Tuesday, 23 June 2026
TheStatesTimes

ตม.จว.ขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบแรงงาน นายจ้างเจอพิษเศรษฐกิจ ผงะซ้ำ! ถูกตุ๋นต่อวีซ่าเถื่อนลูกจ้างกัมพูชา เร่งสาวหาตัวการ

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติ รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว รอง ผบก.ตม.4 และ พ.ต.ท.สราวุฒิ ปรีดากร สวญ.ตม.จว.ขอนแก่น ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ดังนี้

ตามนโยบายสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ดำเนินการสืบสวนจับกุมและขยายผลขบวนการที่กระทำความผิดเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าว และสกัดกั้นแรงงานที่ทะลักออกมาจากพื้นที่จังหวัดที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดย ตม.จว.ขอนแก่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบสถานประกอบการ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการนำแรงงานต่างด้าวที่มาจากพื้นที่จังหวัดเสี่ยงแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสมาทำงานโดยผิดกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 6 ราย ถือหนังสือเดินทางที่มีตราประทับขออยู่ต่อ ในราชอาณาจักร ของ ตม.จว.ปทุมธานี โดยเมื่อตรวจสอบโดยละเอียดแล้วพบว่าตราประทับวันอนุญาตของ ตม.จว.ปทุมธานี ไม่ปรากฏลายมือชื่อของเจ้าพนักงานผู้อนุญาต ซึ่งมีลักษณะผิดปกติ จึงได้นำตัวบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชากลุ่มดังกล่าวทั้ง 6 ราย มาตรวจสอบเอกสารสำคัญประจำตัวโดยละเอียดที่ ตม.จว.ขอนแก่น

โดยจากการตรวจสอบผ่านระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง (Biometrics) ไม่พบการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรตามที่ได้มีปรากฎในตราประทับในหนังสือเดินทางแต่อย่างใด จึงได้ประสานไปยัง ตม.จว.ปทุมธานี ตามที่ระบุในหนังสือเดินทางว่าเป็นผู้อนุญาตอยู่ต่อให้กับกลุ่มบุคคลต่างด้าวกลุ่มดังกล่าว ได้รับแจ้งว่าไม่มีการแจ้งขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรตามที่ได้ประทับตราในหนังสือเดินทางแต่อย่างใด

จึงทราบว่าตราประทับอนุญาตดังกล่าวเป็นตราประทับปลอม จากการสอบถามนายจ้างของบุคคลต่างด้าวคือนายพุฒศิษฐ์ อายุ 47 ปี สัญชาติไทย แจ้งว่าตนได้ว่าจ้างให้ น.ส.ทิพย์วรรณ อายุ 30 ปี เป็นผู้นำหนังสือเดินทางของบุคคลต่างด้าวไปทำการขออยู่ต่อให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา น.ส.ทิพย์วรรณ รับว่าตนนำหนังสือเดินทางของแรงงานต่างด้าวไปมอบให้ น.ส.จอย ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง เพื่อทำเรื่องขออยู่ต่อฯ

จนมาปรากฏว่าตราประทับดังกล่าวเป็นตราประทับปลอม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.ขอนแก่น จึงแจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาจำนวน 6 ราย ทราบว่า “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และ “เป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชามีและใช้เอกสารปลอม”(ตราประทับวันอนุญาตอยู่ต่อ) แล้วนำตัวส่ง พงส.สภ.เมืองขอนแก่นเพื่อดำเนินการ พร้อมเร่งรัดสืบสวนขยายผลสู่ตัวการขบวนการปลอมตราประทับเพื่อมารับโทษทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป

สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ  รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตราย ต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อันทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือ www.immigration.go.th

 

 

'ศปก.ศบค.' ยัน ร้านอาหาร ในห้างให้ขายเดลิเวอรี่เท่านั้น ย้ำ!! ยึดตามข้อกำหนดศบค. เล็ง เปิดพื้นที่ในซุปเปอร์ฯ ให้ร้านนำอาหารมาขายแจมได้

4 ส.ค. 64 รายงานข่าวจากศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ศปก.ศบค. เปิดเผยผลประชุมศปก.ศบค.เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ถึงกรณีการเปิดร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าที่ให้ขายแบบเดลิเวอรี่เพียงอย่างเดียว ตามที่ประกาศในข้อกำหนด แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อกลับบ้าน แต่เมื่อมีประชาชนและผู้ประกอบการร้านอาหารส่วนหนึ่งร้องเรียนให้ผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวเพื่อให้สามารถซื้อกลับบ้าน (take away) ได้

