Tuesday, 16 June 2026
ECONBIZ

ช่วงนี้แค่ตกใจ!! 'กรณ์' วิเคราะห์สงครามต่อบทบาท ‘คริปโต’ ชี้!! ได้รับผลกระทบช่วงแรก แต่จะมีบทบาทในอนาคต

(28 ..65) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน ต่อบทบาทของคริปโต และผลกระทบต่อธุรกิจไทย ว่า...

ระยะหลายวันที่ผ่านมาราคาเหรียญคริปโต #Crypto ทุกชนิดปรับลดลงหมด ทิศทางและพฤติกรรมไม่ต่างกับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จึงเกิดคำถามว่า นอกเหตุผลทางอารมณ์แล้วทำไมต้องเป็นเช่นนั้น คริปโตไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย ซึ่งพอมานั่งคิดดู รัสเซียโดนโดดเดี่ยว และถูกตัดออกจากระบบ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) ซึ่งเป็นระบบการส่งข้อความระหว่างธนาคารเพื่อยืนยันการโอนเงินข้ามประเทศ มีธนาคารของรัสเซียอยู่ในระบบนี้ประมาณ 300 แห่ง ทำให้โอนเงินผ่านระบบธนาคารยากขึ้นมาก ซึ่งจะส่งผลอย่างแรงกับเศรษฐกิจของรัสเซีย (ผลต่อ GDP อย่างน้อย 5%) แต่ก็จะส่งผลกับเศรษฐกิจยุโรปและทั่วโลกด้วย อย่างเช่นเรื่องก๊าซ ซึ่ง 30-40% ของก๊าซของยุโรปมาจากรัสเซีย จากนี้จะซื้อ/ขายกันหรือไม่อย่างไร และจะมีผลต่อราคาก๊าซและราคาน้ำมันที่ไทยต้องซื้ออย่างไรด้วย ส่วนผู้ประกอบการไทยที่รอการชำระเงินจากคู่ค้ารัสเซีย ต้องรีบสะสางโดยเร็ว

"พิพัฒน์” เตรียมนำคณะนักธุรกิจไทยพบภาคท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย  

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เดินหน้าฟื้นฟูทั้งภาคธุรกิจในประเทศและการหาตลาดต่างประเทศเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ(MOC) ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับสายการบินเอมิเรตส์ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง ททท. กับสายการบินในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นลูกค้าของสายการบินเอมิเรตส์ทั่วโลกเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย  

ทั้งนี้ สายการบินเอมิเรตส์นับเป็นสายการบินแห่งที่ 2 ถัดจากสายการบินเอทิฮัด ที่ททท.ลงนามเพื่อความร่วมมือดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพกำลังการใช้จ่ายสูงโดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และเร็วๆ นี้ จะมีการลงเพิ่มเติมกับสายการบินจากซาอุดีอาระเบีย โดยการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียในรอบกว่า 30 ปี เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งในช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่จะถึงนี้ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มีกำหนดที่จะนำคณะนักธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวจากประเทศไทยไทยเดินทางไปเชื่อมความสัมพันธ์และเจรจาความร่วมมือกับธุรกิจการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งการเชื่อมความสัมพันธ์ทั้งระดับรัฐบาลและเอกชนจะส่งผลอย่างสำคัญต่อการฟื้นฟูธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่ต่อเนื่องของไทย  

'นายก' ห่วงแรงงานไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเครนหล่นทับในไต้หวัน สั่ง' รมว.เฮ้ง' กำชับทูตแรงงานช่วยเหลือประสานแจ้งญาติทราบโดยด่วน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แสดงความเสียใจไปยังครอบครัวแรงงานที่เสียชีวิตและห่วงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากกรณีเกิดอุบัติเหตุเครนหล่นทับแรงงานไทยในไต้หวัน จนทำให้แรงงานไทยเสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย และสั่งการให้กระทรวงแรงงานกำชับทูตแรงงานเร่งให้การช่วยเหลือพร้อมประสานแจ้งญาติทราบในทันที

