Tuesday, 23 June 2026
TheStatesTimes

สปส. เตือนภัย ผู้ประกันตน ม33 ระวัง “มิจฉาชีพ” หลอกขอข้อมูลรับเงินเยียวยา ผ่าน google form และ sms ปลอม

​นางสาวลัดดา แซ่ลี้ รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการรับสิทธิรับเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งล็อกดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม รวม 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการ ว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวนกว่า 3.1 ล้านคน ที่มีสัญชาติไทย จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 2,500 บาท สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายครั้งเดียวโดยโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชนเท่านั้น ซึ่งเงินเยียวยาจะเริ่มโอนเงินรอบแรกในวันที่ 4 - 6 สิงหาคม 2564 นี้ ส่วนที่เหลือจะทยอยโอนให้ ทุกวันศุกร์ ของสัปดาห์ถัดไป โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 สามารถตรวจสอบสิทธิรับเงินเยียวยา ผ่านเว็บไซต์ www.sso.go.th

รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวเตือนไปยังผู้ประกันตนมาตรา 33 ว่า ขณะนี้พบพวกมิฉาชีพได้จัดทำ google form และส่งข้อความผ่าน SMS ปลอม ไปสอบถามข้อมูล ส่วนตัว เพื่อหลวกลวงให้ผู้ประกันตนแจ้งความประสงค์รับเงินเยียวยา 2,500 บาท และให้กรอกเลขบัตรประจําตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ จนนำไปกดลิงค์เพื่อยืนยัน ซึ่งเป็นการใช้ความสับสนของผู้ประกันตนมาเป็นกลลวง ที่อาจนำมาซึ่งความเสียหาย ทั้งทรัพย์สิน และการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล ของพวกมิฉาชีพจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ สำนักงานประกันสังคมจึงขอเตือนให้ผู้ประกันตน โปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด ด้วยความห่วงใยจากสำนักงานประกันสังคม หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506

'ชิลี' เผยผลการใช้ 'ซิโนแวค' สามารถลดการป่วยหนัก เสียชีวิต เทียบเท่า 'ไฟเซอร์-แอตราฯ'

4 ส.ค. 64 สำนักข่าวรอยเตอร์เสนอข่าว Chilean study shows variations in success of COVID-19 vaccines ระบุว่า ที่ประเทศชิลี มีการเผยแพร่ผลการศึกษาในโลกแห่งความเป็นจริงเกี่ยวกับประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 จำนวน 3 ยี่ห้อ แบ่งเป็นไฟเซอร์ 4.5 ล้านคน แอสตราเซเนกา 2.3 ล้านคน และซิโนแวค 8.6 ล้านคน เทียบทั้งคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ฉีด 1 เข็ม และ 2 เข็ม ซึ่งชิลีเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนให้ประชากรอย่างกว้างขวางได้รวดเร็วเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ปัจจุบันประชากรกว่าร้อยละ 60 ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนซิโนแวค

ราฟาเอล อาเราส์ (Rafael Araos) ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงสาธารณสุขชิลี กล่าวว่า ซิโนแวคมีประสิทธิภาพร้อยละ 86 ในการป้องกันอาการป่วยในระดับต้องเข้าโรงพยาบาล ร้อยละ 89.7 ในการป้องกันอาการป่วยหนัก และร้อยละ 86 ในการป้องกันการเสียชีวิต ขณะที่ไฟเซอร์มีประสิทธิภาพร้อยละ 87.7 ในการป้องกันอาการป่วย ร้อยละ 98 ในการป้องกันอาการป่วยหนัก และร้อยละ 100 ในการป้องกันการเสียชีวิต ส่วนแอสตราเซเนกา มีประสิทธิภาพร้อยละ 68.7 ในการป้องกันอาการป่วย ร้อยละ 98 ในการป้องกันอาการป่วยหนัก และร้อยละ 100 ในการป้องกันการเสียชีวิต

อนึ่ง สำหรับวัคซีนซิโนแวค มีการเปรียบเทียบกับผลการศึกษาเมื่อเดือนเม.ย. 2564 พบว่า มีประสิทธิภาพร้อยละ 67 ในการป้องกันอาการป่วย ร้อยละ 85 ในการป้องกันอาการป่วยในระดับต้องเข้าโรงพยาบาล และร้อยละ 80 ในการป้องกันการเสียชีวิต ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไป ซิโนแวคเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ แต่ลดประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ

อาเราส์ อธิบายว่า การที่ประสิทธิภาพในการป้องกันของวัคซีนลดลงนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะเมื่อมีความชุกของไวรัสกลายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น อย่างสายพันธุ์อินเดียหรือเดลตา ซึ่งหากมีการระบาดของสายพันธุ์นี้มากขึ้น บวกกับวัคซีนมีการตอบสนองที่อ่อนแอ ก็อาจเห็นประสิทธิภาพลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นตนขอเรียกร้องให้มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน


ที่มา : https://www.naewna.com/inter/592532


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“โฆษกรัฐบาล” เผย ไทย เตรียมเสนอรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย รอบ3 ต่อกก.สิทธิยูเอ็นฯ ยึดหลัก “พัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คู่ปชต.-สันติภาพ-สิทธิมนุษยชน”

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยเตรียมเสนอรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย (Universal Periodic Review: URP) รอบที่ 3 ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ช่วงเดือนส.ค.-ต.ค.นี้ โดยระบุประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นแนวทางและหัวใจสำคัญของการทำงาน เพราะความยั่งยืนเกิดขึ้นได้เมื่อภาคประชาสังคม ภาคเอกชน อาสาสมัคร ผู้หญิงและเด็ก และภาคส่วนอื่น ได้รับการส่งเริมและมีส่วนร่วมในสังคมและการปกครอง ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19  

นายอนุชา กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล เชื่อมั่นว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อมีการฟื้นตัวของสังคมและเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับหลักการประชาธิปไตย สันติภาพและสิทธิมนุษยชน โดยรัฐบาลเน้นคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ทั้งคุ้มครองสิทธิในการพัฒนา ขจัดความยากจน การเข้าถึงสาธารณูปโภค และมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่นโครงการ คนละครึ่ง เราชนะ ส่วนด้านสุขภาพ ได้ส่งเสริมนโยบายหลักประกันสุขภาพ กำหนดเป้าหมายฉีดวัคซีนให้กับคนไทยอย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในปี 2564

รวมถึงรับประกันการศึกษาสำหรับนักเรียนไทย กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อพยพ แรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน บุตรหลานแรงงานต่างด้าว และผู้พิการจะได้รับการศึกษาตามแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 3  ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา รวมทั้งคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกคนโดยไม่แบ่งแยกชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือ สถานะอื่น เพิ่มสิทธิประโยชน์ลูกจ้างในกรณีว่างงาน ขณะเดียวกันได้ทบทวนปรับปรุง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์  พ.ศ.2551โดยนิยามและคำชี้แจง แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการที่ชัดเจนขึ้น และเพิ่มมาตรการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพ ของเหยื่อที่ถูกบังคับใช้แรงงาน เป็นต้น 

นายอนุชา กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดให้กระบวนการยุติธรรมเป็น 1 ใน 11 ด้านการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งพัฒนากลไกช่วยเหลือประชาชน จัดให้มีทนายความประจำสถานีตำรวจ การพัฒนาระบบการยื่นเอกสารและส่งคำคู่ความเอกสารผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยรัฐบาล เคารพและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้ ยังดำเนินเกี่ยวกับสิทธิของกลุ่มเฉพาะ เช่น เด็ก จะมีกฎหมาย คุ้มครองเด็กจากสื่อออนไลน์  สตรี จะส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในสถานที่ทำงาน จัดทำร่าง พ.ร.บ คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์  จัดทำร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต เพื่อให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถจดทะเบียนคู่ชีวิตได้ รวมทั้งจัดทำร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา

“นายกฯสั่งการในการประชุม
ครม.ที่ผ่านมา ให้หน่วยงานเร่งรัดผลักดันประเด็นสำคัญที่ยังคั่งค้างตามรายงาน URP รอบที่ 3 ที่ครม.ให้ความเห็นชอบ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ครอบคลุมทุกด้าน รวมทั้งให้สนับสนุนแพลตฟอร์มการสื่อสารที่เปิดกว้าง และให้เข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนและรักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้ให้กับหน่วยงานภาครัฐและประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคม”นายอนุชา กล่าว  

'รมว. เฉลิมชัย' ลุย!! เดินหน้าโครงการ “เกษตรกร Happy” ประสานไปรษณีย์และผู้ประกอบการเอกชน ขนส่งผลไม้ภาคใต้สู่ผู้บริโภคโดยตรง ปลื้มใจนายกรัฐมนตรีอุดหนุนผลไม้ช่วยเกษตรกร และส่งมอบให้บุคลากรด่านหน้า ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด-19

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้กล่าวว่า ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงการ “เกษตรกร Happy” โดย ขอความร่วมมือไปยังบริษัท ไปรษณีย์ไทยเปิดให้บริการเป็นกรณีพิเศษเร่งด่วนพร้อมกัน 105 สาขาใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนให้นำส่งผลไม้จากเกษตรกรถึง