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมจึงหยิบประเด็นดังกล่าวมาหารือและมีข้อสรุป ว่า สามารถให้ซื้ออาหารกลับบ้านได้ เฉพาะร้านที่ตั้งอยู่พื้นที่ภายในบริเวณซุปเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น แต่ร้านอาหารที่ตั้งเป็นร้านเดี่ยวภายในห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่ในพื้นที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตให้จำหน่ายได้รูปแบบเดียว คือ 'เดลิเวอรี่' เท่านั้น

โดยแนวทางยึดตามข้อกำหนดของศบค.เนื่องจากในที่ประชุมพูดคุยว่ามีข้อกังวลหากเปิดร้านอาหาร ที่ตั้งเป็นร้านเดี่ยวในห้างสรรพสินค้าให้ซื้อกลับบ้านได้ จะทำให้เกิดปัญหาประชาชนเข้าไปแออัดในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง ทำให้เกิดแพร่ระบาดได้ง่าย อีกทั้งให้ยึดตามข้อกำหนดศบค.ที่ระบุชัดเจนว่าไม่ต้องการให้มีการเคลื่อนย้ายจากบ้าน

“แต่อย่างไรก็ตามได้ขอให้ซุปเปอร์มาร์เก็ตขยายพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อให้ร้านอาหารเดี่ยวในห้างสามารถนำอาหารมาวางจำหน่ายในพื้นที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยได้”

ทั้งนี้เมื่อได้ข้อสรุป ทางกทม.จะออกเป็นประกาศแนวทางปฎิบัติโดยละเอียดอีกครั้ง และจะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการ ส่วนจังหวัดอื่นในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดหรือพื้นที่สีแดงเข้ม ให้ทางผู้ว่าฯ พิจารณา รายละเอียดก่อนประกาศแนวทางจังหวัดต่อไป


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

จับเฒ่าจีน!! ‘หนีหมายคดีล้มละลาย แอบซุกบริษัทย่านปทุม’ พบหลักฐานดำเนินคดีในความผิดทางการเงิน มีหมายจับของศาลจีนคดีล้มละลายเช่นกัน

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3 และ ว่าที่ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ดังนี้

ให้ห้วงที่ผ่านมา กก.สส.บก.ตม.3 คอยสอดส่งพฤติกรรมและบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายหรือมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมในประเทศไทย ในครั้งนี้ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 ได้รับการร้องเรียนว่ามีบุคคลคล้ายคนจีนน่าสงสัยว่าอาจหลบหนีเข้าเมืองหรือหลบหนีความผิดบางประการ โดยมีพฤติกรรมหลบ ๆ ซ่อน ๆ และระมัดระวังตัวสูง จึงได้ทำสืบสวนหาข้อมูลจนทราบข้อเท็จจริงว่าหลบหนีคดีมาจากประเทศจีนและอยู่เกินในราชอาณาจักรมาเป็นเวลานาน รายละเอียดการสืบสวนและดำเนินการจับกุมมีดังนี้

หลังจากได้รับการร้องเรียนของประชาชนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีข้อมูลว่ามีชายมีอายุลักษณะคล้ายคนจีน อาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีลักษณะมีป้ายบริษัทอยู่หน้าบ้าน แต่ไม่พบเห็นว่ามีใครเข้ามาต่อติดงานบริษัทดังกล่าว โดยนาน ๆ ครั้งจะมีชายคนหนึ่งลักษณะคล้ายคนจีนปรากฏตัวออกมาจากบ้านหลังดังกล่าว และขณะเดินออกมาจากบ้านจะมีท่าทีที่ระวังตัวเป็นอย่างมาก เป็นที่น่าสงสัยว่าอาจหลบหนีเข้ามาหรือหนีความผิดบางอย่าง

ชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนอยู่ระยะหนึ่งจนได้ข้อมูลว่า ชายคนดังกล่าวคือนาย Rong สัญชาติจีน อายุ 59 ปี เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะเป็นนักท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ.2559 ปัจจุบันอยู่เกินในราชอาณาจักร (Overstay) มา 1,956 วัน (ประมาณ 5 ปีครึ่ง) และยังมีข้อมูลว่าถูกดำเนินคดีที่ประเทศจีนในความผิดทางการเงินจนมีหมายจับของศาลประเทศจีนในคดีล้มละลาย จึงได้นำเรียนข้อมูลผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและมีความเห็นว่าพฤติกรรมของนาย Rong ซึ่งอยู่แบบหลบซ่อนไม่ขออยู่ต่อในประเทศไทยโดยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเปิดเผย สุ่มเสี่ยงเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมในประเทศไทยซึ่งพบเห็นบ่อยครั้งที่ผ่านมา ซึ่งได้อนุมัติให้ดำเนินการจับกุมโดยทันที

เมื่อได้รับการอนุมัติดังกล่าว ชุดสืบสวนได้ดำเนินการเข้าจับกุมโดยวางแผนแฝงตัวซุ่มดูอยู่หลายวันจนกระทั่ง นาย Rong ได้ปรากฏตัวจึงเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอตรวจสอบ แต่เมื่อนาย Rong พบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รีบหลบเข้าไปในรถยนต์และทำการล็อครถไม่ยอมออกมาให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 5 ชั่วโมงถึงยินยอมออกมาจากรถและให้มีการตรวจสอบหนังสือเดินทาง ซึ่งผลการตรวจสอบก็ปรากฏชัดว่าอยู่เกินในราชอาณาจักรตรงตามข้อมูลทางสืบสวนจริง จึงได้จับกุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี

การแจ้งข้อกล่าวหา

แจ้งข้อกล่าวหา นาย Rong ว่า “เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) จำนวน 1,956 วัน”ภายหลังจับกุมนาย Rong รับว่าตนกระทำผิดตามที่กล่าวหา ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนในประเทศจีน ซึ่งมีการกู้ยืมเงินจำนวนมากแต่ยังปกปิดจำนวน เมื่อสถานการณ์เริ่มย่ำแย่ได้เดินทางทางหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ.2016 ภายหลังถูกฟ้องคดีและล้มละลายในเวลาต่อมาจนมีหมายจับในปี ค.ศ.2018 และ 2019 ตามลำดับ ในกรณีเงินทุนที่เอาเข้ามาใช้ในประเทศในการเปิดบริษัทนั้นชุดสืบสวนจะมีการสืบสวนต่อไปและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตราย ต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อันทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือ www.immigration.go.th

สำนักงานประกันสังคม แจงโอนเงินเยียวยา ม.33 ตามลำดับเลขบัตรประชาชน

จากกรณี สำนักงานประกันสังคม หรือ สปส. จะโอนเงินเยียวยาให้กับประชาชนในกลุ่มผู้ประกันตน มาตรา 33 เริ่มต้นโอนในวันที่ 4 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยล่าสุดมีรายงานว่ามีผู้ประกันตนในกลุ่มที่เข้าเงื่อนไขรับเงินเยียวยาได้รับเงินโอนเข้าบัญชีแล้ว ขณะที่อีกหลายคนยังไม่ได้

ล่าสุดสำนักงานประกันสังคม (สปส.) แจ้งรายละเอียดการโอนเงินเยียวยาให้กับผู้ประกันตน ม.33 ดังนี้

1.) วันที่ 4 สิงหาคม โอนเงินเข้าเลขบัตร ปชช.

1024200112971-1620400023507

2.) วันที่ 5 สิงหาคม โอนเงินเข้าเลขบัตร ปชช.

1620400023965-3460700773038

3.) วันที่ 6 สิงหาคม โอนเงินเข้าเลขบัตร ปชช.

3460700774417-8960900002244

กรณีผู้ประกันตนยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์บัญชีธนาคารด้วยเลขบัตรประชาชน ขอให้รีบดำเนินการ ทั้งนี้ จะมีการโอนเงินเยียวยาให้ผู้ประกันตน ม.33 รอบต่อไปในวันที่ 13 สิงหาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ จะมีการรวบรวมตัวเลข และโอนเงินให้ทุกวันศุกร์ ไปจนกว่าจะครบตามจำนวน หรือสิ้นสุดในวันที่ 29 ตุลาคม 2564

สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ขณะนี้ สปส.อยู่ระหว่างประมวลผลข้อมูล คาดว่าจะเริ่มโอนเงินให้กับผู้ที่ได้สิทธิภายในเดือนสิงหาคมนี้


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ชลบุรี - ผู้ใหญ่ใจดี! ‘สโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล’ มอบถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชนชาวสัตหีบ ยามวิกฤติโควิด-19

วันนี้ (4 ส.ค.64) โมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล นำโดย นายกชนัญดา กองพล และนายกก่อตั้ง อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการภาค 3340 ดร.ออทม่า ดีเทอร์ นำถุงยังชีพมาช่วยเหลือประชาชนชาวสัตหีบ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัสโควิด-19 ที่กำลังวิกฤติทำให้ประชาชนไม่สามารถออกมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ โดยมี นายกิตติพงษ์ กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบ เป็นผู้แทนรับมอบ ซึ่งภายในถุงยังชีพก็จะประกอบด้วยเครื่องบริโภค ข้าวสาร ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช เป็นต้น และจะนำไปมอบต่อให้กับผู้นำชุมชนของแต่ละตำบลมารับไปแจกให้กับประชาชนที่เดือดร้อน

ในการนี้ นายกิตติพงษ์ กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบ ได้นำคณะสโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมการทำอาหารและนำถุงยังชีพไปมอบให้กับโรงครัวสนามที่วัดสามัคคีบรรพต ต.บางเสร่ และโรงครัวสนามเทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว  ซึ่งได้ตั้งเป็นครัวสนามทำอาหารแจกให้กับประชาชนของแต่ละพื้นที่อีกด้วย

นายกชนัญดา กองพล  นายกสโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันโควิด-19 ได้แพร่ระบาดอย่างหนักทั้งจังหวัดชลบุรีและจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งพื้นที่อำเภอสัตหีบด้วย ทางสโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล

ได้ตระหนักและมีความเห็นใจประชาชนที่ไม่สามารถออกมาประกอบอาชีพได้อย่างปกติ จึงได้นำเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในช่วยวิกฤตินี้ และขอฝากไปยังประชาชนชาวสัตหีบ ให้ร่วมกันป้องกันตนเอง ปฎิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเต็มที่ และขอให้มีกำลังใจต่อสู้เพื่อจะได้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน


ภาพ/ข่าว  นันทชัย เชื้อสนุก / สมนึก เชื้อสนุก รายงาน

'น้าเดช' เปิดต้นเหตุความแตกแยกมาจากคำสั่ง 66/23 ทหารประมาทต่อ 'ศึกในเมือง' ที่ก่อตัวคุกรุ่นอยู่เงียบ ๆ

นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ หรือ 'น้าเดช' นักสื่อสารมวลชนด้านยานยนต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง 66/23  มีเนื้อหาดังนี้...

๖๖/๒๓

ข้อความต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า เป็นความคิดเห็นที่ไม่มีหลักวิชาการ ไม่มีหลักฐานอะไรมาอ้างอิง ความคิดเห็นนี้ไม่ได้มีเจตนาจะต่อว่าต่อขานใคร เพราะในช่วงเวลาที่แตกต่าง ในสถานการณ์ที่แตกต่าง คนที่ตัดสินใจย่อมคิดเอาเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ มาเป็นองค์ประกอบสำหรับตัดสินใจ ต่างจากผมที่ใช้เหตุการณ์ที่ผ่านพ้นมานาน มาเป็นองค์ประกอบในการแสดงความคิดเห็นครั้งนี้

เหตุการณ์ในประเทศไทยทุกวันนี้ ที่คนต่างวัยมีความเห็นที่แตกต่างกัน ผู้คนในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา มีความคิดที่ไปกันไม่ได้กับคนสูงวัยส่วนใหญ่ มีนักวิเคราะห์ นักวิชาการ มากมายออกมาแสดงความเห็นกันเอาไว้ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมีที่มาจากอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คราวนี้ผมจะขอแสดงความเห็นของผมบ้าง

