Tuesday, 23 June 2026
TheStatesTimes

พรบ. ทุนรัฐวิสาหกิจเปิดทางให้มูลค่าสินทรัพย์รัฐบาลเพิ่มกว่า1 ล้านล้านบาท จาก ปตท. และ ทอท.

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ คือ ปตท. การไฟฟ้าทั้ง 3 ทีโอที+กสท. กสทช. การท่าอากาศยาน และ องค์การเภสัช

ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะรองประธาน ได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ และขอให้แต่ละแห่งต้องบริหารการเงินให้ดีเพราะงบประมาณของรัฐในอนาคตจะไม่มีงบเพื่อสนับสนับสนุนรัฐวิสาหกิจเช่นในอดีต ปตท. และการท่าอากาศยานได้รับความสำเร็จในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่น่าเสียดายที่ไฟฟ้าและโทรคมนาคมพลาดโอกาส เมื่อ 20 ปีก่อนที่ตนผลักดันพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ได้ถูกต่อต้านอย่างมาก จนถูกกล่าวหาว่าเป็นกฎหมายขายชาติ 

แต่ผลในปัจจุบันปรากฏว่ามูลค่าทุนของ ปตท. ที่รัฐเคยถือไว้ก่อนเข้าตลาดได้เพิ่มจาก 30,000  ล้านบาท เป็น 600,000 ล้านบาท ในปัจจุบันและทุนของการท่าอากาศยานได้เพิ่มจาก 5,747 ล้านบาทเป็น 575,000 ล้านบาท รวมทั้งสองแห่งเท่ากับว่า พรบ. ทุนฯ ได้เปิดทางให้มูลค่าทุนของรัฐบาลเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท นอกเหนือจากเงินปันผลที่ได้รับอีกกว่า 1 ล้านล้านบาทในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยที่กระทรวงการคลังยังถือหุ้นใน ปตท. และ ทอท. 60 % และ 70 % ตามลำดับ

ดร.พิสิฐ กล่าวชม ปตท. ในความสำเร็จที่ผ่านมาจนได้เป็นบริษัทที่มี ฐานะเป็นอันดับ 1 ในตลาดหลักทรัพย์ โดยได้ขยายสัดส่วนในตลาดน้ำมันจาก 10% มาเป็น 40% ในปัจจุบัน นอกจากการเน้นการค้า LNG ปตท. ยังพยายามสร้างธุรกิจใหม่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการผลิตรถ EV 
ส่วนการไฟฟ้าทั้ง 3 ผลจาก COVID-19 ทำให้กำไรลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ดร.พิสิฐ ขอให้มุ่งหน้าพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

สำหรับการควบรวมทีโอทีและ กสท. จะมีการลดพนักงานโดยการให้สมัครใจลาออกพร้อมค่าสอบแทนเป็นแรงจูงใจถึง 6,000 นายในรอบ 3 ปี ดร.พิสิฐ ขอให้มีการดูแลให้คนที่ออกมีการยกระดับความรู้ (reskill) เพื่อกลับเข้าตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพและขอให้พิจารณาการให้บริการ free WiFi โดยเฉพาะเพื่อการศึกษาในยุคของ WFH และให้ดูตัวอย่างของออสเตรเลียที่สามารถชักนำให้ Facebook ต้องจ่ายเงินเพื่อช่วยสื่อสารมวลชนที่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

สำหรับการท่าอากาศยานในรอบ 3 ปี มีความเสียหายจากคนไม่เดินทางเพราะ COVID-19 รวมเป็นการตกต่ำของรายได้ถึง 100,000 ล้าน แต่ฐานะการเงินของ ทอท. ก็ยังมั่นคง อาจไม่จำเป็นต้องรับความช่วยเหลือจากรัฐ

พท.แนะ พปชร.ประกาศให้ชัดเสนอ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ อีก พรรคร่วมรบ.ยืนยันไม่ถอนตัว หนุน “ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ต่อ เย้ยรอรับผลหลัง ลต.ได้เลย