ผู้รับในพื้นที่สีแดงทุกพื้นที่ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทยจะเร่งกำชับไปรษณีย์ทุกสาขาดำเนินการตามข้อเสนอ แต่การจัดส่งอาจช้ากว่าปกติ 1 วันเพราะต้องใช้สาขาปลายทางที่อยู่นอกพื้นที่สีแดงผลัดเวรกันส่งเนื่องจากก่อนหน้านี้พนักงานสบางคนของสาขาในพื้นที่สีแดงติดโควิด-19 โดยไปรษณีย์ไทยจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อช่วยชาวสวน ซึ่งขอขอบคุณบริษัทไปรษณีย์ไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ดีอีเอสที่ร่วมมือ นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังบริษัทเคอรรี่ ซึ่งตกลงที่จะเปิดบริการอีกครั้งเช่นกัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เนื่องจากระบบขนส่งเป็นกลไกสำคัญในการค้าขายและระบายผลไม้ออกจากแหล่งผลิตทั้งการค้าแบบออฟไลน์และออนไลน์

ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมห่วงใยเกษตรกร โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเมื่อวานนี้นายกฯ ซื้อผลไม้ทั้งมังคุดภาคใต้และลำไยภาคเหนือ แล้วส่งมอบเป็นกำลังใจไปให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาด่านหน้าด้วย

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ เดินทางไปภาคใต้เพื่อช่วยแก้ไขขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และปัญหาการขาดแคลนแรงงานรวมทั้งการขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าผลไม้(ล้ง)ทั้งค้าภายในและส่งออกให้ลงมาซื้อมังคุดด้วยมาตรการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องทำให้สถานการณ์เริ่มกระเตื้องขึ้น เช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีล้งเข้ามาซื้อขายมังคุดและผลไม้เพิ่มขึ้นจาก 40 ล้งเป็น 146 ล้ง นอกจากนี้สมาคมผู้ส่งออกทุเรียนมังคุดแจ้งว่า สามารถจองตู้คอนเทนเนอร์ที่จะส่งออกผลไม้ทางเรือได้แล้วตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมซึ่งจะทำให้ลดการขนส่งทางรถไปประเทศจีนที่แออัดติดขัดที่ด่านโหยวอี้กวนและด่านโมฮ่านมีผล จนทำให้ตู้คอนเทนเนอร์หมุนกลับมาภาคใต้ไม่ทันนั้นดีขึ้น หากตู้คอนเทนเนอร์ทยอยกลับมาขนมังคุดได้มากขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า จะทำให้การซื้อขายเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อราคาที่จะขยับตัวสูงขึ้น

“ขอให้คนไทยช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทย ผ่าน Facebook : Thailandpostmart และเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย www.Thailandpostmart.com ได้แก่ มังคุด จ.นครศรีธรรมราช เงาะ จ.สุราษฎร์ธานี และลำไย จ.พะเยา ด้วยการการตลาดแบบใหม่ใช้ช่องทาง  Line My Shop และ QR Code ให้ผู้ซื้อ/ลูกค้า ทราข้อมูลเกี่ยวกับผลไม้และราคาที่นำมาขายและสามารถสแกนซื้อที่ QR Code ของโครงการได้เลย โดยกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนค่าขนส่งและค่ากล่องให้กับประชาชนที่สั่งซื้อผลไม้ออนไลน์ผ่าน Thailandpostmart ของไปรษณีย์ซึ่งไปรษณีย์ไทยจัดส่งให้ฟรีทั่วไทยด้วย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร นอกจากนี้อาจส่งมอบแก่บุคลากรด่านหน้าเพื่อเป็นกำลังใจด้วย”นายเฉลิมชัยกล่าว

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า จากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงมาตรการป้องกันและควบคุมเชื้อโรคของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกมังคุดและผลไม้อื่น ๆ ของไทย ที่เกิดจากปัญหาการขนส่งล่าช้า การขาดแคลนตู้คอนเทรนเนอร์และตะกร้าใส่ผลไม้ รวมทั้งปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าพื้นที่ที่ทำได้ยาก การขาดแคลนแรงงาน และตะกร้ามีไม่พอเช่นกัน ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์มีแนวทางมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยกระจายมังคุดในประเทศ

1. เชื่อมโยงและกระจายมังคุดออกนอกแหล่งผลิตโดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการแก่ศูนย์กระจายในจังหวัดแหล่งผลิตกิโลกรัมละ 3 บาทซึ่งกรมการค้าภายในโอนเงินให้จังหวัดดำเนินการจำนวน 50,850,000 บาทตามที่ฟรุ้มบอร์ดอนุมัติเพื่อกระจายมังคุดจำนวน 16,950 ตันออกนอกแหล่งผลิตอย่างเร่งด่วน

