Sunday, 28 June 2026
TheStatesTimes

รวบหนุ่มแสบ!! ตุ๋นเจ้าของโรงแรมดัง หลอกช่วยขายกิจการ เซ่นพิษโควิด-19 สูญเงินกว่า 33 ล้านบาท!!!

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรม

ไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชาติชาย ตันติวุฒิวร ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล ผกก.4 บก.สส.สตม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.สตม. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปชก.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา คือ

นายธีรเสฏฐ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น”

พฤติการณ์ คือ ผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ได้ประกาศขายกิจการโรงแรม 3 แห่ง เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนด้านการเงินอย่างหนักในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโควิด-19 ต่อมา ได้มีนายหน้าติดต่อสอบถามเรื่องการซื้อขายกิจการโรงแรมกับผู้เสียหายและแนะนำให้รู้จักกับบุคคล  ใช้ชื่อ “ไบรอั้น” (ทราบชื่อภายหลัง คือ นายธีรเสฏฐ์ ผู้ต้องหา) โดยนายไบรอั้นอ้างว่าเป็นเลขาของนายทุนจาก ประเทศสิงคโปร์ สนใจจะซื้อกิจการโรงแรม 3 แห่ง ซึ่งผู้เสียหายได้พูดคุยกับนายไบรอั้นเรื่อยมาจนมีความสนิทสนมเชื่อใจ ต่อมา นายธีรเสฏฐ์ หรือไบรอั้น ได้ปลอมเป็นนายทุนชาวสิงคโปร์ ใช้ชื่อ MR.JANG (นายจาง) โทรศัพท์ติดต่อขอซื้อกิจการโรงแรมจากผู้เสียหายทั้งสิ้นกว่า 4.3 พันล้านบาท แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดการทำสัญญาซื้อขายนายธีรเสฏฐ์ฯ แจ้งว่าเงินสดจำนวนกว่า 6 พันล้านบาท ที่จะนำเข้ามาจากประเทศสิงคโปร์ติดปัญหาเรื่องภาษีอยู่ที่กรมสรรพากรทำให้ยังไม่สามารถนำเงินออกมาได้

โดยมีการแอบอ้างว่าเพื่อให้ธุรกิจการซื้อขายกิจการโรงแรมเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว จะต้องมีการจ่ายเงินค่าดำเนินการให้กับบุคคลระดับสูงและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายราย และพูดจาหว่านล้อมผู้เสียหายให้โอนเงินเข้าบัญชีของนายธีรเสฏฐ์ฯ เพื่อจะได้นำเงินไปมอบให้ตามที่กล่าวอ้าง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้นำทั้งเงินสดไปให้ด้วยตนเองและโอนเงินเข้าบัญชีของนายธีรเสฏฐ์ฯ เรื่อยมา ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2563 ถึง กันยายน 2564 รวม 276 ครั้ง มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 32,810,000 บาท

แต่เมื่อผู้เสียหายพยายามถามถึงนายทุนชาวสิงคโปร์และบุคคลที่นายธีรเสฏฐ์ฯ กล่าวอ้างว่าจะพาไปพบนั้น กลับถูกนายธีรเสฏฐ์ฯบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ทำให้ผู้เสียหายเกิดความสงสัยเนื่องจากได้โอนเงินให้นายธีรเสฏฐ์ฯ ไปจำนวนหลายล้านบาทแต่ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการซื้อขายกิจการโรงแรมแต่อย่างใด จึงได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สตม. ให้ช่วยสืบสวนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ชุดสืบสวน สตม. จึงได้ร่วมกันพิสูจน์ทราบจนพบว่า MR.JANG , ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และบุคคลระดับสูง และนายธีรเสฏฐ์หรือไบรอั้น คือบุคคลคนเดียวกัน ซึ่งจะติดต่อผู้เสียหายทางโทรศัพท์และมีการปลอมเสียงเป็นบุคคลต่างๆ จากการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ ที่ผู้เสียหายติดต่อกับบุคคลที่นายธีรเสฏฐ์ฯ กล่าวอ้างก็พบว่าผู้เปิดใช้หมายเลขโทรศัพท์คือนายธีรเสฏฐ์ฯ เช่นกัน ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนถูกหลอกให้โอนเงิน และได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน

