Friday, 4 September 2026
World

หลุดปากหรือพูดตรงๆ?

ทรัมป์ยอมรับสหรัฐฯ “เอาน้ำมัน” มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ออกจากเวเนซุเอลา ก่อนทิ้งท้าย “ตอนนี้เรากำลังทำแบบเดียวกันกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375854764702880/?rdid=TUJtIwR4j6H4ItEn#

ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้!! ชี้แพง–ส่งสัญญาณแข็งต่อเกาหลีเหนือเกินไป อ้างสัมพันธ์ดีกับ คิม จองอึน แต่เหตุผลลึกอาจเพราะโซลปฏิเสธร่วมกดดันอิหร่าน การฝึกรอบปีหน้าคาดเปลี่ยนแปลงชัดเจน

ทรัมป์สั่งลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน หรือแท้จริงอาจไม่พอใจโซลที่ปฏิเสธร่วมกดดันอิหร่านปลดนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้ลดลงระดับ การซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลว่าการฝึกดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง และยังเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งทรัมป์ย้ำว่าตนเองมี “ความสัมพันธ์ที่ดีมาก” กับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวอาจแทบไม่ทันส่งผลต่อการฝึก Ulchi Freedom Shield 2026 ในปีนี้ เนื่องจากทรัมป์เองยอมรับว่า “สายเกินไปที่จะยกเลิก” ขณะที่การฝึกมีกำหนดเริ่มวันที่ 17 สิงหาคม และดำเนินไปจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม โดยกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกจะยังดำเนินต่อไปตามกำหนด
การฝึกร่วมในรอบปีหน้าอาจเป็นช่วงที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่า หากรัฐบาลทรัมป์ยังคงดำเนินนโยบายลดระดับการซ้อมรบกับเกาหลีใต้เพื่อเปิดทางสำหรับการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเปียงยาง

ขณะที่รอยเตอร์รายงานว่า เหตุผลที่ทรัมป์สั่งลดระดับการฝึกร่วม อาจมาจากความไม่พอใจที่เกาหลีใต้ปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมในความพยายามเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยนำประเด็นดังกล่าวมากล่าวควบคู่กับคำสั่งลดการซ้อมรบครั้งนี้ด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375815108040179/?rdid=9isrKrMTjTKWAvv6#

เดือด! ‘ชินจิโร โคอิซึมิ’ เยือนยาสุกุนิ!! วันครบรอบยอมแพ้สงคราม จุดชนวนจีน–เกาหลีใต้ประณาม 81 ปีญี่ปุ่นยอมแพ้ สะเทือนสัมพันธ์เพื่อนบ้านเอเชีย ศาลเจ้ายาสุกุนิ สัญลักษณ์แผลประวัติศาสตร์สงคราม

ชินจิโร โคอิซึมิ รมว.กลาโหมญี่ปุ่น เยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในวันครบรอบ 81 ปีญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 จุดชนวนเสียงประณามจากจีนและเกาหลีใต้

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในกรุงโตเกียวในวันเสาร์ (15 ส.ค.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 81 ปีการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้จีนและเกาหลีใต้ออกมาประณามการเยือนดังกล่าว เนื่องจากทั้งสองประเทศมองว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการรุกรานในช่วงสงครามของญี่ปุ่น
โคอิซูมิเดินทางไปยังศาลเจ้าในชุดสูทสีเข้มและผูกเนกไท ขณะที่คิมิ โอโนดะ รัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ก็เดินทางไปเยือนศาลเจ้าเช่นกัน ขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเคยเดินทางไปศาลเจ้าแห่งนี้หลายครั้งก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ได้ส่งเครื่องสักการะไปแทน
กระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า จีนขอประณามอย่างรุนแรงต่อการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้ายาสุกุนิ และได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการกระทำของผู้นำญี่ปุ่นที่เดินทางไปเยือนหรือส่งเครื่องสักการะไปยังศาลเจ้า พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ และแสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจต่อการกระทำในอดีต

เกาหลีใต้ ระบุว่า การเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มุ่งไปข้างหน้าและตั้งอยู่บนความไว้วางใจ

ศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นสถานที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามของญี่ปุ่นราว 2.5 ล้านคน รวมถึงผู้นำญี่ปุ่นในช่วงสงคราม 14 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาอาชญากรรมสงครามระดับสูงสุด รวมถึงผู้ที่ถูกศาลฝ่ายสัมพันธมิตรตัดสินว่ามีความผิดอีกกว่า 1,000 คนหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในปี 2488
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเคยอธิบายว่าการเดินทางไปเยือนศาลเจ้าในอดีตเป็นการไปในฐานะส่วนตัวเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามของประเทศ

อดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนล่าสุดที่เดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิขณะดำรงตำแหน่ง โดยเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2556 และสร้างความผิดหวังให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น
ส่วนโคอิซูมิเคยเดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงเมื่อปีที่ผ่านมาในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนล่าสุดที่เดินทางเยือนศาลเจ้าในวันครบรอบการยอมแพ้ของญี่ปุ่น คือจุนอิจิโร โคอิซูมิ บิดาของเขา ซึ่งเดินทางไปเมื่อปี 2549

อ้างอิง : www.reuters.com

ที่มา : https://moneyandbanking.co.th/2026/263095/#google_vignette

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมาน!! ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ถล่มโอมาน ห้ามขัดขวางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คำขู่ระหว่างเจรจาอิหร่าน-โอมาน สหรัฐฯ กดดันเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมานให้ย่อยยับ หากพยายามขัดขวางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่โจมตีโอมาน หากรัฐบาลมัสกัตเข้ามาขัดขวางความพยายามของวอชิงตันในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

“ถ้าโอมานเข้ามาขวาง เราจะถล่มพวกเขาให้เละ” ทรัมป์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวันจันทร์

คำขู่ดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมานเกี่ยวกับแนวทางจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ กำลังกดดันให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1376252744663082/?rdid=0CQkjbL0DVOJm3TA#

‘ปูติน’ เล่าโมเมนต์ฮาในเครมลิน ‘อันวาร์’ อันวาร์เผยคำตอบภรรยาคนที่สอง เยือนพระราชวังเครมลินชมบัลลังก์ 3 องค์ ปูตินชวนขำตอบแทนวัฒนธรรมอิสลาม อันวาร์ชี้มีภรรยาแค่คนเดียวจริง

ในการแถลงข่าวร่วมฯของ อันวาร์-ปูติน ระหว่างการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ของนาย อันวา อิบราฮิม นายกฯมาเลเซีย ปูตินเล่าให้นักข่าวฟังว่า
"ในระหว่างพาท่านนายกฯ เดินชมพระราชวังเครมลิม จนมาถึงหอประชุมเซนต์แอนดรูที่มีบัลลังก์ตั้งไว้ 3 องค์ ก็ได้บอกกับท่านนายกฯว่า บัลลังก์องค์หนึ่งเป็นของพระราชา องค์หนึ่งเป็นของพระราชินี บัลลังก์องค์ที่สามจะเป็นของใคร

ท่านนายกฯก็ตอบแบบแทบไม่ต้องคิดเลยว่า เป็นของภรรยาคนที่สอง(ของพระราชา)"

หลังจากหัวเราะกันทั้งห้องแล้ว ปูตินก็พูดต่อไปว่า
"หวังว่าท่านนายกฯจะไม่โกรธที่ผมเอาเรื่องนี้มาเล่า แต่คำตอบนี้เป็นคำตอบของมุสลิมที่แท้จริง จากตัวแทนที่แท้จริงของวัฒธรรมอิสลาม"

ถึงตรงนี้ อันวาร์ อิบราฮิม จึงขอพูดบ้าง (เป็นการตอบแบบเอาขำๆกวนๆ ต่อประเด็นเรื่องภรรยาคนที่สองที่ปูตินบอกว่าเค้าเป็นตัวแทนที่แท้จริงของวัฒธรรมอิสลาม)
อันวาร์บอกว่า
"ผมต้องขอตอบ ผมมีภรรยาแค่คนเดียวครับ ท่านประธานาธิบดี"
แล้วก็บอกต่อไปว่า ภายหลังได้รู้แล้วว่าบัลลังก์องค์ที่ 3 เป็นของพระมารดาของพระราชา
ซึ่งปูตินก็ยืนยันว่า ใช่ เป็นของพระมารดาของพระราชา