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พร้อมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ออกมาย้ำภาพความสัมพันธ์ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว หลังล้มเหลวในการแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่ง ผู้เสียชีวิตเพิ่มยิ่งกว่านิวไฮ จนอาจเป็นนิวนิวไฮ มาตรการล็อกดาวน์ต้องขยายจาก 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัดสีแดงเข้ม เป็นหลักฐานยืนยันว่ามาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาล ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย แม้รัฐบาลจะไอโอว่าไม่ทิ้งประชาชน แต่ประชาชนเกือบทั้งประเทศได้ทิ้งรัฐบาลไปนานแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลเชื่อมั่นพล.อ.ประยุทธ์ สวนทางกับประชาชนที่ไม่หลงเหลือความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล ดารา คนรุ่นใหม่ ประชาชนทุกภาคส่วนออกมาคอลเอาต์ เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ทุกอย่างต้องรอ ตั้งแต่รอวัคซีน รอตรวจ รอเตียง รอหมอ จนถึงรอเมรุ น่าเสียใจที่นักการเมืองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ไม่รับรู้ความเดือดร้อนของประชาชน พรรคร่วมรัฐบาลมีสิทธิตัดสินใจอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ แต่เมื่อกล้าท้าทายความรู้สึกของประชาชน ถึงวันเลือกตั้งต้องรอฟังและเคารพการตัดสินใจของประชาชน ยอมรับชะตากรรมจากการตัดสินใจสวนทางกับประชาชน 

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ภาพการอุ้มชู พายเรือให้พล.อ.ประยุทธ์นั่ง ไม่สนใจปัญหาเดือดร้อนความทุกข์ยากของประชาชน จะอยู่ในความทรงจำของประชาชนอย่างยาวนาน เพื่อให้เป็นหลักฐานชัด ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลดำเนินการยืนยัน 3 ข้อดังนี้ 1.พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคควรออกมายืนยันว่าจะไม่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล 2.พรรคพลังประชารัฐควรออกมายืนยันให้ชัดว่าจะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า 3.พรรคร่วมรัฐบาลควรออกมายืนยันจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นการทำหน้าที่ครั้งสำคัญของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ส่วนจะมีอภิปรายรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่นั้น จะหารือกันต่อไป

“ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค จำวันที่พวกท่านเชื่อมั่นพล.อ.ประยุทธ์ จำวันที่ท้าทายประชาชนไว้ให้ดี เมื่อได้ตัดสินใจแล้ว ต้องรอรับผลการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้ง และก้มหน้ายอมรับผลนั้นให้ได้” นายอนุสรณ์ กล่าว

ตะลอนกีฬา มากับพี่หมู ! ส่อง 6 นางฟ้า โตเกียวโอลิมปิก 2020 | กบร่อน ตะลอนเล่า EP.17

???? วันนี้ห้ามพลาด !! ‘กบร่อนตะลอนเล่า’ พาส่อง 6 นางฟ้า โตเกียวโอลิมปิก 2020

???? แพ้ชนะให้เป็นเรื่องของกีฬา แต่ถ้าเรื่องเบ้าหน้า เอาเหรียญทองไปเล้ยยย!!! ✨

พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ นั่งแท่นประจำวันพุธ !! กับ ‘พี่หมู ยรรยง ทองประยูร’

อดีตผู้รักษาประตูจอมหนึบ และอดีตผู้ตัดสินสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย

ในช่วง ‘ตะลอนกีฬา มากับพี่หมู’

???? แล้วมาลุยกันวันนี้ 1 ทุ่มตรง

ดำเนินรายการโดย กบร่อน THE STATES TIMES

???? ช่องทางรับชม LIVE

Facebook: THE STATES TIMES

YouTube: THE STATES TIMES


 

ก.แรงงาน ร่วม อินเตอร์ลิงค์และเครือข่าย เฟ้นหาสุดยอดเยาวชนด้านเน็ตเวิร์ก ปีที่ 9

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับ บริษัท อินเตอร์ลิงค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)  สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และสมาคมเคเบิลลิงค์ไทย ยกระดับทักษะเยาวชนไทย จัดการแข่งขันสุดยอดทักษะสายสัญญาณและเน็ตเวิร์ก ปีที่ 9 ชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมรับเงินรางวัล 400,000 บาท 

