Tuesday, 11 August 2026
TheStatesTimes

ฝ่ายค้านพรรคประชาชนถูกตั้งคำถาม? ดันอภิปรายเชิงวิทยาศาสตร์ ตรวจเส้นทางเงินและผลประโยชน์ทับซ้อน ยังขาดแรงปะทะในสภา พฤติกรรมย้อนแย้งทำฝ่ายค้านอ่อนแรง

พรรคประชาชนคนสามกีบ จัดเป็นฝ่ายค้านอาชีพหรือแค่อยู่กินเงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ

หากจะวิเคราะห์บทบาทของ “พรรคประชาชนคนสามกีบ” ในฐานะฝ่ายค้าน ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ทางการเมืองที่สำคัญต่อการเมืองไทยปัจจุบัน การจะประเมินว่าพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้มีน้ำยา มีความจริงใจ หรือเป็นเพียงการ “ทำมาหารับประทาน” เงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ จำเป็นต้องก้าวข้าม “อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว” ทางสังคม รวมถึง “พฤติกรรมเลว ๆ ของพรรคนี้ในอดีต” แล้วตั้งใจวิเคราะห์ เราจะเห็น “มิติเชิงประสิทธิภาพ” และ “มิติเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ยากเย็น

หากเปรียบเทียบฝ่ายค้านในอดีตกับปัจจุบัน สิ่งที่ “พรรคส้ม” สร้างความแตกต่างอย่างเด่นชัดก็คือสไตล์การอภิปราย และการเจาะลึกข้อมูล "พรรคสามกีบ” เปลี่ยนจากการใช้ “วาทกรรมทางการเมือง” ที่เน้นให้เกิด “ดราม่า” มาเป็นการทำงานในเชิงวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน, งบประมาณ และเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเป็นระบบ เช่น การเจาะลึกคดีการฮั้วประมูล หรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทุกประเด็นมีเนื้อมีหนังมากขึ้น

แต่ที่ยังถูกมองว่า "ขาดน้ำยา" และ "เช้าชามเย็นชาม" นั่นเพราะขาด "แรงปะทะทางการเมือง" การเน้นตัวเลข โครงสร้าง และข้อกฎหมาย ทำให้ในบางช่วงเวลาการตรวจสอบดูเหมือน "งานวิจัยในสภา" มากกว่าการจะ “น็อกรัฐบาลกลางสภา” ได้ ทำให้ “ด้อมสายฮาร์ดคอร์” ที่ยังพอมีสติปัญญาบางกลุ่ม รู้สึกว่าฝ่ายค้านขาด "ความดุดัน" หรือไม่มีผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมในทาง “นิติสงคราม”
ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถ “ล้มรัฐบาลในสภา” ได้จริง

จึงกลายเป็นโจทย์ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า การทำงานในสภาเป็นเพียงการทำหน้าที่ตามระเบียบเพื่อรับเงินเดือนภาษี หรือสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนภายนอกสภาได้จริงเพียงใด?
โดยส่วนตัวผมคิดว่า “พรรคส้มสามกีบ” ในปัจจุบันไม่ได้ขาดข้อมูลในการตรวจสอบ แต่สิ่งที่กำลังเผชิญหน้าคือ "ความแข็งแกร่งของอำนาจ” บวกกับกลิ่นเหม็นของพรรคตัวเองที่ไม่เคยจางหายไป เช่น ข่าวทำร้ายร่างกาย, เมาแล้วขับ, พัวพันเว็บพนันออนไลน์, ยาเสพติด, ฟอกเงิน, ข่มขืน และหนีเกณฑ์ทหาร เห็นชัดว่าความเสื่อมถอยของพรรคส้มไม่ได้เกิดจากการถูกฝ่ายตรงข้ามขย้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความย้อนแย้ง ผสมพฤติกรรมโง่ ๆ เลว ๆ ของตัวเอง

