Friday, 4 September 2026
World

พลังงานกลายเป็นไพ่ใบใหม่ของอิหร่าน!! หลังค้นพบก๊าซธรรมชาติกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ท่ามกลางศึกเศรษฐกิจรอบใหม่ ช่วงสงครามกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

ดูเหมือนสหรัฐฯ อาจต้องเหนื่อยกับมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มอีกหลายรอบที่มีต่ออิหร่าน เพราะล่าสุด เตหะรานขุดเจอก๊าซธรรมชาติกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่าอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์

มีรายงานว่า โมห์เซน ปักเนจาด (Mohsen Paknejad) รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ทางตอนใต้ของจังหวัดฟาร์ส (Fars) มีปริมาณก๊าซมากกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือประมาณ 212,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปักเนจาด ระบุว่า ปริมาณก๊าซดังกล่าว เทียบเท่ากับการผลิตจากหนึ่งเฟสของแหล่งก๊าซ South Pars เป็นเวลาประมาณ 15 ปี ซึ่งอิหร่านประเมินว่าจะสร้างความมั่งคั่งใหม่ให้ประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

การค้นพบเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านกำลังซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหายจากสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะเดียวกันวอชิงตันก็กำลังเตรียมมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1381460500808973/?rdid=Ip9tZZaxGwmuDJOt#

ย้อนรอยโอมานก่อนอิสลาม!! โอมานครองความเป็นอิสระทางการเมือง สะพานเชื่อมโลกอาหรับและเปอร์เซีย เปิดพื้นที่แสดงออกทางสังคม รากฐานอัตลักษณ์ทางการเมืองมั่นคง

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#โอมานก่อนอิสลาม : ดินแดนชายขอบของเปอร์เซีย สะพานเชื่อมโลกอาหรับ และรากฐานของอัตลักษณ์

จำได้ว่า ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ผมมีภารกิจเดินทางไปตุรกีด้วยสายการบินโอมาน แอร์ โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงมัสกัตนานถึง 24 ชั่วโมง นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศของประเทศโอมานอย่างจริงจัง ทันทีที่ลงจากเครื่องที่มัสกัต มีคนมารอรับและพาผมเที่ยวชมเมืองตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโอมาน ทริปสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ครั้งนี้ต้องขอบคุณ ดร. นรา อิลาชาน ที่ช่วยประสานงานและจัดทุกอย่างให้เป็นอย่างดี

หนึ่งในสถานที่สำคัญที่เราไม่พลาดไปเยือนคือ มัสยิดใหญ่สุลต่านกอบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque) และที่นั่นเองทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสังคมโอมานที่น่าสนใจยิ่ง

เย็นวันนั้น หลังละหมาดมัฆริบ ผู้คนหลายร้อยคนที่มาร่วมละหมาดไม่ได้เดินทางกลับบ้านในทันที แต่กลับรวมตัวกันอยู่ภายในบริเวณมัสยิด เพื่อแสดงออกและประท้วงต่อการโจมตีของอิสราเอลในกาซ่า ซึ่งในเวลานั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่า ผมเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมการแสดงออกดังกล่าวด้วย

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือ กิจกรรมลักษณะนี้แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผยในหลายประเทศริมอ่าวอาหรับ เพราะผู้ปกครองเหล่านั้นกังวลว่าการชุมนุมทางการเมืองอาจขยายตัวและกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง

แต่สิ่งที่ผมเห็นในโอมานกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป อย่างน้อยจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเองในวันนั้น โอมานดูเป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงออกทางความคิดได้มากกว่าที่ผมคาดไว้ และมีบรรยากาศทางสังคมที่ค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อเทียบกับประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ

24 ชั่วโมงในมัสกัตจึงไม่ได้เป็นเพียงการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางไปตุรกี แต่กลายเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้ผมได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโอมาน ประเทศเล็ก ๆ บนคาบสมุทรอาหรับที่มีวิธีจัดการกับความแตกต่างทางความคิดและการแสดงออกของประชาชนในแบบที่น่าสนใจไม่น้อย

การจะทำความเข้าใจความแตกต่างทางความคิดของโอมานอย่างที่ว่า เราคงต้องย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์กันซักนิด เรื่องราวของโอมานเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ชายขอบของจักรวรรดิยักษ์ใหญ่ในอดีตที่ผลัดกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือภูมิภาคแห่งนี้ โดยเฉพาะจักรวรรดิเปอร์เซีย