ในความเห็นของผมก็คือ มันมีต้นเหตุมาจากคำสั่ง ๖๖/๒๓ อันโด่งดัง ครั้งนั้นประเทศไทยเรามีเหตุการณ์ต่อสู้กัน ทั้งทางความเชื่อและต่อสู้กันด้วยอาวุธ เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ มีคนไทยบาดเจ็บล้มตายกันทุกฝ่าย คนที่มีการศึกษากลุ่มหนึ่ง หนีภัยการเมืองเข้าป่า บางคนก็เตลิดไปไกลถึงประเทศอื่น แล้วก็ไปเพาะบ่มเชื้อทางความคิดให้กับชาวบ้านที่ห่างไกล ภายใต้แนวคิดแบบ “ป่าล้อมเมือง” จนกระทั่งมีนักคิดทางการทหาร ได้คิดมาตรการที่เรียกกันว่า ๖๖/๒๓ ขึ้นมา เป็นการเรียกร้องให้ฝ่ายที่ต่อสู้อยู่ในป่า กลับคืนมาเข้าเมืองโดยไม่มีความผิด  เพื่อให้กลับมาเป็น “ผู้พัฒนาชาติไทย” ร่วมกัน

คำสั่ง ๖๖/๒๓ ได้ผลดีตรงที่มีคนออกจากป่ากลับเข้าสู่บ้านเมืองมากมาย จนทำให้การต่อสู้ทางอาวุธยุติลงแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การต้อนรับคนกลับจากป่า แม้จะมีการวางแผนเอาไว้ในทางวัตถุ แต่ไม่ได้มีการวางแผนในทางปฏิบัติการจิตวิทยาเอาไว้อย่างจริงจัง มันจึงเป็นการดึงศัตรูที่เคยปฏิบัติการ “ป่าล้อมเมือง” ให้เปลี่ยนแผนยุทธวิธีมาเป็น “ส้องสุมกำลังในเมืองเพื่อล้มเมือง”

โดยจะเห็นได้ว่า นักศึกษา นักวิชาการ นักคิดทางการเมือง นักปลุกระดมทางการเมือง ที่กลับออกมาจากป่า กลับมาส้องสุมกันในมหาวิทยาลัยในฐานะ “ผู้สอน” มาส้องสุมกันในสื่อหลายสำนักในฐานะ “คนเดือนตุลา” ที่เป็นนักคิดนักเขียน หลายคนกลับเข้ามาในฐานะนักการเมืองหัวก้าวหน้า คนกลุ่มนี้กลับจากป่ามาสู่เมือง แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตา “ปลูกฝังความคิด” เสกเป่าความเชื่อและแนวทางของตนเอง ใส่คนรุ่นใหม่ในเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีการศึกษาดี ๆ สูง ๆ

พ่อแม่ที่เป็นคนอายุเท่าเทียมกับคนที่กลับเข้าเมืองและรู้เท่าทัน ก็ยังไม่ได้คิดระแวงอันใด เพราะยังคิดเหมือนกับสมัยที่ตนเองยังศึกษาอยู่ ว่าสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยคือที่เพาะบ่มความรู้ โดยหารู้ไม่ว่าเป็นความรู้พิษที่ถูกเพาะบ่มเอาไว้อย่างเนิ่นนาน ฝ่ายด้านนักการทหารก็คิดว่าศึกนี้สงบราบคาบไปแล้ว เพราะแนวคิด ๖๖/๒๓ ก็มาจากนักคิดฝ่ายทหารเอง จึงปล่อยวางและประมาทต่อ “ศึกในเมือง” ที่ก่อตัวคุกรุ่นอยู่เงียบ ๆ

วันนี้เมื่อสังคมไทยมีคนรุ่นใหม่ที่ถูกบ่มเพาะจากเชื้อร้าย ของผู้กลับออกมาจากป่าภายใต้คำสั่ง ๖๖/๒๓ มากขึ้น เราจึงเห็นสภาพความคิดของคนในสังคมแตกแยกกันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ จนยากที่จะประสานได้ และหากต้องการที่จะแก้ไขในระยะยาว ก็คงต้องใช้วิธีการ “กำจัดปลวกด้วยการทำลายรังปลวก” เท่านั้น แต่ทั้งนี้ “แมงเม่า ที่บินออกมาจากรังปลวกเดียวกัน” ก็ต้องทำใจได้ หากว่ารังปลวกจะต้องถูกทำลายไป เพื่อสร้างรังใหม่ที่เข้มแข็งขึ้นมาแทนที่…