2. สนับสนุนค่าขนส่งสำหรับผลไม้ที่ส่งผ่านไปรษณีย์กรมการค้าภายในร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทยสนับสนุนกล่องไปรษณีย์และสติกเกอร์ส่งฟรีผลไม้ทั่วประเทศส่งเสริมการขายผ่านออนไลน์แก่เกษตรกรรายย่อยจำนวน 20,000 กล่องกล่องละ 10 กิโลกรัมเพื่อช่วยกระจายผลเม้ 2000 ตันโดยได้จัดส่งกล่องพร้อมสติกเกอร์ให้จังหวัดต่าง ๆ แล้ว

3. เชื่อมโยงผู้รับซื้อของกรมการค้าภายในให้ช่วยเร่งระบายมังคุดเกรดรองหรือตกเกรดออกจากแหล่งผลิตโดยเร่งด่วน กรณีเกิดปัญหาระบายมังคุดไม่ทันในบางพื้นที่

“ตู่-นันทิดา” ลั่น!! 9 สิงหา นี้ พร้อมกระจายวัคซีน ซิโนฟาร์ม 99,000 โดสแรก เผย เตรียมรองรับชุดที่ 2 รอบถัดไปกว่า 133,000 โดส

ที่ภายในอาคาร ชั้น 4 อบจ.จังหวัดสมุทรปราการ  ได้มีการจัดแถลงข่าวกำหนดวันฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มให้กับประชาชน 5 กลุ่มหลัก โดยจะเริ่มฉีดวันแรกในวันที่ 9 สิงหาคม 64 นี้ รวม 99,000 คน อีกทั้ง อบจ.สมุทรปราการ จัดเตรียมสถานที่เพื่ออำนวยความสะดวกพร้อมรองรับการฉีดวัคซีน รวม 5 จุด ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และหากประชาชนพลาดสิทธิไม่ได้รับการฉีดวัคซีนในรอบแรกนี้ จะมีรอบถัดไป อีกจำนวน 133,000 คน พร้อมรองรับ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 64. นางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายกอบจ.สมุทรปราการ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน พร้อมด้วย ดร.พิริยะ โตสกุลวงศ์ รองนายกอบจ.สมุทรปราการ , นายสมลักษณ์ ควรสงวน รองนายกอบจ.สมุทรปราการ, นางสาวชนม์ทิดา อัศวเหม เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ , นายสมหวัง เกษมโกสินทร์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ , นายวิมล มงคลเจริญ ปลัด อบจ.สมุทรปราการ 

ได้ร่วมกันแถลงข่าวกำหนดวันฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมชี้แจงการจัดเตรียมสถานที่สำหรับรองรับการให้บริหารในการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม 5 กลุ่มหลัก รวม 99,000 คน โดยมีคณะผู้บริหาร และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมเข้าฟังด้วย

ด้านนางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ. สมุทรปราการ กล่าวว่า ตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ  ได้รับการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์มในครั้งที่ 1 จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีจำนวน 99,000 คน และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการได้ดำเนินการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม ในระหว่างวันที่ 19-23 ก.ค.64 ที่ผ่านมานั้น ซึ่งขณะนี้ทาง อบจ.สมุทรปราการ ได้ดำเนินการจัดซื้อวัคซีนและจัดจ้างสถานพยาบาลเพื่อให้บริการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มและได้กำหนดสถานที่รับบริการฉีดวัคซีนเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

โดยได้ทำการเลือกโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ เป็นผู้ให้บริการในการฉีดวัคซีน อีกทั้งยังได้จัดเตรียมสถานที่ในการให้บริการฉีดวัคซีน จำนวน 5 แห่ง เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชน และครอบคลุมทั้งจังหวัดโดยได้แก่ 

1. อุทยานการเรียนรู้และหอชมเมืองจังหวัดสมุทรปราการ  สำหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.เมือง  

2. ห้องประชุมอาคารสํานักงานเทศบาลตําบลพระสมุทรเจดีย์  สําหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.พระสมุทรเจดีย์

3. อาคารอเนกประสงค์ 2 เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย สำหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.พระประแดง 

4. ลานอเนกประสงค์หน้าสํานักงานองค์การบริหารส่วนตําบลบางเสาธง สําหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.บางเสาธง และ อ.บางบ่อ และ

5. Apple Loft Market ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี  สำหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.บางพลี

