Sunday, 7 June 2026
World

‘เจดี แวนซ์’ รองปธน.สหรัฐฯ ชี้ยุโรปต้องรับบทหลัก ดูแลความมั่นคง ‘ยูเครน’ หลังสิ้นสุดสงคราม ไม่ใช่สหรัฐฯ

(22 ส.ค. 68) เจดี แวนซ์ (James David Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า หากสงครามรัสเซีย-ยูเครนสิ้นสุดลง ประเทศในยุโรปจะต้องเป็นผู้รับภาระหลักด้านความมั่นคงของยูเครน แทนที่จะให้สหรัฐฯ แบกรับฝ่ายเดียว โดยย้ำว่าวอชิงตันพร้อมช่วยเหลือหากจำเป็นเพื่อหยุดสงคราม แต่ยุโรปต้องแสดงบทบาทนำ 

คำกล่าวของแวนซ์มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งปฏิเสธแนวคิดส่งทหารอเมริกันไปยูเครน แต่ยังเปิดทางสนับสนุนทางอากาศ พร้อมระบุว่ายุโรปควรเป็น “แนวป้องกันด่านแรก” ขณะที่สหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือจากแนวหลัง 

ประเด็นหลักที่ยังถกเถียงกันคือการรับประกันความมั่นคงของยูเครนหลังสงคราม โดยทรัมป์ไม่สนับสนุนการรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก NATO แต่มีการหารือถึงข้อตกลงลักษณะคล้ายมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งกำหนดว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศคือการโจมตีสมาชิกทั้งหมด 

ด้านรัสเซียแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่า มอสโกต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาความมั่นคง เพราะหากตัดรัสเซียออกไปก็จะ “ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง” และย้ำว่าการมีทหาร NATO ตามแนวชายแดนรัสเซียเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ 

แม้ยังมีความเห็นต่าง แต่แวนซ์ยืนยันว่าความพยายามเจรจาของรัฐบาลทรัมป์เริ่มเห็น 'ความก้าวหน้า' เนื่องจากทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครนได้เริ่มพูดคุยถึงรายละเอียดที่อาจนำไปสู่การยุติการสู้รบ และความสูญเสียที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีครึ่ง 

‘โจว หมิง’ วิศวกรออกแบบ ‘Boeing 787–Airbus A380’ ลาอเมริกา!! มุ่งกลับจีน..หวังปั้นทีมวิจัยในสถาบันน้องใหม่ที่หนิงโป

(22 ส.ค. 68) โจว หมิง (Zhou Ming) วิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาซอฟต์แวร์สำคัญที่ช่วยออกแบบเครื่องบิน Boeing 787 และ Airbus A380 ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Altair ในสหรัฐฯ เพื่อกลับมาร่วมงานกับสถาบัน Eastern Institute of Technology ที่เมืองหนิงโป ประเทศจีน โดยจะดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์เกียรติยศ (chair professor) เพื่อสร้างทีมวิจัยระดับโลกด้านซอฟต์แวร์วิศวกรรมและการออกแบบเชิงจำลอง

การกลับมาของ ‘โจว หมิง’ ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในแวดวงวิศวกรรมการบินและซอฟต์แวร์ระดับโลก หลังจากที่เขาสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศยาวนานหลายทศวรรษ เขาตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ระดับสากลเพื่อพัฒนานวัตกรรม และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงของจีน

เส้นทางวิชาการของโจวเริ่มต้นจากการเรียนด้านวิศวกรรมการบินกว่า 10 ปีที่มหาวิทยาลัยเป่ยหาง (Beihang University) ในจีน ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่เยอรมนี ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้บุกเบิกด้านการออกแบบเชิงเพิ่มประสิทธิภาพด้วยคอมพิวเตอร์ (topology optimization) และในปี 1998 เขาเข้าร่วม Altair จนได้ขึ้นเป็นรองประธานอาวุโสและหัวหน้าวิศวกร

ผลงานของเขาได้พลิกโฉมการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ (CAD) ไปสู่คอมพิวเตอร์ช่วยวิศวกรรม (CAE) ซึ่งช่วยให้อุตสาหกรรมการบินและยานยนต์สร้างโครงสร้างที่เบาและแข็งแรงกว่าเดิม อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากสหรัฐฯ โดยได้รับเลือกเป็นสมาชิกสถาบันวิศวกรรมแห่งชาติ (US National Academy of Engineering) 