หมายเหตุ >> คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 หรือคำสั่งที่ 66/2523 หรือคำสั่งที่ 66/23 เป็นคำสั่งรัฐบาลไทยที่กำหนดนโยบายสำคัญในการต่อสู้กับการก่อการกำเริบคอมมิวนิสต์ช่วงปลายสงครามเย็น คำสั่งดังกล่าวออกเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2523 และลงนามโดยนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ คำสั่งนี้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากท่าทีทหารสายแข็งที่ดำเนินมาตั้งแต่รัฐบาลฝ่ายขวาธานินทร์ กรัยวิเชียร (ครองอำนาจ 2519 ถึง 2520) มาสู่สายกลางมากขึ้น ซึ่งให้ความสำคัญมาตรการทางการเมืองเหนือการปฏิบัติทางทหารอย่างเป็นทางการ

คำสั่งนี้กำหนดให้มีการจัดการความอยุติธรรมทางสังคม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตย มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมสอดคล้องกับคำสั่งอนุญาตให้ผู้แปรพักตร์ผละขบวนการก่อการกำเริบ ซึ่งเมื่อประกอบกับการเสื่อมลงของการสนับสนุนจากต่างชาติ นำไปสู่การเสื่อมลงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4236655333084162&id=100002192101649

https://www.thaipost.net/main/detail/112196

https://th.m.wikipedia.org/wiki/คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่_66/2523


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

สระแก้ว - สส.ชลบุรีเขต 7 มอบเตียงสนามศูนย์ฟื้นฟูพักคอยรอกลับบ้าน จำนวน 40 ชุด เทศบาลเมืองจังหวัดสระแก้ว

เมื่อเวลา 07.00 น ขอที่ 3 สิงหาคม 24 สส.กวินนาถ ตาคีย์ ชลบุรี เขต 7 รองหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท เดินทางรับมอบเตียงสนาม จากนายอมรเทพ โรจนลภัสปรีดา แซ่คู ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 27 และเลขานุการกรรมาธิการการปกครอง เป็นตัวแทนครอบครัวชาวนาและกัลยานิมิตรผู้ใหญ่ผู้ใจบุญ เพื่อรับส่งมอบให้กับศูนย์พักฟื้นคอยการกลับบ้านของผู้ป่วย covid จำนวน 40 ชุด ให้กับเทศบาลเมืองจังหวัดสระแก้ว และยังมีบริษัทคนีน์จำกัดและผลิตภัณฑ์ออแกนิคฆ่า เพื่อให้นำมาฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อให้ชาวบ้านในอำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรีด้วย

เนื่องด้วยการรับมอบตียงสนาม ให้กับศูนย์พักฟื้นคอยรอการกลับบ้านได้รับการประสานงานมาจาก นายเอกชัย พิทยานุรักษากุล ผอ.กองช่าง เทศบาลเมืองจังหวัดสระแก้ว และนายไพรวัลย์โมรา เป็นผู้ติดต่อประสานงานมายัง สส.กวินนาถ ตาคีย์ (ชลบุรีเขต 7) รองหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ด้วยเทศบาลจังหวัดสระแก้วกำลังจะทำศูนย์ฟื้นฟูพักรอคอยการกลับบ้าน ซึ่งในขณะนี้ได้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากและมีความต้องการเตียงสำหรับจัดทำศูนย์พักฟื้นคอย เป็นอย่างมากจึงได้ติดต่อประสานงานมายัง สส.เชลบุรีเขต 7 นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ซึ่งนายไพรวัลย์ โมรา ทราบว่าสส.กวินนาถ ตาคีน์ ชลบุรีเขต 7 รองหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทยได้ทำโครงการมอบเตียงสนาเสำหรับ ศูนย์พักฟื้นฟูรอคอยการกลับบ้านอยู่แล้ว

