Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ใหม่ บังคับใช้ 8 พ.ย. ธุรกิจ F&B–Nightlife ต้องปรับตัว ร้านขนาดเล็ก เสี่ยงเสียรายได้หดช่วงบ่าย–หลังเที่ยงคืน หลังห้ามดื่มในร้านนอกเวลาขาย ฝ่าฝืนปรับ 1 หมื่น

จากกรณีที่ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลใช้ 8 พ.ย. 2568 (นับ 60 วันหลังประกาศราชกิจจาฯ) ซึ่งใจความของกฎหมายได้ “ขยายการบังคับใช้มาถึง ‘ผู้ดื่ม’” ไม่ใช่เฉพาะผู้ขาย/ร้านค้าอีกต่อไป. หาก บริโภคในสถานที่จำหน่ายหรือสถานที่ให้บริการเพื่อการค้า “ในเวลาห้ามขาย” ถือว่าผิด มีโทษปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท.

สำหรับ เวลาห้ามขายที่อ้างอิงตามประกาศนายกรัฐมนตรี (ฉบับปรับปรุงปี 2568) คือ ขายได้เฉพาะ 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. นอกนั้นถือว่า “เวลาห้ามขาย” โดยมี ข้อยกเว้น 3 กรณี: (1) พื้นที่ผู้โดยสารขาออกสนามบินระหว่างประเทศ (2) “สถานบริการ” ตามเวลาเปิด–ปิดตามกฎหมาย และ (3) โรงแรม.

นั่นหมายความว่าช่วง “นอกชั่วโมงขาย” ลูกค้า ห้ามนั่งดื่มต่อในร้าน/บาร์/คาเฟ่ที่ขายแอลกอฮอล์ (แม้มีของอยู่บนโต๊ะ) ยกเว้นอยู่ในพื้นที่ที่เข้าข่ายข้อยกเว้นข้างต้น ซึ่งยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละประเภทสถานประกอบการ

แน่นอนว่า กฎหมายฉบับใหม่ที่ออกมานั้น มีทั้งผลดี–ผลเสีย 

สิ่งที่เป็น “ผลดี” คือ 

1. ลดช่องโหว่การ “นั่งยาวนอกเวลา” ทำให้การบังคับใช้ง่ายขึ้น—จากเดิมคุมเฉพาะ “การขาย” ตอนนี้คุม “การบริโภค” ในเวลาห้ามขายด้วย ลดภาระตีความของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ พร้อมยกระดับระเบียบสาธารณะ/ความปลอดภัยช่วงดึกและกลางวันบางช่วง (2–5 โมงเย็น) ที่รัฐกังวล

2. เคลียร์ความเสมอภาคด้านกฎเกม ระหว่างผู้ขาย—ทุกแห่งต้องหยุด “การดื่มในร้าน” ในเวลาห้ามขายเหมือนกัน (ยกเว้นที่ถูกระบุไว้) ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการตีความต่างกัน

3. สัญญาณด้านสุขภาพและภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ—ภาครัฐชูมิติความปลอดภัย นักท่องเที่ยวต่างชาติรับรู้กติกาชัดขึ้น (หลายสื่อภาษาอังกฤษรายงานตรงกันเรื่องค่าปรับผู้ดื่ม)

อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้ประกอบการ ก็มีความเสี่ยงและต้นทุนที่ต้องบริหารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

1. ผลกระทบต่อรายได้ F&B/Nightlife ช่วงเปลี่ยนผ่าน: ร้าน/บาร์อาจสูญเสียยอด “นั่งต่อ” หลังเที่ยงคืนหรือรอบบ่าย (14.00–17.00 น.) โดยเฉพาะผู้ประกอบการนอกข้อยกเว้น เช่น ผับ–บาร์ที่ไม่ใช่ “สถานบริการ” ตามกฎหมาย หรือร้านอาหารทั่วไปที่พึ่งยอดเครื่องดื่ม สมาคมร้านอาหารจำนวนหนึ่งแสดงความกังวลว่าอาจกระทบดีมานด์นักท่องเที่ยวบางเซกเมนต์. 

2. ต้นทุนความเสี่ยงถูกปรับ: ธุรกิจต้องวางระบบ “เคลียร์โต๊ะ–ปิดบิล–หยุดเสิร์ฟ” ให้จบก่อนเข้าเวลาห้ามขาย/ห้ามดื่ม มิฉะนั้นทั้งลูกค้าและร้านมีความเสี่ยง—ลูกค้าโดนปรับไม่เกิน 10,000 บาท ขณะที่ร้านอาจเจอโทษตามกฎหมายเดิมในส่วนการขาย/ส่งเสริมการขาย

3. ความเข้าใจของนักท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวบางชาติไม่คุ้นกับ “ชั่วโมงห้ามขาย” อาจเกิดข้อพิพาทหน้าร้านและคอมเพลนออนไลน์—กระทบรีวิว/แบรนด์จุดหมาย หากสื่อสารไม่ดีพอ (หน่วยงานท่องเที่ยวเองออกคำแนะนำเรื่องนี้กับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว)

ทั้งนี้หากมองในมิติด้าน “ท่องเที่ยวไทย” ภาพรวมสั้น ๆ: อาจจะกระทบเชิงรายได้เฉพาะเวลา (time-bound) มากกว่ากระทบเชิงโครงสร้าง เพราะ โรงแรม–สถานบริการ–เลานจ์สนามบิน อยู่ในข้อยกเว้นตามประกาศ นายกฯ ปี 2568 ทำให้กิจกรรมท่องเที่ยวระดับพรีเมียม/มีใบอนุญาตยังให้บริการได้ในกรอบเวลาและรูปแบบที่กฎหมายอนุญาต (เช่น บาร์โรงแรมตามชั่วโมงที่เปิดตามกฎหมายสถานบริการ). ผลกระทบหนักจะไปลงที่ ร้านอิสระ/บาร์ขนาดเล็ก ที่อยู่นอกข้อยกเว้น และแหล่งท่องเที่ยวที่ดีมานด์ “นั่งต่อหลังเที่ยงคืน” เป็นดีมานด์หลัก. .

ขณะที่ ฝั่งการรับรู้ของนักท่องเที่ยว: สื่อท่องเที่ยวต่างประเทศสรุปชัดว่า “ผู้ดื่มก็โดนปรับได้” แต่ก็ย้ำว่า โรงแรม/ร้านมีใบอนุญาตจำนวนมากยังให้บริการได้ภายใต้กติกา จึงคาดว่า “ผลต่อเสน่ห์ท่องเที่ยวโดยรวมจำกัด หากผู้ประกอบการสื่อสารดี” มากกว่าจะเกิดการยกเลิกทริปเป็นวงกว้าง

ส่วนในมุมเศรษฐกิจสังคมระยะยาว: งานวิจัยด้านนโยบายแอลกอฮอล์ของสถาบันวิจัยไทยชี้ว่า “การออกแบบมาตรการให้บาลานซ์ผลลัพธ์เศรษฐกิจ–สังคม” สำคัญที่สุด: ถ้าควบคู่ด้วยการสื่อสาร–บังคับใช้ที่เสมอภาค ผลเสียต่อเศรษฐกิจบริการจะจำกัด ขณะผลได้ด้านสุขภาพและความปลอดภัยสาธารณะจะชัดขึ้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย อาจจะต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ด้วยการ
1) ล็อกระบบเวลาแบบไม่พลาด  ตั้ง “Last Order” ให้ จบก่อนเวลา 24.00 น. / 14.00 น. และ 17.00 น. อย่างน้อย 10–15 นาที,  ปรับระบบขายหน้าร้าน/แคชเชียร์ ให้ตัดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อัตโนมัติในเวลาห้ามขาย และ ทำ การเคลียร์แก้ว/โต๊ะ ทันทีเมื่อเข้าสู่เวลาห้ามขาย (ลดความเสี่ยงลูกค้านั่งดื่มต่อในร้าน)