สำหรับสถาบัน Eastern Institute of Technology ที่โจวเข้าร่วมถือเป็นสถาบันเอกชนเกิดใหม่ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี แต่มีเป้าหมายใหญ่ในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก โดยการดึงตัวบุคลากรชั้นนำอย่างโจวเข้ามาถือเป็นหมากสำคัญ มุ่งสร้างระบบนิเวศด้านสตาร์ตอัป วิจัยประยุกต์ และความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อยกระดับความสามารถด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนในระยะยาว

อิหร่านปิดน่านฟ้ากะทันหัน ทำเที่ยวบินทั้งหมดหยุดชะงัก คาดส่งสัญญาณพร้อมชนอิสราเอล!! แม้เพิ่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

(22 ส.ค. 68) อิหร่านประกาศปิดน่านฟ้าแบบกะทันหันเมื่อเวลา 22.00 น. ของคืนวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ส่งผลให้เที่ยวบินทั้งหมดต้องหยุดชะงัก รวมถึงเส้นทางแบกแดด–เตหะรานที่ผู้โดยสารถูกสั่งให้ลงจากเครื่องก่อนออกเดินทาง ขณะนี้เที่ยวบินไปยังอิหร่านยังคงถูกระงับโดยไม่มีกำหนด

ต่อมา ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย - อิหร่าน โพสต์เฟซบุ๊กว่า การปิดน่านฟ้าเกิดขึ้นเพื่อการซ้อมรบทางทหารในพื้นที่ตะวันตกของประเทศ และจะสิ้นสุดในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณแสดงความพร้อมเต็มที่ของอิหร่าน หลังจากเพิ่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอลไม่นาน

โดยสื่อตะวันตกและสื่ออิสราเอลรายงานตรงกันว่า มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจเตรียมการโจมตีเชิงรุกใส่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ทำให้สหรัฐฯ ต้องทยอยย้ายเครื่องบินรบออกจากฐานทัพอัล-อุดัยด์ในกาตาร์เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ขณะที่ สหรัฐฯ และอังกฤษได้ส่งเครื่องบินและโดรนสอดแนมบินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าอิสราเอล จอร์แดน และอ่าวเปอร์เซีย เพื่อจับตาความเคลื่อนไหวการซ้อมรบของอิหร่านอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจปะทุขึ้นอีกครั้งในไม่ช้า

อิตาลีรวบชาย ‘ยูเครน’ ต้องสงสัยระเบิดท่อก๊าซ ‘นอร์ดสตรีม’ และอาจเอี่ยวเหตุบึ้มเรือบรรทุกน้ำมัน ที่เมืองท่าซาโวนา

(22 ส.ค. 68) อัยการเมืองเจนัวของอิตาลีเปิดเผยว่า กำลังสอบสวนชายชาวยูเครนที่ถูกจับกุมในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการระเบิดท่อก๊าซนอร์ดสตรีม (Nord Stream) 3 จุด ในทะเลบอลติก เมื่อปี 2022 และอาจพัวพันกับเหตุระเบิดเรือบรรทุกน้ำมันในท่าเรือซาโวนา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้ต้องสงสัยรายนี้คือ เซอร์เกย์ เค. (Sergei K.) ที่ทางการเยอรมนีระบุว่ามีบทบาทสำคัญในการวางแผนโจมตี

เหตุการณ์ที่ซาโวนาเกิดขึ้นกับเรือบรรทุกน้ำมันซีจีเวล (Seajewel) ซึ่งจดทะเบียนในมอลตา ตัวเรือได้รับความเสียหายจากทุ่นระเบิดแม่เหล็ก 2 ลูก ทำให้เกิดรูขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นถูกพบตกค้างอยู่ใต้ทะเล ครั้งนั้นสื่อท้องถิ่นเชื่อว่ามาจากแก๊ง 'กองเรือเงา' ที่ใช้เลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ขนน้ำมันรัสเซียโดยอาศัยธงต่างชาติ

รายงานระบุอีกว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นระหว่างการขนถ่ายน้ำมันเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีการยืนยันความเสียหายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ แม้ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย แต่เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเส้นทางเดินเรือของยุโรป