 

ตม.จว.ตาก , ตม.จว.เชียงใหม่ และ กก.สส.บก.ตม.5 สืบสวน และติดตามจับกุมแก๊งลักรถ ทำอุบายเช่ารถยนต์ป้ายแดงจาก กทม. ส่งออกขายเมียนมา

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์  ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ ผบก.ตม 5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.5 , พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.ตม.จว.ตาก และ พ.ต.ท.สุชาติ เพ็ญภู่ รอง ผกก.ตม.จว.ตาก ร่วมแถลงข่าว ดังนี้

พล.ต.ท.สมพงษ์ ขิงดวง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ตม.จว.ตาก ทำการสืบสวนพฤติการณ์ของกลุ่มคนซึ่งลักษณะโจรกรรมนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ โดยให้ประสานกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ จึงทราบข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ค.64 นายอภิวัฒน์ฯ และ น.ส.ณัฏฐณิชาฯ ได้เช่ารถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว สีขาวมุก ป้ายแดงหมายเลข ส36xx กรุงเทพฯ มูลค่า 1,249,000 บาท จากบริษัท  ไทย วีพี คอร์ปอร์เรชัน จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถเช่า โดยทำสัญญาเช่าระยะยาว  ต่อมาบริษัทฯ ติดตามระบบจีพีเอสซึ่งติดไว้กับรถยนต์พบว่า รถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ตรงข้าม อ.แม่สอด จว.ตาก ซึ่งเป็นบริเวณรอยต่อพรมแดนไทยกับประเทศเมียนมา เมื่อติดต่อกับผู้เช่าทั้งสองก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมนำรถมาคืน เจ้าหน้าที่ ตม.จว.ตาก จึงได้ทำการสืบสวน และทำรายงานการสืบสวนพร้อมส่งพยานหลักฐานส่งให้ สน.ทองหล่อ จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 5 ราย  ได้แก่

1. นายอภิวัฒน์ฯ ที่อยู่ อ.สันทราย จว.เชียงใหม่

2. น.ส.ณัฏฐณิชาฯ ที่อยู่ อ.สันทราย จว.เชียงใหม่

3. นายเสถียรพงษ์ฯ ที่อยู่ อ.ดอยสะเก็ด จว.เชียงใหม่

4. นายอรุณรัตน์ฯ ที่อยู่ อ.พระพุทธบาท จว.สระบุรี

5. นายวสันต์ฯ ที่อยู่ อ.เมืองลำพูน จว.ลำพูน

ในความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป”

ไทม์ไลน์การเช่ารถ จากการสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุม มีดังนี้

1. วันที่ 16 ก.ค.64 นายอภิวัฒน์ฯ, น.ส.ณัฎฐณิชาฯ, นายเสถียรพงษ์ฯ ไปเช่ารถ

2.วันที่ 16 ก.ค.64 ช่วงบ่าย รถอยู่กับนายอรุณรัตน์ฯ ที่ จว.สระบุรี

3.วันที่ 18 ก.ค.64 ช่วงบ่าย รถอยู่กับนายอรุณรัตน์ฯ ที่ จว.ตาก

4.วันที่ 18 ก.ค.64 เวลา 20.00 น. นายวัสนต์ฯ เข้าพักโรงแรมในอำเภอแม่สอด

5.วันที่ 18 ก.ค.64 เวลา 21.00 น. นายอรุณรัตน์ฯ ขับรถยนต์เข้าพักห้องเดียวกับนายวสันต์ฯ