ซึ่งกรณีดังกล่าวผมได้รับรายงานจากนางสาวประภาวดี แก้วศิริพงษ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงาน (สนร.) ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) กรุงเทเป ว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 25 ก.พ.65 ได้เกิดอุบัติเหตุ รถเครนกำลังยกเหล็กเส้นขึ้นสูงตกใส่แรงงานไทยที่อยู่ด้านล่าง 2 ราย ที่บริเวณไซต์งานก่อสร้างทางยกระดับเชื่อมทางต่างระดับทางด่วนสนามบินที่ต้าหยวนกับทางหลวงสายไถ-15 ในไต้หวัน

สาเหตุสันนิษฐานว่ามาจากลมกระโชกแรง ทำให้เหล็กเส้นร่วงหล่นลงมา จนเป็นเหตุทำให้แรงงานไทยเสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อคือ  Maruay Savathdirug เป็นคนไทยที่มาแต่งงานกับหญิงชาวไต้หวัน ส่วนอีกรายได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต คือ นายอดุลย์ ธาตุวิสัย อายุ 46 ปี มีภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดอุดรธานี เป็นแรงงานไทยของบริษัทหวงชาง คอนสตรัคชั่น 

นายสุชาติ ยังกล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือว่าผมได้สั่งการให้อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายแรงงาน สนร.ไทเป เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะการดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ และการประสานแจ้งญาติทราบเรื่อง ซึ่งขณะนี้ สนร.ไทเป ได้ให้ล่ามโทรให้ภรรยาคุยกับแรงงานแล้ว ขณะเดียวกันแรงงานได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ รวมทั้ง สนร.ไทเป ได้ประสานบริษัทแล้ว เพื่อให้การดูแลแรงงานที่บาดเจ็บอย่างดีที่สุด

'นายกฯ' เปิดท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ผ่านระบบออนไลน์  28 ก.พ.นี้ รองรับ 'อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ปิโตรเลียมเคมี-เหล็ก-พลังงาน'

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 65 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล เพื่อเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน โดยในวันที่28 ก.พ.65
นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานเปิดโครงการฯ ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) ที่สำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ผ่านระบบออนไลน์
 
นายธนกร กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเตรียม โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่งทางน้ำสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถและเพิ่มความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลว ให้บริการรูปแบบท่าเทียบเรือสาธารณะ 

นายธนกร กล่าวว่า โครงการดังกล่าว มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่หน้าท่า 550 ไร่ และพื้นที่หลังท่า 450 ไร่ ความยาวหน้าท่ารวมกัน 2,229 เมตร เป็นท่าเรืออุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่และทันสมัย มีการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร สามารถรองรับเรือบรรทุกขนาด 264,000 DWT เปิดให้บริการ 12 ท่า (ท่าเรือสาธารณะ 2 ท่า และท่าเรือเฉพาะกิจ 10 ท่า)โดยมีเอกชน 19 ราย เช่าดำเนินการเป็นท่าเรือ คลังน้ำมัน คลังสินค้า และโรงไฟฟ้า มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 55,400 ล้านบาท 

นายธนกร กล่าวว่า แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มูลค่าลงทุน 47,900 ล้านบาท , ช่วงที่ 2 จะเป็นการลงทุนพัฒนาก่อสร้างในส่วนของท่าเรือ(Superstructure) ซึ่งจะเปิดทีโออาร์ภายหลัง ใช้เงินลงทุนประมาณ 4,300 ล้านบาท และงานก่อสร้างพื้นที่หลังท่า จำนวน 150 ไร่ เงินลงทุน 3,200 ล้านบาท 

'สุริยะ' สั่ง กรอ. เร่งผลักดันศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ นำร่อง EEC คาดเอกชนสนลงทุนร่วมแสนล้านบาท

