นใหม่ในอนาคต จะได้ประโยชน์ครบทั้ง รายได้–สกิล–ประสบการณ์ ที่ตลาดแรงงานต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการฝึก hard skill จากงานจริง และ soft skill เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งเหล่านี้คือทักษะที่นายจ้างยุคใหม่ต้องการ

นาย พงศ์กวิน กล่าวย้ำว่า โครงการ Learn to Earn ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ถือเป็นการลงทุนระยะยาวกับแรงงานรุ่นใหม่ เพราะจะช่วยให้เยาวชนปรับตัวกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็จะได้บุคลากรที่พร้อมทำงานจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาฝึกสอนเพิ่มเติม โครงการ Learn to Earn จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของกระทรวงแรงงานในการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับแรงงานรุ่นใหม่ อันจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้สังคม และเศรษฐกิจไทย

“ผมอยากให้เยาวชน ใช้โอกาสนี้ค้นหาตัวเองให้เจอเร็ว ๆ และกล้าที่จะเรียนรู้จากของจริง กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ทั้งในด้านโอกาสทำงาน การสร้างระบบที่เป็นธรรม และการผลักดันมาตรการคุ้มครองเยาวชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างมั่นคงและเท่าเทียม” รมว.พงศ์กวิน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 'Learn to Earn' ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาให้มีรายได้ระหว่างเรียน และสร้างการรับรู้แก่นายจ้างสถานประกอบการให้เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้ทำงานในช่วงที่ว่างจากการเรียน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเรียนรู้โลกการทำงานควบคู่ไปกับการเรียน ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง ประกอบด้วย การสัมภาษณ์พิเศษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพูดคุยถึงการสร้างโอกาสในการทำงานสำหรับนักเรียนนักศึกษา การเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานในสายอาชีพต่าง ๆ จากนายจ้างและสถานศึกษา ซึ่งจะช่วยให้หลักสูตรการเรียนการสอนสอดคล้องกับตลาดแรงงาน และช่วยให้นักเรียนนักศึกษาเตรียมพร้อมก่อนการทำงาน ซึ่งมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

1. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
2. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
3. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
5. สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์
6. มหาวิทยาลัยศิลปากร
7. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
8. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
9. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
10.มหาวิทยาลัยมหิดล
11. มหาวิทยาลัยสยาม
12.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
13.มทร.ตะวันออก
14.มรภ.สวนสุนันทา
15.มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต
16.วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) และโรงเรียนที่เข้าร่วม ดังนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพาณิชยการจำนงค์ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา รร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สถาบันการสร้างชาติ นอกจากนี้ยังสถานประกอบการร่วมจำลองการทำงาน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพีแอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ต้องการจ้างงานนักเรียนนักศึกษาในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงที่ว่างจากการเรียน โดยกิจกรรมนี้จะช่วยให้นักเรียนนักศึกษาได้ทดลองทำงานจริงเพื่อสร้างประสบการณ์

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหางานทำสามารถใช้บริการที่เว็บไซต์ 'ไทยมีงานทำ.doe.go.th' หรือแอปพลิเคชัน 'ไทยมีงานทำ' โดยคนหางานสามารถค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด ในตำแหน่งงานตามพื้นที่ และ ภูมิลำเนา รวมถึงจับคู่ตำแหน่งงานจากความรู้ ความสามารถ และทักษะที่มีอยู่ ส่วนนายจ้าง สถานประกอบการ ที่ต้องการเพิ่มช่องทางรับสมัครงาน สามารถลงทะเบียนนายจ้าง เพื่อประกาศตำแหน่งงาน และคัดลอกรายชื่อผู้หางาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

‘กรมธนารักษ์’ จับมือ กองทัพเรือ เปิดตัว Clean Energy นำร่องพลิกที่ราชพัสดุเป็นฐานการผลิตพลังงานสะอาด

กรมธนารักษ์-กองทัพเรือ จับมือเดินหน้า 'Clean Energy' ใช้ที่ราชพัสดุต้นแบบผลิตไฟฟ้าสะอาด หนุนเป้าหมาย Net Zero 2608

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ 'Clean Energy' พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการจัดทำต้นแบบการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ราชการ โดยมีพลเรือเอกจิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้าร่วมลงนาม ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการพลังของทั้ง 2 หน่วยงาน

เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาด และสะท้อนเจตนารมณ์ของกรมธนารักษ์ในการยกระดับที่ราชพัสดุจาก 'สินทรัพย์ที่ถูกมองข้าม' ให้กลายเป็น 'สินทรัพย์แห่งอนาคต' ยกระดับ 'ที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์' สู่ 'ที่ราชพัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม' ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาความท้าทายที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 ผ่านนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดในหลายมิติ

นายเอกนิติกล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายนี้ กรมธนารักษ์จึงพลิกบทบาทของที่ราชพัสดุซึ่งเคยถูกมองข้าม ว่าไม่มีประโยชน์ เช่น หลังคาบนอาคารราชพัสดุ หรือที่ราชพัสดุที่เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้กลายเป็นฐานพลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดยยกเว้น หรือลด ค่าเช่าและค่าแรกเข้าในการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในที่ราชพัสดุ ใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ บนหลังคา (Solar Rooftop) บนพื้นดิน (Solar Farm) และบนทุ่นลอยน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) เพื่อส่งเสริมให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ เอกชน มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งจะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนพลังงานของภาครัฐ แต่ยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน สร้างรายได้จากที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับคืนสู่รัฐ และที่สำคัญที่สุดคือ การวางรากฐานด้านพลังงานสะอาดให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หลักเกณฑ์การขอใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาดโครงการ Clean Energy กรมธนารักษ์ได้กำหนด “หลักเกณฑ์กลางการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุเพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” สำหรับหน่วยงานที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ Clean Energy โดยเปิดโอกาสให้นำที่ราชพัสดุมาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