ซึ่งในแต่ละจุด อบจ.สมุทรปราการ จะดำเนินการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่าง ๆ อย่างครบถ้วนเพื่อรองรับการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนในการฉีดวัคซีน รวม 5 กลุ่มหลัก โดยคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมารับการฉีดวัคซีนไม่ต่ำกว่า วันละ 1,000 คน รวม 5 สถานที่ น่าจะไม่ต่ำกว่า 5,000 คนต่อวัน ทั้งนี้จะเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีน ในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ประชาชนทุกท่านที่ลงทะเบียนยังสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ด้วยตนเองผ่านช่องทาง www.samutprakanvaccines.com อบจ.สมุทรปราการ ขอความร่วมมือให้ผู้ที่ได้รับนัดหมายเพื่อรับการฉีดวัคซีน  โดยจะต้องมาตรงตามเวลานัดหมาย  ไม่ควรมาก่อนเวลานาน ๆ จนทำให้เกิดการแออัดและเพื่อลดการสัมผัส สําหรับผู้ที่ลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว และไม่ได้รับการฉีดวัคซีนในรอบแรก จำนวน 99,000 คนนี้ ทาง อบจ.สมุทรปราการ ขอให้ท่านรอผลการยืนยันจาก อบจ. สมุทรปราการ ในรอบถัดไป ซึ่งในขณะนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ประกาศจัดสรรวัคซีนชิโนฟาร์ม ให้กับ อบจ. สมุทรปราการ เป็นรอบที่สองแล้ว โดยมีจํานวน 133,000 โดส ทั้งนี้ อบจ.สมุทรปราการ จะรีบเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย เพื่อเร่งนำวัคซีนมาฉีดให้แก่พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด


ภาพ/ข่าว  คิว-ข่าวสมุทรปราการ  รายงาน

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลับจุฬาภรณ์ เผย แนวทางขอรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ตำรับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในกรณีที่แพทย์ประสงค์ใช้ในผู้ติดเชื้อโควิด-19

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึงแนวทางขอรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ตำรับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในกรณีที่แพทย์ประสงค์ใช้ในผู้ติดเชื้อโควิด-19 ว่า...

แนวทางขอรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ตำรับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในกรณีที่แพทย์ประสงค์ใช้ในผู้ติดเชื้อโควิด-19

สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเด็ก/ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่ให้อาหารทางสายที่มีผลการตรวจ RT- PCR ยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 ที่อยู่ในระบบการดูแลของโรงพยาบาล หรือเข้าสู่ระบบการดูแลที่บ้าน Home Isolation ที่มีแพทย์ติดตามหรือในผู้ที่แพทย์เห็นสมควรจากประวัติสัมผัสและผลตรวจ Rapid Antigen Test เป็นบวก

อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดือนสิงหาคมและกันยายน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์สามารถผลิตยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ได้จำนวนจำกัดสำหรับผู้ป่วยไม่เกิน 100 รายต่อสัปดาห์ และยานี้ต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น

ทั้งนี้ โรงพยาบาลหรือแพทย์ สามารถส่งข้อมูลของผู้ป่วยเพื่อขอรับยาได้ทางเว็บไซต์ favipiravir.cra.ac.th หรือโทร 06-4586-2470 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ฟรี!!) ด้วยการสนับสนุนจากมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้นตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นของอาการอย่างรวดเร็ว และสามารถช่วยลดอาการป่วยรุนแรงของโรคติดเชื้อโควิด-19

**ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป**

สำหรับผลิตภัณฑ์ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ต้านเชื้อไวรัส ตำรับแรกในประเทศไทย เกิดขึ้นภายใต้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยงานเภสัชกรรมฯ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด พัฒนาและคิดค้นสูตรตำรับยาน้ำเชื่อมปราศจากน้ำตาลฟาวิพิราเวียร์สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (Hospital preparation) เพื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส โดยปกติตัวยานี้มีไว้ใช้สำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่ แต่มีรายงานเบื้องต้นว่าสามารถช่วยลดอาการป่วยรุนแรงของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ได้ยาเร็วในระยะเริ่มต้นของอาการ

ยาชนิดน้ำเชื่อมนี้ทำไว้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยสูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยที่มีความลำบากในการกลืนยาเม็ด โดยมุ่งหวังเพื่อช่วยเหลือประเทศไทยให้สามารถผลิตยาให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมได้และพบการติดเชื้อในเด็กเพิ่มมากขึ้น สนองพระนโยบายศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมีความห่วงใยและตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด-19 จะสามารถเข้าถึงยารักษาโรคฟาวิพิราเวียร์ได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตำรับยาน้ำเชื่อมปราศจากน้ำตาลฟาวิพิราเวียร์ ได้มีการคัดเลือกและควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบตัวยาสำคัญ ตลอดจนมีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยาตามมาตรฐานสากล ด้วยวิธีการที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง และการศึกษาความคงสภาพเพื่อยืนยันคุณภาพตลอดช่วงอายุการใช้งาน

สำหรับตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ต้านเชื้อไวรัส โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นยาน้ำเชื่อมปราศจากน้ำตาล ลักษณะเป็นยาน้ำใส สีส้ม รสราสเบอรี่ มี 2 ขนาด คือ ขนาด 800 มิลลิกรัมใน 60 มิลลิลิตร และ ขนาด 1,800 มิลลิกรัมใน 135 มิลลิลิตร รับประทานยาขณะท้องว่าง วันละ 2 ครั้ง ห่างกันทุก 12 ชั่วโมง

ขนาดและวิธีการใช้ยาในเด็ก วันแรก รับประทานขนาด 60 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งให้ วันละ 2 ครั้ง และวันต่อมา ขนาด 20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งให้ วันละ 2 ครั้ง

ขนาดและวิธีการใช้ยาในผู้ใหญ่ วันแรกรับประทาน ขนาด 1,800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง และวันต่อมาขนาด 800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง กรณีน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กก/ตรม. วันแรกรับประทาน ขนาด 2,400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง และวันต่อมา ขนาด 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

ในกรณีที่แพทย์มีความประสงค์จะใช้ยานี้ในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กลุ่มผู้ป่วยเด็กและผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ที่มีผลตรวจ RT- PCR ยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 หรือตามแพทย์เห็นสมควรจากประวัติสัมผัสและผลตรวจ Antigen rapid test เป็นบวก

ทุกพลังแห่งการให้ คือ โอกาสในการเข้าถึงยารักษาของผู้ป่วย สานหัวใจแบ่งปันให้พวกเราคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน ร่วมบริจาคสมทบทุนเพื่อต้านภัยโควิดกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ที่ บัญชีธนาคารทหารไทย ชื่อบัญชี มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เลขที่บัญชี 236-1-00491-0


ที่มา : https://www.facebook.com/755523894/posts/10159421676033895/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

วันนี้ในอดีต สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ที่ชื่อว่า “แฟตแมน” ถล่มเมืองนะงะซะกิในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นการโจมตีจักรวรรดิญี่ปุ่น เมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยคำสั่งของประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน

การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมะและนะงะซะกิ เป็นการโจมตีจักรวรรดิญี่ปุ่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่สอง โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แฮร์รี เอส. ทรูแมน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม และวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 หลังจากการโจมตีทิ้งระเบิดเพลิงตามเมืองต่าง ๆ ทั้ง 67 เมืองของญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาติดต่อกันถึง 6 เดือน สหรัฐอเมริกาจึงได้ทิ้ง "ระเบิดปรมาณู" หรือที่เรียกในปัจจุบันว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่มีชื่อเล่นเรียกว่า "เด็กน้อย" หรือ "ลิตเติลบอย" ใส่เมืองฮิโรชิมะในวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตามด้วย "ชายอ้วน" หรือ "แฟตแมน" ลูกที่สองใส่เมืองนะงะซะกิโดยให้จุดระเบิดที่ระดับสูงเหนือเมืองเล็กน้อย นับเป็นระเบิดนิวเคลียร์เพียง 2 ลูกเท่านั้นที่นำมาใช้ในประวัติศาสตร์การทำสงคราม

การระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตที่ฮิโรชิมะ 140,000 คนและที่นะงะซะกิ 80,000 คน โดยนับถึงปลายปี พ.ศ. 2488 จำนวนคนที่เสียชีวิตทันทีในวันที่ระเบิดลงมีจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนที่กล่าวนี้ และในระยะต่อมาก็ยังมีผู้เสียชีวิตด้วยการบาดเจ็บหรือจากการรับกัมมันตรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการระเบิดอีกนับหมื่นคน ผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดในทั้ง 2 เมืองเป็นพลเรือน

หลังการทิ้งระเบิดลูกที่สองเป็นเวลา 6 วัน ญี่ปุ่นประกาศตกลงยอมแพ้สงครามต่อฝ่ายพันธมิตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 และลงนามในตราสารประกาศยอมแพ้สงครามมหาสมุทรแปซิฟิกที่นับเป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (นาซีเยอรมนีลงนามตราสารประกาศยอมแพ้และยุติสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2488) การทิ้งระเบิดทั้งสองลูกดังกล่าวมีส่วนทำให้ประเทศญี่ปุ่นต้องยอมรับหลักการ 3 ข้อว่าด้วยการห้ามมีอาวุธนิวเคลียร์

ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนั้น เรียกจุดที่ระเบิดถูกทิ้งลงใส่ฮิโรชิมะ ว่า "ฮิบะกุชะ" ในภาษาญี่ปุ่นหรือแปลเป็นภาษาไทยว่า "จุดระเบิดที่มีผลกระทบต่อชาวญี่ปุ่น" ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงมีนโยบายต่อต้านการใช้ระเบิดปรมาณู ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และประกาศเจตนาให้โลกรู้ว่า ญี่ปุ่นมีนโยบายจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ ในวันที่ 31 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 "ฮิบะกุชะ" มีรายชื่อผู้เสียชีวิตจากทั้งสองเมืองของญี่ปุ่น ที่ถูกจารึกไว้ประมาณ 243,692 คน และในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน มีรายชื่อผู้เสียชีวิตที่ถูกจารึกไว้เพิ่มขึ้นมากกว่า 400,000 คน โดยแบ่งออกเป็นเมืองฮิโรชิมะ 258,310 คน และเมืองนะงะซะกิ 145,984 คน


ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมะและนางาซากิ 


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

10 สิงหาคม พ.ศ. 2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณสุวัทนา ขึ้นเป็น “เจ้าจอมสุวัทนา พระสนมเอก” และทรงจดทะเบียนอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง

ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนาคุณสุวัทนาขึ้นเป็น เจ้าจอมสุวัทนา พระสนมเอก พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ถือเป็นสตรีท่านล่าสุดที่ได้รับการสถาปนาเป็น “เจ้าจอม” ในราชวงศ์จักรี

ต่อมานับตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ภายหลังจากพระราชพิธีฉัตรมงคล เป็นต้นมา พระเจ้าอยู่หัวประชวรด้วยพระโลหิตเป็นพิษในอุทร การนี้เจ้าจอมสุวัทนาที่มีพระครรภ์แก่ก็ได้พยาบาลพระราชสวามีมาโดยตลอด และมิเห็นแก่ความยากลำบาก พระเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกเรื่องราวดังกล่าวไว้ในพระราชพินัยกรรม ความว่า

“...ตั้งแต่เราล้มเจ็บลง สุวัทนาได้พยาบาลอย่างดีที่สุดโดยไม่เห็นแก่เหนื่อยยากลำบากกายตามวิสัยของหญิงที่มีครรภ์แก่ อุตส่าห์มานั่งพยาบาลป้อนข้าวหยอดน้ำ และทำกิจอื่น ๆ เป็นอเนกประการ วันละหลายชั่วโมง, นับว่าเป็นเมียที่ดีจริง ๆ ...”

ในพระราชพิธีฉัตรมงคลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จออกการพระราชพิธีทุกวันแม้พระพลานามัยมิใคร่จะสมบูรณ์นัก ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2468 เมื่อเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเจ้าจอมสุวัทนาจะมีสูติกาลพระหน่อในไม่ช้า ประกอบกับการทำหน้าที่ของพระภรรยาที่ดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาขึ้นเป็น “พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี”

และทรงโปรดเกล้าให้แปลพระนามเป็นภาษาอังกฤษว่า “Her Majesty Queen Suvadana” ซึ่งภาษาอังกฤษนี้ปกติจะใช้กับพระอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระบรมราชินี, สมเด็จพระบรมราชเทวี และพระอัครราชเทวี


ที่มา : เฟซบุ๊กห้องสมุดประชาชนจังหวัดพะเยา


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

วันคล้ายวันเกิด ครบรอบปีที่ 76 ของ ‘บิ๊กป้อม’ หรือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มีชื่อเล่นว่า ป้อม เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นทหารบกและนักการเมืองชาวไทย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระหว่างปี 2551 ถึง 2554 และ 2557 ถึงปัจจุบัน ผู้บัญชาการทหารบกระหว่างปี 2547 ถึง 2548, หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ​ อดีตรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ชื่อว่าเป็น "พี่ใหญ่" ของกลุ่มแยกบูรพาพยัคฆ์

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เกิดในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนโตของพลตรีประเสริฐ วงษ์สุวรรณ กับนางสายสนี วงษ์สุวรรณ มีน้องชาย 4 คน คือ พลเรือเอกศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ, พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ, พงษ์พันธุ์ วงษ์สุวรรณ อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมทีโอที

สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลในปี พ.ศ. 2505 จากนั้นในปี พ.ศ. 2508 ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 และศึกษาต่อ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 17 สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2512 ในปี พ.ศ. 2521 เข้าศึกษาโรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำ ชุดที่ 56 และในปี พ.ศ. 2540 สำเร็จหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 40 พ.ศ. 2556