เมื่อพฤติกรรมของคนในพรรค ขัดแย้งกับมาตรฐานที่ตัวเองเคยตั้งไว้สูงลิบลิ่ว ยิ่งตั้งมาตรฐานไว้สูงเพียงใด ยามส้มเน่าคาต้น อ่อนแรงจนร่วงหล่นลงสู่พื้น ความรู้สึกผิดหวังและเกลียดชังของประชาชนก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าทวี

แจ็ค รัสเซล

ไทยถ่วงดุลความสัมพันธ์!! มองบทบาทสหรัฐฯ กับจีน สหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรแนวหน้า จีนเข้ามาเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ไทยรักษาผลประโยชน์และความมั่นคง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.4)

ระหว่างสงครามเย็น ประเทศไทยถือว่าเป็น “พันธมิตรแนวหน้า (Frontline Ally)” ของสหรัฐฯ เนื่องจากไทยมีตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักในการต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์

โดยปัจจัยในการผลักดันความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่:
- "นโยบายสกัดกั้น" หรือ "นโยบายควบคุมและจำกัดวง" (Containment Policy): อันเนื่องมาจากความตื่นกลัวคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ต้องการสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ตาม "ทฤษฎีโดมิโน" ส่วนรัฐบาลไทย (โดยเฉพาะยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร) ซึ่งมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของชาติ

- ข้อตกลงและสนธิสัญญา: ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี ค.ศ. 1954 และมีการลงนามใน แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Rusk-Thanat Communiqué) ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งย้ำความมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือไทยหากถูกโจมตี แม้สมาชิก SEATO อื่นจะไม่เห็นชอบก็ตาม

“พันธมิตรแนวหน้า” ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น: ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 จนถึงการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี 1991 ไทยเลือกอยู่ใน ฟากฝั่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ อย่างชัดเจน โดยมีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก

1. ด้านการทหาร มีความใกล้ชิดมาก ไทยเข้าร่วม SEATO ในปี 1954 และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทย โดยเฉพาะช่วงสงครามเวียดนาม เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ตาคลี โคราช อุดรธานี และนครพนม

2. ไทยสนับสนุนสงครามเวียตนาม ไทยส่งกำลังทหารไปช่วยฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในไทยเพื่อไปปฏิบัติการในอินโดจีน

3. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง “สูง” สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธ การฝึก ข่าวกรอง และงบประมาณจำนวนมากแก่ไทย เพื่อเสริมความสามารถในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ โดยเฉพาะต่อ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

4. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญต่อการสร้างถนน สนามบิน ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ทางทหารในการเคลื่อนกำลังและควบคุมพื้นที่

แต่ไทยไม่ได้เป็น “ลูกน้องสหรัฐฯ” โดยสมบูรณ์ ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะไทยมีนโยบาย รักษาผลประโยชน์และความเป็นอิสระของตนเอง ด้วย หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากเวียดนาม และความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 1970 ไทยก็เริ่มปรับสมดุลทางการทูต เช่น สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 และพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ โดยไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป” โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป”

ระหว่างปี 1949–1971 สหรัฐฯ ได้รับรองรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นรัฐบาลจีนในสหประชาชาติ ต่อมาในปี 1971 สหรัฐฯ ได้รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแดง) ได้ที่นั่งรัฐบาลจีนในสหประชาชาติแทน ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ เริ่มต้นในปี 1971 ด้วย "การทูตปิงปอง" เบิกทางความสัมพันธ์ผ่านการแข่งขันกีฬา และ “เฮนรี คิสซิงเจอร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ในขณะนั้นเดินทางเยือนปักกิ่งอย่างลับๆ ปี 1972 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้เดินทางไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ และพบกับประธานเหมา เจ๋อตง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสงครามเย็น และในปี 1979 สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ประกาศรับรองสถานะสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน

ความสัมพันธ์ ไทย–จีน เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทยในปัจจุบัน และมีลักษณะพิเศษคือ “ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ” รัฐบาลไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ปี 1975) ด้วยเพราะบริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญคือ
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียดนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ และเขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง โดนกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค เวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลก อีกทั้งการที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทยไปรบในเวียดนาม ซ้ำยังส่งกำลังทหารไปช่วยรัฐบาลเวียตนามใต้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เวียดนามจึงกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อไทย ไทยจึงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค รวมถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้ยืดหยุ่นขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