2) แยกสถานะกิจการ–ใบอนุญาตให้ชัด  โดยตรวจสอบว่าร้าน/บาร์เข้าข่าย “สถานบริการ” หรือไม่ และโรงแรมของคุณครอบคลุมข้อยกเว้นใดบ้าง (รวมถึงเวลาเปิด–ปิดตามกฎหมายสถานบริการ) เพื่อวางโมเดลรายได้ไม่ให้ผิดกฎหมาย
.
3) สื่อสารลูกค้าหลายภาษา ด้วยการทำป้าย/เมนู/QR ที่อธิบาย “ชั่วโมงห้ามขาย & ห้ามดื่มในร้าน” อย่างสุภาพ อย่างน้อย ไทย–อังกฤษ–จีน พร้อมฝึกอบรมพนักงานหน้าเคาน์เตอร์/เซิร์ฟเวอร์ให้ อธิบายอย่างเป็นมิตร ลดดราม่ารีวิว

4) รีแพคเกจรายได้ในชั่วโมงต้องห้าม  ดัน ม็อกเทล–เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์–ของหวาน–อาหาร Late-night
 จัด Mini-experiences ระหว่าง 14.00–17.00 น. (เช่น Afternoon Tea / Coffee Flight / Live Cooking)  สำหรับแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน: ย้ายพีกพอยท์รายการโชว์/ดนตรี มาก่อน 23.00 น. เพื่อเร่งยอดก่อน 24.00 น.

5) ทำงานเชิงรุกกับหน่วยงานท่องเที่ยว โดยใช้สื่อจาก TAT/หน่วยงานรัฐ ที่แจ้งกติกากับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกัน (ทั้งหน้าเว็บและสื่อในร้าน)

กฎหมายฉบับใหม่ ย้ำ “ห้ามดื่มในเวลาห้ามขาย” ภายในสถานที่ขาย/ให้บริการเพื่อการค้า พร้อมโทษปรับผู้ดื่มไม่เกิน 10,000 บาท ทำให้ “เกมการบังคับใช้” ชัดขึ้นและเท่าเทียมมากขึ้น แต่ย่อมมี ผลกระทบรายได้เป็นช่วงเวลา กับผู้ประกอบการ F&B/Nightlife โดยเฉพาะที่อยู่นอกข้อยกเว้น ทั้งนี้ ภาคท่องเที่ยวโดยรวม ไม่น่ากระทบรุนแรงเชิงโครงสร้าง หากธุรกิจรีแพคเกจ พร้อมทั้งสื่อสารลูกค้าดี และรัฐคุมกติกาให้ ชัด–เสมอภาค–เข้าใจง่าย 

‘ตรีนุช’ เร่ง Up Skill แรงงานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต และแรงงานขั้นสูง ตอบโจทย์ EEC ตั้งเป้า 4 เดือน พัฒนาทักษะแรงงาน 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

(8 พ.ย. 68) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การ Up Skill / Re-Skill เป็นหนึ่งใน 5 นโยบายหลักของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับแรงงานไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาทักษะทางดิจิทัล ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต โดยล่าสุด ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์สมัยใหม่ให้กับแรงงานไทย โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าหมาย 5 หลักสูตร จำนวนกว่า 11,000 คน

หลักสูตรหลัก ๆ ที่มอบเป็นนโยบายเร่งด่วน คือ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและความชาญฉลาด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ, รถยนต์เชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Car) ตั้งเป้าหมายภายใน 4 เดือนนี้ให้ได้ 5,520 คน ทักษะภาคอุตสาหกรรมเพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจากรายงานของ World Economic Forum ระบุว่าในอนาคตอันใกล้นี้ AI จะสร้างงานใหม่มากถึง 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของการพัฒนาทักษะด้านนี้ ตั้งเป้าจำนวน 1,000 คน

นอกจากทักษะทั้ง 2 ประเภทแล้ว ยังได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานพัฒนาทักษะแรงงานไทยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการ ตรวจจับข้อมูล, เชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย, และ มีระบบประมวลผลภายในตัว ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มนี้ในอาเซียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การพัฒนาอุปกรณ์สำหรับ Smart Home, Smart Factory, Smart Hospital, Smart Farm และรถยนต์ EV ฯลฯ โดยในกลุ่มนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะไม่ต่ำกว่า 300 คน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสมรรถนะบุคลากรดิจิทัลรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต อีกจำนวน 3,000 คน และ ยกระดับฝีมือหลักสูตรระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ จำนวน 2,010 คน

ปัญหาใหญ่ของแรงงานไทย คือ ความสามารถและทักษะไปไม่ถึงตลาดแรงงาน มีหลายประเทศที่เข้ามาเจรจาอยากจ้างแรงงานไทยไปทำงานนับหมื่นคน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานของเราขาดทักษะในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆและ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เห็นผลภายใน 4 เดือนนี้ " น.ส.ตรีนุช กล่าว

นอกเหนือจาก 5 หลักสูตรข้างต้นแล้ว ยังได้มอบให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปดำเนินการพัฒนาศักยภาพแรงงานขั้นสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)อีก 1,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคตของบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนใน EEC นอกจากนี้ยังขอให้มีการพัฒนาทักษะแรงงานอิสระและผู้ประกอบกิจการเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือบริการในชุมชน อีกจำนวน 2,000 คน ด้วย รวมจำนวนแรงงานที่จะมีการพัฒนาทักษะทั้ง 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

ภัยเงียบที่คุกคามเศรษฐกิจไทย กว่า 2.4 ล้านล้านบาทในระบบ ธรรมาภิบาลอ่อนแอ-กู้ซ้อนเสี่ยงล้มโดมิโน ถึงเวลาปลดชนวนก่อนฐานรากจะสั่นคลอน

ในขณะที่สังคมไทยกำลังจับจ้องและถกเถียงกันอย่างเข้มข้นถึงปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ที่พุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน จนถูกมองว่าเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่พร้อมจะทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ภายใต้เงามืดของปัญหาหนี้ครัวเรือน ยังมี "ระเบิดเวลา" อีกลูกที่กำลังนับถอยหลังอย่างเงียบเชียบและอาจมีอานุภาพทำลายล้างไม่แพ้กัน นั่นคือ "หนี้สินในระบบสหกรณ์" ซึ่งหนี้สหกรณ์ในระบบเศรษฐกิจไทย ณ เดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าประมาณ 2.43 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ

ระบบสหกรณ์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นบนหลักการของการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับประชาชนนับล้านคนในประเทศไทย ตั้งแต่ข้าราชการ ครู อาจารย์ ไปจนถึงเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ทว่าวันนี้ เสาหลักที่เคยแข็งแกร่งนี้กำลังถูกกัดกร่อนด้วยปัญหาหนี้สิน การบริหารจัดการที่ไร้ธรรมาภิบาล และช่องโหว่ในการกำกับดูแล จนอาจกลายเป็นมหันตภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ยากจะคาดเดา

เครือข่ายเงินออมขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืด

ระบบสหกรณ์ในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานและหยั่งรากลึกในทุกภาคส่วนของสังคม นับตั้งแต่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ให้บริการแก่บุคลากรภาครัฐและเอกชน สหกรณ์การเกษตรที่ช่วยเกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนและปัจจัยการผลิต ไปจนถึงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ส่งเสริมการออมและการกู้ยืมในชุมชน วัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์คือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกผ่านการรวมกลุ่ม การพึ่งพาตนเอง และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ด้วยโครงสร้างที่เน้นการรวมเงินออมของสมาชิกมาปล่อยกู้ให้สมาชิกด้วยกันเอง และมีอัตราดอกเบี้ยที่น่าจูงใจ สหกรณ์จึงกลายเป็นแหล่งพึ่งพิงทางการเงินที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่อาจเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้ยาก เครือข่ายสหกรณ์จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมสมาชิกหลายสิบล้านคน และมีเงินทุนหมุนเวียนรวมกันคิดเป็น "หลายล้านล้านบาท" ซึ่งมีขนาดใหญ่และซับซ้อนไม่ต่างจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการรวบรวมเงินออมและให้บริการทางการเงินแก่สมาชิก ก็ได้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่หลายฝ่ายไม่ได้คาดคิด และกำลังกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่คุกคามระบบโดยรวม