สส.กวินนาถ ตาคีย์ ชลบุรีเขต 7 หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทย จึงได้เดินทางไปรับเตียงสนามพร้อมเดินทางไปมอบเตียงสนามให้กับศูนย์พักฟื้นฟูรอคอยการกลับบ้านที่ เทศจังหวัดสระแก้ว จำนวน 40 ชุด โดยมีนายตระกุล สุขกุล นายกเทศบาลเมืองจังหวัดสระแก้ว พร้อมคณะทำงานให้การต้อนรับ หลังจากนั้น สส.กวินนาถ ตาคีย์ ชลบุรีเขต7 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมที่ศูนย์พักฟื้นฟูรอคอยการกลับบ้าน ของเทศบาลเมืองจังหวัดสระแก้วได้จัดทำขึ้นมา ได้พบว่า การบริหารงานการจัดทำศูนย์พักฟื้นรอการกลับบ้าน ได้มีระบบ การอุปโภค ครบครัน อำนวยความสะดวกและสถานที่กว้างใหญ่ พร้อมรับผู้ป่วย ได้เป็นจำนวนมากและพร้อมทีมงานบริหารงานทีมแพทย์จิตอาสาให้การดูแลผู้ที่มาพักฟื้นคอยการกลับบ้านแบบดีที่สุดแน่นอน...


ภาพ/ข่าว  สมชาย โคตล่ามแขก ผู้สื่อข่าวพัทยาจังหวัดชลบุรี

นายกฯ ย้ำ เดินหน้าโครงการ EEC ดันเศรษฐกิจประเทศ รองรับโลกยุคใหม่ เพื่อวันนี้และอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบ Video Conference ที่ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน นายอนุขา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า

ที่ประชุมฯ รับทราบความก้าวหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญเดินหน้าปฏิรูปประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในทุกมิติ

ทั้งนี้ โครงการ EEC ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญเร่งด่วน รัฐบาลทำงานเพื่อวันนี้และอนาคต รองรับโลกยุคใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ

นายอนุชา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงการพบปะหารือกับเอกอัครราชทูตหลายประเทศว่า หลายประเทศมีความสนใจที่จะมาร่วมลงทุนในประเทศไทย รวมถึงความร่วมมือในการที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ จึงขอให้ทุกหน่วยติดตามและทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง รวมทั้ง ขอให้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบความถึง ผลงานและความก้าวหน้าของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่และทั้งประเทศจะได้รับจากโครงการ  EEC สำหรับแก้ไขปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของทุกหน่วยงาน บูรณาการการทำงานให้เป็นไปตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

“นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เร่งเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานในประเทศ ให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการดึงคนรุ่นใหม่ หรือ Start Up ที่มีความรู้ความสามารถในแต่ละด้านมาร่วมทำงานด้วย เพิ่มการจ้างงาน ทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอันส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ GDP และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย”

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี ขอบคุณ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการเรื่องของการจัดหาแหล่งน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเตรียมความพร้อมเรื่องน้ำทั้งด้านอุปโภค บริโภค การเกษตร การผลิต และอุตสาหกรรม สำหรับรองรับ EEC ในอนาคต

ขณะที่การพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเมืองใหม่ที่จะมีประชากรเพิ่มขึ้นให้มีน้ำเพียงพอกับความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องของอุตสาหกรรมต้องไม่ทำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งอันจะทำให้การดำเนินโครงการต่าง ๆ ของรัฐเกิดผลได้เร็วขึ้นและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด

“ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรียืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญเดินหน้าปฏิรูปประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในทุกมิติ  โครงการ EEC ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญเร่งด่วน รัฐบาลทำงานเพื่อวันนี้และอนาคต รองรับโลกยุคใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ พร้อมกำชับทุกส่วนราชการเน้นใช้จ่ายงบประมาณต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนด้วย” นายอนุชา กล่าว


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ดีอีเอส-เอ็นที ลุยพัฒนาระบบ DE Covidhomecare Solution สู้โควิด

'ชัยวุฒิ' พาหมอ ลุยเยี่ยมผู้ป่วยโควิด เขตบางคอแหลม กทม.ติดตามการใช้งานระบบแอป “DE Covidhomecare Solution” โซลูชั่นช่วยโรงพยาบาลบริหารจัดการผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ ประยุกต์ใช้ไลน์และซูม (Zoom) หนุนผู้ป่วยได้รับคำปรึกษาแพทย์แบบเห็นหน้าผ่านจอมือถือ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ดีอีเอส ร่วมกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที พัฒนาแอปพลิเคชั่น DE Covidhomecare Solution เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการผู้ป่วยโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการตอกย้ำบทบาทของกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัดในการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวผ่านวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด-19

โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ทำงานร่วมกับแพทย์จิตอาสา พัฒนาระบบแอปพลิเคชั่นดังกล่าว ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดกลุ่มกักตัวที่บ้าน ให้สามารถเข้าถึงการรักษาผ่านการประยุกต์ใช้ Line official account เข้ากับ Zoom เพื่อใช้ Video Call ติดต่อสื่อสาร และรับคำแนะนำในการดูแลรักษาได้แบบเห็นหน้ากัน ผ่านจอมือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์ เป็นการให้บริการระบบสาธาณสุขที่สอดรับกับมาตรการ social distancing อีกด้วย  

“เพราะวันนี้ก็อย่างที่เราทราบกันว่าคนไข้เยอะมาก บางทีมันโหลดเกินไปสำหรับคุณหมอ เราก็เลยพัฒนาแอปนี้ขึ้นมาให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข สำหรับผู้ป่วยกลุ่มรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) เพื่อจะช่วยเหลือผู้ป่วยที่เป็นโควิด-19 และสามารถรักษาตัวเองที่บ้านได้ ก็จะมีการติดต่อคุณหมออยู่ตลอดทุกวัน และที่สำคัญก็จะมียา มีการช่วยเหลือเบื้องต้นนะครับ
แต่ถ้าผู้ป่วยอาการหนัก เช่น จำเป็นจะต้องไปโรงพยาบาล เราก็จะติดต่อประสานให้ เพื่อบริหารจัดการการใช้เตียงให้เกิดประโยชน์ที่สุด” นายชัยวุฒิกล่าว

อีกทั้ง ความร่วมมือข้ามภาคส่วนในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพในการจัดระบบการบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพซึ่งประชากรทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ดีขึ้น เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ในการเข้าถึงผู้ป่วย ทำให้การรักษาและติดตามอาการ ง่ายและสะดวก ที่สำคัญสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อีกทางหนึ่ง

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงพยาบาลหลายแห่งติดต่อเข้ามาเพื่อขอใช้บริการแล้ว  และวานนี้ (3 ส.ค. 64) ตนได้ลงพื้นที่เขตบางคอแหลม  กับคุณหมอจิตอาสาเพื่อสำรวจการใช้งานว่าติดขัดหรือไม่ และต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกบ้าง รวมทั้งได้รับเสียงตอบรับว่าการที่กระทรวงฯ และเอ็นที ช่วยพัฒนาระบบนี้ เป็นประโยชน์อย่างมาก

ด้านนาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที)  กล่าวว่า เอ็นที ยินดีที่ได้เข้ามาร่วมพัฒนา DE Covidhomecare Solution  และได้มีส่วนช่วยประชาชนในสถานการณ์โควิด ที่ทุกคนต้องช่วยกันผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้ ปัจจุบันได้จัดตั้งไลน์กลางสำหรับระบบนี้ไว้ที่บัญชีไลน์ทางการชื่อ Covid Home Care

ขณะที่ น.พ.ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและโภชนวิทยาคลินิก กล่าวว่า ระบบช่วยบริหารจัดการผู้ป่วยซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ และเอ็นที ช่วยพัฒนาขึ้นมาครั้งนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ป่วยที่อาจไม่ต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาล หรือไปศูนย์พักคอยต่างๆ  อีกทั้งช่วยแบ่งเบาภารกิจของแพทย์ สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“ก็ต้องยอมรับนะครับว่าเป็นระบบที่ใช้งานง่าย เป็นระบบที่คุ้นเคยอยู่แล้ว คนไข้มาปุ๊ป สามารถบอกว่าโอเค มีส่วนที่เหมือน Line เหมือน Zoom ส่วนที่ทำงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” น.พ.ฆนัทกล่าว

'ผบ.ทอ.'​ รับมอบ Negative Pressure Isolation Room จำนวน 4 เต๊นท์ และอุปกรณ์การแพทย์ มูลค่า 1,282,100 บาท

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.64 เวลา 09.00 น.​ ณ​ ห้องรับรองพิเศษ 1 บก.ทอ.

พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณผบ.ทอ.รับมอบ Negative Pressure Isolation Room จำนวน 4 เต้นท์ และอุปกรณ์การแพทย์ มูลค่า 1,282,100 บาท จาก นาย เสริมศักดิ์  
วงศ์ชัยและคณะ จากชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับ

ผู้บริหารกองทัพอากาศ​ (พสบ.ทอ.) และหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง​ (ปปร.22) ให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top