Sunday, 7 June 2026
World

‘ยูเครน’ ส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำถล่มรัสเซีย ก่อนการประชุมระหว่าง ‘ทรัมป์-ปูติน’ ที่อะแลสกา

(15 ส.ค. 68) ยูเครนเปิดฉากส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำ โจมตีรัสเซียเมื่อค่ำวันที่ 10 สิงหาคม ก่อนหน้าการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และวลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกาเพียงไม่กี่วัน เป้าหมายโจมตีครอบคลุมทั้งสนามบินทหารและโรงกลั่นน้ำมันใน 6 ภูมิภาครัสเซีย รวมถึงบริยานสค์และตูลา โดยฝ่ายยูเครนอ้างว่าทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดราว 30% ของกองทัพรัสเซีย แต่ตัวเลขนี้มาจากข้อมูลฝั่งยูเครนเท่านั้น ขณะที่รัสเซียยังไม่เปิดเผยความเสียหายจริง

รายงานจาก The Moscow Times ระบุว่า ไม่ใช่ทุกโดรนจะบินมาจากยูเครน แต่มีบางส่วนถูกปล่อยจากภายในรัสเซียเอง ผ่านเครือข่ายลับที่เตรียมการมานานนับปี ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประกาศชัดว่า “นี่คือคำตอบของเราต่อการรุกราน และเราจะสู้จนกว่ามันจะหยุด” ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซีย (อ้างโดย @SputnikInt) กล่าวหายูเครนว่ากำลังเตรียมโจมตีพลเรือนในชูเกฟเพื่อโยนความผิดให้รัสเซีย แต่ยูเครนปฏิเสธทันทีว่าเป็น “เรื่องมโน”

อย่างไรก็ตาม รัสเซียตอบโต้ด้วยการส่งโดรน 140 ลำเข้าโจมตียูเครนในคืนวันที่ 13 สิงหาคม ถูกสกัดตก 85 ลำ แต่ The Economic Times รายงานว่า โดรนบางส่วนยังหลุดรอดไปโจมตีเมืองรอดินสเกและคอสเตียนตินิฟกา ทำให้พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าการโจมตีด้วยโดรนกลายเป็นเกมตอบโต้รายวันในสงครามครั้งนี้

สำหรับยูเครน ปฏิบัติการครั้งนี้เสมือนการส่งสัญญาณกดดันก่อนโต๊ะเจรจา ว่าต่อให้ยังไม่มีเก้าอี้ในห้องประชุม ก็ยังมีศักยภาพสร้างแรงกดดันต่อคู่ขัดแย้งได้ การประชุมอลาสกาจึงไม่ต่างจากเกมหมากที่มีผู้เล่นนอกกระดาน คอยเคาะประตูเสียงดังเพื่อบอกว่า “อย่าลืมว่าฉันยังอยู่”

จีนเปิดวีซ่าประเภท ‘เค’ ดึงดูดเยาวชนหัวกะทิ!! เน้นสายวิทย์–เทคโนโลยี จากทั่วโลก เริ่ม 1 ต.ค. นี้

(15 ส.ค. 68) จีนเตรียมออกวีซ่าประเภทใหม่สำหรับเยาวชนผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลังจากหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ลงนามคำสั่งคณะรัฐมนตรีจีนเพื่อประกาศมติแก้ไขระเบียบการบริหารจัดการการเดินทางเข้าและออกประเทศของชาวต่างชาติ

โดยรายงานระบุว่าจีนจะเพิ่มวีซ่าประเภทเค (K) ในวีซ่าธรรมดาสำหรับเยาวชนผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ โดยผู้ประสงค์ขอวีซ่านี้ต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางการจีนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยื่นเอกสารประกอบตามที่กำหนด เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. 2025

‘แอร์เอเชียเอกซ์’ แจงเหตุเครื่องแลนด์ดิ้งผิดสนามบินในเกาหลีใต้ ยอมรับมีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างลูกเรือและกัปตัน