‘มนตรี’ ย้ำ กกต.ไม่ใช่ศาล!! ขอให้ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย หลังพยานออกโรงวอนให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน เตือน กกต. อย่าทำให้เกียรติราชการและสายสะพายเสื่อม ปมข้อกล่าวหาฮั้วเลือกตั้งที่สังคมจับตา


'มนตรี' จี้ กกต.ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.ให้ศาลวินิจฉัย

“มนตรี เฉียบแหลม” พยานปากสำคัญในคดี #ฮั้วเลือกสว กล่าววิงวอนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน ให้ตัดสินใจส่งสำนวนให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

”ท่านทั้ง 7 คน ไม่ใช่ศาลที่จะวินิจฉัยถูกผิด ท่านมีหน้าที่เพียงรวบรวมเรื่องที่มีคนร้อนเรียนแล้วส่งต่อให้ศาลวินิจฉัย“

มนตรี ตอกย้ำว่า ได้ศึกษาประวัติของ กกต.ทั้ง 7 ท่านมาอย่างดีแล้ว แต่ละท่านรับราชการมายาวนาน ท่านเป็นคนดี ได้รับสายสะพาย

”การได้รับสายสะพายคือการได้รับเครื่องราชย์ชั้นสูง อย่าทำให้สายสะพายของท่านเสื่ออมเลยครับ และจะเสื่อมไปถึงครอบครัว วงศ์ตระกูลด้วย ถ้าท่านตัดสินใจไม่ส่งสำนวนให้ศาล“

มนตรี กล่าวอีกว่า หาก กกต.ไม่ส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัย ตนจะยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมหลักฐาน เสื้อเหลืองที่ได้รับแจกมา และเงิน 20,000 บาท

”จะกราบบังคมทูลท่านด้วยว่า มีการแอบอ้างสถาบันด้วย ผมรับราชการในสำนักงาน กปร. รับใช้สถาบันด้วยความจงรักภักดีมาตลอด ผมรับไม่ได้กับการแอบอ้างสถาบัน“

มนตรีเป็น 1 ในพยานอีกหลายคนคดีฮั้วเลือก สว. ที่รอการตัดสินใจจาก กกต.ซึ่งพยานได้ให้ปากคำกับ กกต.ไปหมดแล้ว และเป็นข้อมูลเดียวกับที่พูดกับสื่อ

ผบ.ฉก.44 ตรวจเข้ม!! ปักหมุดทุ่งยางแดงกวาดล้าง ลุยแผน 6914 สันติสุขปัตตานี กำชับชุดจรยุทธ์สนับสนุนเต็มกำลัง เน้นความสงบประชาชนพื้นที่เสี่ยง

ผบ.ฉก.ทพ.44 ลงพื้นที่เดือด!
ตรวจเข้ม "ชป.จรยุทธ์" ลุยแผนปัตตานีสันติสุข 6914
ปักหมุดทุ่งยางแดง กวาดล้างให้สิ้นซาก!

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.
พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 พร้อมด้วย ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายยุทธการ และผู้บังคับกองพันในพื้นที่ ลุยตรวจเยี่ยม หน่วยเฉพาะกิจพันรบที่ 4 ที่เข้าสนับสนุนภารกิจอย่างเต็มกำลัง

พร้อมให้คำแนะนำและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของ ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ อย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธการปัตตานีสันติสุข 6914 ในห้วงวันที่ 9 - 13 สิงหาคม 2569 โดยจัดกำลังพลรวม 8 ชุดปฏิบัติการ ปฏิบัติภารกิจเข้มข้น ณ ตำบลน้ำดำ และตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี เพื่อความสงบสุขของประชาชน!