ในความเป็นจริง โอมานตั้งอยู่บนจุดตัดของโลกหลายใบพร้อมกัน ทางเหนือเชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซีย ทางตะวันตกเชื่อมกับทะเลทรายอาหรับ ทางใต้เปิดสู่เยเมนและมหาสมุทรอินเดีย ส่วนทางตะวันออกหันหน้าออกสู่เส้นทางเดินเรือที่เชื่อมแอฟริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน ตำแหน่งที่ตั้งเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจในสมัยโบราณไม่อาจมองข้าม

สำหรับจักรวรรดิเปอร์เซีย การควบคุมโอมานหมายถึงการควบคุมประตูทางทะเลของอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางการค้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิไซรัสมหาราชแห่งจักรวรรดิอาคีเมนิด ต่อเนื่องมาถึงจักรวรรดิพาร์เธียน และต่อมาในยุคของจักรวรรดิซาสซาเนียน พื้นที่ชายฝั่งของโอมานจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเปอร์เซียเป็นระยะเวลายาวนาน

อย่างไรก็ตาม โอมานไม่เคยเป็นจังหวัดธรรมดาของจักรวรรดิใด ภูมิประเทศของโอมานเต็มไปด้วยภูเขาสูง หุบเขาลึก และพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ ซึ่งทำให้การควบคุมจากส่วนกลางเป็นเรื่องยาก แม้เปอร์เซียจะสามารถควบคุมเมืองท่าสำคัญตามแนวชายฝั่งได้ แต่การแผ่อำนาจเข้าไปยังพื้นที่ภายในกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สภาพเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่กึ่งอิสระมาโดยตลอด และในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีผลต่ออัตลักษณ์ของโอมานมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชนเผ่าอาหรับกลุ่มหนึ่งได้อพยพออกจากบริเวณมะอ์ริบในเยเมน
เหตุผลของการอพยพดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ บางคนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความเสื่อมโทรมของระบบชลประทานและเขื่อนมะอ์ริบอันเลื่องชื่อ ขณะที่บางคนมองว่าเป็นผลจากการแข่งขันทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ในอาระเบียใต้

ผู้นำของการอพยพครั้งนี้คือ มาลิก บิน ฟะห์ม
ตามบันทึกของนักประวัติศาสตร์อาหรับยุคต้น (ฮิชาม อิบน์ อัล-กัลบี) มาลิกสามารถรวบรวมกำลังของชนเผ่าต่าง ๆ และเคลื่อนเข้าสู่โอมาน ก่อนจะเอาชนะกองกำลังเปอร์เซียที่ประจำอยู่ในภูมิภาค
ชัยชนะดังกล่าวทำให้เขาสถาปนาอำนาจขึ้นที่เมืองนิซวา ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นหัวใจทางการเมืองและศาสนาของโอมานชั้นใน

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างโลกเปอร์เซียกับโลกอาหรับในโอมาน

ชนเผ่าที่ติดตามมาลิก บิน ฟะห์ม เข้ามานั้นถือว่าตนเองเป็น “เกาะห์ฏอนีย์" (Al-Qahtani) หรือชาวอาหรับจากอาระเบียตอนใต้ คือในวัฒนธรรมอาหรับยุคโบราณ การแบ่งสายตระกูลระหว่างเกาะห์ฏอนีย์กับอัดนานีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เกาะห์ฏอนีย์ถูกมองว่าเป็น "อาหรับดั้งเดิม" หรือ "อาหรับบริสุทธิ์" ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอารยธรรมโบราณของเยเมน เช่น อาณาจักรสะบาอ์ ฮิมยัร และฮัดรอเมาต์
ขณะที่อัดนานีซึ่งกระจายตัวอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอาหรับอีกสายหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแตกต่างออกไป ความทรงจำเกี่ยวกับต้นกำเนิดเกาะห์ฏอนีย์นี้ยังคงฝังรากลึกในสังคมโอมานมานานหลายศตวรรษ และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวโอมานมองตนเองแตกต่างจากศูนย์กลางอำนาจในคาบสมุทรอาหรับตอนกลาง

