Friday, 5 June 2026
TheStatesTimes

“อมตะ วีเอ็น” ลุยลงทุน!! รายได้ Q1/69 อยู่ที่ 688 ล้าน ชี้เศรษฐกิจเวียดนามโตแกร่ง ขยาย "อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ" รองรับ FDI ตั้งเป้า Carbon Neutral ปี 2583

“อมตะ วีเอ็น” เปิดงบ Q1/69 รายได้รวม 688 ลบ.

ชี้ศักยภาพเศรษฐกิจเวียดนามแกร่งดันโปรเจกต์ "อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ" ดึงเม็ดเงิน FDI

อมตะ วีเอ็น เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569  รายได้รวม 688 ล้านบาท  ชี้เหตุจากปัจจัยรอรอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในนิคมฯลองถั่น   ขณะที่การลงทุน FDI ชะลอตัวระยะสั้น  จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน    ต้นทุนพลังงานสูง   มั่นใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจเวียดนามแกร่ง GDP โต 7.83% สูงสุดในอาเซียน  พร้อมขยายพื้นที่ลงทุนแห่งใหม่  “อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ” (Amata City Phu Tho) กว่า 2,970 ไร่ รองรับเทรนด์อุตสาหกรรมไฮเทคและ ESG 

นายโอซามู ซูโด รองประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) หรือ AMATAV เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/ 2569  บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 688 ล้านบาท ลดลง  19%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนส่งผลให้กำไรขาดทุนสุทธิราว 2 ล้านบาท  สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการโอนที่ดินลดลงเป็นไปตามรอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน  ซึ่งเป็นภาวะปกติที่จะมียอดการโอนที่ดินต่ำ  อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในภาพรวมยังมีรายได้ประจำจากการให้บริการด้านสาธารณูปโภค (Recuring Income) ที่ทำให้เกิดกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามแผนการขับเคลื่อนธุรกิจ ที่ยังต้องเผชิญกับความท้าท้ายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีผลต่อการขยายการลงทุนใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าในการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีรายได้ทางการเงินเพิ่มขึ้น 30% เป็น 16 ล้านบาท  ส่วนฐานะการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ทางบริษัทมีสินทรัพย์รวม 13,887 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.98%) ส่วนของผู้ถือหุ้น  6,511  ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.66%) อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio): 1.1 เท่า (อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี) ทั้งนี้ อมตะ วีเอ็น จึงพัฒนาโครงการ อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ“Amata City Phu Tho” หรือ Doan Hung Industrial Park บนพื้นที่ 475.67 เฮกตาร์ (ประมาณ 2,970 ไร่) มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว 

สำหรับแผนการพัฒนาโครงการ อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1   (ปี 2568–2572) พื้นที่ 239.43 เฮกตาร์ เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และระยะที่ 2 (ปี 2572 เป็นต้นไป) พื้นที่ 236.24 เฮกตาร์ หรือ 1,476.5 ไร่ ขยายการรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง โครงการดังกล่าวมีอายุสัมปทานการดำเนินงานยาวนานถึง 50 ปี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรองรับนักลงทุนจากทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม 

"จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่สร้างแรงกดดันทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ชะลอตัวในระยะสั้น   ดังนั้น ในระยะยาวได้ประเมินว่า ยังมีปัจจัยบวกที่จะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากจีน    ซึ่งมีความต้องการที่ดินนิคมฯ เพื่อพัฒนาเป็นสถานประกอบการ  และยังมีรายได้ประจำ (จากการให้บริการธุรกิจสาธารณูปโภค ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง " นายโอซามู  กล่าวเพิ่มเติม 

ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามในไตรมาสแรกยังเติบโต โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมทางเศรษฐกิจ (GDP) ขยายตัว 7.83% สูงสุดในภูมิภาคอาเซียน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านมาตรการภาษีสหรัฐฯ ทั้งนี้ ยังพบว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรง FDI  ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อการลงทุนในเวียดนามที่จะเป็นฮับการผลิตแห่งใหม่ของเอเชีย  โดยข้อมูลจากหน่วยงานสถิติภายใต้กระทรวงการคลังเวียดนาม ได้มีการระบุว่า มูลค่าการลงทุน  FDI ที่เบิกจ่ายจริงในไตรมาส1/69 อยู่ที่ 7.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น9.8% และมูลค่า FDI ใหม่ รวมถึงการเพิ่มทุนและเข้าซื้อหุ้น อยู่ที่ 18.24 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในพื้นที่ลงทุน ในเมืองต่างๆของเวียดนาม  อมตะ วีเอ็น ยังคงยึดมั่น ในแนวทางการพัฒนาธุรกิจแบบ  “ALL WIN”   โดยตั้งเป้าพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสู่การเป็น Carbon Neutral

City ภายในปี 2583 ซึ่งจากปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยคาร์บอนลง 9.58% และลดการใช้น้ำได้ถึง 35% ตอกย้ำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ยั่งยืน

17 พฤษภาคม 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิด “เขื่อนภูมิพล” อย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นพลังงานน้ำไทย หมุดหมายสำคัญของการพัฒนาพลังงานและแหล่งน้ำไทย

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก อย่างเป็นทางการ พร้อมทรงกดปุ่มขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 1 เข้าระบบ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งการผลิตไฟฟ้า การจัดการน้ำ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยในยุคสมัยใหม่

เขื่อนภูมิพลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยระบุว่าเป็น เขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย และเดิมมีชื่อว่า “เขื่อนยันฮี” ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานพระปรมาภิไธยให้ใช้ชื่อว่า “เขื่อนภูมิพล” ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักมาจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญของการเสด็จฯ เปิดเขื่อนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2507 จึงไม่ได้อยู่แค่พิธีเปิดอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการเปิดใช้งานโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่มีผลต่อชีวิตผู้คนอย่างกว้างขวาง เขื่อนภูมิพลถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับทั้ง การผลิตกระแสไฟฟ้า, การชลประทาน, การบรรเทาอุทกภัย, การผลักดันน้ำเค็ม, การประมง, และ การคมนาคมทางน้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งหมายความว่าเขื่อนแห่งนี้มีบทบาททั้งทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายจังหวัด

ในเชิงประวัติศาสตร์พลังงาน เขื่อนภูมิพลถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ของไทย ข้อมูลของ กฟผ. ระบุว่า หลังพิธีเปิดและการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 1 เขื่อนภูมิพลก็เริ่มทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อจ่ายพลังงานให้ภาคเหนือและภาคกลาง และกลายเป็นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้าประเทศในช่วงที่ไทยกำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

หากมองในภาพใหญ่ เขื่อนภูมิพลสะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐไทยในยุคนั้นที่มอง “น้ำ” เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นฐานของการเกษตร พลังงาน และความมั่นคงของบ้านเมือง เขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่บนลำน้ำปิง ซึ่งเป็นสาขาหลักสายหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมีผลโดยตรงต่อการบริหารน้ำของพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางในระยะยาว

ในด้านการเกษตร เขื่อนภูมิพลช่วยเก็บกักน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของประเทศ บทบาทนี้ทำให้เขื่อนไม่ได้เป็นเพียงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเสถียรภาพด้านอาหารและรายได้ของเกษตรกรไทยในระยะยาวด้วย

ในด้านการป้องกันภัยพิบัติ เขื่อนภูมิพลยังมีหน้าที่สำคัญในการชะลอและควบคุมปริมาณน้ำหลากในฤดูฝน ลดผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะเดียวกันในฤดูแล้ง เขื่อนก็ช่วยระบายน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม และสนับสนุนการอุปโภคบริโภคของประชาชน จึงอาจกล่าวได้ว่าเขื่อนแห่งนี้เป็นทั้ง “แหล่งพลังงาน” และ “กลไกบริหารความเสี่ยงของประเทศ” ในเวลาเดียวกัน