ส่วนกรณีท่อก๊าซ Nord Stream 1 และ 2 ซึ่งถูกระเบิดในทะเลบอลติกเมื่อเดือนกันยายน ปี 2022 เยอรมนี เดนมาร์ก และสวีเดนยังไม่ตัดประเด็นการก่อวินาศกรรมออกไป ขณะที่รัสเซียย้ำว่าเป็นการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และเคยร้องขอข้อมูลจากชาติตะวันตก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ

จาก ‘กบาล’ ถึง ‘สงกรานต์’ รากเหง้าภาษา และวัฒนธรรม

ใครที่อ่านบทความของเอย่ามาตั้งแต่ต้นๆ โดยเฉพาะทุกครั้งที่เอย่าพูดถึงเรื่องของภาษาและวัฒนธรรม เอย่ามักจะบอกว่าวัฒนธรรมและภาษาหลายๆ คำในย่านนี้ที่คล้ายๆ กัน วันนี้เอย่าจะยกคำเหล่านี้มาให้ทราบกัน

คำแรกคือ กบาล ในภาษาเขมรและภาษาไทยแปลว่าหัว มีการกล่าวอ้างว่าคำว่ากบาลนี้ไทยน่าจะนำมาจากภาษาเขมรในอดีต แต่ความจริงแล้วคำนี้น่าจะมาจากภาษาบาลีคำว่า กปาล (Kapala) ที่แปลว่าหัวนั่นเอง

คำว่า Kambawza ในภาษาไทใหญ่นั้นว่ากันว่าประวัติของคำว่ากัมบาวซาที่แปลว่าอาณาจักรไทใหญ่เกิดจากเจ้าชายจากอาณาจักรกัมปูเจียเข้ามาปกครองในดินแดนรัฐฉานในคริสต์ศักราชที่ 957 แต่เมื่อสืบดูแล้วพบว่าในคริสต์ศักราชที่ 957 ในเวลานั้นกัมปูเจียอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรขอมของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ดังนั้นหากสืบค้นคำนี้จริงๆ คงต้องกล่าวว่า กัมปูเจีย นี่มีหลักฐานที่ปรากฎเป็นจารึกโบราณว่าคำว่ากัมปูเจียมาจากคำว่า กัมพุช ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งของอินเดียโบราณนั่นเอง

คำสุดท้าย สงกรานต์

รู้หรือไม่คำว่าสงกรานต์ของไทยมาจากภาษาสันสกฤต คำว่า ‘สํกฺรานฺติ’ (Sankranti) ซึ่งมีความหมายว่า การเคลื่อนย้าย หรือ การเปลี่ยนผ่าน

ในอินเดียยังมีเทศกาล มกรสันกรานติ เป็นจุดสิ้นสุดของฤดูหนาวและเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ยาวนานขึ้น

ในไทยเราเพี้ยนคำว่าสันกรานติเป็นคำว่า สงกรานต์ อันหมายถึงการเปลี่ยนผ่านปีจากปีเก่าสู่ปีใหม่ เช่นเดียวกับในพม่าคำว่าตะจ่านก็มีรากศัพท์มาจากคำว่า สันกรานติอันหมายถึงการเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน และเช่นเดียวกับคำว่า โจลชนัมทเมย ในภาษาเขมรซึ่งก็มีรากศัพท์จากคำว่าสันกรานติ เช่นเดียวกัน

เอย่าแค่จะบอกว่าทุกประวัติของภาษาและวัฒนธรรมมันมีรากเหง้าเสมอ ผู้ที่ไร้รากก็เสมือนคนไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นใคร เช่นนั้นก็ไม่ควรมีสิ่งใดให้ภูมิใจ

องค์หญิงฯ กัมพูชา ทนไม่ได้ ต้องออกมา Live สด ลั่น!! สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง

(25 ส.ค. 68) ความจริงเรื่องนี้ค่อนข้างผ่านมาพอสมควรแล้ว  แต่เรื่องนี้ก็เรียกได้ว่ายังอยู่ในกระแสอยู่ไม่ตกไปไหน  นั่นคือเรื่องที่ เจ้าหญิงนโรดม เจนณา แห่งกัมพูชา ได้แสดงจุดยืนต่อต้านสงครามผ่านทางวิดีโอที่โพสต์ในโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เพื่อเรียกร้องให้โลกาอย่าเชื่อข่าวปลอมและให้หยุดความขัดแย้งต่างๆ. โดยวิดีโอดังกล่าวปรากฏขึ้นหลังจากการกล่าวหาว่ามีการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชาที่ทำให้องค์หญิงฯต้องออกมา Live ในฐานะที่ตนเป็นราชนิกูลหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ โดยเอย่าขอสรุปเป็นข้อๆดังต่อไปนี้