1. ส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น – จะได้รับการยกเว้นค่าตอบแทนทั้งหมด หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในทางราชการ แต่หน่วยงานต้องรายงานผลการติดตั้งให้กรมธนารักษ์ทราบเมื่อแล้วเสร็จ

2. หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุ – จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มเช่นเดียวกัน หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในหน่วยงานของรัฐ แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ

3. รัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ผลิตหรือจำหน่ายไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) – หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม โดยต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ แต่หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบ กรมธนารักษ์จะผ่อนปรนค่าเช่าในอัตราต่ำสุด เช่น Solar Rooftop เก็บค่าเช่าเพียง 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar คิดค่าเช่าที่ดินเพียง 0.75% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งถือว่าลดลงถึง 75% จากอัตราปกติ

4. ผู้เช่าเอกชน – กรณีติดตั้งเพื่อใช้ไฟเองภายในครัวเรือน (ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์) หรือใช้ในกิจการตามกฎหมายการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อน หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบจะต้องเช่าเพิ่มในอัตราผ่อนปรน โดย Solar Rooftop คิดค่าเช่า 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาทต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar จะเก็บค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงถึง 50% จากอัตราปกติ

5. การเปิดประมูลจัดให้เช่าใหม่ สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้เช่า กรมธนารักษ์จะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุนโครงการ Solar Farm หรือ Floating Solar โดยกำหนดค่าแรกเข้า 0.5% ของมูลค่าที่ดินตามจำนวนปีที่เช่า และค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี (ลดลงครึ่งหนึ่งจากอัตราปกติ)

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องทำประกันความเสียหายเฉพาะพื้นที่ติดตั้งเพื่อคุ้มครองกรณีเกิดอัคคีภัยและเหตุทั้งปวง และต้องรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกต่อกรมธนารักษ์ทุกปี เพื่อให้สามารถรวบรวมและรายงานเป็นภาพรวมของที่ราชพัสดุต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และหากเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ จะต้องแบ่งปันคาร์บอนเครดิต 5% ให้เป็นรายได้แผ่นดินผ่านกรมธนารักษ์ด้วย จับมือกองทัพเรือต้นแบบการใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาด

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ความร่วมมือกับกองทัพเรือ นับเป็นก้าวสำคัญของโครงการนำร่อง ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ราชพัสดุในความครอบครองของกองทัพเรือให้กลายเป็นต้นแบบพลังงานสะอาดของประเทศไทย โดยเริ่มจากโครงการ Floating Solar ที่กรมอู่ทหารเรือ ก่อนจะขยายผลสู่พื้นที่อีก 6 แห่ง

อาทิ ค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ศูนย์ฝึกทหารใหม่ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กองการบินทหารเรือ และกองเรือฟรีเกตที่ 1 รวมกำลังการผลิตพลังงานกว่า 42,000 kWp เมื่อโครงการเดินหน้าเต็มรูปแบบ คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของกองทัพเรือได้กว่า 20% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 63,000 ตันต่อปี นี่ไม่เพียงเป็นการลดภาระงบประมาณ แต่ยังเป็นพลังสะอาดที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

และที่สำคัญคือการสร้าง “ต้นแบบแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ที่หน่วยงานอื่นสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต เปลี่ยนพื้นที่ที่ถูกมองข้าม ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero โครงการ Clean Energy คือภาพสะท้อนบทบาทใหม่ของกรมธนารักษ์ ที่ไม่เพียงทำหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่พร้อมก้าวขึ้นเป็นกลไกขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ ผ่านการสร้างมูลค่าและคุณค่าใหม่จากที่ราชพัสดุ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในมิติพลังงาน เศรษฐกิจ และสังคม

“Clean Energy ไม่ได้เป็นแค่โครงการด้านพลังงานเท่านั้น แต่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของที่ราชพัสดุ ที่จะถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เคยถูกมองข้าม ให้กลับมามีพลัง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมธนารักษ์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” นายเอกนิติกล่าว

มหาสมุทรซีฟู้ดส์–กรมประมง ชูปลากะพง 3 น้ำเกาะยอ หนุนยกระดับสู่สินค้าพรีเมียม GI ปูทางเจาะตลาดโลก

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ จับมือ กรมประมง ลงพื้นที่เกาะยอ หนุนเครือข่ายปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ฯ ไทยเพื่อยกระดับสู่ตลาดสากล

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ ร่วมกับ นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ลงพื้นที่ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำ’จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการผลิตและการตลาดของปลากะพงไทยให้ก้าวสู่เวทีสากล

ปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ รสชาติของเนื้อปลาของปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากยิ่งขึ้น

กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย
• การให้ความรู้ด้านการเลี้ยงแบบ Smart Farm ด้วยเทคโนโลยีการจัดการน้ำ การให้อาหาร และการเฝ้าติดตามสุขภาพปลาอย่างแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและลดต้นทุนการผลิต

• การอบรมการแปรรูปปลากะพง เช่น การทำปลาแล่สด การทำอิเคะจิเมะ–แช่แข็ง ปลาสดพร้อมปรุง และผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

• การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และบริษัทผู้ส่งออก เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นระบบ

นอกจากนี้ มหาสมุทรซีฟู้ดส์ยังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ โรคปลา รวมถึงการจัดการด้านการตลาดในอนาคต โดยยืนยันว่าจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการผลักดัน ปลากะพง 3 น้ำ เกาะยอ ให้ก้าวสู่การเป็นสินค้าพรีเมียมที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

พร้อมเสิร์ฟที่ร้านมหาสมุทรฟู้ดทุกสาขาส่งตรงจากทะเลสาบสงขลา สดๆ ใหม่ๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้ทุกคนลิ้มลองแล้วที่ 🌊 **********

📍 Gourmet Market Siam Paragon ชั้น G(โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น
📍 Gourmet Market สาขา The Emquartier, ชั้น G (โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น.
📍 Tops สาขาเซ็นทรัล บางนาที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 ที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ที่ Tops ชั้น G โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 9.00-22.00 น.