6.วันที่ 19 ก.ค.64 GPS รถยนต์ขึ้นอยู่เขตเมียนมา

7.วันที่ 21 ก.ค.64 ติดต่อผู้เช่ารถยนต์แต่บ่ายเบี่ยง

8.วันที่ 23 ก.ค.64 ติดต่อผู้เช่ารถยนต์ไม่ได้

9.วันที่ 9 ก.ย.64 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับ นายอภิวัฒน์ฯ, น.ส.ณัฎฐณิชาฯ, นายเสถียรพงษ์ฯ , นายอรุณรัตน์ฯ และนายวสันต์ฯ

 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่ 50 เขตกรุงเทพฯ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่า 15 ล้านบาท เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2564

ระหว่างวันที่ 4 กันยายน – 2 ตุลาคม 2564  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยนายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ  จัดคาราวานเครื่องอุปโภคบริโภค นำทีมโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยนายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมลงพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2564  ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช น้ำปลา น้ำพริก เจลแอลกอฮอล์ บรรจุถุงผ้าดิบ พร้อมเงินสดที่ในปีนี้กลุ่มบริษัท นันยางเท็กซ์ไทล์ จำกัด ได้ร่วมบริจาคทำบุญ นำออกแจกจ่ายให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร  (รวม 50 เขต) เขตละ 500 ชุด รวมจำนวน 25,000 ชุด รวมมูลค่าเป็นเงินทั้งสิ้น 15 ล้านบาท  

โดยมีอาสาสมัครกิตติมศักดิ์  และอาสาสมัครศิลปิน นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์  นายกวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร (หยวน-กวินรัฏฐ์) นางสาวธวนัฏฐิตา ฐานวิเศษ (เมย์-ธวนัฏฐิตา) นางสาวพรชดา วราพชระ (มะเหมี่ยว-พรชดา) และนายวาทิต โสภา(วินน์-วาทิต) อาสาสมัครกู้ภัยเขตต่างๆ ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคพร้อมให้กำลังใจแก่ประชาชน พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นผู้จัดเตรียมพื้นที่แต่ละเขต และร่วมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในพื้นที่



และในวันนี้ (วันที่ 30 กันยายน 64) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ นำทีมลงพื้นที่เขตบางพลัด และเขตบางรัก รวม 2 เขต รวมจำนวนถุงยังชีพ 1,000 ชุด คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 600,000 บาท (หกแสนบาทถ้วน) 



สำหรับการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2564 นี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจึงได้ประสานงานกับสำนักงานเขตทุกเขต ในการกำหนดวัน จัดเตรียมสถานที่และชุมชนในพื้นที่ เพื่อจัดระเบียบ ตั้งจุดคัดกรองประชาชนในแต่ละจุดตามหลักการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)  รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่และกำลังอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทยอยลงพื้นที่เพื่อแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร (รวม 50 เขต) เขตละ 500 ชุด รวมจำนวน 25,000 ชุด รวมมูลค่าเป็นเงินทั้งสิ้น 15 ล้านบาท  

อานิสงส์โควิด!! ดันอนาคตค้าปลีกออนไลน์ 'อินเดีย' พุ่ง โตก้าวกระโดด 3 เท่าในอีก 10 ปี | Knowledge Times EP.24

เกือบสองปีแล้วที่โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้า วิถีชีวิต พฤติกรรมผู้บริโภค ฯลฯ จนถึงขั้นที่ธุรกิจมากมายต้องล้มหายตายจากไปและผู้คนก็รู้สึกสิ้นหวังไปตาม ๆ กัน 

แต่ทุกวันนี้มุมมองของผู้คนทั่วโลก เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยตั้งตาคอยว่าเมื่อไหร่โควิด-19 จะหมดไปจากโลกนี้เสียทีนั้น ก็เริ่มเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า นับแต่นี้ไปเราจะอยู่กับโควิด-19 กันอย่างไร เพราะดูแล้วโควิด-19 คงจะอยู่กับเราไปอีกนาน มนุษย์ต่างหากที่ต้องปรับตัวเองเพื่ออยู่กับโควิด-19 ให้ได้ตามวิถีปกติใหม่หรือ New Normal

