Friday, 4 September 2026
World

ลูกชาย ‘นายกมหาเธร์’ ต่อต้านอิสราเอลเต็มที่!! การเมืองมาเลเซียเดือดอีกระลอก ประกาศต้านสหรัฐฯ ปมหนุนอิสราเอล สะท้อนจุดยืนมาเลเซียข้างปาเลสไตน์ สะท้อนแรงต้านวอชิงตันจากปมกาซา

มูคริซ มหาเธร์ นักการเมืองมาเลเซีย โหมกระพือประเด็นถกเถียงบนสื่อสังคมออนไลน์ ประกาศผ่านคลิปวิดีโอหนึ่งว่าเขา "เกลียดอเมริกา เกลียดพวกเขาทั้งหมด" เพราะว่าวอชิงตันสนับสนุนอิสราเอล คำพูดที่สะท้อนจุดยืนกับอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ผู้เป็นพ่อ ที่ใช้วาทกรรมอันดุเดือดต่อต้านสหรัฐฯมาช้านาน

"ผมเกลียดคนอเมริกา ผมเกลียดชังชาวอิสราเอล ผมเกลียดคนอเมริกา พวกเขาทั้งหมด" มูคริซ กล่าวในวิดีโอที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ "ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะเป็นพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครต ฝักใฝ่อิสราเอลหรือฝักใฝ่ปาเลสไตน์ มันไม่สำคัญกับผม" เขากล่าว อ้างว่าประชาชนคนธรรมดาชาวอเมริกาก็ต้องร่วมรับผิดชอบเช่นกัน ต่อการกระทำต่างๆของพวกผู้นำที่พวกเขาเลือกมา

มาเลเซีย ชาติที่มีชาวมุสลิมเป็นคนส่วนใหญ่ เป็นหนึ่งในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ให้การสนับสนุนเหตุผลของชาวปาเลสไตน์อย่างแข็งขันที่สุด และไม่รับรองอิสราเอลในฐานะรัฐหนึ่งๆ

เมื่อปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ขึ้นปราศรัยในเวทีชุมนุมแสดงความเห็นหนึ่งเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์เมื่อแที่แล้ว ขณะที่รัฐบาลของเขาส่งเสียงประณามซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อการกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซา จุดยืนที่ทำให้กัวลาลัมเปอร์มีความขัดแย้งกับวอชิงตันมากขึ้นเรื่อยๆ สืบเนื่องจากการที่มาเลเซียปฏิเสธไม่ให้พลเมืองอิสราเอลเข้าประเทศ

ช่วงกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ประกาศจุดยืนของรัฐบาลอย่างชัดเจนว่า หากตรวจพบว่ามีพลเมืองอิสราเอลเดินทางเข้าหรือพำนักอยู่ในประเทศ จะถูกดำเนินการเนรเทศออกนอกประเทศทันที เนื่องจากมาเลเซียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและไม่รับรองรัฐอิสราเอล
คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังเกิดข้อกล่าวหาว่า อาจมีชาวอิสราเอลบางรายใช้หนังสือเดินทางของประเทศที่สาม เดินทางเข้าร่วมโครงการ Network School ภายในโครงการ Forest City รัฐยะโฮร์ ส่งผลให้รัฐบาลมาเลเซียสั่งการให้กรมตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ และหน่วยงานด้านความมั่นคง เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน

การเคลื่อนไหวครั้งนั้นได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากสะท้อนจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียที่สนับสนุนปาเลสไตน์มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด หากพบว่ามีการฝ่าฝืนนโยบายหรือกฎหมายด้านการเข้าเมืองของประเทศ

(ที่มา:เซาต์ไชนามอร์นิงโพสต์/เพรสนิวส์เอเจนซี)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1517628557072467&id=100064760106289&rdid=qyCxQfK2nKzCYf5c#

ต่างดาวในอุษาคเนย์!! UFO/UAP พบทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซียเมียนมา เวียดนามยังมีรายงานสงคราม คำเล่าขานวัตถุลึกลับต่อเนื่องยาวนาน

ต่างดาวในอุษาคเณย์

เรามาถึงในยุคนี้มีการแชร์ข้อมูลแพร่หลายเกี่ยวกับ UFO และ UAP กันแล้ว แม้รายงานส่วนใหญ่ที่ออกมาจะเป็นรายงานจากอเมริกาหรือจากประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจีนหรือรัสเซียที่ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า UAP ที่พบเจอนั้นเป็นยานอวกาศต่างดาวจริงหรือเป็นแค่สิ่งที่เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่านี่คือ UFO หรือแค่ดาวเทียม วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ฟังว่านอกจากเขากะลาในไทยแล้วมีการรายงานจากที่ไหนว่าอย่างไรอีกบ้าง