‘พงศ์กวิน’ เตือน ระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ เสี่ยงถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง อาจตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์

‘พงศ์กวิน’ เตือนระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ หวั่นคนไทยถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง ตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ ถูกบังคับใช้แรงงาน พร้อมขอบคุณแรงงานไทยต่างแดนปีนี้นำเงินเข้าประเทศแล้วกว่า 2.3 แสนล้านบาท

(28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนคนหางานไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากอาจเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ และสื่อสังคมต่าง ๆ ในการโฆษณาชักชวนให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่า เป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี แต่เมื่อถึงวันเดินทางจริงกลับถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง และอาจเสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของคนหางานไทย เนื่องจาก การไปทำงานต่างแดนเป็นโอกาสสร้างรายได้และประสบการณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเข้มงวดในการตรวจสอบ  นอกจากนี้ ยังพบว่าการถูกหลอกส่วนใหญ่เกิดจากความไว้ใจ จากบุคคลใกล้ชิด และการบอกต่อว่ามีนายหน้าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ จึงขอให้คนหางานตรวจสอบข้อมูลรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงาน หรือ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 หรือติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 

นายพงศ์กวิน ย้ำว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย มี 5 วิธี คือ 1. กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง วิธีนี้คนหางานจะไม่เสียค่าบริการ แต่มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าภาษีสนามบิน เป็นต้น 2. บริษัทจัดหางานจัดส่ง โดยต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง คนหางานจะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกินที่กฎหมายกำหนด 3. นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน เป็นวิธีที่นายจ้างมีบริษัทในเครืออยู่ต่างประเทศ หรือประมูลงานในต่างประเทศได้ พาลูกจ้างไปทำงานโดยได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน 4. การแจ้งการเดินทางด้วยตนเอง และ 5. นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงานต่างประเทศ 

"จากข้อมูลของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน พบว่า จำนวนคนหางานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กรกฎาคม2568) จำแนกตาม 5 วิธีเดินทาง มีจำนวน 55,604 คน ในส่วนของแจ้งเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศ มีจำนวน 35,442 คน 

โดยเดินทางไปทำงานมากที่สุดใน 1.ไต้หวัน 16,009 คน 2. อิสราเอล 12,558  คน 3. สาธารณรัฐเกาหลี 5,558 คน  4. ญี่ปุ่น 4,881 คน และ 5. สาธารณรัฐฟินแลนด์ 2,874 คน ประมาณการรายได้ที่คนหางานในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 จนถึงกรกฎาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 236,796 ล้านบาท" นายพงศ์กวิน กล่าว

‘วีระศักดิ์’ ชี้ Triple Crisis คือกุญแจพัฒนาสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมแนะเปลี่ยนท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสร้างความรู้–ลดเหลื่อมล้ำ

(27 ส.ค. 68) นายวีระศักดิ์  โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อดีตประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บรรยายในหัวข้อ "การสร้างสมรรถนะของบุคลากรการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรและการเปลี่ยนเเปลง" ในการประชุมประจำปีของรองผู้อำนวยการสำนักงานททท.จากทุกสำนักงานทั่วโลกและจากทั่วประเทศไทย ที่ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมเซ็นทาราลาดพร้าว 

นายวีระศักดิ์ ได้ยกประเด็นการสร้างสมรรถนะรายบุคคลด้วยการเติมความรอบรู้ทางวิทยาการของ Triple Planetary Environmental Crisis ที่ประกอบด้วย Climate Changes- Biodiversity Losses และ  Pollution มาเป็นแกน เนื่องจากวิทยาการนี้จะช่วยให้ประชาคมผู้บริหารการตลาดด้านการท่องเที่ยวสามารถลงลึกถึงแก่นของการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้ครอบคลุมขึ้น ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาช่วยให้ท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย เช่นเป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ เป็นเครื่องมือสื่อสารความรอบรู้จากถิ่นแดนและภูมิปัญญาจากแหล่งต่างๆ เป็นเครื่องมือช่วยงานอนุรักษ์ทรัพยากรและระบบนิเวศ

ในแง่ของสมรรถนะขององค์กร นายวีระศักดิ์ ชี้ให้เห็นมิติด้านกฎหมายจัดตั้งองค์กรททท.ว่า ถ้อยคำในกฎหมายจัดตั้งททท.ตามพรบ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 2522 ยังคงกำหนดบทบาทและให้อำนาจองค์กร ททท.ในการวางแผนและดำเนินการ จัดสร้าง ส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟู บูรณะหรือพัฒนาสถานที่ ตลอดจนทรัพยากรทางการท่องเที่ยวและคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการนั้น อีกทั้งยังสามารถประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเท่าที่จำเป็นรวมตลอดถึงการลงทุน หรือร่วมทุนเพื่อเป็นการริเริ่มให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวหรือพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวได้ ตามนัยของมาตรา8 (5)และมาตรา 9(6)และ(7) 

ดังนั้นการทำแผนพัฒนาสร้างบุคลากรด้านที่จำเป็นต่อภารกิจตาม 2 มาตรานี้ ก็ควรถูกพัฒนาให้เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วย

‘กรมการค้าภายใน’ ยกทัพปัจจัยเกษตรบุก จ.พิจิตร ขับเคลื่อนมาตรการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต

(27 ส.ค. 68) DIT ยกทัพปัจจัยเกษตรจำหน่ายในงานธงเขียวราคาประหยัด ‘ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว’ จ.พิจิตร เกษตรกรแห่ซื้อคึกคัก ลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 5 ล้านบาท