นางดรุณี  นิธิทวีกุล  รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นายสุชาติ  ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และศาสตราจารย์ นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน มีนโยบายด้านการบูรณาการร่วมภาคีเครือข่ายตามแนวทางประชารัฐในการพัฒนาทักษะนักเรียน นักศึกษาให้มีความพร้อมเป็นแรงงานคุณภาพในอนาคต ได้มอบหมายให้ กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับ บริษัท อินเตอร์ลิงค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และสมาคมเคเบิลลิงค์ไทย ส่งเสริมการเรียนรู้ความเข้าใจพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมระบบสายสัญญาณและอุปกรณ์การสื่อสาร และอุปกรณ์กระจายสัญญาณได้อย่างถูกต้อง สามารถต่อยอดการใช้งานแนวทางใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะความรู้ในการใช้ทรัพยากรที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอย่างคุ้มค่า และช่วยกระตุ้นสถาบันการศึกษาให้พัฒนา ผลิตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านนี้ให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต 
   
รองอธิบดี กล่าวต่อไปว่า ในปี 2564 กพร.ได้ร่วมจัดการแข่งขันสุดยอดทักษะสายสัญญาณและเน็ตเวิร์ก ปีที่ 9 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  และเงินรางวัล 400,000 บาท ซึ่งจะมีพิธีเปิดการแข่งขันในวันที่ 11 สิงหาคม 2564 ณ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ผ่านโปรแกรมออนไลน์ Zoom Meeting โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย รอบคัดเลือก จะคัดเลือกผู้ชนะในแต่ละภูมิภาคจากทั่วประเทศ ระหว่างเดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน 2564 จำนวน 55 คน จากทั้งหมด 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลางและกรุงเทพฯ ภาค ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคเหนือ เพื่อเข้าค่ายทำกิจกรรม CSR เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของกิจกรรมเป็นแบบออนไลน์ทั้งหมด ทั้งนี้ ผู้เข้ารอบทั้ง 55 คน จะได้รับมอบชุดเครื่องมือ มูลค่า 2,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร และจะได้รับการพิจารณาเข้าทำงานในเครือของบริษัทฯ ภายหลังจากจบการศึกษาด้วย และรอบชิงชนะเลิศ  โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลพระราชทานฯ และประกาศเกียรติคุณ รองชนะเลิศ รับทุนฯ 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี รางวัลที่ 3 รับทุนฯ 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลชมเชย รับทุนฯ 5,000 บาท 
        
คุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นนิสิต นักศึกษาตั้งแต่ระดับอาชีวศึกษาขึ้นไป จนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีอายุไม่เกิน 25 ปี  ต้องมีสถาบันการศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษารับรองโดยเป็นตัวแทนของสถาบันไม่เกิน 2 คนต่อสถาบัน ซึ่งผู้สมัครจะต้องกำลังศึกษาอยู่ในเขตพื้นที่ของภูมิภาคนั้นๆ ผู้ที่เคยผ่านการแข่งขันในรอบคัดเลือกในปีอื่น ๆ ไม่สามารถสมัครเข้าร่วมแข่งขันซ้ำได้อีก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร 02-6661111 ต่อ 368-374 หรือสมัครออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://cablingandnetworkingcontest.com อีเมล [email protected] รองอธิบดีกล่าวทิ้งท้าย

Made in Thailand เกิด!! รัฐจัดซื้อจัดจ้าง ต้องมีสินค้าไทย ไม่งั้นอด! กับ ‘ดร.ตั้น กฤชนนท์’ | Click on Clear THE TOPIC EP.17

???? Made in Thailand แดนไทยทำเอง!!

???? Exclusive วันนี้ !! ห่วงโซ่เศรษฐกิจ...จะเป็นเช่นไร หากรัฐจัดซื้อจัดจ้าง ‘ต้องใช้สินค้าไทย’ ??

รายการ Click on Clear THE TOPIC จับประเด็น เน้นความรู้ ที่จะพาไปร่วมเจาะลึกกับ...

‘ดร.ตั้น กฤชนนท์ อัยยปัญญา’

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ใน Topic : Made in Thailand เกิด!! รัฐจัดซื้อจัดจ้าง ต้องมีสินค้าไทย ไม่งั้นอด!!!