ที่มา : https://www.facebook.com/61577912453569/posts/122187273440930415/?rdid=tORx5600gQMrVIX0#

‘โจชัว หว่อง’ ยอมจำนนต่อคดี!! นักเคลื่อนไหวฮ่องกงเตรียมรับโทษ พ้นคุกหลังถูกคุมขังนานกว่า 5 ปี ศาลนัดรับสารภาพ 2 ก.ย. 66 ความหวังสู้คดีลดน้อยลง

โจชัว หว่อง ยอมจำนนต่อโลกความจริง เตรียมสารภาพคดีความมั่นคง

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกง อยู่ในคุกมาแล้วนานกว่า 5 ปี 7 เดือน ตั้งแต่อายุ 24 จนตอนนี้ 29 ปี ด้วยคดีที่เรียงยาวเป็นหางว่าว และคดีที่โทษหนักหนาที่สุดคือคดีฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง 2 คดี

เมื่อดูจากปฏิทินศาลสูง มีการระบุชัดเจนว่า 2 กันยายน 2026 เขามีนัดพิจารณาคดีฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติครั้งที่ 2 ทางตุลาการระบุว่าเป็น "การรับสารภาพและพิพากษาโทษ" นอกจากนั้นยังเป็นการนัดเพียงวันเดียวเท่านั้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่า โจชัว หว่อง จะรับสารภาพและไม่สู้คดีให้ลากยาว.
ถ้ามองอีกมุม นี่อาจจะไม่ใช่เพียงการรับสารภาพจากใจจริงๆ แต่เป็นการยอมจำนนเพื่อไม่ให้เจ็บตัวหนักขึ้น เพราะโอกาสชนะคดีริบหรี่มาก คดีส่วนใหญ่ถูกพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่ถูกเลือกมาโดยเฉพาะจากฝ่ายจีน และไม่มีคณะลูกขุน โอกาสที่นักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยจะหลุดคดีหรือศาลยกฟ้องนั้นแทบจะเป็นศูนย์

ฝืนสู้แล้วแพ้จะเจ็บหนักกว่าเดิม ดูอย่างเคสของ จิมมี่ ไล ที่เลือกสู้คดีและปฏิเสธข้อกล่าวหา ผลลัพธ์คือถูกตัดสินจำคุกถึง 20 ปี

ตอนนี้คนฮ่องกงต่างอยู่ในภาวะที่เรียกว่า "ภาวะเหนื่อยล้าทางการเมือง" คือไม่อยากอินการเมืองแล้ว ประท้วงก็เสี่ยงคุก สู้ไปก็ไม่ชนะ ก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อเอาชีวิตรอดดีกว่า

แต่ในมุมกลับกัน กลุ่มคนที่โดนคดีจากการประท้วงเมื่อหลายปีก่อน ทุกวันนี้ยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้คดีอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางกระแสสังคมที่ค่อยๆ เงียบหายไป มันทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกทอดทิ้งให้สู้เพียงลำพัง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1646700784126050&set=a.502152101914263

‘ทรัมป์’ ลดแรงกดดัน!! สหรัฐฯ บีบอิหร่านด้วยเศรษฐกิจ ลดโจมตีทางอากาศ เพิ่มคว่ำบาตรหนัก เตหะรานยังไม่ยอมถอย แม้เงินเฟ้อพุ่ง ปัญหาคือความอยู่รอดรัฐบาลอิหร่าน

ทรัมป์กำลังลดบทบาทการโจมตีทางอากาศในอิหร่าน แล้วกลับมาบีบด้วยมาตรการทางด้านเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงแทน เพื่อสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของเตหะรานมากที่สุด โดยหวังจะให้เตหะรานยอมอ่อนข้อ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อในอิหร่านพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

“พวกเขาไม่มีเงิน อิหร่านถังแตก ถังแตกอย่างสิ้นเชิง” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าววันนี้

ไมค์ วอลทซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานอาจ “กลัว” สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มากกว่า "พีต เฮกเซธ" รัฐมนตรีกระทรวงสงครามเสียอีก เพราะอิหร่านสามารถทนรับการโจมตีทางทหารได้ แต่สิ่งที่สร้างแรงกดดันอย่างหนักคือค่าเงินที่ทรุดตัวและภาวะเงินเฟ้อที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี

แต่การเดิมพันว่าอิหร่านจะยอมถอยเมื่อเศรษฐกิจถูกบีบจนถึงที่สุด มีคำถามสำคัญว่า เตหะรานคิดด้วยตรรกะเดียวกับวอชิงตันหรือไม่

ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา อิหร่านเผชิญทั้งมาตรการคว่ำบาตร การปิดล้อม และค่าเงินที่ดิ่งลงอย่างหนัก แต่รัฐบาลยังไม่ยอมขยับจากเงื่อนไขเดิม เพราะสำหรับผู้นำอิหร่าน เรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงการคำนวณว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจคุ้มค่าหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของ “ความอยู่รอดของรัฐบาล”

หากเตหะรานเชื่อว่าการยอมถอยหมายถึงจุดจบของรัฐบาล พวกเขาก็อาจยอมรับความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมองว่าไม่สมเหตุสมผล ขณะที่สหรัฐฯ เองก็มีขีดจำกัดของตัวเอง และประชาชนอเมริกันสามารถสัมผัสต้นทุนของสงครามได้ทุกวันผ่านราคาน้ำมันที่ปั๊ม

ที่มา: The Wall Street Journal, Reuters
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1370736788548011/?rdid=X8Bm8FYTqPRUewIC#

รองนายกฯ ลุยปรับข้อมูล!! เสนอแก้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร มุ่งส่งเสริมสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ชูโปร่งใส ตรวจสอบรัฐ หวังขจัดทุจริตประพฤติมิชอบ

รองนายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอปรับแก้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร หลังใช้งาน มากว่า 29 ปี มุ่งหวังส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เชื่อหากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จะช่วยเป็นหูเป็นตาช่วยสอดส่องปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบได้มากขึ้น

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายปกรณ์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ มีการหารือในการ จะทำร่างระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับ ของทางราชการ เนื่องจาก พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ฉบับเดิม ใช้มากกว่า 29 ปีแล้ว โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก จึงจะให้มีการจัดทำ QR Code เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงวิธีการและขั้นตอนการทำงาน รวมถึงจากนี้ต้องให้มีการจัดทำรายงาน ผลการดำเนินงานของ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ/ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร /และสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ประจำปี 2569 ไตรมาสที่ 1-3

“กลไกการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐ เพราะเมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรม ย่อมสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ และทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาช่วยสอดส่องปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบได้มากขึ้น”รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ รายงานผลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ 2540 ประจำปีงบประมาณ 2568 การดำเนินงานตามพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ 2569 รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้คาดหวัง ให้ข้อมูลข่าวสารมุ่งไปสู่การเป็นองค์กรที่ปลอดจากการทุจริต และส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1534660695362929&id=100064570394286&rdid=BeM75vlhNjP7w6D9#

มธ.ลุยบำบัดยาเสพติด!! ใช้สมุนไพรรักษาแอมเฟตามีนได้ผล โปรแกรม 9 วัน ล้างพิษยา 100% อย่างปลอดภัย ลดภาระระบบบำบัดที่ต้นทุนสูงและพึ่งพายานำเข้า เตรียมขยายผลทั่วประเทศ พร้อมตั้งสถาบันเฉพาะทาง

มธ.พัฒนาโมเดล 9 วันเลิกยาบ้า!
ใช้ ‘สมุนไพร’ ล้างพิษร่างกาย 100% ชงรัฐขยายผล-ประหยัดงบประเทศ