เริ่มจากอินโดนีเซีย ประเทศพันเกาะและมีพื้นที่กว้างใหญ่ ที่นี่มีรายงานการพบเห็น UFO/UAP มาตั้งแต่ปี 1940 โดยมีการรายงานการพบเห็นในหลายสถานที่ได้แก่ เมืองเมดัน เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสุมาตราเหนือ หรือในจาร์กาตา บาหลี บนเกาะชวาไปจนถึงภูเขา Salak ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วแต่ยังคงมีพลังความร้อนใต้พิภพ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย และยังมีรายงานล่าสุดในปีนี้ที่พบเห็น UFO บนเกาะสุมาตราและชวาตะวันออกอีกด้วย

ต่อมาคือฟิลิปปินส์ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีรายงานการพบเห็น UFO ค่อนข้างบ่อยทั้งในมะนิลา และจังหวัดอื่นๆ และเคสที่น่าสนใจคือการพบวัตถุแสงสีส้ม 3 ดวงเหนือสนามบิน Laguindingan ในเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวแต่อย่างใด

ในมาเลเซียมีกรณีของ UFO ที่เป็นข่าวดังในช่วงปี 1970 คือ เคส Bukit Mertajam กล่าวคือในช่วงปี 1970 ในเมือง Bukit Mertajam ในรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย บริเวณ Seberang Perai ซึ่งเป็นเมืองจริงและเป็นศูนย์กลางของเขต Central Seberang Perai เหตุการณ์สุดโด่งดังนี้เกิดขึ้นที่ Stowell English Primary School โดยมีมีเด็กนักเรียนชายประมาณ 6 คน อายุราว 8–11 ปี กำลังเล่นอยู่บริเวณพุ่มไม้ใกล้โรงเรียน โดยเด็กๆ อ้างว่าเห็นวัตถุขนาดประมาณ จานซุป หรือจานบินขนาดเล็กลงจอด จากนั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดเพียงประมาณ 3 นิ้ว (7–8 ซม.) จำนวน 5 ตัว ออกมาจากวัตถุนั้น โดยเด็กๆบรรยายรายละเอียดว่า สิ่งมีชีวิตที่ออกมาจากจานนั้น 4 ตัวใส่ชุด สีน้ำเงิน อีก 1 ตัวที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าใส่ชุด สีเหลือง ทั้งหมดมีรูปร่างที่แปลกคือมีเขาหรือหนวดสองข้างบนศีรษะ โดยพวกมนุษย์ต่างดาวนี้พวกมันนำอุปกรณ์บางอย่างไปติดตั้งบนต้นไม้และเมื่อเด็กบางคนเข้าไปใกล้พวกมนุษย์ต่างดาวมีการตอบโต้ด้วยอาวุธขนาดเล็กยิงใส่เด็ก สิ่งที่น่าสนใจคือ มีรายงานว่าในช่วง 1970–1979 มาเลเซียมีเหตุการณ์เกี่ยวกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วและ UFO แบบนี้หลายครั้งมาก

ในเมียนมามีรายการการพบเห็น UFO มากมายเช่นกัน โดยเฉพาะที่เมืองแปรมีการพบเห็น UFO ครั้งแรกในปี 2006 และจากนั้นก็มีการพบเห็นเรื่อยๆจนถึงปี 2012 แต่ที่เมียนมามีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องคือในปี 2016 ที่บริเวณ Lone Khin ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของเมียนมา มีวัตถุโลหะทรงกระบอกขนาดประมาณ 3.7 เมตร × 1.5 เมตร ตกลงมา ทำให้เกิดเสียงดังและแรงสั่นสะเทือน ช่วงแรกชาวบ้านมีการคิดว่าเป็นยาน UFO แต่ภายหลังมีการเชื่อมโยงกับ ชิ้นส่วนจรวดหรืออุปกรณ์อวกาศเพราะวันเดียวกันนั้น จีนเพิ่งปล่อยจรวด Long March 11 จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียนพร้อมดาวเทียมทดลองขึ้นสู่อวกาศ อีกหนึ่งหลักฐานคือวัตถุโลหะทรงกระบอกยาวประมาณ 4.5 เมตร ตกลงมานั้นมีตัวอักษรภาษาจีนอยู่ด้วยนั่นเอง