หมายเหตุ
จริงๆแล้ว ปูตินได้เฉลยไปแล้วว่า บัลลังก์องค์ที่3 เป็นบัลลังก์ของพระมารดาของพระราชา ตั้งแต่ตอนที่พาอันวาร์เดินชมพระราชวังเครมลิมแล้ว ซึ่งเป็นการพาเดินชมฯก่อนจะเดินเข้าสู่ห้องแถลงข่าวร่วมฯ
ก่อนเข้าสู่ห้องแถลงข่าว ปูตินก็ได้ขออนุญาตอันวาร์แล้วว่า เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้นักข่าวฟังได้มั้ย? ซึ่งอันวาร์ก็ได้อนุญาตแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/100001162006547/posts/27757424437212917/?rdid=LqRpmQ3PvMDkZF07#

ต่างชาติรุกพื้นที่เศรษฐกิจไทย!! เปิดปมธุรกิจนอมินี–ชุมชนปิด–ที่ดินท่องเที่ยว บนเกาะพะงัน-สมุยกว่า 3 พันบริษัท สัญญาณเตือนรัฐต้องคุมกฎหมายธุรกิจ ที่ดิน และแรงงานให้จริงจัง

มัดรวมต่างชาติเคลมแผ่นดินไทยแบบเงียบๆ

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี่ถ้าพูดถึงต่างชาติที่มีพฤติกรรมการสร้างปัญหา ถ้าไม่นับวัยรุ่นอิตาลีบนรถไฟฟ้าแล้ว ก็คงไม่พ้นเรื่องของยิวบนเกาะพงัน และ เกาะสมุย ซึ่งเอาตรงๆตามข้อมูลที่เอย่าหามาได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่าบริษัทที่ตั้งบนเกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน มีจำนวนสูงมาก โดยบน เกาะพะงันมีอยู่ 3,213 บริษัทจาก 4,761 บริษัท ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน หรือประมาณ 67.5% และสัญชาติที่พบมากที่สุดคือ อิสราเอล 720 บริษัท ตามด้วยฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซียตามลำดับ ในขณะเดียวกันก็พบว่ามี บริษัทนอมินีของไทย เพื่อถือครองที่ดินและทำธุรกิจแทนต่างชาติ รวมถึงโครงการวิลล่าที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนอิสราเอลเช่นกัน และที่สำคัญคือกรมที่ดินได้ยืนยันแล้วว่าต่างชาติถือครองที่ดินบนเกาะพะงันโดยตรงประมาณ 6% ของพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ ในขณะเดียวกันบนเกาะพงันเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ก็พบว่า มีการเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนและศาสนสถานของยิวบนเกาะอย่างเปิดเผย แต่ถ้าเราคิดว่าแค่ยิวมายึดแผนดินไทยละก็ เอย่าจะกล่าวถึงบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างภูดก็ตให้ได้ทราบกัน

ที่ภูเก็ตมีรายงานว่าหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน มีชาวรัสเซียฐานะสูงเข้ามาพำนักในภูเก็ตมากขึ้นอย่างชัดเจน และมีรายงานว่าราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% จากความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อหรือผู้พำนักชาวรัสเซีย โดยสิ่งที่น่าสนใจคือชาวรัสเซียเข้ามาเปิดธุรกิจ โรงเรียน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ธุรกิจบริการ รวมไปถึงการเป็นนายหน้าให้แก่ชาวรัสเซียด้วยกันเองด้วยเช่นกัน

อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือรณีจีนในเชียงใหม่ก็เริ่มมีลักษณะที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่รัฐไทยเรียกว่า “จีนเทา” รายงานล่าสุดระบุว่ามีกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาอยู่ระยะยาวพร้อมครอบครัว และมี ecosystem รองรับทั้ง โรงเรียน ธุรกิจ ที่อยู่อาศัย ธุรกิจนายหน้า สำนักงานกฎหมายและ สำนักงานบัญชี กล่าวคือเป็นระบบกันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้กลุ่มจีนเทาในเชียงใหม่สามารถดำรงชีวิตในเชียงใหม่โดยพึ่งพาระบบของชุมชนจีนที่กลุ่มของตนเป็นผู้สร้างขึ้นนั่นเอง แต่สุดท้ายเอย่าจะมาชวนให้รู้ถึงผู้ที่มาก่อนกาลที่แท้จริงน่าจะเป็นชาวเมียนมา