(15 ส.ค. 68) ผู้โดยสารบนสายการบินแอร์เอเชียเอกซ์ (AirAsia X) เที่ยวบิน D7 506 จากกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียไปยังสนามบินอินชอน เกาหลีใต้ ต้องเผชิญความล่าช้านานกว่า 2 ชั่วโมง หลังเครื่องบินถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงที่สนามบินกิมโป เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและความแออัดของการจราจรทางอากาศ

เดิมที เครื่องบินมีกำหนดถึงอินชอนเวลา 19.50 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม แต่เครื่องกลับแลนด์ดิ้งที่สนามบินนานาชาติกิมโป ตอนเวลา 20.08 น. ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายคนเกิดความสับสนบนเครื่องบิน บางคนระบุว่าบรรดาลูกเรือก็ยังดูไม่ทราบการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งผู้โดยสารแจ้งให้มองที่หน้าต่าง ถึงรู้ว่านี่คือสนามบินกิมโป ไม่ใช่อินชอน

ขณะที่ AirAsia X ชี้แจงว่า การเปลี่ยนเส้นทางเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและเรื่องน้ำมัน หลังจากลงที่กิมโปเครื่องบินก็ออกเดินทางต่อเวลา 22.03 น. และถึงอินชอนเวลา 22.56 น. อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่ามีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างพนักงานต้อนรับ และกัปตันได้ชี้แจงและขออภัยต่อผู้โดยสาร

ทั้งนี้สายการบิน AirAsia X ประกาศจะปรับปรุงมาตรการสื่อสารบนเครื่องบน และมอบบัตรกำนัลการเดินทางเป็นการเยียวยา “ขอขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความเข้าใจ และความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนปฏิบัติการเดินทางครั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนเครื่อง”

สำรวจ ‘กำแพงกั้นพรมแดน’ ระหว่างประเทศทั่วโลก แนวทางที่ ‘ไทย’ กำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้

(15 ส.ค. 68) กระแสการสร้างกำแพงไทย–กัมพูชากำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ขณะนี้ฝ่ายทหารก็เริ่มศึกษาความเป็นไปได้จริง ในอดีตและปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกใช้กำแพงหรือรั้วพรมแดนเพื่อควบคุมการอพยพ ป้องกันการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงเสริมความมั่นคงจากข้อพิพาทเขตแดน ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดี เช่น กำแพงเมืองจีน และกำแพงเบอร์ลิน

เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน โลกมีเพียง 16 กำแพงพรมแดน แต่รายงานเมื่อปีก่อนโดย Elisabeth Vallet นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควิเบก แคนาดา ระบุว่าตัวเลขเพิ่มเป็น 66 แห่ง แสดงให้เห็นว่าการใช้กำแพงยังคงเป็นเครื่องมือที่หลายประเทศเลือกใช้ แม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อชุมชนชายแดน

สหรัฐอเมริกา–เม็กซิโก เริ่มสร้างรั้วสมัยประธานาธิบดีคลินตันปี 1990 และขยายยาวกว่า 1,000 กม. หลังปี 2006 เพื่อสกัดแรงงานผิดกฎหมายและค้ายาเสพติด ส่วนซาอุดีอาระเบียสร้างรั้วสูง 7 เมตรตามชายแดนอิรัก ยาว 900 กม. พร้อมหอสังเกตการณ์ 78 แห่ง เพื่อรับมือกลุ่มก่อการร้ายอิสลาม

ขณะที่ อิสราเอลสร้างกำแพงกั้นเวสแบงก์ตั้งแต่ปี 2002 อ้างป้องกันการโจมตีของชาวปาเลสไตน์ แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการยึดพื้นที่ ขณะที่ฮังการีสร้างรั้วยาว 177 กม. ติดชายแดนเซอร์เบียและโครเอเชีย เพื่อสกัดผู้อพยพหลังวิกฤตผู้ลี้ภัยยุโรป