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เร่งผลักดันและขับเคลื่อนมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย ตามแผนปี พ.ศ. 2561 - 2570 (แผน 10 ปี) ซึ่งประกอบด้วยมาตรการเร่งด่วนและมาตรการสนับสนุน เพื่อขจัดอุปสรรคการลงทุนและสร้างปัจจัยสนับสนุน มาตรการเร่งรัดการลงทุนภายในประเทศ มาตรการกระตุ้นความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการ และมาตรการสร้างเครือข่ายในรูปแบบของศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านชีวภาพ (Center of Bio Excellence: CoBE) รวมทั้งการดำเนินงานขยายผลมาตรการฯ เชิงพื้นที่ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Bio Hub)  

โดยได้เริ่มโครงการนำร่องในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor : EEC (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) เขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง (นครสวรรค์ กำแพงเพชร) เขตพื้นที่ภาคะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (ขอนแก่น) เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) โดยการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐทำให้เอกชนสนใจเข้ามาลงทุนในเขตพื้นที่ดังกล่าว คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมแสนล้านบาท   

เกษตรฯ เตรียมแผนส่งออกทุเรียนปลอดภัย

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ได้กำหนดแนวทางมาตรการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด - 19 ระดับสวนเกษตรกร เพื่อใช้เป็นมาตรฐานให้ทุกสวนผลไม้ส่งออกได้ยึดถือปฏิบัติ และเป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้มาตรการเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกปี 2565 รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการส่งออกผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2565 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำหนดเป้าหมายไว้ว่าการส่งออกผลไม้ต้อง Zero COVID เท่านั้น

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออก สร้างความเชื่อมั่นสู่ผู้บริโภคในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกหลัก ซึ่งในฤดูกาลผลไม้ปีนี้ จีนในฐานะประเทศคู่ค้าสำคัญของผลไม้ของภาคตะวันออกได้กำหนดไว้ว่าต้องตรวจไม่พบเชื้อโควิด -19 ทั้งในคน ผลไม้ และองค์ประกอบอื่นในการขนส่ง โดยมีมาตรการระดับสวนเกษตรกร เช่น มีแนวกั้นบริเวณอาณาเขตของสวน และมีจุดเข้าออกทางเดียว 

คลังเกาะติดสถานการณ์ 'รัสเซีย-ยูเครน' หวั่นบานปลายราคาน้ำมันพุ่ง 6 บาท

“คลัง” เกาะติดสถานการณ์ตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครน ลุ้นจบลงด้วยดี ด้าน “หอการค้าไทย” หวั่นเหตุการณ์บานปลาย ดันราคาน้ำมันไทยพุ่งอีก 6 บาท

24 ก.พ. 65 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า ผลจากกรณียูเครน-รัสเซีย ต้องติดตามสถานการณ์ ไม่อยากเห็นเหตุการณ์บานปลาย ซึ่งจะส่งผลต่อราคาน้ำมันขยับตัว ซึ่งขณะนี้อยู่ในกรอบ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังอยู่ในขอบเขตที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบริหารจัดการไม่ให้ดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตรได้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตที่ผ่านมาก็เข้าไปช่วยในเรื่องของภาษี ขณะที่นักท่องเที่ยวจากรัสเซีย ยูเครน ก็มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก ถ้าเกิดความตึงเครียดรุนแรง ก็จะส่งผลกระทบต่อไทยอยู่บ้าง

“สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากความขัดแย้งของรัสเซียและยูเครน แต่เชื่อว่าจากความพยายามของทุกฝ่ายน่าจะทำให้เรื่องจบลงด้วยดี ไม่น่าเกิดความรุนแรงจนนำไปสู่การสู้รบ ซึ่งหากสถานการณ์จบลงด้วยดีก็จะส่งผลดีต่อทิศทางราคาน้ำมัน โดยปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” นายอาคม กล่าว

ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การรัสเซีย-ยูเครนในขณะนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น โดยทุก 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ราคาน้ำมันในไทยปรับขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร และกรณีเลวร้าย หากเกิดสงคราม คาดว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะกระทบต่อราคาน้ำมันถึง 6 บาทต่อลิตร