สุดท้ายในเวียดนามมีการรวบรวมรายงานเกี่ยวกับวัตถุประหลาดในช่วงสงครามเวียดนามไว้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะรายงานจากพื้นที่ทหารในปี 1967–1969 เช่น วันที่ 11 มิถุนายน 1967 มีรายงานว่าพยานในบริเวณเมืองดานัง เห็นวัตถุสีเงินลักษณะคล้ายทรงกระบอกอยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลาหลายนาที และมีรายงานว่าถูก F-102 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ไล่ติดตาม และยังมีรายงานอื่นในเมืองดานังพบว่า มีคำให้การที่ถูกบันทึกไว้กับ NUFORC ว่าในช่วงต้นปี 1968 ทหารประมาณ 12 คน ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่บนภูเขาที่มองลงมายัง Da Nang เห็นแสงที่มีลักษณะเปลี่ยนสี เคลื่อนที่ช้าและเงียบ หยุดลอยอยู่ประมาณ 5–10 นาที แล้วจากนั้นพุ่งขึ้นตรง ๆ ด้วยความเร็วสูงมากและหายไป โดยพยานระบุว่าพวกเขาคุ้นเคยกับแสงและเครื่องบินในเวียดนามอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถระบุสิ่งที่เห็นได้ อีกสถานการณ์หนึ่งที่ดูน่าสนใจคือ ช่วง 15–16 มิถุนายน 1968 มีรายงานจากแนว DMZ (เขตปลอดทหารระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้) ว่าหน่วยสังเกตการณ์แนวหน้าเห็น แสงประหลาดจำนวนมากในเวลากลางคืน ในรายงานบางแหล่งระบุว่ามีประมาณ 30 แสง ที่เคลื่อนที่ช้า ๆ และไม่มีเสียงเครื่องยนต์ที่คาดว่าจะได้ยินจากเฮลิคอปเตอร์แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นคือทหารบางฝ่ายยิงใส่วัตถุเหล่านั้นในเขตปลอดทหาร จึงทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้น อีกเรื่องที่น่าสนใจคือในคืนวันที่ 16 มิถุนายน 1968 มีเหตุการณ์เกี่ยวกับเรือตรวจการณ์ Swift Boat ที่ยิงใส่แสง/วัตถุที่เชื่อว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ของเวียดนามเหนือ ปัญหาคือหลังจากเหตุการณ์ มีความสับสนว่าจริง ๆ แล้วมีเฮลิคอปเตอร์ของเวียดนามเหนืออยู่ตรงนั้นหรือไม่ เพราะเมื่อตรวจการณ์แล้วไม่พบเฮลิคอปเตอร์ที่กล่าวอ้างนั้น สุดท้ายคือช่วงประมาณ ตุลาคม 1968 – เมษายน 1969 มีรายงานวัตถุไม่ทราบชนิดจำนวนมากบริเวณ Duc Co ทางตะวันตกของ II Corps / ใกล้ Pleiku ซึ่งจากฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ UFO ของ NICAP รวบรวมข้อมูลว่ามีรายงานว่ามีการพบเห็น UFO มากกว่า 400 ครั้งและมีการถูกบันทึกได้โดยเรดาร์ของกองทัพอเมริกันด้วยนั่นเอง

ที่มา : AYA

คดีสาวจีนในแทกูสะเทือนสังคม!! จากทริปรับปริญญาสู่โศกนาฏกรรม สาวจีนรับปริญญาเกาหลีใต้หายปริศนา ก่อนพบเป็นศพในบ้านอาจารย์ ตำรวจเร่งสอบปมฆาตกรรม

สาวจีนไปรับปริญญาที่เกาหลีใต้ก่อนหายตัว สุดท้ายพบศพในบ้านอาจารย์

เหวินเหวิน (นามสมมุติ) หญิงชาวจีนวัย 25 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแดกูคาทอลิก (Daegu Catholic University) ในเกาหลีใต้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาและเดินทางกลับจีนหลังจบการศึกษา

กระทั่งวันที่ 14 ส.ค. เธอเดินทางกลับไปยังเมืองแทกู เกาหลีใต้เพียงลำพัง เพื่อไปรับใบปริญญาที่มหาวิทยาลัย โดยมีกำหนดเดินทางกลับจีนจากท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในวันที่ 23 ส.ค. เพื่อเริ่มต้นการทำงาน ชีวิตของหญิงสาวดูเหมือนกำลังเดินหน้าไปสู่บทใหม่อย่างราบรื่น แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะได้เดินทางกลับบ้าน

หลังเดินทางถึงเกาหลีใต้ เหวินเหวินยังคงติดต่อกับครอบครัวที่จีนอย่างสม่ำเสมอและรายงานความเคลื่อนไหวให้พี่สาวทราบทุกวัน โดยคืนวันที่ 19 ส.ค. เวลาประมาณ 23.30 น. ทั้งคู่ยังพูดคุยกันผ่านวิดีโอคอลตามปกติ ไม่มีสัญญาณผิดปกติหรือความหวาดกลัวใดๆ

