Sunday, 7 June 2026
World

‘ก๊อกเต๊ก’ สะพานสูงสุดในเมียนมา ถูกระเบิดท่ามกลางความขัดแย้ง โฆษกทหารโทษเป็นฝีมือกองกำลัง TNLA แต่ถูกโต้กลับว่าไม่จริง

(25 ส.ค. 68) สะพานก๊อกเต๊ก (Gokteik) สะพานรถไฟสูงสุดในเมียนมาและครั้งหนึ่งเคยสูงที่สุดในโลก ถูกทำลายในเหตุปะทะความรุนแรงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยทั้งรัฐบาลทหารและกลุ่มกองกำลังต่อต้าน ต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกัน

โฆษกสภาทหาร ซอ มิน ตุน (Zaw Min Tun) ระบุว่ากลุ่มกบฏ รวมถึงกองกำลังปลดปล่อยชาติพันธุ์ตอง (TNLA) และกลุ่มป้องกันประชาชน เป็นผู้วางระเบิดและทำลายสะพานดังกล่าว ขณะที่โฆษก TNLA ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่ากองทัพเมียนมาเป็นฝ่ายระเบิดสะพานโดยไม่ตั้งใจขณะโจมตีฐานของพวกเขาด้วยโดรน

สำหรับ สะพานก๊อกเต๊กสร้างขึ้นโดยจักรวรรดิอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1899–1900 มีความยาว 689 เมตร และความสูงจากพื้นดิน 102 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างเขตนองเกียว (Nawnghkio) และจ๊อกแม้ (Kyaukme) ของรัฐฉานตอนเหนือของเมียนมา เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟ มัณฑะเลย์–ล่าเสี้ยว และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยคลิปวิดีโอและภาพถ่ายบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นสะพานเกิดพังเสียหายบางส่วน

ทั้งนี้ ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเตรียมเลือกตั้งเดือนธันวาคมของรัฐบาลทหาร ซึ่งถูกคณะผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์และถูกกลุ่มฝ่ายค้านคว่ำบาตร นักวิเคราะห์คาดว่ากลุ่มกบฏอาจใช้โอกาสนี้โจมตีรอบการเลือกตั้งเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน

‘รัสเซีย–ยูเครน’ แลกตัวเชลยศึกฝ่ายละ 146 คน โดยมี ‘สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์’ ทำหน้าที่สักขีพยาน

(25 ส.ค. 68) รัสเซียและยูเครนดำเนินการแลกตัวเชลยศึกและพลเรือนครั้งใหม่ฝ่ายละ จำนวน 146 คน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังได้รับการไกล่เกลี่ยจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งสองฝ่ายยืนยันการแลกตัวดังกล่าว โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าทหารรัสเซียที่ได้รับการปล่อยตัวทั้งหมดอยู่ในเบลารุสเพื่อรับการดูแลด้านจิตใจและการแพทย์

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนประกาศผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่าการแลกตัวได้เกิดขึ้นแล้ว พร้อมโพสต์ภาพผู้ได้รับการปล่อยตัวยิ้มแย้ม โดยส่วนใหญ่ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน รวมถึงนักข่าวที่ถูกจับกุม 1 เดือนหลังการรุกราน

ฝ่ายยูเครนยังยืนยันว่าจำนวนทหารที่แลกตัวเท่ากับ 146 คนต่อฝ่าย และเซเลนสกียังขอบคุณสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ช่วยเป็นสักขีพยานในการแลกตัว พร้อมระบุว่าการแลกตัวจะดำเนินต่อไป ขึ้นอยู่กับการจับกุมทหารรัสเซียเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็น “กองทุนแลกตัว” 

ด้านรัสเซียระบุว่ายูเครนยังส่งพลเรือนจากภูมิภาคคูร์สค์กลับไม่ครบ หลังยูเครนเคยเข้ายึดพื้นที่บริเวณดังกล่าวเมื่อปีก่อน มีประชาชนรอส่งกลับบ้านกว่า 20 คน รัสเซียกล่าวว่ากำลังเจรจาอย่างยากลำบากเพื่อให้พลเรือนเหล่านี้กลับคืนบ้านอย่างปลอดภัย

สื่อแฉ!! ทหารยูเครนจาก ‘กองกำลังป้องกันดินแดน (TDB)’ นำเงินบริจาค…ไปซื้อรถหรู Land Rover ใช้ขับส่วนตัว