ถ้าย้อนกลับไปดูตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว จะพบว่าอินเดียเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้คนทั่วโลกจับตามองด้วยความเป็นห่วง เพราะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตรายวันเป็นจำนวนสูงมาก ถึงขนาดว่าเผาศพกันไม่ทันเลยทีเดียว 

แต่มาถึงวันนี้ก็พบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศอินเดียกลับดีขึ้นมาก มาตรการที่เคยเข้มงวดต่าง ๆ ก็ได้รับการผ่อนคลาย และล่าสุดก็มีข่าวว่ารัฐบาลอินเดียกำลังจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว 

ล่าสุดรัฐบาลอินเดีย ได้มีการอนุญาตให้ร้านอาหารเปิดบริการให้ลูกค้าเข้าไปรับประทานที่ร้านได้แล้วจนถึง 4 ทุ่ม และร้านอาหารทุกร้านต่างก็ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มียอดขายดีกว่าช่วงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกต่างหาก เพราะคนอินเดียนิยมออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน

โดยตอนนี้ทางสมาคมที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหารในอินเดีย กำลังต่อรองกับรัฐบาลเพื่อขอขยายเวลาปิดร้านจาก 4 ทุ่มเป็นถึงเที่ยงคืน เนื่องจากธรรมชาติของผู้บริโภคชาวอินเดียมักจะชินกับการรับประทานอาหารค่ำในช่วงเวลาที่ค่อนข้างดึก 

ฉะนั้นการที่ร้านอาหารต้องปิดร้านแค่ 4 ทุ่มตามระเบียบของราชการ จึงกลายเป็นปัจจัยกดดันให้คนอินเดียต้องรับประทานอาหารค่ำเร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งถ้าสมาคมฯ สามารถเจรจาให้เปิดร้านอาหารได้จนถึงเที่ยงคืน ก็จะยิ่งทำให้ขายดีมากยิ่งขึ้น เพราะร้านอาหารจะสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างน้อยสองรอบ 

ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องรอลุ้นการตัดสินใจจากรัฐบาลอินเดียว่าจะโอนอ่อนผ่อนตามตามเสียงเรียกร้องหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ร้านอาหารกลับมาขายดิบขายดีแบบคาดไม่ถึง แต่ถ้าไปส่องดูที่ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าต่าง ๆ กลับพบว่า “เงียบเป็นป่าช้า” 

นั่นก็เพราะผู้บริโภคยังไม่กล้าเข้าไปเดินช็อปปิ้งสักเท่าไหร่ 

ซึ่งหากมาลองวิเคราะห์ดูแล้ว จะพบว่า สาเหตุสำคัญก็คือ ผู้บริโภคชาวอินเดียมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะกับการช็อปปิ้งผ่านระบบออนไลน์

โดยในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมาผู้บริโภคชาวอินเดียเคยชินกับการช็อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น จนกระเทือนไปถึงโครงสร้าง 'ตลาดค้าปลีก' ในอินเดียให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปโดยปริยาย

ทั้งนี้  หากย้อนไปเมื่อปี 2554 จะพบว่า ตลาดค้าปลีกของอินเดีย ประกอบไปด้วยธุรกิจค้าปลีกอยู่สองประเภทหลัก คือ... 

>> ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Retailing/Unorganized Retailing) หรือ “Kirana” ถ้าเรียกภาษาบ้าน ๆ แบบประเทศไทยก็คือ “ร้านโชห่วย” นั่นเอง โดยร้านโชห่วยประเภทนี้มีสัดส่วนสูงถึง 95% 

>> ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอีกประเภทหนึ่ง คือ ธุรกิจค้าปลีกแบบสมัยใหม่ (Modern Trade Retailing/Organized Retailing) มีสัดส่วนอยู่แค่เพียง 5% 

>> แต่ถัดมาอีกประมาณ 4 ปีคือ ในปี 2558 ก็พบว่าสัดส่วนในตลาดค้าปลีกของอินเดียก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยร้านโชห่วยมีสัดส่วนลดลงเหลือ 92% และร้านค้าปลีกแบบสมัยใหม่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 8% 