กระทั่งช่วงค่ำวันที่ 20 ส.ค. เวลาประมาณ 19.00-20.00 น. เหวินเหวินเก็บสัมภาระออกจากที่พักของเพื่อน โดยตั้งใจจะไปพักที่โรงแรมย่านการค้าทงซองโรในเมืองแทกู ก่อนเดินทางต่อไปยังสนามบินอินชอน แต่หลังจากออกจากที่พัก เธอกลับขาดการติดต่อ โทรศัพท์ถูกปิดและไม่สามารถติดตามที่พัก การใช้จ่ายหรือเส้นทางการเดินทางได้ ขณะที่ข้อมูลตรวจคนเข้าเมืองระบุว่าเธอมีเพียงประวัติเดินทางเข้าเกาหลีใต้และยังไม่มีข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเริ่มความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ฃกระทั่งวันที่ 22 ส.ค. ครอบครัวได้แจ้งความในจีน ก่อนที่ข้อมูลคดีจะถูกส่งต่อให้ตำรวจเกาหลีใต้ดำเนินการ โดยในช่วงแรก คดีถูกจัดเป็นกรณีบุคคลสูญหายทั่วไป ทำให้การสอบสวนดำเนินไปอย่างล่าช้า

เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านภาษา ครอบครัวจึงต้องว่าจ้างทนายความในเกาหลีใต้เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบคดี แต่สามารถได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพียงเล็กน้อย ครอบครัวจึงติดต่อสถานกงสุลใหญ่จีน ณ เมืองปูซานเพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลตามหาผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหวังว่าจะสามารถพบตัวและยืนยันได้ว่าเธอยังปลอดภัย

ต่อมา ช่วงค่ำของวันที่ 21 ส.ค. เจิ้งชางเซิ่ง ชายชาวจีนเชื้อสายเกาหลีวัย 30 กว่าปีและผู้ถือสถานะผู้พำนักถาวรในเกาหลีใต้เดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจด้วยตัวเอง โดยอ้างว่าเป็นแฟนหนุ่มของเหวินเหวิน พร้อมแจ้งว่าเธอหายตัวไปและขอให้ตำรวจช่วยติดตามหา เขายังแสดงท่าทีวิตกกังวลและให้ความร่วมมือในการสอบถามของตำรวจอย่างเต็มที่

แต่เมื่อการสืบสวนลงลึกมากขึ้น คำให้การของเขากลับพบพิรุธหลายจุดและไม่สอดคล้องกับภาพจากกล้องวงจรปิด ทำให้ข้อสงสัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชุดสืบสวนจึงเร่งปรับแนวทางการทำงานและยกระดับจากคดีคนหายเป็นคดีฆาตกรรม กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 25 ส.ค. ตำรวจเข้าควบคุมตัวเจิ้งชางเซิ่ง ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพักของเขาในตำบลฮายัง เมืองคย็องซานและพบร่างไร้วิญญาณของเหวินเหวินอยู่ภายใน

เจิ้งชางเซิ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนในสถาบันการศึกษาที่เหวินเหวินศึกษาอยู่ โดยทั้งสองมีความสัมพันธ์ในฐานะอาจารย์กับนักศึกษา ส่วนความสัมพันธ์ในฐานะแฟนที่เขากล่าวอ้างนั้นเป็นเพียงข้อมูลที่เขาอ้างต่อบุคคลภายนอกฝ่ายเดียวและตำรวจยังไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแต่อย่างใด ทั้งนี้มีข้อมูลว่าเหวินเหวินมีคนรักอยู่ที่จีนอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน อดีตนักศึกษาบางรายได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอ้างว่าเจิ้งชางเซิ่งเคยมีพฤติกรรมคุกคามนักศึกษาหญิงและถึงขั้นใช้เรื่องการจบการศึกษาเป็นเงื่อนไขกดดันนักศึกษา และหตุร้องเรียนในครั้งนั้นก็ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

หลายฝ่ายสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสอง รวมถึงแรงจูงใจที่อาจอยู่เบื้องหลัง โดยตำรวจเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม

ด้านสถานกงสุลใหญ่จีน เมืองปูซานได้ขอให้ตำรวจเกาหลีใต้เร่งตรวจสอบรายละเอียดของคดีอย่างรอบด้านและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตในการจัดการเรื่องต่างๆ ความจำเป็นตลอดกระบวนการ

แม้เกาหลีใต้จะมีสถานการณ์ด้านความปลอดภัยโดยรวมอยู่ในระดับดี แต่ในพื้นที่ห่างไกล การถูกคนรู้จักทำร้ายอาจรับมือได้ยากกว่าการเผชิญเหตุจากคนแปลกหน้า เนื่องจากความคุ้นเคยทำให้หลายคนไม่ทันระมัดระวัง

ขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงเฝ้ารอความจริงจากกระบวนการยุติธรรมเกาหลีใต้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ที่มา : https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1431822808811523/?rdid=o9c9h5bV6aBHEj0S#

“ซีไอเอ” ส่งสัญญาณถึงมอสโก!! 'จอห์น แรตคลิฟฟ์' บุกเตือนรัสเซีย เน้นหยุดโจมตีประเทศพันธมิตร ย้ำลดสนับสนุนอิหร่านตามนโยบายสหรัฐฯ หวังลดความขัดแย้งในภูมิภาคบอลติก