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของชนเผ่าอาหรับไม่ได้หมายความว่าอิทธิพลของเปอร์เซียจะสิ้นสุดลง ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายกลับพัฒนาความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ
คือแทนที่จะปกครองโดยตรง จักรวรรดิซาสซาเนียนเลือกใช้ระบบที่เรียกว่า "จูลันดา"
ภายใต้ระบบนี้ ผู้นำท้องถิ่นชาวอาหรับได้รับสิทธิในการบริหารดินแดน แต่ยังคงยอมรับอำนาจอธิปไตยของเปอร์เซีย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาวอาหรับปกครองโอมานในนามของเปอร์เซียนั่นเอง
ระบบเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจักรวรรดิ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำท้องถิ่นสะสมอำนาจและทรัพยากรของตนเอง

ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของชนชั้นนำโอมานที่มีทั้งอัตลักษณ์อาหรับและประสบการณ์ในการบริหารรัฐตามแบบเปอร์เซีย นี่เป็นประสบการณ์ทางการเมืองที่รัฐอาหรับหลายแห่งในคาบสมุทรไม่มี
ยิ่งเวลาผ่านไป ชนชั้นนำเหล่านี้ยิ่งมีความมั่นใจและเป็นอิสระมากขึ้น จนในบางช่วง พวกเขาแทบไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเปอร์เซียอย่างแท้จริง หลักฐานสำคัญประการหนึ่งคือเหตุการณ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 7 เมื่อจักรวรรดิซาสซาเนียนภายใต้การนำของกษัตริย์โครสโรสที่ 2 ต้องส่งกองทัพกลับมายึดครองโอมาน บาห์เรน และฮัดรอเมาต์อีกครั้ง

ความหมายก็คือหากโอมานยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ การส่งกองทัพเช่นนี้ย่อมไม่มีความจำเป็น ดังนั้น การรณรงค์ทางทหารครั้งดังกล่าวจึงสะท้อนว่าพื้นที่เหล่านี้น่าจะมีระดับของความเป็นอิสระอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีกคือโอมานได้พัฒนาความรู้สึกเรื่องการปกครองตนเองและอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนขึ้นมาแล้ว

นี่คือจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่หลายภูมิภาคของอาหรับกำลังรอการรวมตัวภายใต้ศาสนาอิสลาม โอมานกลับมีประสบการณ์ของการบริหารตนเอง การต่อรองกับมหาอำนาจ และการรักษาสมดุลระหว่างอิทธิพลภายนอกกับอำนาจภายในมาเป็นเวลาช้านาน

เมื่อศาสนาอิสลามเดินทางมาถึงโอมานในคริสต์ศตวรรษที่ 7 อิสลามจึงไม่ได้มาถึงดินแดนว่างเปล่า แต่มาถึงสังคมที่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองเข้มแข็ง มีชนชั้นนำของตนเอง มีประสบการณ์ในการปกครองตนเอง และมีประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอำนาจภายนอกอยู่แล้ว

ปัจจัยเหล่านี้เองที่จะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ชาวโอมานรับอิสลาม ตีความอิสลาม และสร้างสถาบันทางการเมืองที่แตกต่างจากโลกมุสลิมส่วนใหญ่ในเวลาต่อมา

จีนเปิดยุคหุ่นยนต์ความเร็วสูง “เทียนกง อัลตรา” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ฉิว 9.39 วินาที ทุบสถิติยูเซน โบลต์ 17 ปีมาแล้ว การพัฒนาครั้งใหญ่ใน 1 ปี ชี้เป้าก้าวหน้าและอุปสรรคใหม่ของ AI

หุ่นยนต์จีนวิ่ง 9.39 วินาทีโค่นสถิติ 'ยูเซน โบลต์' ตอกย้ำพลังความคิดมนุษย์

ปักกิ่ง, 24 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เทียนกง อัลตรา (Tiangong Ultra) ของจีน วิ่งฉิวเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 9.39 วินาที ระหว่างการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ครั้งที่ 2 ในกรุงปักกิ่งของจีน ทำลายสถิติโลก 9.58 วินาทีของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาไมกาเจ้าของสถิติโลกในตำนาน ซึ่งทำไว้เมื่อ 17 ปีก่อนในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย แม้สถิติทั้งสองนี้ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้โดยตรง โดยสถิติของโบลต์สะท้อนขีดจำกัดความเร็วของร่างกายมนุษย์ ขณะที่ความสำเร็จของหุ่นยนต์สะท้อนให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของมนุษย์สามารถก้าวไปได้ไกลเพียงใด