• องค์หญิงฯได้ออกมากล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่าขอให้ “ชาวโลกไม่หลงเชื่อความโกรธและข้อมูลที่บิดเบือน” และยืนยันว่าเธอ “ยืนเคียงข้างชาติของเธอ“ โดยใจความว่าเธอต้องการใช้พื้นที่ของตัวเองปัดข่าวลือหรือข่าวเท็จนั่นเอง
• ทรงกล่าวต่อว่า "สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง" แต่กลับสร้างแต่ความเจ็บปวดต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปตลอดกาล
• ทรงเน้นว่า แม้กัมพูชาจะเป็นประเทศเล็ก แต่มี จุดยืนแน่วแน่ในการรักษาสันติภาพ, และแสดงความเคารพต่อความทุกข์จากอดีตที่ชาติได้เคยเผชิญ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมือง
• ทรงสื่อถึงความสูญเสียที่เกิดจากสงครามช่วงอดีตว่า: “สงครามไม่ได้ทำให้เราได้ที่ดิน หรืออำนาจ มีแต่ความสูญเสีย บ้านพัง พ่อแม่กลายเป็นหม้าย ลูกกลายเป็นเด็กกำพร้า อนาคตที่หายไป”
• ในถ้อยแถลงภาษาภาษาจีนและภาษาฝรั่งเศสของคำแถลง ยังกล่าวว่า: “สงครามไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง” และมีแต่ความเจ็บปวดที่ไม่อาจย้อนกลับ โดยเฉพาะต่อครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปอย่างสิ้นเชิง”
• ตอนท้ายของคำพูด ทรงกล่าวว่า “ขอให้ความหวังดีมีมากกว่าความโกรธ และไม่มีพ่อแม่คนใดต้องร่ำลาลูกเพราะสงครามอีก” และ “ขอยืนเคียงข้างชาติของพระองค์”

เอย่าจึงใช้เวลาค่อนข้างมากในการเขียนบทความนี้ออกมาเพื่อทำการชี้แจงเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงโดยทั่วกัน

1. เรื่องกบฏกษัตริย์กัมพูชานั้น  ไม่มีมูลเลย ในช่วงที่ผ่านมาฝั่งกัมพูชามีข่าวลือเรื่องรัฐประหาร หรือการก่อกบฏของกองทัพ  แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ทำการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชา  ทุกคนต้องอย่าลืมนะคะว่าทุกวันนี้กัมพูชายังมีกษัตริย์อยู่มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี  แต่ข่าวลือที่ออกมากลับพบว่าการกบฏนั้นเป็นการโค่นล้ม สมเด็จมหาเดโชฮุนเซน ไม่ใช่กษัตริย์อย่างที่กล่าวอ้าง  ดังนั้นองค์หญิงอ้างว่ามาขอ Live เพราะชี้แจงสถานการณ์นี้จึงไม่ถูกต้อง

2. ประเด็นต่อมาเรื่องข่าวเท็จ  องค์หญิงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่จะมีสิทธิ์ออกมากล่าวสิ่งใดๆก็ตามที่เป็นตัวแทนของชาติ  เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติสากล  ดังนั้นองค์หญิงจึงพูดในฐานะอินฟลูฯคนหนึ่งที่เอย่าได้ข่าวว่า การที่องค์หญิงพยายามพูดสื่อสารหลายภาษาโดยเฉพาะภาษาจีนก็เพราะว่า เจ้าหญิงเพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ที่ชื่อ  “Summer Song” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมานั่นเอง  และเหตุการณ์นี้น่าจะกระทบกับแฟนคลับโดยเฉพาะแฟนคลับชาวจีน