ขนาดของปัญหา: หนี้สินมหาศาลที่มองไม่เห็น

แม้จะไม่มีตัวเลขหนี้เสียของสหกรณ์โดยรวมที่ชัดเจนและเป็นทางการเปิดเผยสู่สาธารณะมากเท่าหนี้ครัวเรือน แต่สัญญาณเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลและนักวิเคราะห์ต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาหนี้สหกรณ์ได้ขยายตัวจนน่าเป็นห่วง มูลค่าหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งเพื่อการบริโภค การลงทุน และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเดิม ได้พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเด็นที่น่ากังวลคือ หนี้เหล่านี้มักถูกค้ำประกันด้วย "หุ้นสหกรณ์" ของสมาชิกเอง ซึ่งมูลค่าอาจผันผวนและไม่มั่นคงเพียงพอในยามเกิดวิกฤต นอกจากนี้ ยังมีการ "กู้ซ้อน" หรือ "กู้หลายทาง" โดยที่สมาชิกบางรายมีภาระหนี้สินกับสหกรณ์หลายแห่งพร้อมกัน ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นกับรายได้ของสมาชิก

ความซับซ้อนของโครงสร้างหนี้ในระบบสหกรณ์ยังรวมไปถึงการ "กู้ยืมระหว่างสหกรณ์" ด้วยกันเอง หรือที่เรียกว่า "Inter-lending" ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กหรือสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินในระยะสั้น แต่ในทางกลับกัน กลไกนี้เองที่สร้าง "เส้นใยความเชื่อมโยง" ที่อาจนำไปสู่ "ปรากฏการณ์โดมิโน" หากมีสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งล้มลง สัญญาณเตือนที่เล็ดลอดออกมาจากการบริหารจัดการสหกรณ์บางแห่งที่พบว่ามีการปล่อยกู้โดยไม่รอบคอบ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง หรือแม้แต่การทุจริต ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า "ภัยเงียบ" นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป

กลไกขับเคลื่อน "ระเบิดเวลา": ต้นตอของหายนะที่กำลังคืบคลาน

ปัญหาหนี้สหกรณ์ที่พอกพูนและกลายเป็น "ระเบิดเวลา" มีสาเหตุซับซ้อนหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก:
 
1. ธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด:
สหกรณ์จำนวนมากยังขาดธรรมาภิบาลที่ดี คณะกรรมการบริหารอาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินเพียงพอ บางครั้งมีการครอบงำโดยกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ทำให้การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเป็นไปได้ยาก นำไปสู่การตัดสินใจลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น หรือการให้กู้ยืมแก่บุคคลหรือโครงการที่ไม่มีหลักประกันที่เพียงพอ ด้วยความหวังที่จะได้ผลตอบแทนสูงเพื่อนำมาจ่ายเงินปันผลแก่สมาชิก ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจที่ผิดพลาด

2. การปล่อยกู้ที่หละหลวมและปัญหาหนี้ซ้อน:
ระบบการให้กู้ยืมภายในสหกรณ์บางแห่งอาจขาดความรัดกุม เพียงแค่สมาชิกมีหุ้นสหกรณ์ก็สามารถกู้เงินได้ง่ายดาย บางครั้งสมาชิกไม่ได้นำเงินไปใช้เพื่อการสร้างอาชีพหรือแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน แต่กลับใช้เพื่อการบริโภค หรือนำไปปิดหนี้จากสถาบันการเงินอื่น แล้วกลับมาก่อหนี้ใหม่กับสหกรณ์อีก ซึ่งเป็นวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด (loan stacking) ทำให้สมาชิกมีภาระหนี้สินเกินตัว เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือรายได้ไม่เป็นไปตามคาด ก็จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ทันที

3. การเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์ (Inter-lending):
สหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนเหลือเฟือ มักนำเงินไปฝากหรือปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กกว่า หรือสหกรณ์ที่ต้องการสภาพคล่อง การกู้ยืมระหว่างกันนี้แม้จะช่วยหมุนเวียนเงินทุนในระบบ แต่ก็สร้างความเชื่อมโยงที่อันตราย หากสหกรณ์ผู้กู้รายใดรายหนึ่งประสบปัญหาทางการเงินรุนแรง ไม่สามารถชำระคืนได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ผู้ให้กู้ และอาจเกิด "ปรากฏการณ์โดมิโน" ล้มเป็นทอดๆ กระทบไปทั่วระบบได้

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4.  การฟื้นฟูและแก้ไขปัญหา: สำหรับสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ควรมีมาตรการฟื้นฟูหรือปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายและป้องกันการแพร่กระจายของปัญหา

5.  เสริมสร้างความรู้ทางการเงินแก่สมาชิก: การให้ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้องแก่สมาชิกสหกรณ์ จะช่วยให้สมาชิกมีความเข้าใจในการวางแผนการเงิน การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สินที่ดีขึ้น ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้อย่างรอบคอบ

ถึงเวลาที่ต้องปลดชนวน

ปัญหาหนี้สินในระบบสหกรณ์เป็น "ระเบิดเวลา" ที่กำลังคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างเงียบๆ แต่จริงจัง การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สหกรณ์ สมาชิก และประชาชนโดยรวม

การเพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังต่อไป อาจนำมาซึ่งหายนะที่ยากจะเยียวยา สิ่งที่จำเป็นที่สุดในวันนี้คือ "การตื่นตัว" การยอมรับว่าปัญหาดำรงอยู่ และ "การลงมือทำ" อย่างเด็ดขาดและทันท่วงที เพื่อปลดชนวนระเบิดลูกนี้ ก่อนที่เสียงระเบิดของมันจะกึกก้อง และสั่นสะเทือนฐานรากเศรษฐกิจของประเทศไทยไปตลอดกาล

ล้มลุกคลุกคลาน!! กว่าจะมาเป็น “น้ำปลาร้าภาทอง” ภายใต้การปลุกปั้น ‘หนิง วีรดาอร’ ผู้พลิกวิกฤตสู่โอกาสจากติดลบจนสำเร็จ ด้วยความเชื่อ ความกล้า และความมุ่งมั่น

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การเริ่มต้นจากจุดติดลบและก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นไปได้ด้วยวิสัยทัศน์ ความกล้า และความมุ่งมั่น เรื่องราวของ ‘วีรดาอร พึ่งโพธิ์เจริญพันธุ์’ หรือ ‘คุณหนิง’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็น แอนด์ โกสุม อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “น้ำปลาร้าภาทอง” คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนของคำว่า "จากศูนย์สู่ความสำเร็จ"

เมื่อความจำเป็นบีบคั้น… สู่จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง

ตลาดน้ำปลาร้าบรรจุขวดในวันนี้มีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาท มีผู้ประกอบการมากกว่า 200 ราย ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ไปจนถึงคนดังที่ตบเท้าเข้ามาในสมรภูมินี้ แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่า ต้นกำเนิดของตลาดที่ยิ่งใหญ่นี้ มาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าคิดนอกกรอบ