(26 ส.ค. 68) สำนักข่าวรัสเซีย Sputnik รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค. 68) ว่า ทหารยูเครนจากกองกำลังป้องกันดินแดน (Territorial Defense Brigades) ถูกพบว่าขับรถหรูราคาแพงในกรุงเคียฟ ซึ่งคาดว่าซื้อด้วยเงินบริจาคจากอาสาสมัครและประชาชน โดยมีกรณีทหารกองพันที่ 112 ถูกตำรวจจราจรจับปรับฐานขับรถด้วยความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ขณะใช้รถ Land Rover Discovery Sport

รายงานระบุว่าทหารกลุ่มนี้อ้างว่ากำลังเดินทางไปยังเมืองโบรวารี (Brovari) เพื่อสกัดโดรนรัสเซีย แต่กลับถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดพวกเขาจึงอยู่ในกรุงเคียฟ แทนที่จะอยู่แนวหน้า 

แหล่งข่าวของรัสเซียอ้างว่าแท้จริงแล้วทหารไม่ได้มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการสู้รบ แต่ใช้รถไปทำธุระส่วนตัวและขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่ารถเหล่านี้น่าจะได้มาจากเงินที่ประชาชนช่วยสมทบซื้อเพื่อนำไปใช้ในสนามรบ

แต่แทนที่จะนำรถไปสนับสนุนแนวหน้า รายงานยังกล่าวหาว่าผู้บังคับบัญชาของกองพันกลับนำไปแจกจ่ายให้พรรคพวกหรือผู้ใกล้ชิดใช้ในพื้นที่หลังแนวรบ ซึ่งเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่บริจาคเพื่อช่วยเหลือกองทัพยูเครน

จีนทดสอบสะพานหุบเขาหัวเจียง มณฑลกุ้ยโจว ชี้ผ่านผลเทสการรับน้ำหนักแบบสบายๆ เตรียมเปิดใช้ทางการ ก.ย. นี้

(26 ส.ค. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สะพานหุบเขาหัวเจียง (Huajiang Grand Canyon Bridge) มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้ผ่านการทดสอบรับน้ำหนักสำเร็จแล้ว ถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเปิดใช้อย่างเป็นทางการปลายเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะทำให้สะพานแห่งนี้กลายเป็น สะพานที่สูงที่สุดในโลก

การทดสอบใช้เวลารวม 5 วัน ทีมวิศวกรยืนยันว่าโครงสร้าง ความแข็งแรง และการตอบสนองแบบไดนามิกของสะพานเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย การทดสอบครอบคลุมทั้งแบบสถิตและแบบไดนามิกเพื่อประเมินความทนทานของโครงสร้างหลักทั้งหมด

โดยขั้นตอนการทดสอบมีการนำรถบรรทุก 96 คัน น้ำหนักรวมราว 3,300 ตัน ขึ้นไปจอดในตำแหน่งต่างๆ บนสะพาน เพื่อวัดการยืดตัวและแรงกดที่กระทำต่อช่วงกลางสะพาน เสาหลัก สายเคเบิล และระบบแขวน เพื่อยืนยันความพร้อมใช้งานจริง

สำหรับสะพานหัวเจียงมีความยาว 2,890 เมตร โดยช่วงกลางยาวถึง 1,420 เมตร และสูงจากแม่น้ำ 625 เมตร เมื่อเปิดใช้งานจะไม่เพียงครองสถิติสะพานที่สูงที่สุดในโลก แต่ยังเป็นสะพานช่วงกลางที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภูเขาอีกด้วย

‘ทรัมป์’ สั่งไล่ ‘ลิซ่า คุก’ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ FED กล่าวหาฉ้อโกง!! ปมขอสินเชื่อบ้าน…ก่อนเข้ารับตำแหน่ง

(26 ส.ค. 68) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาจะไล่ ลิซ่า คุก (Lisa Cook) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve) ออกจากตำแหน่งทันที นับเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับธนาคารกลางอย่างรุนแรง โดยอ้างเหตุผลว่าเธอให้ข้อมูลเท็จในเอกสารขอสินเชื่อบ้าน

ด้าน ลิซ่า คุก ตอบโต้ทันทีว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจไล่เธอออก และเธอจะไม่ลาออก พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อช่วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ทนายของเธอกล่าวว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยลิซ่าคุก

การไล่ออกผู้ว่าการ FED ถือเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์กดดัน เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา เรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยคุกเป็นหนึ่งใน 7 สมาชิกบอร์ดผู้ว่าการ FED และร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการ 12 คนที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งเธอได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในปี 2022 และเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกในตำแหน่งนี้