เวลา 2 ทุ่มตรง รับชมไปพร้อมกัน !!

ดำเนินรายการโดย ปริม กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา PROGRAM DIRECTOR THE STATES TIMES

ช่องทางรับชม LIVE

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ทัพฟ้า’ สนับสนุนบ้านพักสวัสดิการกองทัพอากาศ (เกาะตะเคียน) จ.ตราด จัดตั้งศูนย์พักคอย (Community Isolation) หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในจังหวัดตราดเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 64 พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) สั่งการให้กรมสวัสดิการทหารอากาศและฝูงบิน 207 จังหวัดตราด ให้การสนับสนุนบ้านพักสวัสดิการกองทัพอากาศ (เกาะตะเคียน) จังหวัดตราด เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์พักคอย (Community Isolation) เป็นการชั่วคราวให้กับเทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดตราดทวีความรุนแรง ทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สะสมเพิ่มจำนวนมากขึ้น

สำหรับบ้านพักสวัสดิการกองทัพอากาศ (เกาะตะเคียน) เป็นหนึ่งในกิจการสวัสดิการกองทัพอากาศ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของฝูงบิน 207 จังหวัดตราด ประกอบด้วยอาคารบ้านพักจำนวน 20 หลัง และอาคารสำนักงาน 1 หลัง ซึ่งปัจจุบันปิดการดำเนินการชั่วคราวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยการจัดตั้งเป็นศูนย์พักคอย (Community Isolation) เทศบาลเมืองตราดจะรับผิดชอบค่าสาธารณูปโภคและการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานข้อกำหนดทางการแพทย์ การสาธารณสุข

ทั้งนี้ กองทัพอากาศพร้อมให้การสนับสนุนกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ทรัพยากรของกองทัพอากาศ และพร้อมให้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร อย่างเต็มกำลังความสามารถในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับมาดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นพ.บุญ วนาสิน เปิดเผยเช้านี้ กรณีการจัดหานำเข้าวัคซีนโควิด mRNA ระบุว่า ถอดใจเรื่องนี้แล้ว บอกยากมาก แม้ว่าวัคซีนจะมีการติดต่อซื้อขายกับเอเย่นไปแล้ว แต่ไม่สามารถหาหน่วยงานนำเข้าได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางราชการ

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยเช้านี้ผ่านรายงานเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางช่อง 9 กรณีการจัดหานำเข้าวัคซีนโควิด mRNA ระบุว่า ถอดใจเรื่องนี้แล้ว บอกยากมาก แม้ว่าวัคซีนจะมีการติดต่อซื้อขายกับเอเย่นไปแล้ว แต่ไม่สามารถหาหน่วยงานนำเข้าได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางราชการ

ทั้งนี้ พยายามติดต่อหลายหน่วยงาน ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วย เนื่องจากกลัวผลจะได้รับผลกระทบ อาจถูกกล่าวหามุ่งกำไร

โดยที่ผ่านมา ดีลตัวแทน ไฟเซอร์ ไปหลายครั้ง หลายประเทศ มีวัคซีน เมื่อไม่สามารถหาองค์กรนำเข้าในเมืองไทย จึงถูกปรับเงินมัดจำ ไปแล้ว 2-3 ครั้ง

ส่วนข่าวที่จะให้องค์กรในกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำเข้านั้น นพ.บุญเผยว่า น้องชายทำธุรกิจของเขาเอง ส่วนตัวเองไม่เคยติดต่อกลาโหม

ส่วนกรณีถูกกล่าวหาว่าปั่นหุ้นนั้น หมอบุญชี้แจงว่า ตนเองมีการซื้อหุ้นทุกเดือนมาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วนการซื้อขายในระดับ 3-4 ล้าน คงเอาไปเทียบไม่ได้กับการต้องไปเสี่ยงกับการเอาเงินราว 3 หมื่นล้านบาทไปซื้อวัคซีน

ทางด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งให้ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) และนายบุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมเพื่อนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ รวมถึงการเสียเงินมัดจำจำนวน 500-600 ล้านบาทจากการผิดเงื่อนไขของสัญญา