ชีวิตของคุณหนิงพลิกผันเมื่อต้องแบกรับภาระหนี้สินกว่า 10 ล้านบาทจากธุรกิจฟาร์มหมูของครอบครัวที่ล้มเหลว เธอตัดสินใจทิ้งงาน marketing ในเมืองหลวง กลับบ้านเกิดที่อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อดูแลครอบครัวและสานต่อธุรกิจน้ำปลาร้าดั้งเดิมของที่บ้าน แม้จะเริ่มต้นจาก "ติดลบ" แต่ด้วยประสบการณ์ด้านการตลาด เธอเห็น "ช่องว่าง" และ "ความต้องการที่ซ่อนอยู่" ในตลาดน้ำปลาร้า ที่คนส่วนใหญ่ยังมองข้าม

บุกเบิกเส้นทางที่ไม่มีใครกล้าเดิน: อย. น้ำปลาร้าเจ้าแรกของไทย

ในยุคนั้น น้ำปลาร้ายังเป็นสินค้าพื้นบ้านที่ขายตามตลาดสด ไม่มีใครคิดถึงเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย แต่คุณหนิงกลับมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับน้ำปลาร้าให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ด้วยแนวคิดที่ว่า "ถ้าสินค้าจะเป็นที่ยอมรับได้ มันต้องมีคุณภาพการันตีก่อน"

เธอตัดสินใจเดินหน้าขอขึ้นทะเบียนองค์การอาหารและยา (อย.) ให้กับน้ำปลาร้าของเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน การเดินทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค เธอต้องเผชิญกับคำปรามาส การถูกหัวเราะเยาะจากเจ้าหน้าที่ที่มองว่าน้ำปลาร้าเป็นเพียงของพื้นบ้าน และที่สำคัญคือ อย. เองก็ยังไม่มีหมวดหมู่สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าปรุงรส

"โชคดีที่เราโดนปรามาส" คุณหนิงกล่าว เพราะสิ่งเหล่านั้นยิ่งผลักดันให้เธอต้องลงมือทำและเรียนรู้ทุกขั้นตอน เธอปรับปรุงโรงจอดรถของคุณพ่อให้เป็นโรงงานต้นแบบ โดยได้รับคำปรึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหลังจากใช้เวลาและความพยายามอย่างหนัก ในที่สุดน้ำปลาร้าปรุงรสของเธอก็ได้รับการรับรองจาก อย. เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้การจัดประเภท "อาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิท" ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูบานแรกให้กับอุตสาหกรรมนี้

คว้าโอกาสด้วยความกล้า: คำสั่งซื้อแรก 30,000 บาท

หลังจากได้ อย. มาแล้ว ปัญหาต่อไปคือจะขายสินค้าอย่างไร ในเมื่อสินค้ายังคงกองอยู่ในสต็อก คุณหนิงที่มีหัวใจนักการตลาด ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาห้างค้าส่งขนาดใหญ่ "แม็คโคร" โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ที่อยู่หลังจดหมายข่าว

เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องติดต่อแผนกจัดซื้อ และถูกโอนสายไปหลายครั้ง จนมาถึงแผนกจัดซื้ออาหารทะเล "เพราะมีคำว่าปลาอยู่ในปลาร้า" คำสั่งซื้อแรกมูลค่า 30,000 กว่าบาท เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่ก็มาพร้อมกับบทเรียนใหม่ๆ

เธอต้องเรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่บาร์โค้ด ประกันภัยอาหาร ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าด้วยรถตู้ทึบที่ได้มาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องลงทุนเพิ่ม คุณหนิงเล่าว่าวันนั้นเธอโทรกลับบ้านบอกคุณพ่อว่า "เราต้องถอยรถส่งของแล้วนะ" และคุณพ่อก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย: ฟ้ามีตาที่สมุย

ยอดขายในช่วงแรกยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และเกือบจะถูกถอดออกจากเชลฟ์ตามกฎของห้าง แต่แล้ว "ฟ้าก็มีตา" ยอดขายน้ำปลาร้าภาทองในสาขาแม็คโครที่เกาะสมุยกลับพุ่งกระฉูดอย่างไม่น่าเชื่อ แซงหน้าสาขาในภาคอีสานที่คาดว่าจะขายดี กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักและขยายไปสู่สาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ และหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ

ปณิธานที่แข็งแกร่ง: ราคาถูก คุณภาพดี สร้างโอกาสให้ผู้อื่น

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แบรนด์ภาทองยังคงยึดมั่นในปณิธานเดิม คือการสร้างสรรค์น้ำปลาร้าคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ "เรามีโรงงานเป็นของตัวเอง ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้" คุณหนิงกล่าว พร้อมบอกด้วยว่า "เราเป็นน้ำปลาร้าที่ถูกที่สุดในกลุ่มเดียวกัน แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความซื่อสัตย์" คุณหนิง อธิบายปณิธานการทำธุรกิจที่ต้องการให้ทุกคนในห่วงโซ่ธุรกิจ "อยู่ได้" 

และ เธอเลือกที่จะรักษามาร์จิ้นให้น้อยลง เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร ที่นำสินค้าของเธอไปใช้ มีกำไร และเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความภักดีจากกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการได้อย่างเหนียวแน่น ถือเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์พาทองแตกต่างและอยู่รอดท่ามกลางคู่แข่งกว่า 200 ราย คือกลยุทธ์การตั้งราคาที่เข้าถึงได้ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้สินค้าแพร่หลายไปทั่วประเทศ และ

ปัจจุบัน แบรนด์ภาทองไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำปลาร้าปรุงรส แต่ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 30 สูตร รวมถึงซอสส้มตำสำเร็จรูป และเป็นผู้ผลิตเบื้องหลัง (OEM) ให้กับร้านอาหารดังๆ มากมาย

ก้าวสู่ระดับโลก: ปลาร้าซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ความท้าทายในยุคปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์สุขภาพ และคนรุ่นใหม่ แต่คุณหนิงมองว่าปลาร้ามีศักยภาพมากกว่าการเป็นเครื่องปรุงรส เธอต้องการผลักดัน "ปลาร้า" ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย สู่เวทีโลก เหมือนที่กิมจิของเกาหลี หรือนัตโตะของญี่ปุ่นเป็นที่รู้จัก

"เราอยากให้เมื่อพูดถึงเมืองไทยพูดถึงเครื่องปรุงรส เราอยากให้นึกถึงปลาร้า" เธอกล่าวพร้อมอธิบายถึงคุณประโยชน์ของปลาร้าที่มีทั้งโปรตีน โอเมก้า โปรไบโอติก และวิตามินบี ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้

บทเรียนจาก "ฟอร์มซีโร่ ชีวิตติดลบ"
จากจุดเริ่มต้นที่ติดลบ คุณหนิงได้ให้บทเรียนอันทรงคุณค่าแก่ผู้ประกอบการทุกคน:
1.  เชื่อมั่นในตัวเอง: เมื่อต้องเผชิญปัญหา อย่ารอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก
2.  เผชิญหน้ากับปัญหา: จดบันทึกปัญหาที่เจอในแต่ละวัน เมื่อย้อนกลับไปอ่าน จะพบว่าหลายครั้งมันเป็นเพียง "เรื่องขี้หมา" ที่สามารถผ่านไปได้
3.  ความอดทนคือสิ่งสำคัญ: ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการรอคอยและหาหนทาง
4.  เตรียมพร้อมเสมอ: การมีมาตรฐานรองรับและเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับวิกฤตและสร้างความน่าเชื่อถือได้
5.  ท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร: เธอเชื่อว่าอุปสรรคคือบททดสอบ ที่หากผ่านพ้นไปได้ จะทำให้เราแข็งแกร่งและเปล่งประกาย

เรื่องราวของ ‘คุณหนิง’ ผู้ปลุกปั้น "น้ำปลาร้าภาทอง” จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างแบรนด์ แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ยากลำบากที่สุด แต่ด้วยความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ และหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้และปรับตัว ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ยูโอบี ร่วมกับ สกพอ. จัดโรดโชว์ที่ประเทศจีน เพื่อส่งเสริมการลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกของประเทศไทย

(6 พ.ย. 68)  ธนาคารยูโอบี และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ผนึกกำลังจัดงาน “Thailand: Your Gateway to ASEAN Growth and Prosperity” ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจจีนกับตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโต

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และสกพอ. ได้ลงนามไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ EEC ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญของธนาคารยูโอบี ในการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในภูมิภาค

ยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายการลงทุนระดับภูมิภาค
EEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย รายงานประจำไตรมาสปี 2568 ของ สกพอ. สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมดิจิทัล และโลจิสติกส์อัจฉริยะ ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสกพอ. กล่าวว่า “การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และธนาคารยูโอบี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการผสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนชั้นนำของอาเซียน ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค EEC ถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมการลงทุนจากภาคธุรกิจจีนในช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสม EEC พร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างชาติรวมถึงประเทศจีนในการเข้ามาสำรวจโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

เชื่อมโยงธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในอาเซียน
ภายในงาน สกพอ. ได้นำเสนอภาพรวมด้านการลงทุนในประเทศไทย สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน และกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขต EEC แก่บริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรมขณะเดียวกัน ธนาคารยูโอบี นำเสนอบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Advisory) และบริการทางการเงินข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของนักลงทุนต่างชาตินอกจากนี้ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักงานกฎหมาย Rajah & Tann Singapore LLP ยังได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและประเทศไทย 

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะธนาคารระดับภูมิภาคที่มีรากฐานมั่นคงในประเทศไทย ธนาคารยูโอบี ภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเชื่อมโยงธุรกิจจีนเข้ากับโอกาสการลงทุนใน EEC ความร่วมมือกับสกพอ. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน”

ความร่วมมือระหว่างธนาคารยูโอบี และ สกพอ.ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทั้งสองหน่วยงานได้ได้พบปะและแลกเปลี่ยนโดยตรงกับบริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของ EEC ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน และสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ

ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์การลงทุนของประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในปี 2567 จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับสองของไทย มีจำนวนโครงการลงทุนรวม 810 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 174,600 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนโดยรวมของประเทศในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 แตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย

ด้วยเครือข่ายระดับภูมิภาคและความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ธนาคารยูโอบี พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการผลิตขั้นสูง เพื่อผลักดันให้ EEC เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ส่องความคืบหน้า EECiti ศูนย์ธุรกิจ EEC – เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจภาคตะวันออก เตรียมเปิดประตูเอกชนลงทุน 7.4 หมื่นล้าน เริ่มวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน – สาธารณูปโภค

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดโผแผนผังโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ (Public Private Partnership : PPP) มูลค่ากว่า 7.4 หมื่นล้านบาทภายในปี 2569 คาดเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยโมเดลใหม่การพัฒนาเมือง ที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายล้านล้านในอนาคต

โครงการ EEC Capital City หรือ EECiti ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2565 กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 10 ระบบ ในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) ภายในปี 2569

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยความคืบหน้าว่า การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่าประมาณ 74,465 ล้านบาท คาดจะเริ่มต้นได้ภายในปี 2569 และแล้วเสร็จภายในปี 2570 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ EEC ที่มีกรอบวงเงินลงทุนรวม 1.34 ล้านล้านบาท

พร้อมระบุว่า ขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าตามกรอบเวลาของแผนงานในระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) พัฒนาพื้นที่ 5,795 ไร่  หรือประมาณ 40% ของพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 14,619 ไร่ เพื่อพัฒนาย่านศูนย์กลางธุรกิจและสำนักงานภูมิภาค สถานที่ราชการ ศูนย์การแพทย์ และที่อยู่อาศัย โดยความคืบหน้าสำคัญของโครงการ คือการออกแบบแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแบบเชิงแนวคิดของโครงการ และการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

6 คลัสเตอร์ธุรกิจ เปิดโอกาสการลงทุนหลากหลายรูปแบบ
โครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด "Smart-Green-Livable-Inclusive" และแบ่งเป็น 6 โซนพื้นที่คลัสเตอร์ธุรกิจหลัก ได้แก่:
1. ศูนย์สำนักงานใหญ่ภูมิภาค (CBD) - รองรับธุรกิจการเงินและศูนย์ราชการสำคัญ
2. ศูนย์การแพทย์แม่นยำ - เจาะตลาดเมดิคัลฮับอนาคต
3. ศูนย์การศึกษา-วิจัยระดับนานาชาติ - สร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้
4. ศูนย์ธุรกิจ BCG - ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
5. ศูนย์ธุรกิจบริการ - ครอบคลุมท่องเที่ยว กีฬา และโลจิสติกส์
6. ที่อยู่อาศัยและ Mixed-use – รองรับประชากรทุกระดับรายได้

10 ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เปิดประตูการลงทุน PPP

ทั้งนี้ ภาคเอกชนสามารถเข้าร่วมลงทุนใน 10 ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลัก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระบบไฟฟ้าและพลังงาน ระบบน้ำประปา การจัดการน้ำเสียและขยะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบขนส่งสาธารณะ ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์

การลงทุนในรูปแบบ PPP นี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

มุ่งสู่เป้าหมายระดับโลก สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

โครงการ EECiti มีเป้าหมายชัดเจนคือการก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะอันดับ 1 ใน 10 ของโลกภายในปี 2580 ด้วยแนวทางที่เน้นความยั่งยืน โดยกำหนดให้พื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งมากกว่า 30% ของพื้นที่โครงการ พร้อมเป้าหมาย Net Zero ลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

การพัฒนานี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ไม่เพียงแค่การสร้างงานในระยะก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างศูนย์กลางธุรกิจใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เปิดรับข้อเสนอลงทุน เตรียมจัดเวทีรับฟังความเห็น
สกพอ. พร้อมรับข้อเสนอการลงทุนจากภาคเอกชนในแต่ละโซนพื้นที่ตั้งแต่ปี 2569 และจะจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และกระบวนการ PPP ในช่วงธันวาคม 2568 - มกราคม 2569

นักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางช่องทางออนไลน์ของ สกพอ. ซึ่งถือเป็นโอกาสทองสำหรับภาคเอกชนที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคตในประเทศไทย

แน่นอนว่า โครงการ EECiti ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคตะวันออก แต่ยังเป็นโมเดลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมคาร์บอนต่ำได้เป็นอย่างดี

ตลาดน้ำมันได้รับแรงหนุนจากมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซียของชาติตะวันตกและสงครามการค้าส่อเค้าคลี่คลาย

หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมัน ประจำสัปดาห์วันที่ 3 – 7 พ.ย. 68 และแนวโน้มในสัปดาห์วันที่ 10 – 14 พ.ย. 68 โดยระบุว่าตลาดน้ำมันได้รับแรงหนุนจากมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซียของชาติตะวันตกและสงครามการค้าส่อเค้าคลี่คลาย

บริษัทน้ำมันแห่งชาติของอินเดีย Indian Oil Corp. (IOC) ซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ปริมาณรวม 24 ล้านบาร์เรล ส่งมอบไตรมาส 1/69 โดยบริษัทเริ่มมองหาโอกาสในการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น และชะลอการนำเข้าจากรัสเซีย หลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมัน Rosneft และ Lukoil ของรัสเซีย ทั้งนี้ รัสเซียส่งออกน้ำมันดิบจากท่า Primorsk, Ust-Luga และ Novorossiisk ทางตะวันตกของรัสเซีย ในเดือน ต.ค. 68 อยู่ที่ 2.33 ล้านบาร์เรลต่อวัน