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ เมื่อสองสัปดาห์ก่อนของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้พบปะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตยังไม่ปรับตาม กระทรวงพาณิชย์จึงได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน (DIT) เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาได้มีการจัดงานธงเขียวฯ แล้ว ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นำโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องเกษตรกร

DIT จึงเดินหน้าจัดงาน “ธงเขียวราคาประหยัด ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” ต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและบรรเทาต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ภายใต้นโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ยึดมั่นในหลักการ “พาณิชย์พึ่งได้”

สำหรับวันนี้ (26 สิงหาคม 2568) กรมการค้าภายในได้จัดงานขึ้นที่ สหกรณ์การเกษตรตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ระหว่างวันที่ 26–27 สิงหาคม 2568 โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ผู้ผลิตปุ๋ยเคมี เคมีเกษตร และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ โลตัส และโกลบอลเฮ้าส์

ภายในงานมีการจำหน่ายปุ๋ยเคมีราคาพิเศษ ลดสูงสุดกระสอบละ 200 บาท สามารถซื้อได้สูงสุด 5 กระสอบต่อราย  ครอบคลุมปุ๋ย 6 สูตร ได้แก่ 46-0-0, 30-0-0, 16-20-0, 15-15-15, 16-8-8 และ 18-8-8 โดยเกษตรกรที่นำสมุดทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) และบัตรประชาชนมายื่นลงทะเบียน  นอกจากนี้ยังมีการจำหน่าย ยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืช ที่จำเป็นต่อการเพาะปลูกในราคาลดพิเศษ พร้อมทั้งมอบ คูปองส่วนลด 50 บาท สำหรับซื้อเคมีเกษตรภายในงาน

นายวิทยากร กล่าวว่า “ผมต้องขอขอบคุณสหกรณ์การเกษตรตะพานหินที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการจัดงาน ทำให้เกษตรกรจำนวนมากได้มีโอกาสเข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคาถูกลง วันนี้แม้จะเปิดงานเพียงครึ่งวัน บรรยากาศก็เป็นไปอย่างคึกคักและได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากพี่น้องเกษตรกร โดยสามารถจำหน่ายปุ๋ยได้ถึง 2,500 กระสอบ และที่ผ่านมา การจัดงานธงเขียวสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้กว่า 2.5 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าปุ๋ย 2 ล้านบาท และ ยาฆ่าแมลงและอุปกรณ์การเกษตรอีก 5 แสนบาท จัด 2 ครั้งลดต้นทุนได้ถึง 5 ล้านบาท”

อธิบดีกรมการค้าภายในยังเปิดเผยว่า ขณะนี้มีจังหวัดต่าง ๆ ส่งคำขอให้กรมการค้าภายในจัดงานลักษณะเดียวกันแล้วไม่น้อยกว่า 20 จังหวัด โดยกรมฯ จะทยอยจัดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในโอกาสที่มีการประชุมสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีเกษตรกรมารวมตัวอยู่แล้ว จะทำให้บรรยากาศคึกคักและเกิดประโยชน์กับเกษตรกรมากที่สุด

กฟผ. เปิดขายซองประมูลสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ฯ โครงการเขื่อนศรีนครินทร์ 3 เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด

กฟผ. เร่งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3  กำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) พร้อมเปิดขายซองประกวดราคาอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 กันยายน 2568 เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ

วันที่ (26 ส.ค. 68) นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน (รวพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3 (SNR-PV3) จ.กาญจนบุรี ขนาดกำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) กำหนดไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2571 เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์สำคัญของ กฟผ. ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน เป็นการใช้โครงสร้างและอุปกรณ์หลักร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิม ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงการเลือกใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และออกแบบการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ให้มีความลาดเอียงให้แสงส่องผ่านลงได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศใต้น้ำ

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ซึ่งตั้งเป้าพัฒนากำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนบนผิวน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั่วประเทศ รวม 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และสนับสนุนเป้าหมายประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 ผ่านกลไกการสนับสนุนการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถซื้อเอกสารประกวดราคาได้ตั้งแต่วันนี้ - 26 กันยายน 2568 กำหนดเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www4.egat.co.th/fprocurement/biddingeng/main/3791    

‘พงศ์กวิน’ แจงปมดึงแรงงานศรีลังกาแทนกัมพูชา ชี้ เป็นการแก้ปัญหาภาวะเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อ

‘พงศ์กวิน’ เผย หอการค้าไทยฯ พร้อมหนุน นโยบายรัฐนำเข้าแรงงาน หลังนำเรื่องแรงงานศรีลังกา เข้า ครม. หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีบางฝ่าย มีข้อกังวลถึง นโยบายการนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยแนะนำให้ดึงแรงงานไทยมาทำงานทดแทนว่า การนำเข้าแรงงานชาติอื่นๆ เพิ่มเติม  เป็นการกระจายความเสี่ยง และเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาวะเร่งด่วนเนื่องจากหลายภาคส่วนประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง  ซึ่งตนจะเร่งรัดการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา 

ในส่วนของการดึงแรงงานไทยที่มีทักษะ เข้ามาทำงานทดแทนเร่งด่วนนั้น กรมการจัดหางาน ได้มีมาตรการรองรับโดยใช้แรงงานไทยทดแทน เช่น ทหารกองประจำการ ผู้ต้องโทษชั้นดีที่ใกล้พ้นโทษ และเยาวชนในสถานพินิจ ซึ่งสามารถนำมาเสริมแรงงานในภาคการผลิตและการเกษตร รวมถึงเปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย ที่ปัจจุบันยังทำงานอยู่ในไทย เพื่อปรับเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ลดปัญหาแรงงานเถื่อน และเพิ่มแรงงานในตลาดอย่างเร่งด่วน ด้วย