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ เขื่อนภูมิพลกลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาแบบสมัยใหม่ของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่รวมทั้งวิศวกรรม การบริหารจัดการน้ำ และการผลิตไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกัน การเปิดเขื่อนโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในปี 2507 จึงเป็นภาพแทนของยุคที่ไทยกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศอย่างจริงจัง

เมื่อมองย้อนกลับจากปัจจุบัน เหตุการณ์วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 จึงไม่ใช่เพียงวันเปิดเขื่อนแห่งหนึ่ง แต่เป็นวันประวัติศาสตร์ของการพัฒนาทรัพยากรน้ำและพลังงานไทย วันที่เขื่อนภูมิพลเริ่มทำหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบในฐานะเขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศ และกลายเป็นมรดกสำคัญของการพัฒนาไทยที่ยังคงส่งผลต่อชีวิตผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา : https://www.egat.co.th/home/en/bhumibol-dm/?

สัตว์กินซากผู้ไม่ยอมแพ้!! เปิดความหมายซ่อนอยู่ของ “เหี้ย” ในวัฒนธรรมพื้นบ้านอุษาคเนย์ ตัวเหี้ยในมุมใหม่จากสัตว์ที่คนรังเกียจ สู่ไอคอนเมืองและบทเรียนชีวิตของการปรับตัว

"เหี้ย"  กับความเชื่อในอุษาคเณย์

ในอดีต​ตะกวด​รวมถึงตัวเหี้ย​ถูกตราหน้าในวัฒนธรรมไทยในฐานะสัตว์ที่นำพาโชคร้ายมาให้​ แต่ปัจจุบัน​ไทยเราผลักดันจนความเชื่อดังกล่าวแทบจะหมดไปจากสังคมไทยแล้ว​ แถมในเมืองใหญ่เรายังโปรโมทเหล่าน้องเหี้ยทั้งหลายจนกลายเป็นซอฟท์พาวเวอร์ไอคอนนิกของเราด้วย​ดังที่สวนลุมพินีมีรูปปั้นตัวเหี้ยจนใครๆที่มาก็ต้องถ่ายรูปกลับไปเป็นที่ระลึกกัน​  วันนี้เอย่าจึงอาสาพาเจาะความเชื่อของเหี้ยในและตะกวดอุษาคเณย์นี้ว่าในกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเชื่ออย่างไรบ้าง

เริ่มจากลาว​ที่มีความเชื่อคล้ายกับไทยในสมัยก่อนว่า​ถ้ามันขึ้นบ้านหรือขึ้นถุนบ้าน แปลว่าจะมีแขกที่ไม่คาดคิดหรือมีเหตุเปลี่ยนแปลงคาดคิดเกิดขึ้น​ ถ้าร้องใกล้บ้านกลางคืนถือเป็นลางลางไม่ดี​ ในบางพื้นที่เชื่อว่ามันคือตัวนำเคราะห์ร้่ยหรือสิ่งไม่บริสุทธิ์มาสู่ชุมชน​ ถึงขับไล่หรือไล่ตีเมื่อพบเจอ​ แต่ในนิทานพื้นบ้านของลาว ตะกวดมักถูกใช้แทน คนเจ้าเล่ห์แต่รอดทุกสถานการณ์​   เอ๊ะคล้ายๆกับที่คนไทยด่าว่า​ "ไอ้เหี้ย" ไหม

ต่อมาในความเชื่อของพวกชาวเขมร​  คนเขมรเชื่อว่าตัวเหี้ยมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งลี้ลับและผีป่า​รวมถึงวิญญาณเฝ้าสถานที่​ โดยมีความเชื่อว่า​ ถ้ามันมานอนใต้บ้าน ถือเป็นพลังงานไม่ดีสิ่งทำให้บ้านมีเคราะห์​  ถ้าเข้าวัดหรือโบราณสถาน เป็นสัญญาณเตือนหรือลางบอกเหตุบางอย่างจากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่
เฝ้าอยู่​  เพราะชาวเขมรเชื่อว่าตัวเหี้ยเป็น สัตว์เฝ้าสมบัติ หรือเฝ้าซากเมืองเก่า​คล้ายปู่โสมเฝ้าทรัพย์ของไทยนั่นเอง