หลังจากช่วงที่ประเทศไทยเปิดรับแรงงานข้ามชาติให้มาทำงานในประเทศชาวเมียนมาจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามามากกว่าจากในอดีตที่เคยพบว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาค้าแรงงานในไทยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ชายแดนแต่ปัจจุบันพบว่าแรงงานที่เข้ามานั้นมาจากทุกแหล่ง และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชาวเมียนมาไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากก็ไม่ต่างกันกับสิ่งที่ชาวยิวทำคือการสร้างสังคมที่มีแต่เฉพาะชาวเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอมหาชัยที่เคยมีการเรียกร้องให้จำกัดจำนวนชาวเมียนมาที่หลั่งไหลเข้ามาในชุมชนมหาชัยแต่เหมือนถูกละเลยจนสุดท้ายชาวบ้านในพื้นที่ก็เลือกที่จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นปล่อยให้มหาชัยกลายเป็นดินแดนพม่าไปโดยปริยาย แต่เช่นเดียวกันนอกจากการสร้างครอบครัวแล้วก็มีการสร้างศูนย์ต่างๆ โดยชาวเมียนมาผู้มาก่อนและสามารถพูดภาษาไทยได้คล่องทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่คอยจัดการในการตั้งศูนย์การเรียนรู้ โรงเรียน รวมไปถึงศาสนสถานแบบเมียนมาที่มีเฉพาะชาวเมียนมาเข้าไปทำบุญ ซึ่งสิ่งที่เอย่ากล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในมหาชัยแต่เกิดขึ้นหลายท้องที่ไม่ว่าจะเป็นในสุราษฎร์ธานีที่เคยเป็นข่าวหรือแม้กระทั่งในกรุงเทพฯเอง หรือแม้กระทั่งวัดดังที่เขาค้อก็มีชาวโซเชียลมาถามว่าทำไมถึงมีเจดีย์ชเวดากองจำลองที่นี่ นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มชาวเมียนมาริมชายแดนที่ข้ามมาแบบผิดกฎหมายแล้วมาตั้งรกรากฝั่งไทยไม่ว่าจะมาทำเองหรือผ่านคนไทยริมชายแดนเป็นนอมินีเพื่อรอวันที่ลูกหลานตัวเองได้สัญชาติไทยเพื่อจะได้สร้างครอบครัวในไทย

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้น เอย่าแค่อย่าจะแจ้งให้ทราบว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่แต่เป็นเรื่องราวที่มีมาก่อนนานนับกว่า 30 ปีแล้วในประเทศไทย เพียงแต่คนไทยเป็นคนใจดี อะไรก็ได้ เห็นแก่สินน้ำใจนิดหน่อยก็ยอมทำให้เขาจนหมดใจ เอย่าว่าถ้าคนเดี๋ยวนี้จะโทษใครก็คงต้องโทษคนไทยกันเองก่อน เพราะเป็นคนเปิดประตูให้เขาเข้ามาเอง

ที่มา : AYA

CNN โต้ทรัมป์ ปกป้องผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว!! 'Kristen Holmes' ได้รับการยอมรับ โต้คำกล่าวหาเกินจริงของ 'ทรัมป์' ย้ำสิทธิ์สื่อเสรีและความเป็นมืออาชีพ ปฏิเสธการโจมตีส่วนตัวทันที

CNN ออกแถลงการณ์ตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากที่เขากล่าวหา Kristen Holmes ผู้สื่อข่าวของ CNN ระหว่างการโต้เถียงที่ดุเดือด

“Kristen Holmes เป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จมากที่สุดในการรายงานข่าวทำเนียบขาว ช่วงบ่ายวันนี้ เธอทำหน้าที่ของเธอด้วยการตั้งคำถามที่ตรงประเด็น สำคัญ และเป็นข่าวต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในนามของประชาชนชาวอเมริกัน

เจ้าหน้าที่รัฐมีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งหรือวิพากษ์วิจารณ์การรายงานข่าวที่พวกเขาไม่เห็นด้วย แต่การโจมตีผู้สื่อข่าวเป็นการส่วนตัวเพียงเพราะพวกเขาตั้งคำถามนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่งสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และขัดต่อหลักการของสื่อมวลชนที่มีเสรีภาพ

เราขอยืนหยัดเคียงข้าง Kristen อย่างเต็มที่ และขอปฏิเสธการโจมตีดังกล่าวอย่างรุนแรงที่สุด”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2139882306907511&set=gm.1376886824599674&idorvanity=849053944049634

ภาพ : https://www.theguardian.com/us-news/2026/aug/17/white-house-personal-attack-cnn-reporter-trump