ขณะที่ด้านฝ่ายบริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยต่อว่า ทางหน่วยงานพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาล ให้กระทรวงแรงงาน ดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยทางฝ่ายเห็นถึงปัญหาในกรณีที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเต็มเติมความต้องการแรงงานให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร การผลิต การบริการ และการจ้างงานโดยรวมของประเทศ

กบน. ลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดีเซล 50 สต. คาดสิ้นปี 2568 เงินกองทุนฯ จะพลิกเป็นบวกได้

กบน. มีมติปรับลดเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลง 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจัดเก็บอยู่ 1.40 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเล็กน้อย พร้อมเผยกองทุนฯ มีรายรับเข้าเดือนละประมาณ 6,000 ล้านบาท คาดสิ้นปี 2568 เงินกองทุนฯ จะพลิกเป็นบวกได้จากปัจจุบันติดลบลดลงเหลือ -24,355 ล้านบาท

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับลดการเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลเพื่อส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 50 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมเรียกเก็บเงินผู้ใช้ดีเซล และดีเซล B20 อยู่ 1.90 บาทต่อลิตร ได้ปรับลดเหลือ 1.40 บาทต่อลิตร ส่วนผู้ใช้ดีเซลเกรดพรีเมียม เดิมเก็บอยู่ 3.40 บาทต่อลิตร เหลือ 2.90 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อย 

ส่วนกลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซิน ยังเรียกเก็บเงินเพื่อส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เท่าเดิม โดยผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถูกเรียกเก็บ 3 บาทต่อลิตร , น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เรียกเก็บ 1.90 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บ 3.60 บาทต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 เรียกเก็บ 9.60 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ส่งผลให้กองทุนฯ มีรายรับรวม 208.07 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 6,242 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดได้ 181.65 ล้านบาทต่อวัน และมาจากผู้ประกอบการโรงแยกก๊าซ 26.42 ล้านบาทต่อวัน

โดยภาพรวมกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดที่รายงานโดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ณ วันที่ 24 ส.ค. 2568 กองทุนฯ ติดลบเหลือ  -24,355 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากบัญชี LPG ติดลบรวมถึง  -43,104 ล้านบาท ขณะที่บัญชีน้ำมันมีรายรับเป็นบวกอยู่ 18,749 ล้านบาท

สำหรับหนี้เงินกู้สถาบันการเงินที่กองทุนฯ กู้ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 52,360 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายคืนหนี้เงินต้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกรอบเวลาที่กู้มาแต่ละครั้ง โดยในเดือน ต.ค. 2568 นี้จะต้องจ่ายหนี้เงินต้นสูงสุดประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากนั้นจะค่อยๆลดลง และในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยอีก 250 ล้านบาทต่อเดือนด้วย โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดตามกำหนดในปี 2572

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน แต่ในช่วงเดือน มิ.ย. 2568 เกิดภาวะสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลอีกครั้ง และทำให้รายรับของกองทุนฯ ลดลง จากเดิมคาดการณ์ว่ากองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 ล่าสุดคาดว่าจะเป็นบวกได้ประมาณเดือน ธ.ค. 2568 นี้ เนื่องจากกองทุนฯ มีรายรับประมาณ 6 พันล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกองทุนฯ ปัจจุบันติดลบอยู่ 24,355 ล้านบาท

สำหรับราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 25 ส.ค. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 69.35 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.41 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 63.82 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.16 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 67.86 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.13 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 25 ส.ค. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.26 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.07 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.13 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.17 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 4 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.43 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่างวันที่ 1-25 ส.ค. 2568 อยู่ที่ 2.41 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ 1.5-2 บาทต่อลิตร)

ภาษีรายได้เป็นลบ Negative Income Tax ควรทำหรือไม่!! ทำไปเพื่ออะไร!!

(24 ส.ค. 68) เราคุ้นเคยกับคำว่า ภาษีรายได้ หรือ Income tax ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากผู้ที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ 

อย่างในบ้านเรา ใครก็ตามที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่เกือบๆ 26,000 บาทขึ้นไปก็จะต้องเริ่มจ่ายภาษีที่อัตรา 5% ของรายได้ที่เกินจำนวนที่ว่า และอัตราภาษีของผู้ที่มีรายได้มากก็จะยิ่งสูงตาม

แล้ว ภาษีรายได้เป็นลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) NIT คืออะไร

NIT เป็นแนวคิดที่มาจาก Universal Basic Income (UBI ) หรือ รายได้ขั้นตํ่าทั่วไปของนักคิดชาวอเมริกัน และยุโรป มีการพัฒนาและถูกพูดถึงมาหลายศตวรรษ โดยมีบุคคลสำคัญในแต่ละยุคสมัย ดังนี้

ยุคบุกเบิก ศตวรรษที่ 16 - 18
โธมัส มอร์ (Thomas More) - ในหนังสือเรื่อง "Utopia" (ค.ศ. 1516) บรรยายถึงสังคมที่ทุกคนได้รับรายได้ที่รับประกันโดยรัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับ UBI มากที่สุด

โธมัส เพน (Thomas Paine) -  ในบทความ "Agrarian Justice" (ค.ศ. 1797) ได้เสนอให้มีการจ่าย "เงินทุน" ให้กับประชาชนทุกคนเมื่ออายุครบ 21 ปี และจ่ายเงินบำนาญรายปีเมื่ออายุ 50 ปี โดยให้เหตุผลว่าทุกคนมีสิทธิ์ในทรัพยากรธรรมชาติของโลกอย่างเท่าเทียมกัน

ยุคใหม่ (ศตวรรษที่ 19 - 20)  
โจเซฟ ชาร์เลียร์ (Joseph Charlier) - นักสังคมนิยมจากเบลเยียม ได้เสนอแนวคิดนี้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1848 โดยเรียกมันว่า "เงินปันผลจากดินแดน" (Territorial Dividend)