ปัจจุบันการวิ่งยังคงเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์ต้องสร้างแรง ดูดซับแรงกระแทกซ้ำๆ และรักษาสมดุลขณะเคลื่อนไหว พร้อมประสานการทำงานของข้อต่อหลายส่วนไปพร้อมกัน การทดสอบความเร็วจึงเป็นบททดสอบขีดจำกัดทางเทคนิคเพราะยิ่งหุ่นยนต์เคลื่อนที่เร็วมากเท่าใด เวลาที่มีสำหรับแก้ไขข้อผิดพลาดก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ พัฒนาการด้านความเร็วของเทียนกง อัลตราจึงน่าทึ่งเป็นพิเศษ โดยในการแข่งขันเมื่อปี 2025 เทียนกง อัลตราใช้เวลา 21.5 วินาทีในการวิ่งระยะทางเดียวกัน แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา เวลาดังกล่าวลดลงมากกว่าครึ่ง โดยทีมวิศวกรได้ยกระดับข้อต่อของหุ่นยนต์ ปรับปรุงโครงสร้าง และพัฒนาอัลกอริทึมควบคุมสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูง พร้อมปรับปรุงระบบนำทาง ทำให้หุ่นยนต์สามารถรักษาทิศทางขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้โดยไม่ต้องอาศัยเส้นกำกับบนสนาม

อย่างไรก็ตาม การทำลายสถิติของมนุษย์ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของงานวิศวกรรม เพราะทุกความก้าวหน้าย่อมเผยให้เห็นจุดอ่อนและความท้าทายใหม่ๆ และการวิ่งด้วยเวลา 9.39 วินาทีเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) ได้ชี้ให้เห็นความท้าทายประการต่อไปนั่นคือการที่หุ่นยนต์ยังออกตัวได้ช้า แต่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า จึงเร่งแซงคู่แข่งได้ในช่วงหลังของการแข่งขัน

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของนวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้อยู่ที่การทำให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์และรับหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ในโลกจริงได้ โดยหุ่นยนต์ในโรงงานไม่จำเป็นต้องชนะการแข่งวิ่ง และหุ่นยนต์บริการไม่จำเป็นต้องคว้าเหรียญรางวัล แต่ทุกการพัฒนาด้านความเร็ว ความมั่นคง และความแม่นยำในสนามแข่งขัน ล้วนช่วยให้หุ่นยนต์เข้าใกล้การนำไปใช้งานจริงได้มากขึ้น

ที่มา : Xinhua

กองทัพลัตเวียซ้อมรบ!! กำลังพล 12,000 นายเข้าร่วม รวมกำลัง NATO หลายชาติร่วมฝึก ฝึกซ้อมทั่วประเทศ 2 ก.ย.- 8 ต.ค. เน้นบินโดรน ฝึกยิงกระสุนจริง

มอสโก (สปุตนิก) — การซ้อมรบครั้งต่อไปของกองทัพลัตเวียและกำลังทหาร NATO ภายใต้ชื่อ “Namejs 2026” ซึ่งจะมีกำลังพลเข้าร่วมราว 12,000 นาย จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 กันยายน ถึง 8 ตุลาคม ทั่วประเทศลัตเวีย ตามรายงานของสำนักข่าวออนไลน์เมื่อวันจันทร์

รายงานระบุว่า จะมีทหารและอาสาสมัครกองกำลังพิทักษ์ชาติของลัตเวียเข้าร่วมประมาณ 12,000 นาย รวมถึงตัวแทนจากแคนาดา สหรัฐอเมริกา เอสโตเนีย ลิทัวเนีย และประเทศสมาชิก NATO อื่น ๆ