หลังจากนั้น จนถึงปี 2562 ก็พบว่าโครงสร้างในธุรกิจค้าปลีกของอินเดียได้เริ่มเปลี่ยนไปอีกรอบ โดยครั้งนี้เริ่มมี 'ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์' เพิ่มเข้ามา

ส่งผลทำให้สัดส่วนของร้านโชห่วยลดลงเหลือ 88% สัดส่วนของธุรกิจค้าปลีกแบบสมัยใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 9% และสัดส่วนธุรกิจค้าปลีกออนไลน์แทรกเข้ามา 3% ภายใต้มูลค่าตลาดค้าปลีกรวมของอินเดียปี 2562 ที่มีตัวเลขประมาณ 790,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

ยิ่งไปกว่านั้น มีการคาดการณ์กันว่า ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ในอินเดียน่าจะเติบโตต่อไปอีก!!

ตม.สุราษฎร์ฯ จับสาวใหญ่ฮังกาเรียน โอเวอร์สเตย์ซุกเกาะสมุยนาน 10 ปี พบอยู่ไทยเกินเวลา 4,165 วัน

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้

สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุเมธ เมฆขจร ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์  จิตติ์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, และ พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ร่วมแถลงข่าวจับกุมคดีคนต่างชาติกระทำความผิดรายสำคัญ และคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้รับการประสานข้อมูลจากพลเมืองดี ว่ามีคนต่างชาติสัญชาติฮังกาเรียนพำนักในราชอาณาจักรในพื้นที่เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานีและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดจำนวนหลายปี เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ได้ทราบข้อมูลบุคคลของคนต่างชาติดังกล่าวเบื้องต้น จึงได้นำข้อมูลทำการตรวจค้นจากระบบการสืบค้นฟังชั่นอยู่เกินกำหนดและฟังชั่นการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรของระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือระบบไบโอเมตริก พบว่าบุคคลต่างชาติรายดังกล่าวชื่อนางแองเจลล่า สัญชาติฮังกาเรียน มีข้อมูลอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดจริง

จึงได้ออกทำการสืบสวนติดตามตัวจนทราบว่าได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี ต่อมา จึงได้เข้าทำการตรวจสอบจนพบตัวนางแองเจลล่า และได้แสดงตัวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัวและการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ต่อมานางแองเจลล่า ได้นำหนังสือเดินทางมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตรวจสอบปรากฏว่านางแองเจลล่า ถือหนังสือเดินทางประเทศฮังการี่ หมายเลข BB27xxxx และเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2552 ด้วยประเภทนักท่องเที่ยว ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 28 ม.ค. 2553 และได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรถึงวันที่ 27 ก.พ. 2553 จากนั้นไม่เคยมาขออยู่ต่อในราชอาณาจักรแต่อย่างใดและไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรตามที่กฎหมายกำหนด หลบหลีกการจับกุมมานาน 10 ปี โดยกบดานตามบ้านเช่าในพื้นที่เกาะสมุย ในที่สุดจนมุมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ตม.จว.สุราษฎร์ธานี จึงได้จับกุมตัวและแจ้งข้อกล่าวหาว่าเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำนวน 4165 วัน พร้อมแจ้งสิทธิในชั้นจับกุมให้ทราบและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ดำเนินคดีต่อไป

ตำรวจนครบาล จับแล้วมือยิงเด็ก 15 ใกล้ สน.ดินแดง เบื้องต้นยังให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับเป็นบุคคลในภาพวงจรปิด เผย มูลเหตุไม่พอใจม็อบวุ่นวาย ไม่พบเชื่อมโยงตร.