พลเอก ประวิตร ถือได้ว่าเป็นนายทหารที่เติบโตมาจากกองทัพภาคที่ 1 ทางภาคตะวันออกมาโดยตลอด โดยสังกัดกับกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) หรือที่เรียกกันว่า "ทหารเสือราชินี" ถือได้ว่าเป็นนายทหารรุ่นพี่ที่สนิทสนมกับนายทหารอดีตผู้บัญชาการทหารบกสองนาย คือ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พลเอก ประวิตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี พ.ศ. 2552 ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ประจำกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 98/2552 และปลายปี พ.ศ. 2553 สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ตั้งฉายาว่า "ป้อมทะลุเป้า" สืบเนื่องจากผลงานด้านความมั่นคงในการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บรรลุเป้าหมาย รวมถึงการขออนุมัติงบประมาณต่าง ๆ ที่ถูกครหา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

พลเอก ประวิตร เป็น "พี่ใหญ่" ของกลุ่มทหาร เรียกว่า "บูรพาพยัคฆ์" ซึ่งหมายถึงทหารที่เริ่มต้นรับราชการจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ("ทหารเสือราชินี") กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่างปี 2551 ถึง 2554 กล่าวว่าตลอดอาชีพของประวิทย์ เขาให้คำปรึกษาแก่พลเอกประยุทธ์และช่วยให้เขาไต่เต้าลำดับชั้นยศ มักถือเป็นผู้สนับสนุนการประท้วงต่อต้านรัฐบาลระหว่างวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556-2557 บ้างว่าเขาอาจเป็นผู้นำคณะรัฐประหาร หรือเป็นผู้มีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีกรณีที่ กปปส. ล้มรัฐบาลสำเร็จ หลังจากการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานที่ปรึกษา และเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 


ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/ประวิตร_วงษ์สุวรรณ


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ประวิตร" สั่ง “กอนช.” ติดตามสถานการณ์น้ำ ช่วงครึ่งปีหลังเร่งบริหารจัดการน้ำ -วางแผน ลดผลกระทบปชช.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) กล่าวว่า  จากการคาดการณ์ประมาณฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงครึ่งปีหลัง พบว่าเดือนส.ค.จะน้อยกว่าปกติถึงปลายเดือน ส่วนเดือนก.ย.นี้ ฝนจะมากกว่าปกติ ยกเว้น ภาคตะวันออก ขณะที่เดือนต.ค.ฝนจะมากกว่าปกติค่อนข้างมากตั้งแต่ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ครอบคลุมภาคใต้ จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานภายใต้กอนช. ติดตามประเมินสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด นอกจาก 10 มาตรการรับมือฤดูฝนที่เคยสั่งการไปแล้ว ให้ทุกหน่วยลงไปถึงในพื้นที่เฉพาะเพิ่มเติม โดยช่วงเดือนส.ค-ก.ย.ให้หน่วยปฏิบัติปรับแผนระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ และเก็บกักน้ำทั้งในอ่างเก็บน้ำแก้มลิงและในแหล่งน้ำสาธารณะไว้เป็นน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้ง จากนั้นช่วงเดือนก.ย-ต.ค.ให้เฝ้าระวังเกี่ยวกับภัยที่จะเกิดจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลาดชัน และน้ำท่วมในพื้นที่เฉพาะ ในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก 

รวมถึงกทม. โดยเร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยงจะเกิดน้ำหลาก ดินถล่ม และน้ำท่วมขัง จำแนกพื้นเสี่ยงภัย เช่นเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัยของชุมชนเมือง ชุมชนชนบท และพื้นที่เกษตร และเตรียมความพร้อมกำหนดมาตรการรองรับภัยให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะรอยต่อช่วงเดือนส.ค.ถึงก.ย.ให้เตรียมพร้อมระบบระบายน้ำพื้นที่กรุงเทพฯให้วางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมรอการระบาย เช่น ตรวจสอบอุโมงค์ระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ ให้พร้อมใช้งาน และการลดระดับน้ำในคลองให้อยู่ในระดับควบคุมอยู่เสมอ ส่วนพื้นที่ภาคใต้ให้เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในเดือนพ.ย.-ธ.ค.

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ให้สทนช. ติดตามสำรวจและเตรียมความพร้อมของทุกจังหวัดอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ หากมีโอกาสเกิดอุทกภัยเป็นวงกว้างครอบคลุมมากกว่า 1 จังหวัด ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย เพื่อวางแผนเตรียมรับสถานการณ์ที่คาดว่ามีความรุนแรงจะเกิดขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด นอกจากนั้นให้ กอนช. ติดตามสถานการณ์พายุในช่วงปลายฤดู พายุโซนในมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย ที่คาดว่าจะมีอย่างน้อย 2-3 ลูก เพื่อวางแผนเชิงป้องกัน แจ้งเตือน การอพยพเพื่อลดผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนล่วงหน้าได้ทันต่อสถานการณ์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top