3. แม้พระราชดำรัสของเจ้าหญิงจะดูดีและสวยงามเพียงใดแต่สิ่งที่เจ้าหญิงต้องการนั้นคืออะไร หากเจ้าหญิงจะสื่อสารไปให้คนทั้งโลกได้รู้ต้องถามว่าเพื่ออะไร  เพราะทุกภาษาที่เจ้าหญิง  และเจ้าหญิงใช่คนที่เป็นตัวแทนของชาติในการออกมาพูดภาษาต่างประเทศหรือไม่  นี่จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่าผิดหลักการปฏิบัติและนั่นแหละที่คนไม่ให้คุณค่าของคำพูดของเจ้าหญิงทั้งภาษาเขมร ฝรั่งเศส จีนและอังกฤษ ล้วนเป็นภาษาที่องค์หญิงเรียนรู้มาแต่สำหรับผู้ฟังแล้วคนที่ต้องการรับทราบจริงๆอาจจะเป็นคนกัมพูชาและคนไทยเสียมากกว่า อีกอย่างองค์หญิงฯควรศึกษา Fact จากแหล่งข่าวสากลด้วยไม่ใช่รับรู้จากแหล่งข่าวในประเทศเพียงฝ่ายเดียวเหมือนที่เอย่าเคยบอกท่านผู้อ่านเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาว่าทำไมภายนอกพูดอีกอย่างแต่สำนักข่าวในประเทศลงอีกอย่าง และควรจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนออกมาแถลง

อนึ่งองค์หญิงฯทราบหรือไม่ว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด หากย้อนมองสงครามครั้งนี้แล้วถามว่าราชวงศ์ของไทยทำอะไรบ้าง…ท่านเลือกจะเงียบและกระทำสิ่งต่างๆดังข้อด้านล่างนี้มากกว่าการที่ออกมากล่าวอะไรนั่นก็คือ ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ราชวงศ์รับภาระในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีแนวทางการช่วยเหลือดังนี้:
• จัดพิธีศพผู้เสียชีวิตภายใต้พระราชทาน—ดำเนินตามพิธีราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ
• ส่งทีมจากกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงมหาดไทยเข้าเยี่ยมเยือนผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อให้การฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
• ประสานงานเพื่อดูแลพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ได้รับความเสียหายและจัดสรรงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมทดแทน

หากถามว่าในอดีตกษัตริย์ไทยได้ทรงตรัสอะไรบ้างเอาเป็นว่าเอย่าจะยกตัวอย่างมาให้ดู  ย้อนกลับไปดูที่พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ที่ทรงตอบต่อนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งทูลถามพระองค์ท่านขณะเสด็จไปเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ทำงานสร้างเขื่อนในพื้นที่ทุรกันดาร ในสมัยที่ประเทศไทยมีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ท่านทรงตอบคำถามกับนักข่าว BBC ในเวลานั้นว่าที่ถามเรื่องที่ท่านต่อสู้กับกลุ่มคอมมิวนิสต์อย่างไรว่า “เราไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในฐานะอุดมการณ์ แต่สู้กับปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน” หรือจะเอาคำตอบของในหลวง ร.10 ที่ตอบนักข่าว BBC ที่ถามว่า “คนเหล่านี้จงรักภักดีต่อพระองค์ ทว่าพระองค์จะมีพระราชดำรัสอย่างไรต่อผู้ชุมนุมที่ออกมาบนท้องถนนเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ” ในหลวง ร.10 ทรงยิ้มแย้มแล้วตอบกลับไปว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความเห็น...เรารักพวกเขาเฉกเช่นเดียวกัน” แต่นักข่าวคนนั้นก็ยังถามว่า “มีโอกาสที่จะประนีประนอมหรือไม่”  ในหลวง ร.10 ท่านทรงตรัสกลับไปสั้นๆแต่ความหมายลึกซึ้งว่า “ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอม” อันหมายถึงท่านไม่เคยโกรธ เกลียด ใครที่เคยชังท่านเลย  คำตอบของท่านเพียง 10 วินาทีสามารถจบคำถามของนักข่าวคนนั้นได้

ดังนั้นองค์หญิงน้อยควรต้องทราบถึงกิจของการเป็นราชนิกูลนั่นหมายถึงการแบกประชาขนไว้บนบ่า กากรกระทำอะไรแม้จะเป็นการกระทำในนามส่วนบุคคลก็ดีแต่นั่นถือเป็นการดึงเอาราชวงศ์ลงมาแปดเปื้อนมัวหมองได้  แต่ถ้าองค์หญิงอยากจะเติบโตไปในสายของอินฟลูฯเต็มตัว การใช้ชื่อ เจณนา นโรดม เหมือนสามัญชนทั่วไปน่าจะเหมาะสมกว่า