สำนักข่าว POLITICO รายงานว่า การเดินทางเยือนมอสโกอย่างกะทันหันของ "จอห์น แรตคลิฟฟ์" ผู้อำนวยการซีไอเอ เมื่อวันก่อน มีจุดประสงค์เพื่อเตือนรัสเซียไม่ให้โจมตีพันธมิตรนาโต โดยเฉพาะเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้กล่าวว่า "การพบปะครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเตือนรัสเซียไม่ให้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยกระดับความขัดแย้งกับกลุ่มประเทศบอลติก"

นอกจากนี้ แรตคลิฟฟ์ยังต้องการให้มอสโกปฏิบัติตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยลดการสนับสนุนทางทหารและเศรษฐกิจแก่อิหร่านอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายนปี 2021 ผู้อำนวยการซีไอเอ ซึ่งขณะนั้นคือ วิลเลียม เบิร์นส์ (William Burns) เคยเดินทางไปมอสโก เพื่อเตือนรัสเซียว่าไม่ให้บุกยูเครน แต่ก็ไม่สามารถหยุดการตัดสินใจของรัสเซียได้ โดยอีกสามเดือนต่อมา รัสเซียเปิดปฏิบัติการพิเศษต่อดินแดนยูเครน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/828938813578760/?rdid=V5zi3F1VrjYMjElh#

น้ำท่วม เนปาล-จีน สะเทือน!! เสียชีวิตแล้ว 165 ราย สูญหายเกือบ 1,500 คน USGS ชี้ไม่ใช่แผ่นดินไหว เหตุเกิดจากธารน้ำแข็งถล่มใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันเขตรอยต่อเนปาล-จีน ล่าสุดเสียชีวิตอย่างน้อย 165 ราย สูญหายเกือบ 1,500 คน USGS ยืนยัน “ไม่ใช่แผ่นดินไหว” แต่เกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็ง

ทางการเนปาลและจีนเปิดเผยตัวเลขผู้ประสบภัยล่าสุด พบผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่บริเวณชายแดนแล้วอย่างน้อย 165 ราย ขณะที่มีผู้สูญหายรวมเกือบ 1,500 คน โดยเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ารายชื่อผู้สูญหายที่แต่ละฝ่ายรวบรวมไว้มีความซ้ำซ้อนกันมากน้อยเพียงใด
สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS (US Geological Survey) ยืนยันว่า แรงสั่นสะเทือนขนาด 4.4 ริกเตอร์ ที่ตรวจพบในพื้นที่ช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ “ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว” แต่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนจากการพังถล่มของมวลหินและน้ำแข็งจากธารน้ำแข็ง จนก่อให้เกิดการไหลบ่าของเศษซาก ดิน โคลน และมวลน้ำจำนวนมหาศาลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง จนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและสร้างความเสียหายในระดับหายนะ

ก่อนหน้านี้ ทางการเนปาลตั้งข้อสันนิษฐานว่า เหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่พังถล่มลงมาจากภูเขา พร้อมกวาดเอาก้อนหิน ดินโคลน และตะกอนจำนวนมหาศาลไหลลงมาตามแนวเขา ขณะที่ในช่วงแรกมีการตั้งข้อสันนิษฐานถึง GLOF (Glacial Lake Outburst Flood) หรือน้ำท่วมฉับพลันจากการระบายหรือแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ต่อมา USGS ได้ออกมายืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว

ที่มา : Reuters, The Guardian, U.S. Geological Survey (USGS), AFP, The Kathmandu Post
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1384505407171149/?rdid=oPvPvy8qMjNcrOpL#

ยูเครน เจอโจทย์การคลังใหญ่!! สงครามยืดเยื้อกดดันการคลังยูเครน หนี้สาธารณะ 2.1 แสนล้านดอลลาร์ ภาระเฉลี่ย 8,500 ดอลลาร์ ต่อคน ท่ามกลางการพึ่งพาเงินช่วยเหลือตะวันตก

ภาระหนี้ของยูเครนพุ่งสูง เฉลี่ยราว 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อประชากร 1 คน

หนี้สาธารณะของยูเครนอยู่ที่ 211,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ตามข้อมูลที่สำนักข่าว Sputnik นำมาวิเคราะห์

เดนิส อูลยูติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนโยบายสังคมของยูเครน เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า จำนวนประชากรของประเทศลดลงเหลือประมาณ 22–25 ล้านคน

จากตัวเลขดังกล่าว การวิเคราะห์ของ Sputnik ระบุว่า หากนำหนี้สาธารณะของยูเครนมาเฉลี่ยต่อประชากร จะเท่ากับว่า ประชากรยูเครนแต่ละคนมีภาระหนี้ของรัฐอยู่ที่ประมาณ 8,460 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเคียฟกำลังพึ่งพาเงินสนับสนุนจากภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อประคับประคองงบประมาณของประเทศ ขณะที่แพ็กเกจความช่วยเหลือชุดใหม่จากสหภาพยุโรปสำหรับยูเครนยังติดอยู่ในการหารือที่ยืดเยื้อ