🔎 เปิดอีกมุมด้านเศรษฐกิจ ‘เหมืองทองอัครา’

💎 ภาษีทางตรง 1,000 ลบ./ปี
💎 คืนกลับพัฒนาท้องถิ่น 60%
💎 เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ 10,000 ลบ./ปี

📝นโยบายแร่ทองคำ สำหรับใครก็ตามที่จะมาลงทุน จะต้องลงทุนด้วยเทคโนโลยีที่ดี ดูแลทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี ดูแลชุมชนที่ดี และแบ่งปันผลประโยชน์ให้ประเทศไทยมากที่สุด


ที่มา : คุณนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ให้สัมภาษณ์ เพจ Open Up

รมว.เฮ้ง ห่วงแรงงานไทยในยูเครน ขอให้เฝ้าระวังติดตามข่าวสารจาก กต. อย่างใกล้ชิด

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงข้อห่วงใยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปยังคนไทยที่พำนักในยูเครน หลังสถานการณ์ระหว่างยูเครนและรัสเซียตึงเครียดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีความห่วงใยคนไทยทุกคนที่พำนักอยู่ ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ขอให้พี่น้องแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศยูเครนเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ ข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างทันท่วงที หากมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องอพยพกลับประเทศไทยก็ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศอย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือของกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้มีเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศเพื่อให้การช่วยเหลือแรงงานไทยที่ได้รับความเดือดร้อน กรณีคนงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนและประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนสิ้นสุดการเป็นสมาชิกกองทุน เนื่องจากภัยสงครามหรือปัญหาความไม่สงบหรือจากภัยธรรมชาติหรือเกิดโรคระบาด ซึ่งทางการของประเทศนั้น ๆ ประกาศกำหนดแล้ว ในการไปทำงานในต่างประเทศตามขั้นตอนของกฎหมายอีกด้วย

'ศักดิ์สยาม' สั่งด่วน ชะลอค่าปรับ 10 เท่า M-Flow พร้อมให้กรมทางหลวงเร่งคืนค่าปรับทุกราย

'ศักดิ์สยาม' สั่งด่วน ชะลอค่าปรับ 10 เท่า ผู้ใช้ระบบ M-Flow ทุกราย จนถึง 31 มี.ค. 65 พร้อมให้กรมทางหลวงเร่งคืนค่าปรับทุกราย

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากปัญหา ที่กรมทางหลวง (ทล.) ได้เปิดใช้ ระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) เต็มรูปแบบ บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 (วงแหวนบางปะอิน-บางพลี) จำนวน 4 ด่าน คือ ด่านธัญบุรี 1 ด่านธัญบุรี 2 ด่านทับช้าง 1 และด่านทับช้าง 2 ตั้งแต่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 22.00 น. ที่ผ่านมา ซึ่งตนรับทราบปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน ที่ต้องเสียเงินค่าปรับ 10 เท่า กรณีที่จ่ายเงินค่าผ่านทางเกิน 2 วัน ในการใช้ช่องทาง ระบบ M-Flow

สำหรับประชาชนที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก ระบบ M-Flow โดยตนได้สั่งการให้กรมทางหลวง (ทล.) ชะลอการเรียกเก็บเงินค่าปรับ 10 เท่า สำหรับผู้ที่ไม่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกระบบ M-Flow และได้เข้าใช้ช่องทางระบบ M-Flow ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ได้ชำระค่าธรรมเนียมผ่านทาง ทั้งนี้เริ่มตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 มีนาคม 2565

1 ปี GWM Thailand ความสำเร็จที่เกินกว่า 365 วันจะบรรยายได้หมด!!