ด้าน สเปนมีรั้วไฮเทคในดินแดน Ceuta และ Melilla ในแอฟริกาเหนือ เพื่อกันคนจากโมร็อกโกลอบเข้า แต่มีผู้เสียชีวิตจากการพยายามข้ามรั้ว อินเดียก็ล้อมบังกลาเทศด้วยรั้วลวดหนามตั้งแต่ปี 1993 ทำให้ชาวบ้านกว่า 100,000 คนกลายเป็นคนไร้สัญชาติจากข้อพิพาทเขตแดน

ทั้งนี้ ยังมีเกาะไซปรัสที่ถูกกำแพงแบ่งเหนือ–ใต้ตั้งแต่ปี 1974 เพราะความขัดแย้งเชื้อชาติ และแม้ปัจจุบันเป็นประเทศอิสระ แต่เกาะก็ยังแบ่งเป็นสองส่วนดังเดิม ส่วนไทยเองก็มีกำแพงกั้นชายแดนมาเลเซียในบางพื้นที่ แม้ไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ย้ำเตรียมชี้แจงจุดยืนสำคัญ หลังการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’ ในฐานทัพอเมริกา

(15 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกันที่ฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ของสหรัฐอเมริกา ใกล้อังเคอเรจ รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งใหม่และนับเป็นการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดระหว่างทั้งคู่ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พบปะกันต้องย้อนกลับไปในปี 2019

กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเผยว่า การประชุมครั้งนี้รัสเซียจะชี้แจงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยหลายประเด็นได้มีความคืบหน้าแล้วจากการเยือนของทูตพิเศษสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) 

“เราไม่เคยวางแผนล่วงหน้า แต่เรามีข้อโต้แย้งและจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งจะชี้แจงอย่างครบถ้วน” เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียกล่าว

ขณะที่ อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เซอร์เกย์ สเตปาชิน (Sergei Stepashin) ระบุว่า การพบกันตัวต่อตัวสำคัญมาก โดยเฉพาะระหว่างผู้นำที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวดี “สำคัญที่ประธานาธิบดีปูตินจะนำเสนอจุดยืนของรัสเซียต่อทรัมป์ด้วยตัวเอง การจับมือและพูดคุยโดยตรงมีน้ำหนักมากกว่าการส่งเอกสารหรือทางโทรศัพท์”

นอกจากนี้ สเตปาชินยังกล่าวถึงการประชุมกับตัวแทนยูเครนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุว่าแม้เขาจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แต่การประชุมก็จะถูกจัดขึ้นตามแผนเดิมอย่างแน่นอน

‘ทรัมป์’ บอกยังไม่จำเป็นต้องลงโทษ ‘จีน’ ในตอนนี้ แต่เตือน!! พร้อมขึ้นภาษีอัตราสูง หากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

(16 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่า เขาไม่มีแผนจะใช้มาตรการลงโทษจีนทันทีจากการซื้อปิโตรเลียมรัสเซีย แต่ไม่ปฏิเสธว่าอาจต้องพิจารณาภายใน '2-3 สัปดาห์' ข้างหน้า

ทรัมป์เคยขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงมาตรการรองต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันรัสเซีย หากเครมลินยังไม่มีความเคลื่อนไหวยุติสงครามยูเครน โดยจีนและอินเดียถือเป็นผู้ซื้อหลักของรัสเซีย ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งสั่งเก็บภาษีนำเข้า 25% กับสินค้าจากอินเดียเนื่องจากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

แต่ทรัมป์ยังไม่ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับจีน เมื่อถูกถามโดยผู้สื่อข่าวจาก Fox News หลังการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกา ทรัมป์ระบุว่า “เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนั้นในตอนนี้ อาจต้องคิดในอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ การประชุมวันนี้ไปได้ดีมาก”

‘ทรัมป์’ บอก ‘ยูเครน’ ควรทำข้อตกลงกับรัสเซีย ชี้ มอสโกเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า