ขณะเดียวกัน ประเทศตะวันตกได้ออกมาเตือนยูเครนหลายครั้งว่า ยูเครนจำเป็นต้องเร่งเพิ่มความพยายามในการหาแหล่งเงินทุนด้วยตนเองอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอกมากเกินไป

ที่มา : Sputnik

ภาพมุมสูงเผยพื้นที่โคลนถล่มด่านจี๋หลง!! จีนส่ง ฮ.ทหารบินวนเหนือด่านจี๋หลง สำรวจความเสียหายหลังโคลนถล่มรุนแรง เปิดปฏิบัติการค้นหาและสำรวจพื้นที่ภัยพิบัติ เร่งประเมินเส้นทางกู้ภัย–อพยพผู้ประสบภัย

จี๋หลง, 27 ส.ค. (ซินหัว) -- ภาพมุมสูงจากพื้นที่เกิดเหตุโคลนถล่มบริเวณด่านจี๋หลง ซึ่งเป็นด่านบกแห่งสำคัญที่เชื่อมต่อจีนกับเนปาล ในเขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำของกองบินทหารบกประจำเขตทหารซีจ้าง เดินทางถึงน่านฟ้าเหนือด่านจี๋หลงตอน 13.02 น. ของวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ก่อนบินวนค้นหาผู้ประสบภัย สำรวจความเสียหาย และประเมินเส้นทางสำหรับปฏิบัติการกู้ภัยและอพยพผู้ประสบภัย 

ที่มา : Xinhua

ไต้หวันเดินเกมโดรนเต็มระบบ!! อนุมัติงบโดรน 2.5 แสนล้าน เสริมแนวป้องกันรับมือแรงกดดันจากจีน สภาไต้หวันไฟเขียวงบโดรน 5 ปี เสริมขีดความสามารถป้องกันตนเองจากปักกิ่ง

"สงครามโดรน" มาแน่! สภาไต้หวันอนุมัติงบโดรน 2.5 แสนล. รับมือจีน

วานนี้ (27 ส.ค. 69) สมาชิกรัฐสภาไต้หวันได้อนุมัติงบประมาณมูลค่า 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.5 แสนล้านบาท) สำหรับโครงการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันตนเอง เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีโดยกองทัพปลดแอกประชาชนของรัฐบาลปักกิ่ง

ข้อเสนอด้านงบประมาณดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ภายหลังจากร่างงบประมาณเดิมที่เสนอโดยฝ่ายรัฐบาลถูกตีตกไป

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน มีความประสงค์จะจัดสรรงบประมาณพิเศษเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2.1 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 2.2 แสนล้านบาท) เพื่อใช้ในการพัฒนาและจัดหายานพาหนะไร้คนขับที่ผลิตในไต้หวัน ซึ่งรวมถึงโดรนสำหรับลาดตระเวนชายฝั่ง โดรนโจมตี และยานผิวน้ำไร้คนขับ

สำหรับ แผนการใช้จ่ายงบประมาณด้านโดรนดังกล่าวจะทยอยดำเนินการภายในระยะเวลากว่า 5 ปี และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหมไต้หวัน

ที่มา : เอเอฟพี / observerbd.com
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1669304571868680&id=100063674585845&rdid=i5nJZbQk6CtTwbxC#

เนปาลเผชิญหายนะน้ำท่วมฉับพลัน!! ภัยพิบัติเนปาลยังวิกฤต ยอดดับพุ่ง 469 ราย สูญหายอีก 977 คน เร่งช่วยผู้ประสบภัยกว่า 1,500 คน ทางการระดมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

ยอดดับ 'น้ำท่วมฉับพลัน' ในเนปาล พุ่งแตะ 469 ราย

กาฐมาณฑุ, 28 ส.ค. (ซินหัว) -- สำนักงานตำรวจเนปาลรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) เพิ่มขึ้นเป็น 469 ราย เมื่อนับถึงช่วงเช้าวันศุกร์ (28 ส.ค.) ส่วนจำนวนประชาชนผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลืออยู่ที่ 1,545 คน ด้านองค์การจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติเนปาลรายงานว่าจำนวนผู้สูญหายอยู่ที่ 977 ราย เมื่อนับถึง 22.00 น. ของวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ที่มา : Xinhua

ไทยรักษาสมดุลมหาอำนาจ!! จากสมดุลสงครามเย็น สู่โจทย์ใหม่ในยุคพื้นที่ไม่เลือกข้างแคบลง สนับสนุนกันในสถานการณ์ยุทธศาสตร์ จีนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจหลัก สหรัฐฯ คุมด้านความมั่นคงสืบเนื่อง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (ตอนจบ)