ผ่านพ้นไปแล้วกับ VIRTUAL LIVE EVENT GWM BRAND DAY 2022 ‘FIRST YEAR TOGETHER’ งานครบรอบ 1 ปี GWM Thailand ความสำเร็จตลอด 1 ปีที่ผ่านมาของ ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย (Great Wall Motor: GWM) ซึ่งพร้อมเต็มที่กับย่างก้าวสู่การเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยต่อในปี 2022

โดย GWM จะมีการวางขยายทั้งศูนย์บริการ สถานีชาร์จ พร้อมกิจกรรมต่างๆ เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้าคนสำคัญทุกท่าน รวมไปถึงอุบไฮไลต์ที่เตรียมปล่อยในอีกไม่ช้ากับ รถยนต์ใหม่อีก ‘5 รุ่น’ จาก ‘3 แบรนด์’ ที่มาแน่ภายในปีนี้ รับรองว่ายิ่งใหญ่สมการรอคอย รอติดตามได้เลย

ส่วนเป้าหมายของในปี 2022 นี้ ทาง GWM ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมภายใต้เสียงสะท้อนของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคมไทยตลอดไป 

รับข่าวสารสุด Exclusive ก่อนใคร สามารถกดติดตามเพจ GWM Thailand รับรองว่ามี Surprise ทั้งปีได้ที่...
Website: www.gwm.co.th
GWM Instagram: GWM Thailand 
GWM Twitter: GWM Thailand
GWM YouTube: GWM Thailand
GWM TikTok: GWM Thailand
GWM Line: GWM Thailand
GWM Application: https://bit.ly/3myOJbS
GWM Contact Centre: 02-668-8888

'ผู้ว่าฯอัศวิน' โวกรุงเทพฯ เหนือชั้นกว่า 'ลอนดอน-บาร์เซโลนา' หลังคว้าอันดับ 6 เมืองประชุมนานาชาติระดับโลก

'ผู้ว่าฯอัศวิน' ได้ทีขอโม้ โว 'กรุงเทพฯ' เป็นเมืองนัดหมายของการประชุมนานาชาติอันดับ 6 ของโลก เฉือนทั้ง 'ลอนดอน-บาร์เซโลนา' เพราะมีความพร้อมในหลายเรื่อง

24 ก.พ. 65  พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เนื้อหาพร้อมรูปบนเพจเฟซบุ๊กผู้ว่าฯ อัศวิน ระบุว่า ...

กรุงเทพฯ เป็นเมืองจุดหมายการประชุมนานาชาติอันดับ 6 ของโลก

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความสะดวกในการเดินทางเข้าถึงเมือง เป็นจุดหมายของการเดินทาง ทำให้หลายครั้งที่กรุงเทพฯ ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ 

กรุงเทพฯ ติดอันดับ 6 เมืองประชุมนานาชาติระดับโลก ลั่น เดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ทุกจังหวัด

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 65 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยินดีที่กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับที่ 6 ของเมืองจุดหมายจัดการประชุมนานาชาติระดับโลก จากรายงานดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของเมืองที่เป็นจุดหมายจัดการประชุมนานาชาติ ประจำปี 2564 (International Convention Destination Competitive Index 2021) ด้วยคะแนน 642.1 จากทั้งหมด 101 เมืองทั่วโลก (International Convention Destination 2021) ซึ่งจัดทำโดยบริษัท GainingEdge บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (Meeting, Incentive Travel, Conventions, Exhibitions: MICE) ซึ่ง 10 อันดับแรกของโลก ได้แก่ ปารีส นิวยอร์ก สิงคโปร์ ปักกิ่ง โตเกียว กรุงเทพฯ ลอนดอน บาร์เซโลนา อิสตันบูล และวอชิงตัน ตามลำดับ 

นายธนกร กล่าวว่า กรุงเทพฯ ได้ขยับขึ้นมา 2 อันดับ จากเดิมอันดับ 8 ในปี 2563 และเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กรุงเทพฯ จะอยู่ในอันดับ 4 ของเมืองในทวีปเอเชียยอดนิยม (Top Asian Metropolises) ดังนี้ สิงคโปร์ ปักกิ่ง โตเกียว กรุงเทพฯ ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ กัวลาลัมเปอร์ และโซล สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการจัดการประชุมของประเทศไทยที่มีศักยภาพในการจัดประชุมทุกระดับ เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