30 ก.ย. 64 - พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผย รายละเอียดการจับกุมนายชุติพงษ์ หรือ แบ้งค์ ทิศกระโทก อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และ ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน จากการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงเยาวชนชายอายุ 15 ปี ระหว่างการชุมนุมบริเวณหน้า สน.ดินแดง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังอยู่ในอาการโคม่าขณะนี้ ว่า หลังก่อเหตุผู้ต้องหาได้หลบหนีไปหลบซ่อนตัวที่จังหวัดกาญจนบุรี จนวันนี้ ตำรวจสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ติดตามจับกุมตัวมาส่งพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ผู้ประกันตน ปลื้ม!! นายก สั่ง รมว.เฮ้ง จ่ายเยียวยาลูกจ้าง นายจ้างแล้วกว่า 9 หมื่นล้านบาท อ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาแรงงานและผู้ประกอบการจากรัฐบาลใน 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี อ่างทอง นครนายก ปราจีนบุรี ลพบุรี ระยอง สิงห์บุรี สระบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ และตาก เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด -19 ตามมาตรการของ ศบค.นั้นว่า ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกนะทบจากโควิด -19 จึงได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงแรงงาน

โดยสำนักงานประกันสังคม ดำเนินการโครงการเยียวยานายจ้าง ผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ซึ่งตั้งแต่ช่วงเดือนต้น ถึง 28 กันยายน 2564 กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน เพื่อให้ความช่วยเหลือนายจ้าง และผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตรา ไปแล้วเป็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 9 หมื่นล้านบาท ให้แก่นายจ้างกว่า 150,000 ราย ผู้ประกันตน ม.33,39 และ 40 จำนวนเกือบ 12 ล้านคน ส่วนที่เหลือผู้ประกันตน จำนวน 4 แสนกว่าราย และนายจ้าง จำนวนกว่า 2,100 ราย เงินยังไม่เข้าเนื่องจากสาเหตุบัญชียังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ หรือผูกพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชนไม่ได้ เช่น เป็นบุคคลล้มละลาย ถูกอายัดบัญชีจากกรมบังคับคดี หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ เป็นต้น ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเยียวยาเพิ่มเติม 

รวบหนุ่มรัสเซีย เครือข่ายปาร์ตี้ยาเสพติดข้ามชาติ เอเย่นค้าค้ายาไอซ์-กัญชา กลางเมืองพัทยา

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุเมธ เมฆขจร ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์  จิตติ์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, และ พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ร่วมแถลงข่าวจับกุมคดีคนต่างชาติกระทำความผิดรายสำคัญ และคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับ (ขออนุญาตปิดนาม) ว่าที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มี Mr.Konstantin สัญชาติ รัสเซีย มีพฤติการณ์มั่วสุมเสพยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติดให้กับชาวต่างชาติและวัยรุ่นชาวต่างชาติในพื้นที่และมีการจัดปาร์ตี้ที่บ้านหลังดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง  เมื่อทราบแล้วเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการตรวจสอบข้อมูลบุคคลจากระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือระบบไบโอเมตริก พบมีการแจ้งเตือนว่าบุคคลดังกล่าวมีหมายจับตำรวจสากลหรือหมายแดง เกี่ยวกับความผิดยาเสพติด ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของประเทศรัสเซีย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ประสานกองการต่างประเทศ ตร.เพื่อยืนยันหมายจับตำรวจสากลและสืบสวนติดตามตัวบุคคลดังกล่าว จนทราบว่าได้เช่าที่พักอยู่ที่สถานที่จับกุมหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.บ่อผุด อ.เกาะ สมุย จว.สุราษฎร์ธานี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงวิลล่าหลังดังกล่าว พบ Mr.Konstantin ยืนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งมีรูปพรรณตรงตามที่สายลับได้แจ้งไว้และตรงตามเอกสารข้อมูลบุคคลจากระบบไบโอเมตริก เมื่อ Mr.Konstantin เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้แสดงอาการมีพิรุธโดยตกใจอย่างชัดเจนและพยายามวิ่งไปปิดประตูห้อง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมแสดงบัตรพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัว และเรียกให้บุคคลต่างด้าวรายดังกล่าวหยุดเพื่อทำการตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเชื่อแน่ว่าการที่บุคคลดังกล่าวมีอาการพิรุธ และจะวิ่งเข้าไปในห้องพักดังกล่าวน่าจะมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในบ้านหากชักช้าเนิ่นนานไป ยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอาจถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพไป จึงได้แสดงบัตรเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.เลขที่ 583449 เพื่อขอทำการตรวจค้น  โดย Mr.Konstantin ได้ยินยอมและสมัครใจนำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการตรวจค้น ก่อนการทำการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ใจจนเป็นที่พอใจแก่ Mr.Konstantin และทำการตรวจค้น 