วันที่ 2 พ.ย. 68 กองบัญชาการปฏิบัติการฉุกเฉินภูมิภาค Krasnodar ในรัสเซียกล่าวว่ายูเครนใช้โดรนโจมตีท่าเรือ Tuapse ของรัสเซียบริเวณทะเลดำ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ และโจมตีโรงกลั่นTuapse (กำลังการกลั่น 240,000 บาร์เรลต่อวัน)

วันที่ 30 ต.ค. 68 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Donald Trump และประธานาธิบดีจีน นาย Xi Jinping เจรจาข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้น ณ เมือง Busan ในเกาหลีใต้ โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในส่วนการลักลอบขนส่งยา Fentanyl จากเดิม 20% มาอยู่ที่ 10% ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนโดยเฉลี่ยลดลงจาก 57% มาอยู่ที่ 47% โดยจีนจะกวาดล้างการค้า Fentanyl ผิดกฎหมาย กลับมานำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และชะลอการควบคุมการส่งออกแร่ Rare Earth เป็นเวลา 1 ปี เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้ลงนามเป็นข้อตกลงทางการค้าฉบับสมบูรณ์

วันที่ 2 พ.ย. 68 กลุ่ม OPEC+ (8 ประเทศ) มีมติเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือน ธ.ค. 68 ปริมาณเดือนละ 137,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อชดเชยส่วนที่เคยอาสาลดการผลิตโดยสมัครใจ (Voluntary Cut) ปริมาณ 1.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน Advertisment

ไทยเสี่ยงเสียความน่าเชื่อถือทางการเงิน หลังวินัยการคลังอ่อนแอ–รายได้ลด–หนี้พุ่ง หนี้สาธารณะจ่อแตะ 70% ในปี 2570 KKP ชี้ 4 ทางรอด ก่อนเครดิตประเทศถูกกระทบ

แม้ว่าจะมีการถกกันถึง “ความยั่งยืนทางการคลัง”ของไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ แต่ที่ผ่านมาประเด็นนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการคลังของไทย รัฐบาลยังสามารถเพิ่มการขาดดุลการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤต Covid

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทจัดอันดับเครดิต (credit rating agency) สำคัญทั้ง Moody’s และ Fitch Ratings ออกมาปรับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือด้านการคลังของไทย ลงจากมีเสถียรภาพหรือ “Stable” เป็นลบ หรือ “Negative” (และมีโอกาสที่ S&P Global Ratings จะปรับตามมาเร็ว ๆ นี้) เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร โอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมีมากกว่าโอกาสจะปรับเพิ่ม โดยครั้งสุดท้ายที่ไทยได้รับมุมมองเป็นลบแบบนี้คือใน ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทั้งสองบริษัทจัดอันดับพูดถึงตรงกัน คือ “ฐานะทางการคลัง” และ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย” ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะหลังจากโควิด-19 ทั้งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ภาครัฐที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความพยายามรักษาฐานะการคลังจากแผนการคลังระยะปานกลางก็มักจะถูกเลื่อนออกไป และหากไม่แก้ไขโดยเร็วก็มีโอกาสที่อันดับเครดิตจริง ๆ อาจถูกปรับลดลงในอนาคตได้

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจตามมาหากประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิต ย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่ระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น และจะมีผลกระทบซ้ำเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอ โดยทาง KKP Research ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมถึงสถานะที่แท้จริงของภาคการคลังไทยด้วยข้อเท็จจริง 3 ประการ พร้อมเสนอแนะทางออกเชิงนโยบายว่าประเทศไทยและรัฐบาลควรไปต่อกันอย่างไรดี

รัฐบาลจำเป็นต้องขาดดุลมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ข้อเท็จจริงประการแรกคือ การขาดดุลของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และใกล้ถึงขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ความพยายามในการรัดเข็มขัดเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ที่ผ่านมามักจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกเลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอมาต่อเนื่องนับทศวรรษ ทำให้นโยบายการคลังต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหากกลับไปดูในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด รัฐบาลมักจะขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP และเป็นเป้าหมายสำคัญในการกำหนดแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-term fiscal framework: MTFF)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงโควิด-19 การขาดดุลงบประมาณ (รวมเงินกู้ฉุกเฉินเพิ่มเติม 1.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 8-9% ในปี 2021-22 ขณะที่หลังจากนั้น จากการที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณในระดับสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาอยู่ที่ประมาณ 4-5% ของ GDP ดังนั้นการรัดเข็มขัดที่ได้ผลในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการกลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาด้วย.

การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดย KKP Research ประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสจะแตะเพดาน 70% ภายในปีงบประมาณ 2027 เร็วกว่าการประเมินของกระทรวงคลังล่าสุดในปีที่แล้ว ที่คาดว่าจะไป “เฉียด” เพดานในช่วงปีงบประมาณ 2029 เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังได้อีก 2 ช่องทาง ซึ่งปัจจุบันกำลังถึงขีดจำกัดเช่นเดียวกัน โดยช่องทางแรกคือมาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) ที่ดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้หรือรับประกันเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ โดยปัจจุบัน ณ เดือน มิ.ย. 2025 อยู่ที่ระดับ 29% ของงบประมาณทั้งหมด จากเพดานที่กำหนดไว้ที่ 32% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมีการรับรู้ในหนี้สาธารณะไปแล้วและเหลือหนี้ที่ยังไม่รับรู้อีกคิดเป็นประมาณเกือบ 5% ของ GDP ขณะที่ช่องทางที่สองคือการใช้มาตรการที่เป็นการสูญเสียรายได้ภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้นในข้อเท็จจริงต่อไป

รายได้ภาครัฐปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงประการที่สอง คือ “รายได้ภาษีภาครัฐ” เริ่มส่งสัญญาณที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางรายจ่ายที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำกว่าเป้าหมายถึง 6.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการทางภาษีสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ถ้ามองย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อนหน้าจะพบว่าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 16 - 17% ในช่วงปี 2003-2015 มาอยู่ที่ต่ำกว่า 15% ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา

นอกจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงแล้ว ประเด็นเรื่องการรั่วไหลของการจัดเก็บภาษีจากภาคเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้รายได้ภาษีลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวต่อการเก็บภาษีที่สูง และพยายามหลีกเลี่ยงภาษีให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทางเลือกในการเพิ่มรายได้ เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกปรับลดลงเป็นการ “ชั่วคราว” มามากกว่า 30 ปี เป็นเรื่องที่พูดถึงกันเป็นระยะเวลานาน แต่ที่ผ่านก็ไม่สามารถทำได้เพราะเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ

“งบประจำ” กดดันฐานะการคลังไทย
ข้อเท็จจริงประการสุดท้าย คือ เวลาของการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังลดลงไปเรื่อย ๆ จากงบประมาณที่ปรับลดได้ยากที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเป็นข้อจำกัด (Fiscal rigidity) ในระยะยาว โดยปัจจุบันงบประมาณเหล่านี้อยู่ที่ระดับ 60% ของงบประมาณทั้งหมด โดยส่วนใหญ่คือเงินเดือนและค่าจ้างของบุคลากรภาครัฐประมาณ 25% ของงบประมาณทั้งหมด รองลงมาคืองบสวัสดิการของข้าราชการประมาณ 12-13%, งบสวัสดิการของประชาชนประมาณ 15-16% รวมกันที่ประมาณ 25% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่ประมาณ 12% อย่างไรก็ตาม สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัวขึ้น จะทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นไปอีก โดย KKP Research เคยประเมินไว้ว่างบสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในอีก 15 ปีข้างหน้างบสวัสดิการของข้าราชการและประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25% เป็น 35% ของงบประมาณทั้งหมด