นายธนกร กล่าวว่า รายงานผลการจัดอันดับดังกล่าว ใช้การวิจัยและรวบรวมข้อมูลจากรายชื่อเมืองที่มีการจัดประชุมนานาชาติมากที่สุดในแต่ละปีของสมาคมการประชุมและการประชุมนานาชาติ จากนั้นได้ประเมินคุณภาพของปัจจัยที่สำคัญในแต่ละเมือง ซึ่งพิจารณาใน 3 ปัจจัยหลัก และ 11 องค์ประกอบย่อย คือ 1.) ด้านสุขอนามัย ได้แก่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนสำหรับการประชุม ข้อเสนอของโรงแรมที่พัก ตอบโจทย์การใช้งาน และการเดินทางทางอากาศซึ่งต้องมีทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศและในประเทศรองรับผู้เข้าร่วมการประชุม 2.) ด้านความได้เปรียบในการแข่งขัน ได้แก่ เครือข่ายทางการตลาด ต้นทุนในการจัดเตรียมการประชุมคุ้มค่า และการเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว 3.) ด้านการสร้างความแตกต่าง ได้แก่ ระบบโลจิสติกส์ที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก มูลค่าทางการตลาดของประเทศนั้นๆ ขนาดของเศรษฐกิจโดยคำนวณจากค่า GDP/ประชากร สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและ ความปลอดภัยและเสถียรภาพในประเทศ

รมว.เฮ้ง อนุมัติปล่อยกู้ 5 ล้านบาท ให้กองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ช่วยเหลือผู้รับงานไปทำที่บ้าน ลดดอกเบี้ยเหลือ 0% 12 งวด ต่อเนื่องปีที่ 3 ยื่นกู้ได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 31 สิงหาคม 2565

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีนโยบายเร่งด่วน ในการกระตุ้น ส่งเสริมและรักษาการจ้างงาน พัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงทางเลือกอาชีพอิสระ และการรับงานไปทำที่บ้านแก่ผู้ว่างงาน โดยในปีงบประมาณ 2565 กระทรวงแรงงานได้อนุมัติวงเงินกู้ยืม จำนวน 5,000,000 บาท พร้อมมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0 ต่อปี (จากเดิมร้อยละ 3) ในงวดที่ 1 -12 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้รับงาน/กลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนถูกกฎหมาย บรรเทาความเดือดร้อนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 

“นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญและห่วงใยพี่น้องแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่ต้องการทำงาน มีรายได้ และยังมีศักยภาพ แต่ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกำชับกระทรวงแรงงานดูแลช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม ทั่วถึงเพื่อให้สามารถก้าวต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์โควิด – 19” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับให้กลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านกู้ยืมไปซื้อวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ในการผลิตหรือใช้ขยายการผลิต สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกรมการจัดหางาน ในการส่งเสริมการจ้างงานและการประกอบอาชีพแรงงานกลุ่มเปราะบางเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

GWM ประกาศศักดา!! มุ่งสู่ผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าไทย พร้อมดันไทยฮับอาเซียน ในวาระครบรอบ 1 ปี

ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2021 เป็นปีทองของค่ายรถยนต์อย่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) หรือ GWM ค่ายรถยนต์สัญชาติจีนที่เข้ามาถล่มตลาดไฮบริด และ SUV อีกทั้งยังปลุกกระแสตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรา จนหลายคนรู้จักกันมากขึ้น

365 วันที่ผ่านมา GWM สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้แบรนด์จีนกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่คนไทยยอมรับ ตั้งแต่การพุ่งเป้าสู่ตลาดรถยนต์ xEV หรือ รถที่มีการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่เปิดตัวออกมาอย่าง ORA Good Cat ซึ่งกวาดยอดจองไปมากกว่า 10,000 คันในสัปดาห์แรก