ขณะที่ไทยเผชิญกับ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" อันเนื่องมาจาก การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในเวียดนาม ลาว และเขมร กอปรกับความเจ็บแค้นของเวียดนามจากการที่ไทยยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาใช้ฐานทัพอากาศแล้วส่งเครื่องบินรบไปโจมตีทิ้งระเบิดในเวียดนามจนเสียหายย่อยยับอย่างมากมายมหาศาล ทำให้ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 หลังจากนั้น จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ เปิดฉาก สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม

ซึ่งแม้เป้าหมายหลักของจีนคือ การปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจของเวียดนาม แต่ผลของสงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น จากการสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

ในเวลานั้น สหรัฐฯ ซึ่งถอนตัวออกจากภูมิภาคอินโดจีนด้วยความบอบช้ำ คงเหลือแต่ฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือในฟิลิปปินส์เท่านั้น และได้ขนเอาอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากโดยเฉพาะอากาศยานที่ทหารเวียตนามใต้ใช้บินหนีมายังไทยกลับไปด้วย โดยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นได้แก่

- ด้านการทหารและยุทโธปกรณ์: สหรัฐฯ ได้เร่งส่งมอบอาวุธและยุทโธปกรณ์ตามแผนความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ไทย รวมถึงการจัดหาเครื่องบินรบ F-5E และอาวุธต่อต้านรถถัง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ รัฐบาลไทยต้องจัดซื้อ (ไม่ได้ฟรีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา) ด้วยสหรัฐฯ ได้ตัดลดความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับไทยลงเป็นอันมาก

- ด้านข่าวกรองและการเฝ้าติดตาม: มีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกองทัพเวียดนามในเขมร รวมถึงการสนับสนุนการเฝ้าติดตามทางอากาศและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ไทยสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที

- ด้านการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ: สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนทางการทูตที่แข็งกร้าวต่อการรุกรานเขมรของเวียดนาม พร้อมทั้งให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อกดดันให้เวียดนามถอนกำลังทหารออกจากเขมร

- ด้านกำลังพลและยุทธศาสตร์ร่วม: สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้ามาประจำการในไทยโดยตรงในช่วงเวลานั้น แต่ได้เพิ่มความถี่ในการซ้อมรบร่วมและแผนการส่งกำลังบำรุง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาทิ การฝึกซ้อมรบร่วมภายใต้รหัส Cobra Gold (คอบร้าโกลด์) ในปี 1982 (พ.ศ. 2525) เมื่อสหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่า "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ต่อไทยได้ลดลงจนไม่น่าที่จะทำให้เกิดสงครามขนาดใหญ่ อันจะส่งผลทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงนโยบายทางการทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) ที่เน้นสร้างความสมดุลและความยืดหยุ่นระหว่างสองมหาอำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ความสัมพันธ์ไทยกับ "สองขั้วมหาอำนาจ" นี้เป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจมาก เพราะไทยไม่เคยเลือกข้างเด็ดขาด แต่ปรับสมดุลไปตามสถานการณ์โลกตลอด 50 ปีที่ผ่านมา สามารถสรุปเป็นช่วงๆ ได้ดังนี้:
1975–1991: จุดเริ่มต้นของ "สองขา" ปี 1975 ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน (ในยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ท่ามกลางความกังวลเรื่องภัยคุกคามจากเวียดนามและการแพร่ขยายคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนหลังไซง่อนแตก จีนกลายเป็น "หลังพิง" ทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยกดดันเวียดนามในกรณีกัมพูชา (สงครามเวียดนาม-กัมพูชา 1978-79) แม้ไทยจะยังเป็นพันธมิตรสนธิสัญญากับสหรัฐฯ (ผ่าน SEATO และแถลงการณ์ถนัด-รัสก์ 1962) มาตั้งแต่สงครามเย็น ที่น่าสนใจคือ ช่วงนี้จีน-สหรัฐฯ เองก็ประสานผลประโยชน์กันในการต้านโซเวียต-เวียดนาม ทำให้ไทยสามารถเดิน "สองขา" ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ขัดแย้งกัน