สื่อรายงานว่า ในพื้นที่ภาคตะวันออกของลัตเวีย คาดว่าจะมีการบินของโดรนเพิ่มขึ้นระหว่างการซ้อมรบ รวมถึงบริเวณใกล้ชายแดน นอกจากนี้ ยุทโธปกรณ์และกำลังพลทางทหารจะมีการเคลื่อนย้ายทั่วประเทศลัตเวีย และอาจมีเที่ยวบินของอากาศยานทหารในน่านฟ้า รวมถึงการบินในระดับต่ำ ตลอดจนการฝึกยิงกระสุนจริงในสนามฝึกต่าง ๆ ด้วย

ที่มา : Sputnik

สหรัฐฯ เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่!! กระทรวงความมั่นคงเสนอเก็บ 1.03 แสนดอลลาร์ เพื่อชดเชยต้นทุนบริหารระบบเข้าเมือง รายได้ปีละกว่า 8.8 พันล้านดอลลาร์ กระทบภาคเทคโนโลยีและการเงินใหญ่หลวง

วอชิงตัน, 25 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ได้เสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าเอช-1บี (H-1B) อยู่ที่ 1.03 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.37 ล้านบาท) ต่อคน ซึ่งเป็นการเดินหน้าผลักดันแผนเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าหลังศาลสหรัฐฯ ได้สั่งยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.26 ล้านบาท) ที่มีเสนอก่อนหน้านี้

กระทรวงฯ ระบุว่า ค่าธรรมเนียมที่เสนอใหม่นี้จะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายบางส่วนของรัฐบาลกลางในการบริหารจัดการระบบการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย ครอบคลุมทั้งต้นทุนในกระบวนการพิจารณาและตัดสินคำร้อง รวมถึงบริการด้านการแปลงสัญชาติ โดยกระทรวงฯ ประเมินว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะสร้างรายได้ราว 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.87 แสนล้านบาท) ต่อปี เมื่ออิงจากจำนวนผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าเอช-1บี ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 85,000 คนต่อปี

อย่างไรก็ดี ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมดังกล่าวจะไม่ใช้กับคำร้องขอวีซ่าเอช-1บี ที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบโควตา เช่น คำร้องที่ยื่นโดยองค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไรบางแห่ง องค์กรวิจัยของรัฐบาล และสถาบันอุดมศึกษา
ทั้งนี้ ทางการจะเปิดรับความเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 30 วันก่อนข้อเสนอดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ โดยเดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัลรายงานว่าหากข้อเสนอใหม่นี้ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้าย ภาคเทคโนโลยีและภาคการเงินจะต้องแบกรับภาระเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่พึ่งพาวีซ่าเอช-1บีเพื่อจ้างงานบัณฑิตต่างชาติที่มีความสามารถจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ

ที่มา : Xinhua

ฉันดีใจที่เราแพ้สงครามกับอิหร่าน หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งได้กล่าว

ฉันดีใจที่เราแพ้สงครามกับอิหร่าน
อิหร่านไม่ได้วางแผนที่จะทำร้ายเราหรอก พวกเขาแค่ต่อต้านรัฐบาลโง่ๆของเราเท่านั้น
ฉันหวังว่าเราจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จนสหรัฐฯไม่กล้ากระทำการที่น่าละอายเช่นนี้อีกต่อไป

หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่ง

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/2344894302981792

ส.ว.เดโมเครตชี้ อิหร่านชนะสงครามแล้ว!! ซัด "D-Day" เป็นฉากบังหน้า ชี้อิหร่านชนะสงคราม ตีตราวอชิงตันล้มเหลว 12 ส.ว.จี้สอบผลกระทบทหาร

ส.ว.สหรัฐฯ ซัด “D-Day เศรษฐกิจ” แค่ฉากบังหน้า หลังสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ขณะที่ 12 ส.ว.จี้สอบผลกระทบทหารอเมริกันหลังทำสงครามกับอิหร่านมายาวนาน

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ คริส เมอร์ฟี (Chris Murphy) จากพรรคเดโมแครต ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านระลอกใหม่ของทำเนียบขาว หรือที่เรียกว่า “D-Day” ทางเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่าเป็นเพียง “การตกแต่งหน้าต่างอย่างสิ้นหวัง” (desperate window dressing) เพื่อกลบความล้มเหลวของวอชิงตันในสงครามกับอิหร่าน