4 ทางออกที่ต้องเร่งดำเนินการ
KKP Research มองว่าทางออกที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นอย่างน้อยเพื่อรักษาอันดับเครดิตเอาไว้ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการคลังในระยะกลาง โดยมีลำดับความสำคัญด้านนโยบาย 4 เรื่อง ดังนี้
1. การยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว — ผ่านการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ระดับต่ำ หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเพราะความเสี่ยงด้านการคลังจะให้ทางเลือกของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว

2. การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของรัฐ — ด้วยการขยายฐานภาษี ลดขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ — โดยปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ปรับเป้าหมายการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชันและรายจ่ายประจำที่ไม่มีประสิทธิผล

4. การสร้างกรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ — ผ่านการจัดทำงบประมาณแบบหลายปี (multi-year budgeting) และการมีองค์กรอิสระด้านการคลัง ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังของตลาด และสนับสนุนความน่าเชื่อถือด้านอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย

เซี่ยงไฮ้ "ปารีสแห่งตะวันออก" : มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

“เซี่ยงไฮ้เป็น1ใน4มหานครใหญ่ของจีน(เทียนจิน ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง)ที่ผมมีโอกาสไปเยือนครบทุกมหานครในช่วงกว่า30ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนับแต่จีนเริ่มนโยบาย4ทันสมัยโดยเติ้งเสี่ยวผิง วันนี้กลับมาเซี่ยงไฮ้อีกครึ่งจึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวของมหานครแห่งนี้”
อลงกรณ์ พลบุตร ตุลาคม 2025

เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) คือมหานครที่เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของจีน ผ่านภูมิทัศน์ที่สะท้อนความขัดแย้งและความผสมผสานระหว่างสองยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ "ปารีสแห่งตะวันออก" ในอดีต และ "ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก" ในปัจจุบัน เป็นเมืองที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด จากหมู่บ้านริมน้ำเล็ก ๆ สู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" และกลายมาเป็น ศูนย์กลางการเงินระดับโลก ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า 24 ล้านคน เซี่ยงไฮ้จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและเวทีโลก

อดีต จากหมู่บ้านประมงสู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 เซี่ยงไฮ้มีสถานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลัง สงครามฝิ่น (1842) เมื่อเซี่ยงไฮ้ถูกเปิดเป็น เมืองท่าสนธิสัญญา

อิทธิพลตะวันตก: มหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาจัดตั้ง เขตสัมปทาน (Concessions) ทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายและการบริหารของชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร สัญลักษณ์ยุคเก่า: เดอะบันด์ (The Bund) คือภาพสะท้อนของยุคทองนี้ ด้วยอาคารสไตล์ Art Deco และ Neoclassical ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินและบริษัทการค้าระดับโลก

จุดสิ้นสุด: ความรุ่งเรืองต้องหยุดชะงักลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 บทบาทและอิทธิพลในระดับโลกของเซี่ยงไฮ้จึงถูกจำกัดลง

ปัจจุบัน : สร้างอนาคตใหม่
ตั้งแต่ทศวรรษ 1990s รัฐบาลจีนได้กำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นหน้าเป็นตาของชาติ โดยเฉพาะการสร้าง เขตผู่ตงใหม่ (Pudong New Area) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต: ผู่ตงเปรียบเสมือนภาพความทะเยอทะยานของจีน ด้วยกลุ่มตึกระฟ้าที่ล้ำยุค เช่น เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ซึ่งมีความสูงถึง 632 เมตร กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย
มหานครคู่ขนาน: ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้จึงมีภูมิทัศน์ที่โดดเด่น คือ การเผชิญหน้ากันของ เดอะบันด์ (อดีต) และ ผู่ตง (อนาคต) ข้ามแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งสะท้อนการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

บทบาททางเศรษฐกิจ : ฟันเฟืองของโลก

เซี่ยงไฮ้มีบทบาทสำคัญในสามมิติหลัก ได้แก่ การเงิน การค้า และนวัตกรรม ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตจนมี GDP ต่อปีสูงกว่า 4 ล้านล้านหยวน
1. ศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub)
ตลาดทุน: เป็นที่ตั้งของ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดรวมใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของจีน
สกุลเงินหยวน: รัฐบาลใช้เซี่ยงไฮ้เป็นฐานในการผลักดันสกุลเงินหยวนให้เป็นสากลมากขึ้น โดยมุ่งเป้าให้เป็นศูนย์กลางสกุลเงินหยวนโลก

2. ศูนย์กลางการขนส่งและการค้า (Logistics Hub)
ท่าเรืออันดับหนึ่ง: ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก โดยมีปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ (TEUs) สูงกว่า 40 ล้าน TEUs ต่อปี ซึ่งถือว่าคับคั่งที่สุดในโลก
การเชื่อมต่อ: ทำหน้าที่เป็นประตูหลักเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มแม่น้ำแยงซีกับตลาดโลก

3. ศูนย์กลางนวัตกรรม (Innovation Hub)
เทคโนโลยีขั้นสูง: เซี่ยงไฮ้เป็นฐานที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะ (Robotics) โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่ารายได้ในอุตสาหกรรมนี้สูงถึง 5 หมื่นล้านหยวน ในเขตผู่ตง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อิงกับความรู้และนวัตกรรม

เซี่ยงไฮ้จึงเป็นมากกว่าเมืองหลวงทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานอดีตเข้ากับความยิ่งใหญ่ของอนาคตเพื่อขับเคลื่อนจีนในฐานะผู้นำบนเวทีเศรษฐกิจโลก

‘ธนกร’ ชี้ ‘ไทย–สหรัฐฯ’ ลงนามแรร์เอิร์ธ สร้างความร่วมมือพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม 

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

“ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด” นายอดิทัตฯ กล่าว

 

'อมตะคอร์ปฯ' จับมือ 'เจ็ม-เยียร์' ซื้อที่ดิน 130 ไร่ ตั้งโรงงานใหม่ในชลบุรี

(24 ต.ค. 68) นายยาสุโอ สึสึอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดิน กับบริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด จากประเทศจีน จำนวน 130 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตแห่งแรกของเจ็ม-เยียร์ในประเทศไทย 

โดยมีนายจิ้น จาง ไข่ ประธานกรรมการ บริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด  ผู้ผลิตสลักภัณฑ์ เช่น สกรูน็อต สตัด รีเวท และอุปกรณ์สำหรับยึดติดต่างๆ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมร่วมลงนาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานการผลิตนอกประเทศจีนและเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอาเซียน

IMF เผย GDP เวียดนามพุ่งแรงแตะ 484 พันล้าน ส่วนไทยยังครองอันดับสูงกว่าอยู่ที่ 558 พันล้าน แต่ช่องว่างเริ่มแคบลงต่อเนื่องตลอด 5 ปีหลัง World Bank ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องก่อนถูกแซง

(22 ต.ค. 68) ในยุคที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังแข่งขันด้านเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น คำถาม “เวียดนามโตกว่าไทยจริงไหม?” กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังตัวเลขล่าสุดจาก IMF และ World Bank สะท้อนชัดว่า เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งเครื่องแซงไทยในแง่ อัตราการเติบโต แม้ไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจและรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าในภาพรวม

ข้อมูลปี 2024–2025 ชี้ว่า เวียดนามมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจริง (Real GDP Growth) ราว 7% ในปี 2024 และคาดว่าปี 2025 จะอยู่ในช่วง 5.8–6.6% ขณะที่ไทยเติบโตเพียง 1.8–2.0% ต่อปี ส่งผลให้หลายฝ่ายมองว่า “เวียดนามโตเร็วกว่า” ไทยอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาที่ “ขนาดเศรษฐกิจและความมั่งคั่งเฉลี่ย” ไทยยังคงนำอยู่ โดยคาดว่า GDP รวมของไทยในปี 2025 อยู่ที่ราว 558.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าเวียดนามที่ 484.7 พันล้านดอลลาร์ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,345 ดอลลาร์ เทียบกับเวียดนามที่ 4,717 ดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว” แม้เวียดนามจะขยับเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเวียดนามให้โตเร็วกว่าคือการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลกภายใต้แนวโน้ม “China+1” ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาประชากรสูงวัย การลงทุนต่ำ และความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ฉุดศักยภาพการเติบโตระยะยาว