การปรับนโยบาย “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ช่วงปี 2564 ในมุมหนึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมกลับคืนสู่สังคม และช่วยลดจำนวนผู้ต้องหาในเรือนจำ แต่ทว่าในอีกแง่มุม ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายดังกล่าว ทำให้หน่วยบริการมีภาระงานเพิ่มขึ้นจากการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดจำนวนมากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายองค์กรวิชาการสารเสพติด ที่ทำการสำรวจเพื่อคาดประมาณจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดใน ปี 2567 พบว่า ประชากรไทยอายุระหว่าง 12 – 65 ปี มีการใช้สารเสพติดถึง 1.9 ล้านคน และในจำนวนนี้มีถึง 1.5 ล้านคนที่ใช้แอมเฟตามีน (ยาบ้า)

ในขณะที่หน่วยบริการด้านบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด ถึงจะมีการเพิ่มกลไกต่างๆ เข้ามาเสริม อาทิ มินิธัญญารักษ์ ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ฯลฯ ทว่า ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าถึงในบางส่วนเท่านั้น เช่น ในปี 2567 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่ามีผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูทั่วประเทศเพียงจำนวน 189,417 คน ไม่ถึง 10 % ของผู้เสพทั้งหมด

ไม่ใช่แค่ความเพียงพอของหน่วยบริการ แต่ระบบการบำบัดรักษาปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง ทั้งในด้านต้นทุนที่สูง การพึ่งพายานำเข้า และการเข้าถึงยาจะต้องไปที่โรงพยาบาลเท่านั้น อีกทั้งการดูแลยังไม่ครอบคลุมมิติด้านจิตใจและสังคม ส่งผลให้มีโอกาสที่ผู้รับการบำบัดจะกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำสูง

“ระบบบำบัดรักษาขณะนี้จะใช้เมทาโดนในการรักษา โดยโดสหนึ่งราคา 150 บาท ใช้วันละโดส เดือนหนึ่ง 4,500 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้ผู้ใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หมายความว่าก็จะมีผู้ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเมทาโดนก็ต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้น งบประมาณที่ใช้สนับสนุนก็ต้องมากขึ้น”

ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อิฐรัตน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และรองประธานคณะอนุกรรมการศึกษาการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ประเภทแอมเฟตามีนและสารเสพติดที่เกี่ยวข้องด้วยสมุนไพรและแพทย์แผนไทย ให้ข้อมูลที่สำคัญข้อจำกัดของระบบการบำบัดรักษาด้วยสมุนไพร และศาสตร์การแพทย์แผนไทยนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทว่า ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมื่อปี 2565 ศ. ดร.ภญ.อรุณพร และคณะ ทำการพัฒนา “โปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “คลินิกอบอุ่น” ขึ้น เพื่อเติมเต็ม และลดข้อจำกัดของระบบการเข้าถึงยาเคมีที่ใช้รักษาผู้ติดยาเสพติด โดยทางคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้ ประธานคณะอนุกรรมการ ฯ คือ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน และที่ปรึกษาโดยตำแหน่งคือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทดลองนำร่อง โปรแกรมล้างพิษยาเสพติด ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองบัวลำภู และนครปฐม ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะรับผู้ติดยาเสพติดมาเข้าร่วมจำนวน 30 คน

แม้ว่าการบำบัดโดยใช้ยาสมุนไพรไทยนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก็มีการบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่มีอยู่ 9,877 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฯลฯ แต่การดำเนินการที่ผ่านมายังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะรูปแบบบริการที่ยังไม่เป็นระบบ และการขาดกลไกในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ระดับพื้นที่


ขณะที่จุดเด่นของโปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย หรือ คลินิกอบอุ่น คือ ถูกออกแบบด้วยแนวคิดการดูแล และบำบัดรักษาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ผสานกับการนำความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดรักษา พร้อมกับใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพในการบริการ ประกอบด้วย เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์ จิตแพทย์ และพยาบาล ที่จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ฯลฯ