อิสราเอลระดมโจมตี ฐานขีปนาวุธ-คลังเชื้อเพลิงเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และบาดเจ็บ 86 คน

(25 ส.ค. 68) อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกรุงซานา เมืองหลวงเยเมน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮูตีปล่อยขีปนาวุธและโดรนเข้าสู่อิสราเอล โดยกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าเป้าหมายคือสถานที่ทางยุทธศาสตร์หลายแห่ง รวมถึงทำเนียบประธานาธิบดี โรงงานไฟฟ้า ฐานยิงขีปนาวุธ และคลังเก็บน้ำมัน

กระทรวงสาธารณสุขของฮูตีรายงานว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และบาดเจ็บ 86 คน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายเดือน ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องพลเรือนและตอบโต้การยิงขีปนาวุธจากเยเมน

ก่อนหน้านี้เพียงสองวัน กลุ่มฮูตีประกาศว่าพวกเขาได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลรูปแบบใหม่ไปยังอิสราเอล โดยอ้างว่าเป็นการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา แม้ส่วนใหญ่จะถูกสกัดกั้นกลางทาง แต่อิสราเอลมองว่านี่เป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้

ตั้งแต่สงครามกาซาปะทุเมื่อเดือนตุลาคม 2023 กลุ่มฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลังได้เพิ่มการโจมตีทางอากาศและโจมตีเรือในทะเลแดงอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าจะยืนหยัดเคียงข้างชาวปาเลสไตน์ ขณะที่อิสราเอลก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเยเมนเป็นระยะ ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ

สื่อนอกแฉ!! ‘ฮุน เซน’ รายได้เดือนละ 4 หมื่น แต่รวยทะลุ 1.4 แสนล้าน ชี้มาจากครอบครัวคุม ‘ธุรกิจ-สื่อ-กองทัพ’ ครองอาณาจักรกัมพูชาเบ็ดเสร็จ

(25 ส.ค. 68) นิตยสาร Property & Development ของอังกฤษ เปิดโปงว่า ‘ฮุน เซน’ อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และครอบครัวมีทรัพย์สินมูลค่าไม่น้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.4 แสนล้านบาท แม้รายได้ทางการจากตำแหน่งผู้นำประเทศจะเพียงเดือนละ 40,000 บาทเท่านั้น แต่กลับสะสมความมั่งคั่งผ่านเครือข่ายธุรกิจและอำนาจการเมืองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รายงานจากองค์กร Global Witness เมื่อปี 2016 ระบุว่า ครอบครัวฮุน เซน เป็นเจ้าของกิจการในกัมพูชามากกว่า 100 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านบาท และยังมีที่ดินและทรัพย์สินในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ออสเตรเลีย หรือสหราชอาณาจักร เครือข่ายอิทธิพลนี้ทำให้ราชวงศ์ฮุนยังคงกุมทั้งอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ กองทัพ และสื่อภายในประเทศ

แม้จะถูกวิจารณ์หนักเรื่องความหรูหราส่วนตัวท่ามกลางความยากจนของชาวกัมพูชา เช่น การสวมใส่นาฬิกามูลค่าหลายสิบล้านบาทต่อเรือน แต่ครอบครัวฮุน เซน ก็ยังคงรักษาฐานอำนาจได้แน่น ผ่านการแต่งตั้งลูกหลานเข้าคุมตำแหน่งสำคัญ ทั้งกองทัพ รัฐบาล และธุรกิจสื่อ โดยในปี 2023 ฮุน เซน ส่งต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้บุตรชาย ‘ฮุน มาเนต’ ขณะที่ตนเองขึ้นเป็นประธานวุฒิสภา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสะสมทรัพย์สินและอำนาจของราชวงศ์ฮุน คล้ายกับตระกูลการเมืองทรงอิทธิพลในภูมิภาคอื่น ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกัมพูชาอย่างชัดเจน แม้จะมีเสียงเรียกร้องความโปร่งใสเพิ่มขึ้นจากทั้งภายในและต่างประเทศ แต่ด้วยโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก จึงยากที่ครอบครัวฮุนจะสูญเสียอิทธิพลในเร็ววัน