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ในทศวรรษที่ 1960 - ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิด "รายได้ที่รับประกัน" อย่างจริงจัง โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) - นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล แม้จะเป็นนักเสรีนิยม แต่ก็ได้เสนอแนวคิดที่ใกล้เคียงกันในชื่อ "ภาษีเงินได้ติดลบ" (Negative Income Tax) โดยมองว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าในการช่วยเหลือคนยากจน เมื่อเทียบกับระบบสวัสดิการที่ซับซ้อนในขณะนั้น

ดังนั้น NIT และ UBI คือเรื่องเดียวกัน แม้จะเรียกชื่อต่างกันก็ตาม

แต่ในสภาพเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน แทบทุกประเทศทั้งฝั่งอเมริกา หรือยุโรป ก็ล้มเลิกแนวคิดแจกเงิน (นโยบายประชานิยม) เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ ไม่มีชาติไหนเอาแนวคิดเรื่อง NIT หรือ UBI มาใช้งานจริง แม้แต่ชาติเดียว 

NIT ตามที่เป็นข่าว คือ การแจกเงินให้กับผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ แต่รายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่เริ่มเสียภาษี โดยจะแจกให้จนมีรายได้ตามเกณฑ์  

หากใช้เกณฑ์ปัจจุบัน ที่รายได้ขั้นตํ่าปีละ 310,000 บาท 

ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 0 บาท หรือไม่มีรายได้เลย ไม่ถึงเกณฑ์ รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 310,000 บาท และ ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 240,000 บาท ไม่ถึงเกณฑ์รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 70,000 บาท 

เงินแจกเหล่านี้ จะมาจากภาษีต่างๆที่เก็บจากผู้ยื่นภาษีเงินได้ ทั้งบุคคลธรรมดา และธุรกิจห้างร้าน ซึ่งหากไม่เพียงพอก็จะต้องกู้มาแจก

แม้ว่าในทางปฏิบัติ จะสามารถลดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำให้น้อยลงได้ เช่น เหลือแค่ 100,000 บาทต่อปี แต่สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นคือ คนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ จะต้องจ่ายภาษีมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีเงินแจกคนที่รายได้ตํ่ากว่าเกณฑ์ที่ว่า ตามหลักการ NIT หรือ UBI 

คราวนี้มาดูฐานข้อมูลผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลขกัน
สำหรับปีงบประมาณ 2567 ยอดรวมโดยประมาณของภาษี 3 ประเภทหลัก เป็นดังต่อไปนี้
• ภาษีมูลค่าเพิ่ม : 923,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้นิติบุคคล : 783,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : 416,000 ล้านบาท

ความพิเศษภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ
• มีผู้มีเงินได้ยื่นแบบภงด.ทุกชนิดรวมกันแค่ประมาณ 11 ล้านคน จากผู้มีรายได้ทั้งหมด 41 ล้านคน
• ใน 11 ล้านคนที่ยื่นแบบ ภงด. มีแค่ประมาณ 4 ล้านคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี
• ใน 4 ล้านคนที่เสียภาษีจริง 100,000 คนแรกที่รายได้สูงสุดเสียภาษีรวมกันเกือบ 90% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด หรือประมาณกว่า 370,000 ล้านบาท เฉลี่ยคนละกว่า 3 ล้านบาท

ลองคำนวณคร่าวๆ สมมติมีผู้มีรายได้น้อย 7 ล้านคน ที่ยื่นแบบแต่ไม่เสียภาษีมีเงินได้เดือนละ 20,000 บาท จะได้รับเงินแจกคนละ 70,000 บาท เอา 7 ล้านคน คูณ ก็เป็นเงิน 490,000 ล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะติดลบในปีแรก ทันที !!

และหากแจกเงินให้กับประชากร 30 ล้านคน ที่ไม่เคยยื่นภาษีรายได้บุคคลธรรมดา จะต้องใช้งบประมาณมากกว่านี้ อีก 4-5 เท่า งบประมาณจากภาษีด้านอื่นๆ ของประเทศ จะสูญหายไปกับนโยบายนี้

แล้วรัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมหาศาลเพื่อใช้ทำงบประมาณตามนโยบาย

ด้วยข้อเท็จจริงนี้ หากนำเอาแนวคิด NIT มาใช้ ระบบภาษี เศรษฐกิจ สถานะการเงินการคลังของประเทศไทย พังเสียหายแน่นอน 

แค่ตอนนี้ ประชาชนผู้เสียภาษี 4 ล้านคน ก็แบก ค่าใช้จ่าย (งบประมาณ) สำหรับดูแลประชากรในประเทศกว่า 70 ล้านคน จนหลังแอ่น สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลก็ทำงบประมาณแบบขาดดุล นั่นคือ รายได้ (จากการเก็บภาษี) น้อยกว่า รายจ่ายงบประมาณ 

ลองถามตัวเองว่า ควรทำหรือไม่ และทำไปเพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์ ประเทศชาติจะได้อะไร??