สืบเนื่องจากนายบุญ ให้ข่าวผ่านสื่อเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 64 ว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมที่เป็นหน่วยงานนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ ต่อมาในวันเดียวกันโฆษกกระทรวงกลาโหมได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวและยืนยันว่าขณะนี้กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในสังกัดยังไม่มีแผนหรือความตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนใด ๆ ในการสั่งซื้อหรือนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์แต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายบุญยังกล่าวถึงการที่ต้องเสียเงินมัดจำเป็นจำนวน 500-600 ล้านบาท เนื่องจากผิดเงื่อนไขของสัญญาด้วย

ก.ล.ต. เห็นว่าเนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความขัดแย้งกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิด และอาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นหรือต่อการตัดสินใจลงทุนหรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาหลักทรัพย์ ก.ล.ต. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 58 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้ THG และนายบุญชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วันนับแต่วันที่ 4 ส.ค. 64 พร้อมทั้งให้ THG เปิดเผยคำชี้แจงผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้มีหนังสือ 2 ฉบับ ถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ THG และ นายบุญ วนาสิน ในฐานะประธานกรรมการของ THG ให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 ส.ค. 64

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทางบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวานนี้ (3 ส.ค.) ชี้แจงกรณีข่าวการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่ได้มีสํานักข่าวแห่งหนึ่งได้ระบุว่า นายแพทย์บุญ วนาสิน ให้สัมภาษณ์ถึงการนําเข้าวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ร่วมกับกระทรวงกลาโหม โดยจะมีการทําสัญญาภายในสัปดาห์นี้ และระบุว่าสามารถนําเข้ามาภายในเดือนสิงหาคมนั้น

บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) (THG) ขอชี้แจงว่า นายแพทย์บุญ ไม่ได้เป็นผู้ให้ข้อมูลที่มีเนื้อหาดังกล่าวแก่สํานักข่าวและได้ดําเนินการแจ้งให้สํานักข่าวแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อนึ่ง THG ยืนยันว่า การติดต่อนําเข้าวัคซีน mRNA และวัคซีนอื่น ๆ ยังดําเนินการอย่างต่อเนื่องและอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้สามารถนําวัคซีนมาช่วยให้ประเทศชาติพ้นวิกฤติให้เร็วที่สุด


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

จนท.อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตรวจยึดรถบรรทุกขนไม้ท่อนเถื่อน โดยกระทำความผิดไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 เวลา 19.16 น. คณะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ภายใต้การนำของ นายบัณฑิต ฉิมชาติ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เจ้าหน้าที่สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 3 ภาคเหนือ (สปป.3) เจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปรามสายที่ 2 ส่วนป้องกันทรัพยากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้นาหมื่น และเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่ง ร่วมกันตรวจยึดไม้ประดู่ท่อนจำนวน 7 ท่อน ปริมาตร 0.94 ม3 คิดเป็นค่าเสียหายที่รัฐพึ่งได้รับ 32,900 บาท พร้อม รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า (รถตู้) สีบอนด์เงินมีแถบข้างสีเลือดหมู ทะเบียน ฮษ 9984 กทม จำนวน 1 คัน

โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิด

1. ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 73 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยมิได้รับอนุญาต มาตรา 48 ประกอบมาตรา 73 มีไม้อันยังมิได้แปรรูป (ไม้ประดู่ท่อนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต

2. ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 31 ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาตและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่

106/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อที่ 2 ข้อหาฐานมีไม้กระยาเลยท่อน (ไม้ประดู่) ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต

3. ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา19 (2) ประกอบมาตรา 42 ฐานร่วมกันเก็บหานำออกไปทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นฮันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งไม้(ไม้ประดู่ท่อน) หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น