เมอร์ฟีกล่าวว่า “อิหร่านกำลังชนะสงคราม ทรัมป์กำลังแพ้ และชาวอเมริกันกำลังจ่ายราคาที่สูงมากๆ” พร้อมชี้ว่า ก่อนสงคราม อิหร่านไม่ได้เป็นฝ่ายควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ขณะนี้กลับสามารถควบคุมได้แล้ว พร้อมสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามโดยพื้นฐานแล้วมันจบลงไปแล้ว และน่าอับอายที่อิหร่านเป็นฝ่ายชนะ”

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ดังกล่าว แรงกดดันภายในสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้น เมื่อ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ 12 คน เรียกร้องให้สภาคองเกรสเปิดการไต่สวน ถึงผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่กำลังเกิดขึ้นกับทหารอเมริกันอย่างรุนแรง จากการขยายระยะเวลาประจำการของกำลังพลบนเรือรบและฐานทัพในภูมิภาคออกไปอย่างไม่มีกำหนด

การเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีรายงานต่อเนื่องถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับกำลังพลสหรัฐฯ จากการประจำการที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะกำลังทางเรือที่ต้องอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานานกว่ากำหนด ขณะที่วอชิงตันยังคงรักษากำลังทหารจำนวนมากไว้ในตะวันออกกลางเพื่อดำเนินสงครามและกดดันอิหร่านต่อไป

ที่มา: Al Jazeera

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1382731970681826/?rdid=au2Kak0cmegh7OxG#

เกาหลีใต้ลังเลส่ง PAC-3 !! ยูเครนขอขีปนาวุธสกัดกั้น โซลไม่ปล่อยของหวั่นภัยเกาหลีเหนือ เซเลนสกิย้ำต้องได้อาวุธใหม่ ความขัดแย้งยังคงเพิ่มความตึงเครียด

ยูเครนขอ Patriot PAC-3 จากเกาหลีใต้ แต่โซลยัง “ยึกยัก” ห่วงของตัวเองไม่พอรับมือเกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้แสดงท่าทีอึดอัดใจต่อคำร้องขอจากยูเครนที่ต้องการให้โซลสนับสนุน ขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 สำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot

เกาหลีใต้ให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องรักษาคลังขีปนาวุธของตนเองไว้ให้เพียงพอสำหรับรับมือภัยคุกคามและการยั่วยุที่อาจเกิดขึ้นจาก เกาหลีเหนือ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Chosun Ilbo ของเกาหลีใต้

ท่าทีของเก่หลีใต้ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนกำลังต้องการขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติมอย่างมาก โดยเซเลนสกีย้ำมาตลอดว่า จะทำทุกวิถีทาง และทุกโอกาสให้การมีขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรับมือการโจมตีของรัสเซียและการผ่านฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2145833696312372&set=gm.827437620395546&idorvanity=194174770388504

สงครามเศรษฐกิจสหรัฐฯ–อิหร่านเดือด!! ขู่โต้กลับมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ กระตุ้นจีน-รัสเซีย คัดค้านแรงกดดัน ปากีสถาน เจรจาคุมสถานการณ์ขัดแย้ง หวั่นสงครามเศรษฐกิจบานปลายเร็วนี้

อิหร่านให้คำมั่นตอบโต้กลับมาตรการคว่ำบาตรที่ขยายวงกว้างขึ้นของสหรัฐ โดยอาจใช้กำลัง หรือมุ่งโจมตีผลประโยชน์สหรัฐต่อไป พร้อมแสดงความมั่นใจว่าคู่ค้ารายสำคัญจะต่อต้านแรงกดดันจากวอชิงตัน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน เมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) แต่ไม่ได้ระบุถึงมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุด โดยเตือนว่าประเทศที่ยังคงทำการค้ากับอิหร่านมีความเสี่ยงถูกขับออกจากระบบการเงินที่ใช้ดอลลาร์เป็นหลัก

เบสเซนต์ปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศที่อาจถูกคว่ำบาตร หรือเปิดเผยว่ามาตรการลงโทษจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด โดยกล่าวเพียงว่าเขาจะให้เวลาประเทศ/ธุรกิจเหล่านั้นดำเนินการตามมาตรการใหม่
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อบุคคล นิติบุคคล และเรือจำนวน 60 ราย แต่ในรายชื่อดังกล่าวยังไม่มีสถาบันการเงินของจีนที่ต้องสงสัยว่าอำนวยความสะดวกให้กับการค้าน้ำมันของอิหร่าน