ส่วน SUV อย่าง Haval H6 Hybrid ก็ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุด 3 เดือนติดต่อกัน ขณะที่ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ก็เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ SUV-B พร้อมยอดสั่งจองที่ยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

โดยตลอดหนึ่งปีมานี้ GWM ได้ส่งมอบรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นให้กับผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วรวมทั้งสิ้นเกือบกว่า 4,000 คัน สร้างฐานแฟนคลับชาวไทยได้กว่า 500,000 คนที่ติดตามผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook, TikTok และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของ GWM

ผู้สันทัดกรณีในวงการยานยนต์หลายท่านเชื่อว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ค่ายรถยนต์สัญชาติจีนรายนี้ได้รับการตอบรับจากตลาดเมืองไทยนั้น มาจากการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนไทย ในราคา เทคโนโลยี และประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ต่อไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคคนไทยแบบไม่กั๊ก 

ขณะเดียวกัน เมื่อช่องว่างตลาดเปิดสินค้าล็อตใหม่ ทาง GWM ก็ปล่อยทีเซอร์สินค้ารุ่นอื่นๆ เพื่อต่อยอดกระแสเรียกการติดตามได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น WEY SUV พรีเมียม หรือแม้แต่ Tank 500 SUV ไซส์ยักษ์ของ GWM

ในด้านของช่องทางการจัดจำหน่ายและบริการก็เช่นกัน GWM รู้ดีว่าตลาดเมืองไทยใส่ใจเรื่องนี้มาก จึงมีการเพิ่มช่องทางจาก 50 แห่ง เป็น 80 แห่งในปี 2565 รวมถึงการเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการเพิ่มจุดชาร์จ ให้เพียงพอกับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยจะเพิ่มจุดชาร์จ เป็นทั้งหมด 55 แห่ง ประกอบด้วยจุดชาร์จ ในผู้แทนจำหน่ายที่ลูกค้าสามารถมาใช้บริการได้ตลอดเวลา และ จุดชาร์จ ณ ที่หมาย เช่น โรงแรม ร้านอาหาร พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางชาร์จฉุกเฉิน สำหรับลูกค้าที่มีระยะทางมาไม่ถึงตู้ชาร์จด้วย

นี่คือ 1 ปีของ GWM ในประเทศไทยที่ มร. เอลเลียต จาง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า ต้องออกมาขอบคุณลูกค้าชาวไทยด้วยตัวเอง หลังจากที่คนไทยให้ความไว้วางใจและความสนับสนุนที่มอบให้เกรท วอลล์ มอเตอร์ มาโดยตลอด รวมถึงพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ และทีมงานทุกคน สำหรับความเชื่อมั่นและความทุ่มเทอย่างเต็มที่เสมอมา จนทำให้ GWM ประเทศไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจนถึงวันนี้

ทั้งนี้ ย่างก้าวสู่ปีที่ 2 ของ GWM ด้าน นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เผยว่า เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย จะมุ่งเน้นไปสู่การเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งสร้างสังคมยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 4 ด้าน ได้แก่...

1.) ด้านผลิตภัณฑ์: ภายใต้ภารกิจ Mission 9 in 3 ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศจะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 9 รุ่นมาให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดภายใน 3 ปี โดยในปี 2565 นี้ GWM จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 5 รุ่น จาก 3 แบรนด์ โดยหนึ่งในนั้นได้แก่ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV จากแบรนด์ HAVAL ที่เคยเผยโฉมครั้งแรกของโลกในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และรถยนต์อีก 2 รุ่นที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ ORA ตอบรับกับนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากทางภาครัฐอีกด้วย ส่วนอีก 2 รุ่นจะมีการเปิดเผยรายละเอียดให้ทราบต่อไป 

2.) ด้านช่องทางจำหน่าย: เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยาย GWM Store ทั้งที่เป็น Direct Store และ Partner Store เพิ่มขึ้นอีก 50 แห่ง รวมเป็น 80 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ของประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและรองรับกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top