พฤติการณ์แห่งคดี ตามคำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติที่ 1/2561 เรื่อง การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ลงวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561 คำสั่งอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ที่ 3 /2561 เรื่อง ตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) ส่วนหน้า จังหวัดน่านและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (แปก.พป.) ส่วนหน้า จังหวัดน่าน ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 และตามการลาดตระเวนระบบเชิงคุณภาพ(Smart Patrol System) จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ร่วมกันออกตรวจลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ในพื้นที่รับผิดชอบท้องที่บ้านประมงปากนาย หมู่ 17 ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน จากการสืบทราบข่าวว่า มีกระบวนการลักลอบทำไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ บริเวณป่ารอยต่ออุทยานแห่งชาติศรีน่าน อุทยานแห่งชาติขุนสถานและอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน เมื่อลักลอบทำไม้แล้วเสร็จ จะชักลากไม้บรรทุกด้วยเรือยนต์หางยาวมาส่งบริเวณท่าโปะข้ามฟาก(อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน-อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์) ท้องที่บ้านประมงปากนาย หมู่ที่ 17 ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ตามวันและเวลาดังกล่าว จนท.ชุดจับกุม มาถึงบริเวณที่ได้รับแจ้งได้จัดกำลังลงตรวจสอบทางน้ำและเดินตรวจสอบบริเวณท่าโป๊ะ

ขณะที่คณะเจ้าหน้าที่ตรวจมาถึงบริเวณ ที่เกิดเหตุสังเกตเห็นรถตู้และกลุ่มคนประกอบด้วยผู้ชายและผู้หญิงประมาณ 8-10 คน รวมกลุ่มนั่งดื่มเครื่องดื่มอยู่ห่าง จากรถตู้ประมาณ 2-3 เมตร หน.ชุดจึงได้สั่งการให้คณะเจ้าหน้าที่แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขออนุญาตตรวจสอบ กลุ่มคนดังกล่าว เมื่อเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่จึงจะพยายามเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงได้ตะโกนบอกให้อยู่ในความสงบ อย่าได้คิดขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยได้มีการพูดจาโต้ตอบกับกลุ่มคนดังกล่าวในการปฏิบัติหน้าที่ได้บันทึกภาพและวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน

ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่จำได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมี นายอิทธิพล ได้เข้ามาพูดจาข่มขู่เจ้าหน้าที่ และนายหนึ่งไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง ได้เข้ามาใช้เท้าถีบ นายเอกลักษณ์ ทาอิน พนักงานพิทักษ์ป่าประจำอุทยานแห่งชาติศรีน่าน คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ป้องกันตัวและระดมกำลังเข้าช่วยเหลือเมื่อกลุ่มคนดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่มาจำนวนมาก จึงได้ใช้อาศัยความชุลมุนวิ่งลงเรือยนต์หางยาว ซึ่งจอดรออยู่จำนวน 4 ลำหลบหนีไปทางด้านทิศใต้ของแม่น้ำน่าน คณะเจ้าหน้าที่จึงได้พยายามติดตามแต่ไม่ทัน สันนิษฐานว่ากลุ่มคนที่ประกอบด้วยผู้ชายและผู้หญิงดังกล่าวน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชักลากไม้ที่บรรทุกอยู่ภายในรถตู้ จนท.ชุดจับกุมจึงได้สั่งการให้ตรวจสอบรถตู้คันดังกล่าว พบว่าเป็นรถตู้ที่ใช้ปฏิบัติในราชการตำรวจของสถานีตำรวจภูธรนาหมื่น อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ยี่ห้อโตโยต้า (รถตู้ สีบอนด์เงินมีแถบข้างสีเลือดหมู ทะเบียน ฮษ 9984 กทม  มีโลโก้สำนักตำรวจแห่งชาติติดที่ประตูด้านคนขับและด้านผู้โดยสารทั้งสองด้าน ด้านข้างมีสติกเกอร์คำว่า POLICE ติดที่ด้านข้างของรถทั้งสองด้านส่วนท้ายทั้งสองข้างติดสติกเกอร์ สภ.นาหมื่นและคำว่าเหตุด่วนเหตุร้ายแจ้ง191 ทั้งสองด้าน