มาดูในเมียนมา​กัน ต้องบอกเลยว่า​ เอย่าเดินทางไปจากใต้สุดอย่างเมืองเกาะสองจนถึงเมียตโส่นเหนือสุด​ณ​จุดเริ่มต้นแม่น้ำอิรวดี​เป็นเวลานับ​สิบๆปี​  ไปเดินออกกำลังกายที่กันดอจีในเมืองต่างๆมาก็มากแต่กลับไปเคยพบเห็นตัวเหี้ยหรือตะกวดเลยแม้สักตัวเดียว​  แต่จากการที่หาข้อมูลกับผู้เฒ่าพ่อแก่ก็ทำให้พอรู้ว่าตัวเหี้ยมีหลากหลายความเชื่อแบ่งไปตามชาติพันธุ์​ แม้ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงว่ามันเป็นตัวนำเคราะห์ร้าย​ หรือเกี่ยวกับเรื่องโชคลาง​ หรือเป็นการส่งสัญญาณเตือนจากสิ่งลี้ลับก็ตาม​แต่ก็มีความเชื่อที่ระบุในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาทและชาดกว่า​ มีเรื่องราวของพญาสัตว์ประเภทเหี้ยหรือตะกวด เช่น ใน โคธชาดก ที่เป็นตัวแทนของการเสียสละ การบำเพ็ญบารมี และเป็นบทเรียนสอนใจเรื่องการคบมิตร​ด้วยเช่นกัน​

ในมาเลเซีย​และอินโดนีเซียมีความเชื่อของตัวเหี้ยฝังแน่นในวัฒนธรรมของกลุ่มมลายู​ โดย​  2  ประเทศนี้เรียกตัวเหี้ยว่า​ บิอาวัค (Biawak)  แต่​ 2ประเทศนี้มีความแตกต่างในความเชื่อกล่าวคือในมาเลเซีย​การพบเจอตะกวดหรือตัวเหี้ยถือเป็นลางบอกเหตุร้าย​ หากฝันเห็นจะตีทำนายว่า  อาจกำลังจะมีศัตรู หรือมีคนที่เข้ามาหลอกลวง ทำให้เสียทรัพย์สินหรือผิดใจกับผู้อื่น

ในขณะที่ฝั่งอินโดนีเซียกล่าวถึงบีอาวัคว่าเป็นสัตว์นำโชค​ ตามความเชื่อพื้นบ้าน หากตะกวดหรือตัวเหี้ยเข้าบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลากลางวัน มักถูกตีความว่าเป็นลางดี คนท้องถิ่นเชื่อว่ามันคือสัญลักษณ์ของการเงินที่จะเข้ามาแบบไม่คาดฝัน และเป็นตัวแทนของความเจริญรุ่งเรือง​ ในบางชุมชนท้องถิ่น ตะกวดและตัวเหี้ย ได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับวิญญาณบรรพบุรุษ พวกเขามีความเชื่อว่ามันมีพลังวิญญาณในการปกป้องผู้คนในพื้นที่จากพลังงานด้านลบหรือสิ่งชั่วร้าย​ บนเกาะชวา เบียวักถูกนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น สะเต๊ะ และในทางการแพทย์แผนโบราณของอินโดนีเซีย มีความเชื่อสืบทอดกันมาว่าการบริโภคเนื้อตัวบีอาวักช่วยรักษาโรคผิวหนัง บรรเทาอาการหอบหืด และช่วยเสริมสร้างพละกำลัง​ โดยฝั่งอินโดนีเซียจะมองว่าสัตว์ในตระกูลนี้เป็นสัตว์มงคล​ เหตุผลหนึีงน่าจะมาจาก​ มังกรโคโมโด​ นั่นเอง