(17 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีทรัมป์แนะยูเครนทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ชี้มอสโกเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ กล่าวในวันเสาร์ (16 ส.ค.) ว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียในรัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ซึ่งมีรายงานว่าเขาได้เรียกร้องดินแดนจากยูเครนเพิ่ม

รอยเตอร์สรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า หลังจากผู้นำทั้งสองหารือกัน ทรัมป์ได้บอกประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีว่า ปูตินเสนอที่จะตรึงแนวหน้าส่วนใหญ่ไว้ (รักษาการควบคุมแนวหน้าโดยไม่รุกคืบหรือถอยร่น) หากเคียฟยอมยก “โดเนตส์ก” ภูมิภาคอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของมอสโก

แหล่งข่าวเผยว่า เซเลนสกีปฏิเสธความต้องการดังกล่าว ขณะที่รัสเซียควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงพื้นที่โดเนตสก์ราว 3 ใน 4 ซึ่งรัสเซียรุกคืบเข้าไปตั้งแต่ปี 2014

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินที่ข้อตกลงสันติภาพควรทำข้อตกลงสันติภาพโดยไม่ต้องหยุดยิงก่อนตามที่ยูเครนและพันธมิตรยุโรปต้องการ ซึ่งนั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเขาก่อนที่จะประชุมร่วมกับปูติน โดยทรัมป์เคยบอกไว้ว่าเขาจะไม่แฮปปี้ถ้าไม่มีการตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น

ทรัมป์โพสต์บนทรูธโซเชียล

"ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันเลวร้ายระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการบรรลุข้อตกลงสันติภาพโดยตรง ซึ่งจะยุติสงครามได้ ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งมักจะใช้ไม่ได้ผลเสมอไป”

ด้านเซเลนสกีกล่าวว่าความไม่เต็มใจของรัสเซียในการยุติการสู้รบจะทำให้ความพยายามสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความซับซ้อนมากขึ้น

“การยุติการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการยุติสงคราม” ประธานาธิบดียูเครนโพสต์ใน X

อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าเขาจะพบกับทรัมป์ที่วอชิงตันในวันจันทร์ (18 ส.ค.)

ทั้งนี้ รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และค่อยๆ รุกคืบไปในยูเครนมาหลายเดือนแล้ว สงครามครั้งนี้ที่เป็นสงครามนองเลือดที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี ได้คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บมากกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนหลายพันคนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวยูเครน

ยูเครนต้องได้รับประกันความมั่นคง
ที่ผ่านมาเซเลนสกียืนยันมาอย่างต่อเนื่องว่าเขาไม่สามารถยอมเสียดินแดนได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของยูเครน และเคียฟมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ของโดเนตส์ก เช่น สโลเวียนส์กและครามาทอร์สก์ เป็นปราการด่านหน้าที่จะใช้ต้านทานการรุกรานของรัสเซีย

ปธน.ยูเครนยังยืนยันว่าต้องมีการรับประกันความมั่นคงเพื่อยับยั้งไม่ให้รัสเซียรุกรานอีก

เซเลนสกีกล่าวว่าตนและทรัมป์ได้หารือถึง “สัญญาณเชิงบวก” เกี่ยวกับการที่สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วม และว่ายูเครนต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่ “แค่การหยุดพักชั่วคราว”

ขณะที่ปูติน ซึ่งเคยคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างประเทศ กล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับประกัน”

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ‘จีน’ เปิดตัวเครื่องผลิตชิป E-beam แม่นยำระดับ 0.6 นาโนเมตร ต้นทุนต่ำกว่านำเข้าจากต่างประเทศ