โดยรถตู้คันดังกล่าวไม่มีคนขับและมีกุญแจเสียบอยู่ที่จุดสตาร์ทรถยนต์จอดหันหัวขึ้นไปทางถนนและด้านท้ายห่างจากลำน้ำน่าน ประมาณ 2 เมตร โดยเปิดประตูผู้โดยสารฝั่งด้านซ้ายสามารถมองเห็นเข้าไปด้านในพบว่าไม้ท่อนจำนวนหนึ่งบรรทุกอยู่ภายในห้องโดยสาร โดยได้ถอดเบาะออกทั้งหมดคงเหลือเพียงแค่ที่นั่งของคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า สันนิษฐานได้ว่า การถอดเบาะดังกล่าวไม่ได้ถูกถอดมาด้วยความบังเอิญแต่ถูกถอดออกมาเพื่อชักลากไม้ท่อนที่บรรทุกอยู่ภายในรถ จึงได้ร่วมกันตรวจสอบโดยละเอียด พบว่าเป็นไม้กระยาเลยท่อนที่บรรทุกอยู่ภายในรถเป็นไม้กระยาเลยท่อนชนิดไม้ประดู่ มีลักษณะใหม่ไม่มีร่องรอยการเป็นเครื่องมือเครื่องใช้มาก่อนแต่อย่างใดและไม่พบร่องรอยดวงตาของพนักงานเจ้าหน้าที่ตีประทับไว้บริเวณหน้าตัดของไม้กระยาเลยท่อน (ไม้ประดู่) แต่อย่างใด คณะเจ้าหน้าที่ได้พยายามส่งเสียงเรียกหาเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวหรือผู้ที่ซึ่งจะมาแสดงตนเป็นเจ้าของ ปรากฏว่าไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามาแสดงตน จึงได้ลงความเห็นร่วมกันแล้วเห็นว่า

การกระทำกล่าวเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ พุทธศักราช 2504 เนื่องจากไม้ประดู่ม่อนเป็นประเภท ก พื้นที่ที่พบไม้ประดู่อยู่นั้นอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ และชาติศรีน่าน จึงเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 จึงได้ร่วมกันตรวจยึดไม้กระยาเลยท่อน(ไม้ประดู่) โดยการตรวจนับวัดขนาดได้ไม้กระยาเลยท่อน (ไม้ประดู่ จำนวน 7 ท่อนและใช้ดวงตา ตีประทับไว้ที่หน้าตัดของไม้ประดู่ท่อนทั้ง 2 ด้านทุกท่อน พร้อมตรวจยึดรถยนต์ (รถตู้) คันดังกล่าวไว้เป็นของทั้งหมด นำส่ง ร.ต.อ.วินัย โนติ้บ พงส.สภ.นาหมื่น เพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป


ภาพ/ข่าว  ปฏิญญา เรือนงาม รายงาน

ยื่นป.ป.ช.! “ศรีสุวรรณ” เตรียมร้อง ป.ป.ช. สอบจริยธรรมร้ายแรง “เสรีพิศุทธ์” หลังศาลปกครองสูงสุดยกคำขอเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งล่วงล้ำลำน้ำในแม่น้ำแควน้อย

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่าวันที่ 5 ส.ค. 64 สมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นกรณีศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้องในคดีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขอเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งล่วงล้ำลำน้ำในแม่น้ำแควน้อย อันเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ 

เนื่องจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กระทำการทิ้งหิน ดิน ล่วงล้ำลำน้ำแควน้อยเกินกว่าแนวเขตที่ดินของตนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า ตาม ม.119 แห่ง พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย 2456  พร้อมกับมีการปลูกต้นไม้ทำเป็นสวนหย่อมและทำทางเท้าปูด้วยแผ่นหิน อันเป็นการปลูกสร้างสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดิน ตั้งแต่ปี 2551 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นอำนาจโดยชอบตาม ม.118 ทวิ แห่งกฎหมายเดียวกันที่กรมเจ้าท่าใช้อำนาจโดยชอบสั่งให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รื้อถอนสิ่งล่วงล้ำในแม่น้ำแควน้อยออกไปภายใน 30 วัน  ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว 

การกระทำของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  ซึ่งเป็น ส.ส.และหัวหน้าพรรคการเมือง  จึงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เฉกเช่นเดียวกันกับกรณีของ ส.ส.ปารีณา ไกรคุปต์  สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  จึงร้องเรียนขอให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และมีมติส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา และขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกันต่อไปด้วย