สำหรับการบำบัดแบบองค์รวมนั้น การบำบัดแรกทางร่างกายจะเป็นการใช้ยาสมุนไพรไทยในการล้างพิษแอมเฟตามีนผ่าน 3 ช่องทาง คือ ทางเดินอาหาร ปัสสาวะ และผิวหนัง ด้วยการใช้ยาสมุนไพรไทยที่อยู่ในบัญชียาหลักด้านสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ 1. ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระ 2. ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อล้างพิษผ่านการขับปัสสาวะ 3. ธรณีสัณฑะฆาต ที่จะช่วยล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระแต่ออกฤทธิ์เบากว่ายาถ่ายดีเกลือฝรั่ง และยังลดการปวดเมื่อยเนื่องจากอาการลงแดงในขณะที่ถอนยาเสพติด และ 4. ชาชงรางจืด ซึ่งเร่งการขับสารพิษทั้งผ่านระบบขับถ่ายทางอุจาระและทางปัสสาวะ

“ช่วงวันแรกเข้าโครงการจะใช้ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อการขับยาเสพติดผ่านทางปัสสาวะ กลางวันให้ชาชงรางจืด และก่อนนอน จะใช้ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง เพื่อให้ขับผ่านการถ่ายอุจจาระ หลังจากนั้นวันที่ สอง ก็ใช้ ชาชงกระเจี๊ยบแดงตอนเช้า กลางวันจะใช้ ชาชงรางจืด ก่อนนอนก็ใช้ยาตำรับธรณีสัณฑะฆาต เพื่อลดการถ่ายลงหน่อย และให้รางจืดวันเว้นวัน แต่ช่วงแรกจะให้รางจืดติดกัน 3 วันแล้วค่อยหยุด ส่วนในระหว่างวันจะมีการให้ยาปรับธาตุ เช่น เบญจกูล เพราะ พบว่ายาปรับธาตุเบญจกูล ทำให้ร่างกายเสริมภูมิต้านทาน ลดการอักเสบ ในร่างกายด้วย และ สักวันที่ 4 ของโปรแกรม จะเสริมการอบสมุนไพรเพื่อขับสารพิษทางเหงื่ออีกด้วย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร กล่าว

ต่อมาการบำบัดดูแลทางจิตใจ จะใช้การฝึกสติ และปรับพฤติกรรม เพื่อให้รู้จักตัวเอง และดึงศักยภาพที่ผู้ติดยาที่มีอยู่ภายในตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และสุดท้ายการบำบัดดูแลทางสังคม มีการพัฒนาทักษะชีวิต และสร้างอาชีพ เพื่อให้พร้อมกลับคืนสู่สังคม ผ่านการให้เรียนรู้เรื่องอาหารล้างพิษแอมเฟตามีน และเรื่องสมุนไพรไทยที่ใช้ดูแลสุขภาพ รวมถึงให้ลงมือทำผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรไทย และการแพทย์แผนไทยต่างๆ เพื่อใช้ดูแลด้วยตัวเองและครอบครัว และใช้เสริมเป็นอาชีพในอนาคต เช่น ลูกประคบ น้ำมันนวด น้ำกระเจี๊ยบพาสเจอไรซ์ ยาดม/ยาหม่อง ฯลฯ ตลอดจนการพัฒนาทักษะสื่อสารสำหรับปฏิเสธ และทักษะการหลีกเลี่ยงยาเสพติด เมื่อต้องกลับไปเผชิญโลกภายนอก

กระบวนการในการบำบัดรักษาเหล่านี้ใช้เวลาทั้งหมด 9 วัน และจากการตรวจปริมาณสารเสพติดในเลือด ปัสสาวะ พบว่า สามารถล้างเมทแอมเฟตามีนหมด 100% ไม่พบค่าความผิดปกติในตับ และไต รวมถึงจากการตรวจติดตาม และเยี่ยมบ้านหลังผู้ที่เข้ารับบริการกลับคืนสู่สังคม ยังพบด้วยว่า อัตราการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำต่ำกว่า 30% รวมถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้น ซึ่งได้ผลลัพธ์เหมือนกันทั้ง 4 จังหวัด จึงทำให้มีการนำโปรแกรมฯ จดเป็นลิขสิทธิ์ของ มธ. เรียบร้อยแล้ว