ก่อนขุนคลังสหรัฐประกาศมาตรการดังกล่าว อิหร่านออกมาขู่ว่าอาจใช้กำลังทางทหารตอบโต้ และลดการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเพิ่มเติมเพื่อต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
ต่อมา เมื่อเบสเซนต์ประกาศมาตรการดังกล่าว อาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีพาณิชย์อิหร่านกล่าวว่า

อิหร่านเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่กับการคว่ำบาตรของสหรัฐแล้ว

รัฐมนตรีพาณิชย์เผยกับสื่อโทรทัศน์

"ศัตรูตั้งใจจะโจมตีเราด้วยการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ แต่เราก็มีเครื่องมือของเราเองและรู้วิธีรับมือ การป้องกันของเราไม่ใช่การตั้งรับอีกต่อไป ศัตรูควรเตรียมรอรับการโจมตีมากกว่า”

มาดานิซาเดห์บอกอีกว่า ทั้งจีนและรัสเซียต่างไม่ยอมรับมาตรการของสหรัฐ และคาดว่าประเมศอื่นๆ อาจต่อต้านมาตรการเหล่านั้นเช่นกัน

เพรสทีวี รายงานว่า พลจัตวาฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ให้คำมั่นว่าจะโจมตีผลประโยชน์ที่สำคัญของสหรัฐอย่างหนัก รวมถึงจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของสหรัฐ หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านถูกคุกคาม

อิหร่านและสหรัฐบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายน แต่อย่างที่ทราบกันดี บันทึกความเข้าใจดังกล่าวล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว หลังทั้งสองฝ่ายกลับมาปะทะกัน และขณะนี้เข้าสู่ศึก “สงครามเศรษฐกิจ” แล้ว

ด้านกองทัพปากีสถานแถลงในวันอังคาร (25 ส.ค.) ว่า ปากีสถาน ซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ได้เจรจากับเตหะรานและมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเจรจาเน้นหารือเกี่ยวกับมาตรการสำคัญหลายรายการ อาทิ การป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

โมห์ซิน นาควี รัฐมนตรีมหาดไทย ที่เดินทางไปเยือนเตหะรานพร้อมกับอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานเพื่อเจรจากับฝ่ายอิหร่าน เผยผ่าน X ว่า “ประธานาธิบดีอิหร่านได้แบ่งปันมุมมองของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และเราได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง”

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1248941?anf=

"ชาวมลายูบินได้" ไม่มีจริง!! ‘โซเลฮาห์’ ถูกเลิกจ้างตำแหน่งอาจารย์ ไม่ได้ใช้ตำแหน่งอีกต่อไป มหาวิทยาลัยอิสลามมาเลเซียยืนยัน เธอยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน

อาจารย์เจ้าทฤษฎี “ชาวมลายูบินได้” ถูกมหาวิทยาลัยอิสลามเลิกจ้างแล้ว

มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย (International Islamic University Malaysia หรือ IIUM) ยืนยันว่า การจ้างงาน ดร.โซเลฮาห์ ยาคอบ (Solehah Yaacob) อดีตศาสตราจารย์ด้านภาษาอาหรับและภาษาศาสตร์ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน และเธอไม่มีสิทธิใช้ตำแหน่งหรืออ้างความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอีกต่อไป

โซเลฮาห์เคยตกเป็นกระแสจากคำกล่าวว่า ชาวมลายูโบราณบินได้และถ่ายทอด “วิชากังฟูเหาะ” ให้ชาวจีน รวมถึงทฤษฎีว่าชาวโรมันเรียนรู้การต่อเรือจากชาวมลายู จนถูกนักประวัติศาสตร์และนักการเมืองวิจารณ์เรื่องหลักฐานทางวิชาการ

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ล่าสุดของ IIUM ไม่ได้เปิดเผยเหตุผลอย่างเป็นทางการของการเลิกจ้าง ขณะที่โซเลฮาห์ประกาศยื่นเรื่องต่อศาลแรงงานมาเลเซีย โดยกล่าวว่าเธอถูกให้ออกภายใน 24 ชั่วโมงและไม่ได้รับโอกาสอุทธรณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122197996352820777&id=61574623310303&rdid=nDjvvS277kqMVHTq#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top