ผลการตรวจค้นพบของกลางซึ่งเป็นยาเสพติดหลายชนิดทั้งแบ่งถุงแยกไว้จำหน่ายและที่ยังไม่แบ่งถุง ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในตู้เชฟ และซุกซ่อนอยู่ในโต๊ะทำงาน ภายในห้องนอนในบ้านหลังดังกล่าวที่ผู้ถูกจับรายนี้พักอาศัยอยู่ พร้อมบัญชีเงินฝากและธนบัตรต่างประเทศจำนวนหนึ่ง จึงได้ตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง สอบถามผู้ถูกจับรับว่ายาเสพติดที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นเจอนั้นเป็นของตนเองจริง โดยรับว่าตนได้ซื้อมาจาก Mr.ramis สัญชาติ รัสเซีย โดยจัดส่งยาเสพติดมาทางไปรษณีย์ ในราคา 55,000 บาท เมื่อประมาณ 15 วันก่อนที่จะถูกจับกุม เพื่อที่จะนำมาจำหน่ายให้กับเพื่อนชาวต่างชาติและกลุ่มวัยรุ่นชาวต่างชาติภายในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงันและตามปาร์ตี้ต่าง ๆ ที่แอบจัดโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับจึงได้ ตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นของกลางในคดี แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบว่าต้องถูกจับ และแจ้งข้อกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 และ 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และสิทธิตามกฎหมายให้ทราบ ต่อมาได้ควบคุมตัวผู้ถูกจับมายัง สภ.บ่อผุด และได้ทำการตรวจทดสอบยาเสพติดจากชุดตรวจยาเสพติด ONCB แล้ว จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

'บิณฑ์' ชวนคนรักสถาบันฯ คลิก Like 'ดุจดั่งสายฟ้า' เพลงดีที่ 'ตูน' ร้อง!! แต่ 3 นิ้ว ไล่รุมแบน

(30 ก.ย. 64) บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า... 

“ตอนนี้ มีคนไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 
กำลังปั่นรุมถล่มกด Unlike เพลง ‘ดุจดั่งสายฟ้า’ 
จนยอด Unlike เยอะกว่ายอด Like เยอะมาก
จึงขออนุญาต ขอพลัง ‘คนรักในแผ่นดินไทย ในสถาบัน อันเป็นที่รักของเรา’ 
เข้าไปกดเพิ่มยอดไลค์ (กดนิ้วโป้ง) สู้หน่อยครับ 
เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ต่อผืนแผ่นดินไทยที่บรรพบุรุษได้รักษามา เพื่อลูกหลานคนไทยครับ”

‘พงศ์พรหม ยามะรัต’ ท้านักการเมือง-ศิลปินช่างแซะ ดีเบทแก้ปัญหาน้ำท่วม ลั่นอย่าเก่งแต่ในโลกโซเชียล ทำสังคมไทยเป็นแค่สังคมนักแซะ นัก PR แต่โง่

30 ก.ย.64 - นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า

ฝากนักการเมืองทั้งฝั่งรัฐบาล และฝ่ายค้าน
พรรคการเมืองต่างๆ หรือแม้แต่ “นักคิด” 
ที่แห่กันไปลงพื้นที่ ไม่ก็นั่งแซะกันอยู่บนโซเชียลมีเดีย

ช่วยตอบประชาชนด้วยนะครับว่าจะลดปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนยังไง

รวมถึงอดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ ยันหัวหงอกหลายๆ คนนั่น
ที่แก่เฒ่าเพราะอยู่นาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top