ด้านความเหลื่อมล้ำ ไทยยังมีคะแนนดัชนีจีนี (Gini) ดีกว่าเวียดนามเล็กน้อย คือ 33.5 เทียบกับ 36.1 ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีการกระจายรายได้เท่าเทียมกว่าในภาพรวม แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทอย่างเห็นได้ชัด โดยภาพรวมแล้ว เวียดนาม “โตกว่า” ไทยในความหมายของความเร็วการเติบโต ขณะที่ไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว”

 

 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คว้า 2 รางวัล อันทรงเกียรติจากงานประกาศรางวัล World Tourism Awards 2025 ประเทศเบลเยียม ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านดิจิทัล-การตลาดเชิงกลยุทธ์

(21 ต.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างชื่อบนเวทีโลกอีกครั้ง คว้า 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากงาน World Tourism Awards 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้แก่ รางวัล “Best Use of AI in Travel” จากโครงการ TAT-AI และรางวัล “Most Innovative Tourism Campaign” จากแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง สะท้อนความสำเร็จด้านนวัตกรรมดิจิทัลและการตลาดเชิงกลยุทธ์ของไทยบนเวทีโลก

นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. กล่าวว่า รางวัลนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยโครงการ TAT-AI ถือเป็นการปฏิวัติระบบฐานข้อมูลการท่องเที่ยวของไทย ผ่านความร่วมมือกับ Google ในการพัฒนา AI เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลกับนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ ตอบโจทย์การเดินทางแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) และช่วยให้ ททท. วางแผนการตลาดเชิงข้อมูลได้อย่างแม่นยำ

ส่วนแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง ใช้โมเดล Co-Pay 50% เพื่อกระตุ้นการเดินทางในประเทศ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs กว่า 10,000 ราย ผ่านแพลตฟอร์ม Amazing Thailand Platform ที่พัฒนาโดย ททท. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและทำตลาดเชิงรุกได้อย่างตรงจุด จนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 35,000 ล้านบาท

ทั้งสองโครงการสะท้อนวิสัยทัศน์ “Smart Tourism” ของ ททท. ที่มุ่งผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอัจฉริยะของเอเชียในอนาคต
 

ผู้นำอุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมผลักดันไทยสู่ 'อุตสาหกรรมสมดุล'

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการขับเคลื่อนกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ภาครัฐต้องทำงานแบบองค์กรธุรกิจ มีระบบ มีเป้าหมาย และต้องสร้างสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “MIND – Ministry of Industry” ที่หมายถึง กระทรวงอุตสาหกรรมที่ทำงานด้วย “สมอง หัวใจ และความตั้งใจจริง”

🚗 ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ฐานการผลิตของอาเซียน
หนึ่งในผลงานสำคัญของ ดร. ณัฐพล คือการปูรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์” ของภูมิภาค ตั้งแต่ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (OIE) เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวางนโยบายโครงการ Eco Car ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของประเทศ ช่วยให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากค่ายรถยนต์ระดับโลก และสร้างเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) ในประเทศได้อย่างเป็นระบบ

นโยบายที่เขาวางรากไว้ในเวลานั้นได้ต่อยอดมาถึงปัจจุบัน เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดย ดร. ณัฐพล ยังคงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบแนวทางรองรับ ทั้งในมิติเทคโนโลยี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก.

🌿 ขับเคลื่อนนโยบาย “MIND” – อุตสาหกรรมเพื่อเศรษฐกิจและชุมชน
เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดร. ณัฐพล ได้สร้างแนวคิดใหม่ให้กับองค์กร ผ่านแคมเปญ “MIND Rebranding” ที่วางเป้าหมายให้กระทรวงฯ เป็นมากกว่าองค์กรกำกับ แต่ต้องเป็น “พาร์ตเนอร์ของผู้ประกอบการและประชาชน”

เขาวางกรอบ 4 มิติของความสมดุลอุตสาหกรรมไทย ไว้ชัดเจน ได้แก่
1. ความสำเร็จทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม
2. การอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
3. การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
4. การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

แนวคิดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปจากหน่วยงานราชการแบบเดิม สู่ “องค์กรนวัตกรรมภาครัฐ” ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและผลลัพธ์จริง

💡 ส่งเสริมเศรษฐกิจ BCG และนวัตกรรมอุตสาหกรรม
ภายใต้การนำของเขา กระทรวงอุตสาหกรรมได้เดินหน้าสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio – Circular – Green Economy) โดยเน้นการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

เขายังเป็นตัวแทนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมของ Asian Productivity Organization (APO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนวัตกรรมกับประเทศคู่ค้าอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

พร้อมกันนั้น เขายังผลักดันความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank of Thailand ในการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงเงินทุน และเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation & Robotics) ในภาคการผลิต

🧭 การศึกษา: รากฐานแห่งวิสัยทัศน์เชิงระบบ
เบื้องหลังแนวคิดบริหารแบบบูรณาการนี้ คือพื้นฐานทางการศึกษาที่มั่นคงของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล จากหลายสถาบันชั้นนำ:
- ปริญญาเอก (Ph.D.) สาขา Engineering Management จาก Southern Methodist University (SMU) สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาโท MBA จาก SMU
- ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปริญญาโท Agricultural and Food Engineering จาก Asian Institute of Technology (AIT)

เส้นทางการศึกษานี้ทำให้เขามีความเข้าใจทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหาร และเศรษฐกิจเชิงระบบ ซึ่งต่อยอดสู่การเป็น “นักอุตสาหกรรมเชิงนโยบาย” ที่สามารถมองทั้งระบบ และบริหารให้ขับเคลื่อนได้จริง

🔖 บทสรุป
ดร. ณัฐพล รังสิตพล คือตัวอย่างของ “ข้าราชการนักนวัตกรรม” ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารเข้าด้วยกัน เขาไม่เพียงเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังเป็นผู้สร้างระบบ และปรับภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมให้เท่าทันยุค “อุตสาหกรรม 4.0” อย่างมีวิสัยทัศน์

ททท. ดึง ‘ลิซ่า นั่งแท่น Amazing Thailand Ambassador ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ประเทศไทยพร้อมโปรโมตท่องเที่ยว ปี’69

ททท. ดึง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล นั่งแท่นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทย พร้อมโปรโมตการท่องเที่ยวไทยปี 2569 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.มีความภูมิใจที่จะประกาศว่า ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ได้ตอบรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนํา

“การร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ ความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ร่วมค้นพบไปพร้อมกันกับ Amazing Thailand”

นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า ททท.มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างอบอุ่น สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) และสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาสร้างความทรงจําที่มีคุณค่าและไม่รู้ลืมในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

โดยบทบาท 'Amazing Thailand Ambassador' ของ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย ด้วยผลงานและความสำเร็จของเธอที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนี้ เธอยังเป็นเสียงอันทรงพลังที่จะบอกเล่าเรื่องราวของความงดงามและเอกลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การที่ ททท.พร้อมทั้งแบรนด์ 'Amazing Thailand' ได้ร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างความสนใจในการท่องเที่ยวของประเทศไทย แต่เป็นการตอกย้ำคุณค่าของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน รวมถึงความอบอุ่นและความไมตรีจิตของคนไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกมิติว่า ประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ที่จะสร้างความประทับใจกับผู้มาเยือน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top