ประกันสังคม ทยอยโอนเงินเยียวยาวันละ 1 ล้านบัญชี ม.33 10 จังหวัดสีแดง เงินเข้าวันนี้

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติโครงการเยียวยานายจ้าง และผู้ประกันตน ม.33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สงขลา นราธิวาส ยะลา และปัตตานี

ล่าสุด สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ทำการโอนเงินเยียวยาแก่ผู้ประกันตนตาม ม.33 ที่ได้รับผลกระทบใน 9 กลุ่มกิจการ คือ

1.) ก่อสร้าง

2.) ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร

3.) ศิลปะความบันเทิงและนันทนาการ

4.) กิจกรรม บริการด้านอื่น ๆ

5.) การขายส่ง ปลีก ซ่อมยานยนต์

6.) การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า

7.) กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน

8.) กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ

และ 9.) ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร

ในพื้นที่ 10 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ‘สีแดงเข้ม’ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สงขลา นราธิวาส ยะลา และปัตตานี

โดยโอนผ่านระบบบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน วันละ 1 ล้านบัญชี จากจำนวนผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยามีจำนวน 2.87 ล้านคน ตั้งแต่วันที่ 4-6 ส.ค.นี้ สำหรับรายละเอียด การโอนเงิน ผู้ประกันตนตาม ม.33 (พนักงานเอกชนทั่วไป ลูกจ้างที่ยังทำงานในสถานประกอบการที่มีนายจ้าง) ที่จะได้รับการเยียวยา เป็นเงิน 2,500 บาท โอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น

ส่วนนายจ้างจะได้รับการเยียวยา ตามจำนวนลูกจ้าง หัวละ 3,000 บาท สูงสุดลูกจ้างไม่เกิน 200 คน โดยนายจ้างบุคคลธรรมดา จะได้รับเงินโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเช่นกัน นายจ้างสถานะนิติบุคคล จะโอนเข้าบัญชีธนาคารตามชื่อนิติบุคคล

ส่วนเฟส 2 : 3 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุทธยา, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา รับ 2,500 บาท เงินจะโอนเข้า วันที่ 9 ส.ค.

เฟส 3 : ม.39-40 13 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา, ชลบุรี, พระนครศรีอยุธยา และ ฉะเชิงเทรา จะได้รับเงินโอนผ่านระบบบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชน จำนวนวันละ 1 ล้านบัญชี) รับ 5,000 บาท เงินจะโอนเข้า วันที่ 24 ส.ค. สำนักงานประกันสังคม จะโอนเงินเยียวยาแก่ผู้ประกันตนตาม ม.39 (ผู้ประกันตนที่ลาออกจากพนักงานเอกชนแล้ว) และ ม.40

เฟส 4 : 2 กลุ่ม จะได้รับโอนเงินในวันที่ 25 ส.ค.แก่ผู้ประกันตนตาม ม.39 และ ม.40 ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งข้อกำหนดออกตามความมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 30 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ‘สีแดงเข้ม’ 29 จังหวัด ม.33 รับเงิน 2,500 บาท งวดที่ 2

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ในพื้นที่ 29 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ‘สีแดงเข้ม’ คือ กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา, ชลบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, สมุทรสงคราม, สุพรรณบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ราชบุรี, อ่างทอง, นครนายก, ปราจีนบุรี, ลพบุรี, ระยอง, สิงห์บุรี, สระบุรี, นครราชสีมา, เพชรบูรณ์ และตาก ผ่านระบบบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชน งวดที่ 2 จำนวน 2,500 บาท ม.39-40 (29 จังหวัด) รับ 5,000 บาท

ผู้ประกันตนตาม ม.39 (ผู้ประกันตนที่ลาออกจากพนักงานเอกชน) และ ม.40 ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งข้อกำหนดออกตามความ ม.9 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 30 ขยายจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ‘สีแดงเข้ม’ 16 จังหวัด คือกาญจนบุรี, สมุทรสงคราม, สุพรรณบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ราชบุรี, อ่างทอง, นครนายก, ปราจีนบุรี, ลพบุรี, ระยอง, สิงห์บุรี, สระบุรี, นครราชสีมา, เพชรบูรณ์ และตาก โอน 5,000 บาท


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top