เชียงใหม่-เกษตรฯ ยกระดับกาแฟไทย สู่การบรรลุเป้าหมาย 1,000 ไร่ ในปี 2570

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จัดงาน “กาแฟไทย เติบโตไปกับป่า สร้างคุณค่า
ให้โลก” ภายใต้โครงการส่งเสริมและสร้างการรับรู้การผลิตกาแฟภาคเหนือตลอดห่วงโซ่อุปทาน ณ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 1,000 ไร่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกาแฟไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งเน้นให้เกิดกลไกสนับสนุนทางการผลิต การวิจัย การพัฒนา การตลาด และบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้และเป็นธรรม

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเปิดงานฯ ว่า การยกระดับกาแฟไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้มองแค่การผลิต แต่กำลังสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่สูง เข้าถึงโอกาส เข้าถึงตลาด และเป็นเจ้าของอนาคตของตนเองได้ ที่ผ่านมาได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจการส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ การวิจัย และพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืน 

โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม กว่า 36 หน่วยงาน ซึ่งการขับเคลื่อนภายใต้กรอบ MOU จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันมีเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือน เข้าสู่ระบบกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยนำร่องในพื้นที่ 1,000 ไร่ สำหรับกิจกรรมในวันนี้เป็นการสนับสนุนต้นกาแฟคุณภาพพันธุ์อะราบิกา กว่า 66,900 ต้น พร้อมองค์ความรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทานให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ครั้งนี้ 

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในวันนี้เป็นอีกหนึ่ง
โอกาสสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มและอำเภอแม่วาง จ.เชียงใหม่ ที่เป็นพื้นที่
ปลูกกาแฟแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเกษตรกรจะได้ร่วมเรียนรู้การเพาะกล้ากาแฟ
การจัดการดินสำหรับการปลูกกาแฟบนพื้นที่สูง การบริหารจัดการศัตรูกาแฟ เช่น มอดเจาะเมล็ดกาแฟ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพกาแฟ ร่วมถึงการองค์ความรู้เสริมต่างๆ เช่น หลักสูตรนักชงกาแฟบาริสต้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟ รวมถึงหลักสูตรการตลาดต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น 

ปัจจุบันความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในประเทศยังไม่เพียงพอ ปีการผลิต 2567/68 ประเทศไทยมีผลผลิตเพียง 14,665 ตัน ในขณะที่ความต้องการบริโภคสูงถึง 96,794 ตัน คิดเป็นร้อยละ 15 เท่านั้น ในขณะที่ข้อมูล
การพยากรณ์ผลผลิต สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 พบว่า เนื้อที่ปลูกกาแฟอะราบิกา
ที่ให้ผลผลิตมีจำนวน 119,607 ไร่ ให้ผลผลิต (สาร) 10,606 ตัน คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ย 89 กิโลกรัมต่อไร่ 
ส่วนกาแฟโรบัสตา มีเนื้อที่ให้ผลผลิต 75,396 ไร่ ผลผลิต (สาร) 5,649 ตัน หรือเฉลี่ย 75 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งยังต่ำกว่าความต้องการของบริโภคในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การยกระดับกาแฟไทย จึงเป็นโอกาสสำคัญของภาคเกษตร 

ดังนั้น การส่งเสริมและพัฒนากาแฟ จึงต้องตอบโจทย์ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ลดการเผาในพื้นที่เกษตร ก้าวสู่ความยั่งยืนด้านอาหาร การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับ กิจกรรมในวันนี้ นับเป็นก้าวแรกในการสำคัญในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 1,000 ไร่ ในการยกระดับกาแฟ จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคขับเคลื่อนยกระดับกาแฟไทยร่วมกันโดยมีเกษตรกร
เป็นศูนย์กลาง และมีระบบที่ชัดเจนในการตรวจสอบย้อนกลับจากแหล่งปลูกคุณภาพได้ โดยเฉพาะการจัดทำข้อมูลพื้นที่ปลูกกาแฟและฐานข้อมูลผู้ผลิต ซึ่งเป็นข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้าที่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจะต้องดำเนินการให้ได้มาตรฐานสากล ลดข้อบกพร่อง (Defect) ของเมล็ดกาแฟ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
ทั้งในและต่างประเทศต่อไปในอนาคตอีกด้วย

‘สุริยะ’ เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมชง ครม.ไฟเขียว ‘รถไฟทางคู่เฟส 2-มอเตอร์เวย์นครปฐม’ 3.58 แสนล้าน

(23 ส.ค. 68) กระทรวงคมนาคมเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมชง ครม.ไฟเขียวโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 และมอเตอร์เวย์นครปฐม พร้อมเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างภายในปีงบประมาณ 2569

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เผยว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ 6 โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เข้าครม. วงเงินรวม 2.97 แสนล้านบาท โดยเริ่มนำร่อง 3 เส้นทาง ได้แก่ ปากน้ำโพ-เด่นชัย, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี และ สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา

อีกหนึ่งโครงการสำคัญ คือ มอเตอร์เวย์หมายเลข 8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กม. วงเงิน 61,154 ล้านบาท อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

สุริยะกำชับกรมทางหลวงเร่งเปิดประมูล 2 โครงการที่ ครม.อนุมัติแล้ว ได้แก่ ส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ (M5) วงเงิน 31,358 ล้านบาท และมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 (M9) วงแหวนรอบนอกตอนบางขุนเทียน-บางบัวทอง วงเงิน 56,035 ล้านบาท

‘EGAT - MEA - PEA’ ผนึกกำลังชูอนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน ในงาน Show and Share Innovation for the Better Life 2025

ไฮไลต์นวัตกรรม: ขึงสายไฟแรงสูงไม่ดับไฟ - AI โซลาร์ฟาร์ม - ยานใต้น้ำดูแลโซลาร์ลอยน้ำ

ถ้าเอ่ยถึง 'ไฟฟ้า' หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว อยู่ในมือของวิศวกรและนักวิจัย แต่ความจริงแล้วทุกนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ล้วนสะท้อนกลับมาสู่ชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงของแสงสว่างในห้อง การชาร์จมือถือที่ไม่เคยสะดุด หรือแม้แต่พลังงานสะอาดที่เราหวังพึ่งพาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