‘ฮุน มาเนต’ ยืนยันถึงความภักดีของกัมพูชาต่อจีน ขอยึดนโยบาย ‘จีนเดียว’ ผลักดันเศรษฐกิจและการค้าที่แข็งแกร่ง

(25 ส.ค. 68) สำนักข่าว China Daily รายงานว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันความสัมพันธ์กับจีนที่มีความใกล้ชิดมายาวนานหลายทศวรรษ โดยพัฒนามาจนเป็น “มิตรภาพแน่นแฟ้น” ที่ยืนอยู่บนรากฐานของความเชื่อมั่นทางการเมือง การเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตยและไม่แทรกแซงกิจการภายใน ความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกยกระดับสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ภายใต้กรอบ Diamond Hexagon Cooperation ซึ่งมุ่งสร้าง “ชุมชนร่วมอนาคต” ที่มั่นคงสำหรับทั้งสองประเทศ

จีนสนับสนุนเส้นทางการพัฒนาของกัมพูชาที่เหมาะสมกับบริบทในประเทศ ขณะเดียวกัน กัมพูชายืนหยัดนโยบาย “จีนเดียว” โดยถือว่าไต้หวัน ฮ่องกง ซินเจียง และทิเบต เป็นกิจการภายในของจีน ความสัมพันธ์ระดับผู้นำและการติดต่อสื่อสารในทุกระดับยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา พลังงาน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ก้าวหน้าอย่างชัดเจน

โครงการภายใต้ Belt and Road Initiative (BRI) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกัมพูชา เช่น สนามบินนานาชาติเสียมราฐ-อังกอร์ ทางด่วนพนมเปญ–สีหนุวิลล์ และเขตเศรษฐกิจพิเศษพระสีหนุ ขณะเดียวกันยังมีแผนสนับสนุนโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฟูนันเตโช ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกัมพูชา

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าก็ขยายตัวต่อเนื่อง หลังการลงนาม ข้อตกลงการค้าเสรีกัมพูชา–จีน (CCFTA) ในปี 2020 ปริมาณการค้าสองทางเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งสองประเทศยังพัฒนา “ระเบียงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี” และ “ระเบียงปลาและข้าว” เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งผลักดันการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรมที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว กัมพูชาและจีนยังเน้นการเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมและประชาชน เช่น การกำหนดปี 2025 ให้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยว” ต่อเนื่องจาก “ปีแห่งการแลกเปลี่ยนประชาชน” ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ขณะเดียวกัน กัมพูชายังมุ่งขยายบทบาทในกรอบความร่วมมือพหุภาคีอย่าง SCO เพื่อสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาค

รัสเซียปัดตก!! ไม่รับลายเซ็นลงนามสันติภาพยูเครน เพราะสถานะผู้นำ ‘เซเลนสกี’ ไม่ถูกยอมรับทางกฎหมาย

(25 ส.ค. 68) รัสเซียออกมาโจมตีสถานะของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC ว่าเครมลินจะไม่ยอมรับการลงนามในเอกสารสันติภาพใดๆ หากมีลายเซ็นของเซเลนสกี เนื่องจากเขา “ไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชอบธรรม”

ลาฟรอฟระบุว่า แม้เซเลนสกีจะเป็น “หัวหน้าระบอบการปกครองโดยพฤตินัย” แต่ไม่ถือว่าเป็นผู้นำที่ชอบธรรมตามกฎหมาย พร้อมวิจารณ์ว่าเขาเพียง “แสร้งทำตัวเป็นผู้นำ” และย้ำว่าการประชุมระหว่างเซเลนสกีกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ยังไม่พร้อมเกิดขึ้นจริง

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามจัดประชุมสองฝ่ายระหว่างเซเลนสกีและปูตินเพื่อหาข้อยุติสงคราม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณความคืบหน้า เนื่องจากรัสเซียยังคงยืนยันข้อเรียกร้องสูงสุด รวมถึงการยึดดินแดนจากยูเครน

ทั้งนี้ ยูเครนได้เลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ควรจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2024 ออกไป เนื่องจากประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกตั้งแต่รัสเซียบุกเต็มรูปแบบเมื่อกุมภาพันธ์ 2022 ทำให้ตำแหน่งของเซเลนสกีถูกยืดอายุไปโดยอัตโนมัติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top