1991–2014: ยุคเปิดกว้างและเศรษฐกิจนำ หลังสงครามเย็นจบ ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังคงเป็นแกนหลักด้านความมั่นคง (ไทยได้สถานะ "พันธมิตรนอกนาโต" หรือ Major Non-NATO Ally ปี 2003) แต่ความสัมพันธ์กับจีนเติบโตเร็วมากด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะหลังจีนเข้า WTO (2001)
2014–2023: จุดเปลี่ยนหลังรัฐประหาร 2014 เป็นจุดหักเหสำคัญ สหรัฐฯ ลดระดับความร่วมมือทางทหารตลอดจนแทรกแซงและกดดันเรื่องประชาธิปไตย โดยเฉพาะบทบาทในการสนับสนุนฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยม ทั้งที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารของไทยในอดีตอย่างมากมาย และทุกวันนี้ยังคงสนับสนุนพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยบางประเทศไม่เคยมีการเลือกตั้งเลยเสียด้วยซ้ำขณะที่ จีนไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในและยังคงกระชับสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยต่อเนื่อง ไทยจึงเอียงไปทางจีนมากขึ้น ทั้ง การซื้อเรือดำน้ำจากจีน โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และการเข้าร่วม Belt and Road Initiative แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดสหรัฐฯ เพราะยังคงซ้อมรบ Cobra Gold ร่วมกันทุกปี
2023–ปัจจุบัน: "ไผ่ลู่ลม" ท่ามกลางแรงกดดันที่รุนแรงขึ้น ในช่วงนี้ การแข่งขันจีน-สหรัฐฯ ทวีความเข้มข้นขึ้นมาก ทำให้พื้นที่การ "ไม่เลือกข้าง" ของไทยแคบลงเรื่อยๆ

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- มาตรการภาษีทรัมป์: ต้นปี 2026 สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งกระทบไทยโดยตรงในฐานะประเทศส่งออก ทำให้รัฐบาลไทยต้องเจรจาต่อรองการค้ากับสหรัฐฯ อย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับจีนที่เป็นคู่ค้าและแหล่งลงทุนสำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ: มีนักวิเคราะห์ชี้ว่า การเมืองภายในทำให้ผู้กำหนดนโยบายไทยไม่มีเวลาลงลึกหรือผลักดันนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งลดทอนบทบาทไทยในเวทีภูมิภาค
- แรงกดดันให้เลือกข้างชัดขึ้น: มีการประเมินว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ กำลังกดดันให้ต้องเลือกข้าง ทำให้เกิดวงเสวนาระดับชาติ เช่น Policy Watch Connect และ Economic Forum เพื่อหาทางออกเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทย
- สหรัฐฯ ยังคงบทบาทหลักด้านความมั่นคงในภูมิภาค: จากการประชุม Shangri-La Dialogue 2026 มีการประเมินว่าสหรัฐฯ ยังคงความเป็นผู้นำด้านความมั่นคงในแปซิฟิกอยู่ ขณะที่จีนขยายอิทธิพลด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

การรักษาสมดุลของไทยในยุคการแข่งขันมหาอำนาจ:
- ไม่เลือกข้าง (Non-alignment): ดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับทุกฝ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- แสวงหาจุดร่วม: ดึงจุดแข็งของสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงมาตรฐานสากล และธรรมาภิบาล มาคานกับจุดแข็งของจีนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้าขนาดใหญ่ และการท่องเที่ยว
- การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค: ผลักดันให้ทั้งสองมหาอำนาจมีบทบาทสร้างสรรค์ผ่านกรอบความร่วมมือของอาเซียน (ASEAN-led Mechanisms)

ภาพรวมเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน:
- สหรัฐฯ ยังเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง (สนธิสัญญาพันธมิตร, การซ้อมรบร่วม, อาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน) จุดแข็งของสหรัฐฯ คือ โครงสร้างพันธมิตรที่มีรากฐานยาวนาน โดยไทยเป็น Treaty Ally ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1954 และได้รับสถานะ Major Non-NATO Ally ในปี 2003 ขณะที่ความร่วมมือทางทหาร เช่น Cobra Gold ช่วยสร้าง ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) ระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์จึงไม่ได้เริ่มต้นในปี 1975 แต่ปี 1975 เป็นจุดที่ไทยเริ่ม กระจายความสัมพันธ์ไปยังจีนอย่างจริงจัง ขณะที่ยังคงโครงสร้างพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในยุคปัจจุบัน ไทย–สหรัฐฯ ยืนยันรากฐานของ Treaty Alliance และขยายไปสู่ความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น Cyber, Maritime Security, Humanitarian Assistance และ ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
- จีนเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นับตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1975 ไทยกับจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันหลักการเคารพอธิปไตย ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปัจจุบันจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในด้าน การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว ห่วงโซ่อุปทาน และ Connectivity โดยเฉพาะแนวคิด One Belt and One Road และโครงการรถไฟไทย–จีน

แต่เส้นแบ่งนี้เริ่มแคบลงเรื่อยๆ เพราะจีนก็ขยายบทบาทด้านความมั่นคงมากขึ้น (เช่น การซื้ออาวุธจากจีน การซ้อมรบร่วมกับจีน) ขณะที่สหรัฐฯ ก็ใช้เครื่องมือเศรษฐกิจ (ภาษี การเจรจาการค้า) เป็นแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ความท้าทายใหญ่ของไทยตอนนี้คือตวามพยายามในการรักษา "นโยบายไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) เพื่อให้อยู่รอดได้ ในยุคที่พื้นที่สีเทาสำหรับการไม่เลือกข้างกำลังหดแคบลงทุกที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top