งาน “Show and Share Innovation for the Better Life 2025” ที่จัดขึ้นโดย 3 การไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จึงไม่ใช่แค่เวทีแสดงผลงานวิจัยหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของความพยายามครั้งใหญ่ ในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมพลังงานยุคดิจิทัลและคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศของการพบปะ แลกเปลี่ยน และการนำเสนอผลงานที่น่าสนใจจากทั้งสามหน่วยงาน ทั้งนิทรรศการ การเสวนาจากผู้นำทัพด้านนวัตกรรมขององค์กร ไปจนถึงการโชว์เคสเทคโนโลยีไฟฟ้าที่ไม่เคยเปิดเผยในวงกว้างมาก่อน เสมือนเป็น “เวทีเปิดบ้าน” ของคนทำงานไฟฟ้า ที่ครั้งนี้ตั้งใจเล่าให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้นว่าพลังงานกับนวัตกรรมมีบทบาทอย่างไรกับชีวิตประจำวัน

นวัตกรรมแรกที่น่าสนใจคือ นวัตกรรมการขึงสายส่งไฟฟ้าแรงสูงข้ามอุปกรณ์ที่มีกระแสไฟฟ้า 115-230 เควี (Innovation for stringing high voltage transmission line across 115-230 kV electricity equipment) ลองนึกภาพว่า หากต้องซ่อมหรือขึงสายไฟแรงสูงในสถานีไฟฟ้า สิ่งที่ตามมาคือ “ต้องดับไฟก่อน” ใช่ไหม? แต่การดับไฟแม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะกับภาคครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่เศรษฐกิจโดยรวม

ทีมงานของ EGAT จึงคิดค้นเทคนิคใหม่ในการ ขึงสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 115–230 เควี โดยไม่ต้องดับไฟ พูดง่าย ๆ คือสายไฟเส้นใหม่ถูกดึงผ่านอุปกรณ์ที่ยังจ่ายกระแสไฟอยู่ได้อย่างปลอดภัย ด้วยการใช้โปรแกรมคำนวณเฉพาะที่พัฒนาเอง และหุ่นยนต์ควบคุมระยะไกลเข้ามาช่วย

ผลลัพธ์คือไม่ต้องหยุดจ่ายไฟแม้แต่วินาทีเดียว ลดความเสี่ยง ลดการสูญเสียไฟฟ้าที่อาจมีมูลค่าสูงถึง 31 ล้านบาทต่อชั่วโมง และที่สำคัญคือประชาชนไม่ต้องเผชิญกับไฟดับให้เสียหายหรือลำบากเลย นับเป็นนวัตกรรมที่สร้างทั้ง ความต่อเนื่องและความมั่นคง ให้กับระบบไฟฟ้าไทย

มาต่อกันที่เรื่องของพลังงานหมุนเวียนกับนวัตกรรมการประยุกต์นวัตกรรมการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และอากาศยานไร้คนขับ (LEVERAGING AI TECHNOLOGY TO UAV INSPECTION FOR SOLAR FARM) ท่ามกลางเป้าหมายใหญ่ของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 พลังงานแสงอาทิตย์ถูกมองว่าเป็นความหวังสำคัญ แต่เบื้องหลังการดูแลโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ไม่ง่ายเลยเพราะแผงแต่ละแผ่นอาจมีจุดบกพร่อง ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น

EGAT จึงพัฒนา แพลตฟอร์มตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์ด้วยโดรนและ AI โดยโดรนจะบินตรวจสอบแผงเป็นโซน ๆ เก็บภาพถ่ายความร้อน (IR Camera) แล้ว AI จะวิเคราะห์หาความผิดปกติทันที พร้อมระบุตำแหน่งพิกัด GPS และออกเป็นรายงานอัตโนมัติ

ฟังดูเหมือนงานวิจัย แต่ผลที่ได้จับต้องได้มาก เช่น ลดเวลาการตรวจสอบจาก 3 ชั่วโมงเหลือเพียง 40 นาที ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ EGAT ได้กว่า 40 ล้านบาทต่อปี และยังต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ ให้บริการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มเชิงพาณิชย์ในอนาคตได้ด้วย

และเมื่อต้องพูดถึงโซลาร์ฟาร์มที่กำลังเติบโตบนผืนน้ำของไทย ปัญหาสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการตรวจสอบใต้น้ำ ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตนักประดาน้ำ นี่จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมยานใต้น้ำไร้คนขับเพื่อตรวจสอบแผงผลิตไฟฟ้าลอยน้ำ (Unmanned Underwater Vehicles for Monitoring the Hydro-Floating Solar) อีกหนึ่งความท้าทายใหม่ของไทยคือ “โซลาร์ลอยน้ำ” บนเขื่อนต่าง ๆ ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่การตรวจสอบแผงและทุ่นลอยน้ำใต้น้ำ ต้องอาศัยนักประดาน้ำที่ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปในพื้นที่แคบและอันตราย

จึงมีแนวคิด ยานใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) ที่สามารถลงไปสำรวจได้ลึกถึง 30 เมตร และระยะไกลถึง 200 เมตร พร้อมไฟส่องสว่างและกล้องถ่ายทอดสดใต้น้ำแบบเรียลไทม์

สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงให้นักประดาน้ำ แต่ยังเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการบำรุงรักษา ที่สำคัญ ยานดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการยื่นอนุสิทธิบัตร และจะถูกนำไปใช้จริงกับโครงการโซลาร์ลอยน้ำตามเขื่อนใหญ่ ๆ ทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

สามนวัตกรรมที่เล่ามา อาจฟังดูต่างกัน แต่ทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกันคือ “สร้างไฟฟ้าที่มั่นคง สะอาด และปลอดภัยยิ่งขึ้น” เพื่อตอบโจทย์สังคมคาร์บอนต่ำที่โลกกำลังมุ่งไป

งาน Show and Share Innovation for the Better Life 2025 ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การอวดผลงานวิจัย แต่เป็นการยืนยันว่า เราพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อให้คนไทยได้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอเพียง แต่ยังเป็นไฟฟ้าที่สะท้อนถึงอนาคตที่ยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top