(18 ส.ค. 68) จีนเปิดตัวเครื่องผลิตชิปอิเล็กตรอนบีม (E-beam) ที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศ เพื่อรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เครื่องนี้มีชื่อว่า “Xizhi” ผลงานของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง โดยทำงานผ่านการโฟกัสลำแสงอิเล็กตรอนลงบนแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอน สามารถแกะสลักวงจรเล็กได้ถึง 8 นาโนเมตร ด้วยความแม่นยำ 0.6 นาโนเมตร ซึ่งถือว่าเทียบเท่ามาตรฐานสากล แต่ต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าเครื่องจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เครื่อง Xizhi ยังเหมาะกับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) มากกว่าการผลิตจำนวนมากเหมือนเครื่อง EUV หรือ DUV ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูง แต่การพัฒนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะสะท้อนว่าจีนกำลังเดินหน้าอย่างจริงจังในการสร้างเทคโนโลยีผลิตชิปด้วยตัวเอง

นักวิเคราะห์มองว่านี่คือสัญญาณการลดพึ่งพาตะวันตก โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง ท่ามกลางการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงมากขึ้น การพัฒนาเครื่องผลิตชิปภายในประเทศจึงเป็นทั้งการป้องกันความเสี่ยง และเป็นการสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีของจีน

ขณะเดียวกันก็มีข่าวลือสะพัดว่า Huawei กำลังพัฒนาเครื่องผลิตชิปแบบ EUV ของตัวเอง และอยู่ในช่วงการทดสอบ โดยตั้งเป้าเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2026 หากทำได้จริง จะถือเป็นการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ในสงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

‘ปูติน’ ส่งสัญญาณ ‘รัสเซีย’ ยอมอ่อนข้อ เปิดทาง ‘สหรัฐ-ยุโรป’ คุ้มครองความมั่นคง ‘ยูเครน’

(18 ส.ค. 68) รัสเซียส่งสัญญาณยอมรับข้อตกลงด้านความมั่นคงใหม่ หลังสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ตอบตกลงต่อข้อเสนอของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้สหรัฐฯ และชาติยุโรปสามารถมอบหลักประกันความมั่นคงแบบ “คล้ายมาตรา 5 ของนาโต้” (Article 5) แก่ยูเครนได้ ถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียยอมรับแนวทางลักษณะนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เกมเชนจ์” ในการเจรจาสันติภาพ

มาตรา 5 ของนาโต้กำหนดว่า การโจมตีชาติสมาชิกหนึ่งประเทศ ถือเป็นการโจมตีต่อทุกประเทศสมาชิก แม้ข้อตกลงใหม่นี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะถูกนำไปใช้จริงอย่างไร แต่หากเดินหน้าได้ก็อาจกลายเป็นทางออกที่เลี่ยงการขัดแย้งเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกนาโต้ของยูเครน ซึ่งรัสเซียคัดค้านมาโดยตลอด

นอกจากนี้ รัสเซียยังแสดงท่าทีว่าจะออกกฎหมายรับรองว่า จะไม่ละเมิดอธิปไตยของประเทศยุโรปอื่น ๆ อีก ขณะที่อุร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน (Ursula Gertrud von der Leyen) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ต่างกล่าวตอบรับสัญญาณบวกนี้ แต่ก็ย้ำว่ายังต้องการรายละเอียดที่ชัดเจน โดยเซเลนสกีระบุว่ายูเครนจำเป็นต้องมีหลักประกันที่ปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่ในเอกสาร

ด้านมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า การคว่ำบาตรเพิ่มเติมไม่ใช่ทางออก และการเจรจาคือกุญแจสำคัญในการไปสู่สันติภาพ พร้อมยอมรับว่ายูเครนอาจต้อง “ยอมรับบางอย่าง” เพื่อแลกกับการได้รับหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืน ขณะที่ทรัมป์เองก็โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ย้ำจุดยืนว่า ยูเครนต้องไม่เข้าเป็นสมาชิกนาโต้

ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนและยุโรปมีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือรายละเอียดข้อตกลงสันติภาพเพิ่มเติม โดยเซเลนสกีทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของยูเครนคือสันติภาพที่แท้จริง ไม่ใช่การสูญเสียดินแดนแบบในอดีต และเชื่อว่าความร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปจะบีบให้รัสเซียต้องยุติสงครามลงในที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top