“สถานบำบัดรักษาฟื้นฟูฯ หรือมินิธัญญารักษ์ในปัจจุบันอย่างน้อยที่สุดจะใช้เวลา 15 วัน (ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด) หลังจากนั้นบางส่วนถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องไปเข้าค่ายบำบัดอีกประมาณ 4 เดือน” อาจารย์อรุณพร ระบุ

นอกจากนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้ของทุนจาก สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อการขยายผลโปรแกรมฯ ผ่านระบบ “ครูแม่ไก่” เพื่อนำไปบำบัดรักษาผู้ติดยา ใน 4 จังหวัดเพิ่มเติม ประกอบด้วยราชบุรี และลำปาง ซึ่ง 2 จังหวัดนี้จะเป็น ตัวอย่างการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ดำเนินการเองทั้งหมด ส่วน นครปฐม และสมุทรสาคร จะเป็นการร่วมกันดำเนินการระหว่าง อบจ. กับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพื่อนำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการ และสร้างเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งการขยายผลในครั้งนี้ช่วยให้เกิดทั้งเครือข่ายด้านการบำบัดในระดับชุมชน สร้างความร่วมมือของหน่วยงานในระดับจังหวัด เพิ่มการเข้าถึงในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนช่วยชุมชนดูแลผู้ป่วยเองได้

“โปรแกรมฯ นี้ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายกว่า รวมถึงถ้าทำในระดับภาพใหญ่อาจใช้งบประมาณสำหรับบำบัดรักษาน้อยกว่าการบำบัดแบบเดิมด้วย เพราะถ้าคิดค่ายาอย่างเดียวใน 9 วันที่บำบัดรักษาน่าจะไม่ถึง 1,000 บาท รวมถึงทำให้สุขภาพร่างกายเขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ดีขึ้น อย่างวันที่ 2 ของการบำบัด ทั้งที่ให้ยาถ่ายแต่เขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ซมอยู่แค่วันเดียวคือวันที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะทำกิจกรรมได้ ทั้งที่ให้ยาล้างพิษที่เป็นทั้งยาถ่าย และยาขับปัสสาวะ พอวันที่ 3 ก็ลุกขึ้นมาได้แล้ว และผู้ป่วยยังสดใสด้วย ในขณะที่กรณีใช้ยาอื่นๆ จะนอนอย่างเดียวเป็นสัปดาห์เลย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อธิบายเสริม

ส่วนหลังจากนี้ ศ. ดร.ภญ.อรุณพร บอกว่า กำลังเตรียมที่จะหารือกับทางอธิการบดี มธ. เพื่อผลักดันให้เกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ในลักษณะสถาบัน อยู่ภายใต้ มธ. เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งการทำหลักสูตรที่อาจจะเป็นลักษณะอนุปริญญา หรือปริญญาโท และปริญญาเอก และมีศูนย์เรียนรู้ รวมถึงดำเนินบทบาทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ซึ่งอาจมีการบูรณาการร่วมกันกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในประเทศร่วมด้วย

รวมถึงเพื่อรับมือกับวิกฤตผู้ติดยาเสพติดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอยากเสนอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งนำโปรแกรมนี้ไปขยายผลเพิ่มเติมใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การตั้งศูนย์การบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย 4 แห่งใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การบำบัดด้วยวิธีนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ และทำให้ผู้ป่วยจากยาเสพติดเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม 2. หน่วยบริการด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดต่างๆ ควรพิจารณานำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการควบคู่กับการบำบัดรักษาที่ทำอยู่ และ 3. ขยายผลระบบครูแม่ไก่ เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการให้กระจายไปทั่วประเทศ ในระดับชุมชนเบื้องต้น การสร้างเครือข่ายเหล่านี้ จะต้องให้มีหลักสูตรระยะสั้นที่รองรับกับองค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ผู้บริหารองค์กร และระดับหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ที่เป็นหลักสูตร ได้รับการรับรอง ได้เข้าใจบริบทในการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทย ซึ่งจะทำให้ เกิดการยอมรับ การใช้องค์ความรู้เรื่องสมุนไพรในการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top