สำหรับข้อกล่าวหามาจากพันธมิตรของทรัมป์ ชื่อว่า บิล พัลเต้ (Bill Pulte) ซึ่งระบุว่าคุกให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับที่พักอาศัยหลัก จำนวน 2 แห่งในปี 2021 ก่อนเข้าร่วม FED โดยยังไม่ชัดเจนว่ามีการสืบสวนเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งคุกกล่าวว่าเธอเพิ่งได้รับทราบข้อกล่าวหาจากสื่อ และกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง

ความพยายามไล่คุกอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่าง ทำเนียบขาว และ FED ซึ่งธนาคารกลางมีสถานะอิสระมาตั้งแต่ปี 1951 นักลงทุนจับตาว่าหากทรัมป์ทำสำเร็จในการไล่คุกออก อาจมีผลต่อโครงสร้างและนโยบาย FED รวมถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อการลงทุนในสหรัฐ

‘ญี่ปุ่น’ เสนอกฎหมายจำกัดการใช้ ‘สมาร์ตโฟน’ เล่นได้ไม่เกินวันละ 2 ชม. เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

(26 ส.ค. 68) ที่เมืองโทโยอาเกะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ทางเทศบาลเมืองได้เสนอร่างข้อบัญญัติเพื่อควบคุมการใช้สมาร์ตโฟน โดยตั้งแนวทางไม่ให้ประชาชนใช้สมาร์ตโฟนเกินวันละ 2 ชั่วโมงในเวลาว่าง ไม่รวมช่วงเวลาที่ใช้เพื่อการเรียนหรือการทำงาน

ร่างข้อบัญญัตินี้ยังเน้นไปที่การดูแลเด็กและเยาวชน โดยแนะนำว่า นักเรียนประถมและเด็กเล็กไม่ควรใช้สมาร์ตโฟนหลังเวลา 21.00 น. ส่วนเด็กโตหรือระดับมัธยมขึ้นไปไม่ควรใช้หลังเวลา 22.00 น. เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้มีบทลงโทษทางกฎหมายหากประชาชนฝ่าฝืน โดยเน้นเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลเสียของการใช้สมาร์ตโฟนเกินความจำเป็น

นายกเทศมนตรี มาซาฟุมิ โคกิ (Masafumi Koki) กล่าวต่อสภาเทศบาลว่า การจำกัดเวลา 2 ชั่วโมงเป็นเพียง “แนวทางแนะนำ” เท่านั้น จุดประสงค์หลักคือการส่งเสริมมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบทางร่างกาย และการใช้ชีวิตจากการใช้สมาร์ตโฟนมากเกินไป

มติเอกฉันท์ 120 เสียงในสภากัมพูชา เห็นชอบ!! แก้กฎหมาย ‘ถอนสัญชาติ’ คนไม่จงรักภักดีต่อชาติ

(27 ส.ค. 68) รัฐสภากัมพูชาเมื่อวันจันทร์ (25 ส.ค.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 120 เสียง เห็นชอบร่างแก้ไขกฎหมายสัญชาติ ให้อำนาจรัฐบาลเพิกถอนสัญชาติจากผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าสมคบกับต่างชาติทำร้ายผลประโยชน์ของประเทศ โดยกฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ในการควบคุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและผู้เห็นต่าง

ก่อนการลงมติ องค์กรพัฒนาเอกชนกัมพูชากว่า 50 แห่งออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยระบุว่ากฎหมายมีถ้อยคำที่คลุมเครือ อาจส่งผลร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออก พร้อมเตือนว่า “หากถูกเพิกถอนสัญชาติ ก็เท่ากับสูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานทุกอย่างในบ้านเกิด”

ทางด้านซอร์ ซกคา (Sar Sokha) รัฐมนตรีมหาดไทยกัมพูชา ชี้แจงต่อสภาว่ากฎหมายใหม่นี้มีความจำเป็นต่อการปลุกจิตสำนึกรักชาติ โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มเล็กๆ ของชาวกัมพูชาแสดงพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และควรถูกตัดสิทธิความเป็นพลเมือง พร้อมเชื่อมโยงกับความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กฎหมายยังต้องผ่านวุฒิสภาและได้รับความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์นโรดม สีหมุนี ซึ่งโดยปกติมักเป็นเพียงพิธีการ หากประกาศใช้จริงกฎหมายจะครอบคลุมถึงผู้ถือสองสัญชาติและผู้ได้รับสัญชาติกัมพูชาภายหลัง ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบโดยตรงต่อฝ่ายการเมืองฝ่ายค้านและนักวิจารณ์รัฐบาลในอนาคต