คนอเมริกัน 53% ชี้ชีวิตแย่ลง!! ผลสำรวจสหรัฐฯ สะท้อนแรงไม่พอใจทรัมป์ คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงเหลือ 33% ต่ำสุดในวาระ น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง สงครามยืดเยื้อ ฉุดคะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุด

ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์/อิปซอสส์ (Reuters/Ipsos) ซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ระบุว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ร่วงลงสู่ระดับ 33% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา ท่ามกลางความกังวลของภาคประชาชนต่อสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ผลการสำรวจความคิดเห็นซึ่งจัดทำขึ้นเป็นเวลา 4 วัน เผยให้เห็นว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 33% ที่ระบุว่าพึงพอใจกับผลงานการทำงานของทรัมป์ในทำเนียบขาว ขณะที่อีก 64% ระบุว่าไม่พึงพอใจ

รายงานระบุว่า คะแนนนิยมของทรัมป์ปรับตัวลดลงจากระดับ 35% จากผลสำรวจในช่วงต้นเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าทุกช่วงในวาระการดำรงตำแหน่งปัจจุบัน และ “ทุบสถิติต่ำสุดเทียบเท่ากับระดับต่ำสุดในวาระการดำรงตำแหน่งสมัยแรกเมื่อเดือน ธ.ค. 2560”

ผลสำรวจล่าสุดนี้ถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกับที่ระยะเวลาการเจรจา 60 วันภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังจะสิ้นสุดลงในวันจันทร์ โดยยังไม่มีความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในวงกว้างระหว่างทั้งสองฝ่าย
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามลดความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในการปราศรัยทางการเมืองที่เมืองการ์เดนซิตี้ รัฐนิวยอร์ก เมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) ทรัมป์กล่าวว่า การยอมจ่ายค่าน้ำมัน “เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย” นั้นถือว่าคุ้มค่าแลกกับการสร้างความมั่นใจว่า “ประเทศที่ชั่วร้ายอย่างยิ่ง” จะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ (16 ส.ค.) ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวสหรัฐฯ 53% รู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของตนแย่ลงในยุคของทรัมป์ ท่ามกลางความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

ดาร์เรลล์ เวสต์ นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันบรูคกิงส์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า “เงินเฟ้อกำลังขยายตัวแซงหน้าการปรับขึ้นของค่าจ้าง ทำให้ประชาชนประสบปัญหาในการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยหลายคนรู้สึกว่ากำลังตามไม่ทันและไม่สามารถรับมือกับค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นได้”

โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2026/633165?fbclid=IwY2xjawTx91lwZG9mAWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMXc1SmFLZWtrM0M1bnlMSEJzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEeeZ4b3MM1Ax8c6PQhqFTOM2vtkoWv5L9rq8WlOl0sjOx2MtI3coyaoTlTIEw_aem_RVFZW7bdZH6g98LcgOkLFA

ญี่ปุ่น ร่วมมือพันธมิตร ออสเตรเลีย!! จ่อทดสอบ “ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก” ร่วมกับออสเตรเลียในทศวรรษหน้า พัฒนาความร่วมมือเลเซอร์รุกด้านกลาโหม ท่ามกลางความตึงเครียดในเอเชีย-แปซิฟิก

ญี่ปุ่นขยับ! เตรียมทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกในออสเตรเลีย

วานนี้ (18 ส.ค. 69) มีการเปิดเผยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น และออสเตรเลียว่า ญี่ปุ่นจะดำเนินการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (ไฮเปอร์โซนิก) รวมถึงอาวุธปล่อยชนิดอื่น ๆ บนแผ่นดินออสเตรเลีย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเดินหน้ากระชับความร่วมมือทางทหารอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการร่วมกันพัฒนาระบบเลเซอร์ด้วย

นายริชาร์ด มาร์ลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย กล่าวร่วมกับนายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ณ กรุงแคนเบอร์รา ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่ “การเตรียมการที่ดีขึ้นและยกระดับขึ้นระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่น สำหรับการที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาใช้สนามทดสอบขีปนาวุธของเราในตลอดช่วงทศวรรษหน้า”

“ก่อนหน้านี้เราเคยพูดคุยกันถึงเรื่องที่ออสเตรเลียสามารถมอบความลึกทางยุทธศาสตร์ (strategic depth) ให้แก่ญี่ปุ่นในหลากหลายมิติ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการเปิดให้ใช้สนามทดสอบของเรา” นายมาร์ลส์กล่าว ขณะที่นายโคอิซูมิได้แสดงความยินดีต่อมาตรการดังกล่าว

“หากกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถดำเนินการทดสอบยิงขีปนาวุธระยะไกล เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ในออสเตรเลียได้ นั่นจะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญอย่างยิ่ง” เขากล่าว “ดังนั้น เราจะเร่งการหารือเพื่อผลักดันเป้าหมายนี้ให้เป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นได้กระชับความร่วมมือด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการจับตามองการก้าวขึ้นมาของจีน ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ชาติพันธมิตรในภูมิภาคเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร โดยปีที่แล้วทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงการส่งออกด้านกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งออสเตรเลียจะจ่ายเงินจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 235,000 ล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อจัดหากองเรือฟริเกตล่องหน (stealth frigates)

นอกจากนี้ เมื่อวานนี้นายมาร์ลส์และนายโคอิซูมิยังระบุด้วยว่า ทั้งสองชาติจะร่วมมือกันในโครงการความร่วมมือด้านกลาโหมโครงการใหม่ที่มีชื่อว่า “บูบุค” (Boobook) ซึ่งตั้งชื่อตามนกเค้าแมวของออสเตรเลียที่สามารถมองเห็นได้ในความมืด โดยมีไฮไลต์สำคัญคือระบบเลเซอร์ที่พัฒนาร่วมกันเพื่อตรวจจับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

นายมาร์ลส์ระบุทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ประกอบด้วย “ขีดความสามารถด้านเลเซอร์ขั้นสูงที่สามารถนำไปติดตั้งบนแพลตฟอร์มการรบภาคพื้นดิน รวมถึงแพลตฟอร์มการรบตามแนวชายฝั่ง”

ที่มา : เอเอฟพี
// https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1660634902735647&id=100063674585845&rdid=JG7buOJRaIB1W4p9#

มาเก๊าเปิดแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับใหม่!! รัฐบาลมาเก๊าเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เน้นบูรณาการเข้ากับจีนเต็มที่ ตั้งเป้าเศรษฐกิจหลากหลายและมั่นคง ยกระดับชีวิตและเน้นนิติธรรม

มาเก๊า, 19 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) รัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊าของจีนได้ออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของมาเก๊า ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 3 (2026-2030) ประกอบด้วย 10 ส่วน และ 36 บท ซึ่งกำหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ 8 ประการ ได้แก่ การดำเนินแนวทางแบบองค์รวมด้านความมั่นคงระดับชาติอย่างเต็มรูปแบบ การยกระดับการกำกับดูแลตามหลักนิติธรรม การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การผลักดันการพัฒนาเขตความร่วมมือเชิงลึกกว่างตง (กวางตุ้ง)-มาเก๊าในเขตเหิงฉินที่มีคุณภาพสูง การสร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในการพัฒนาด้านการศึกษา เทคโนโลยี และบุคลากรมีความสามารถ การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การพัฒนามาเก๊าให้เป็นเมืองที่สวยงามและชาญฉลาด และการบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของจีนให้ดียิ่งขึ้น

เฉินฮ่าวฮุยหรือแซม โฮว ฟาย ผู้บริหารสูงสุดมาเก๊า แถลงว่าแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 3 ถือเป็นแผนริเริ่มสำคัญสำหรับมาเก๊าในการเดินหน้าสานต่อแนวทาง "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของจีน พร้อมมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลมาเก๊ากำลังวางแผนพัฒนามาเก๊าเชิงรุกภายใต้บริบทการพัฒนาประเทศจีน และดำเนินตามแนวทางที่เกี่ยวข้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) อย่างเต็มที่

ด้านอิ๋นอี้เฟิ่น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ สังกัดมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคมาเก๊า เผยกับสำนักข่าวซินหัวว่ากลไกการวางแผนระยะ 5 ปีของมาเก๊ามีจุดแข็งสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การส่งเสริมความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความสอดคล้องของนโยบาย กลไกนี้ดำเนินการภายใต้กรอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และวางรากฐานการพัฒนาของมาเก๊าให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติจีน พร้อมแปลงข้อกำหนดในภาพรวมให้เป็นเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ ซึ่งครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคง ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพของกลไกและสถาบันในการกำกับดูแลมาเก๊า

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top