มาเลเซียทุ่มเพิ่ม 100 ล้านริงกิตช่วยกาซา ‘อันวาร์’ ประกาศ “จะไม่ทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์”

(27 ส.ค. 68) อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่ารัฐบาลมาเลเซียจะมอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 100 ล้านริงกิต (ราว 780 ล้านบาท) ให้แก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา หลังจากเมื่อปี 2023 เคยอนุมัติความช่วยเหลือจำนวนเท่ากันมาแล้ว

โดยระหว่างการปราศรัยที่จัตุรัสเอกราช กรุงกัวลาลัมเปอร์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรงต่อการก่อให้เกิด “ความอดอยากจากน้ำมือมนุษย์” ในกาซา พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลอิสราเอลจงใจปล่อยให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและยาที่ชายแดนเน่าเสีย ขณะที่ประชาชนเสียชีวิตจากความอดอยากและการโจมตีรายวัน

อันวาร์ย้ำว่าชาวมาเลเซียจะไม่มีวันทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์ และระบุว่าตนเองมีบทบาทสนับสนุนกาซามาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา โดยเคยเข้าร่วมการประชุมขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ที่แอลจีเรียในปี 1983 พร้อมชี้ว่าการกระทำของอิสราเอลคือ “รูปแบบของการล่าอาณานิคม” และสอดคล้องกับแนวคิดของ เอ็ดเวิร์ด ซาอิด (Edward Said) นักวิชาการผู้ล่วงลับที่เคยอธิบายว่าเป็น “การเมืองแห่งการปลดสิทธิ์”

ทั้งนี้ การปราศรัยดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางฝูงชนหลายหมื่นคนที่มาร่วมชุมนุมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับกาซา โดยผู้ร่วมงานส่วนใหญ่สวมเสื้อสีขาว ถือป้าย #GazaBangkit ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธี มีการทำพิธีสวดมนต์ให้กับกาซา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังได้เปิดตัวขบวนรถ “Sumud Nusantara” ที่มี 8 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งจะเคลื่อนขบวนไปสมทบกับกองเรือช่วยเหลือกาซาในเส้นทางสู่ยุโรปและแอฟริกาเหนือ

‘รัสเซีย’ เตือน ‘อิสราเอล’ หยุดสถานการณ์เลวร้ายในกาซา เรียกร้องส่งอาหารและความช่วยเหลือพื้นฐานทันที

(27 ส.ค. 68) กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเรียกร้องให้อิสราเอล ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันสถานการณ์ในฉนวนกาซาไม่ให้เลวร้ายลง พร้อมฟื้นฟูการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน

รัสเซียระบุว่า อิสราเอลควรหยุดการโจมตี ฟื้นฟูเส้นทางช่วยเหลือ และรับรองว่าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในกาซาจะได้รับอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานทันที

นอกจากนี้ มอสโกหวังประสานงานร่างมติสหประชาชาติ (UN) เกี่ยวกับสถานการณ์ในกาซา เพื่อแก้วิกฤติด้านมนุษยธรรม โดยคาดว่าครั้งนี้เอกสารจะได้รับการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

‘จีน’ ประกาศเชิญชาว ‘ไต้หวัน’ เข้าร่วมพิธีสวนสนาม เนื่องในวันครบรอบ 80 ปี ชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่น

(27 ส.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศเชิญประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงชาวไต้หวัน เข้าร่วมสังเกตการณ์พิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ เนื่องในวันครบรอบชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก ครบรอบ 80 ปี ในวันที่ 3 กันยายน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง

จู้ เฟิงเหลียน (Zhu Fenglian) โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนแผ่นดินใหญ่ ระบุว่า สงครามต่อต้านญี่ปุ่นเป็นมหากาพย์ร่วมของชนชาติจีนทั้งมวล ที่ทุกฝ่ายรวมถึงชาวไต้หวัน ได้เสียสละและมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการปกป้องชาติ

โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันย้ำว่า ประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบควรร่วมกันระลึกถึงประวัติศาสตร์ เชิดชูวีรชน สืบสานจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ และผลักดันการรวมชาติ เพื่ออนาคตที่สดใสของการฟื้นฟูประเทศจีน

ทั้งนี้ นอกจากพิธีสวนสนาม จีนยังเตรียมจัดกิจกรรมรำลึกเพิ่มเติม รวมถึงการจัดงานวันที่ 25 ตุลาคม เพื่อครบรอบ 80 ปี การกอบกู้ไต้หวันจากการยึดครองของญี่ปุ่นอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top