ในฟิลิปปินส์มีสัตว์ในตระกูลเดียวกันกับตะกวดที่ชื่อ​ Gray's Monitor ซึ่งถือว่าเป็นญาติใกล้ชิดกับตะกวดในบ้านเราโดยฝั่งฟิลิปปินส์มีความเชื่อของสัตว์เหล่านี้ว่า​ เป็นสัตว์เฝ้าป่าและผู้ส่งสารจากวิญญาณธรรมชาติ
ถ้ามันโผล่มาใกล้บ้าน อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงหรือคำเตือน
บางเกาะเชื่อว่ามันปกป้องแหล่งน้ำและป่าโบราณ

สุดท้ายในเวียดนาม​ ต้องยอมรับว่าเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีความเชื่อของตะกวดเลยอาจจะเพราะอิทธิพลจากอารยธรรมจีนที่แผ่ลงมาและการเกิดสงครามหลายครั้งทำให้ความเชื่อนี้ถูกลบเลือนไปในกาลเวลานั่นเอง​ โดยความเชื่อที่หลงเหลือของตะกวดในเวียดนามมีเพียงกลุ่มเล็กของชุมชนในสุดปลายแม่น้ำโขงที่มองว่ามันคือสัตว์อัปมงคล​ ส่วนในหมู่บ้านชาวประมงจะมองมันในฐานะ​ราชาแห่งบึงน้ำ​ ที่เป็นตัวบ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามแม้ความเชื่อในอุษาคเณย์ส่วนใหญ่จะเทให้กับสัตว์กลุ่มนี้ไปทางตัวนำโชคร้ายก็ตามแต่ต้องยอมรับว่าสัตว์ในตระกูล​ Varanus  เป็นนสัตว์กินซากที่ปรับตัวเก่งจากป่าสู่เมือง​  และน่าจะเป็นตัวสอนให้เราไม่ยอมแพ้กับในสถานการณ์ที่ย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ที่หลายคนหมดกำลังใจ​ ให้ลองหันไปดูตัวเหี้ยใกล้คุณสิคะ​ ดูสิว่ามันเปลี่ยนผ่านจากวันที่ทุกคนรังเกียจมันจนมันได้รับการยอมรับจากสังคมฉันใด​ หากคุณไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา​ ก็จะมีวันที่ทุกคนยอมรับในความสำเร็จของคุณเช่นเดียวกัน

ที่มา : AYA

‘บีโอไอ” ไฟเขียว PCB ลุยเฟส 2 3 ผู้ผลิต PCB ใหญ่จีน-ไต้หวัน ลงทุนเพิ่มกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท จ้างงานเพิ่ม 5 พันคนรับ AI-Data Center ยกระดับไทยฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

บีโอไออนุมัติ 3 โครงการใหญ่ PCB ขยายลงทุนเฟสสอง 2 หมื่นล้าน เชื่อมห่วงโซ่ AI–Data Center

บีโอไอไฟเขียว 3 โครงการใหญ่ “คอมเปค – มัลติฟายน์ไลน์ – โกลด์ เซอร์คิท” ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อันดับต้นๆ ของโลกจากจีนและไต้หวัน ขยายลงทุนต่อเนื่องเฟสสองอีกกว่า 22,000 ล้านบาท จ้างงานเพิ่มกว่า 5 พันคน รองรับการเติบโตของ AI–Data Center พร้อมยกระดับไทยสู่ฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ชั้นนำระดับโลก 3 ราย ได้แก่ บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งทั้งสามบริษัทได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยมีเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกันกว่า 35,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 7,000 คน และในครั้งนี้ ได้รับอนุมัติให้ลงทุนเพิ่มเติมในเฟสสองอีกกว่า 22,000 ล้านบาท โดยจะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 5,000 คน เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI Server ที่ใช้ใน Data Center ระบบสื่อสารความเร็วสูง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับสู่ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (Compeq Technology) ผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากจีน โครงการนี้เป็นการผลิต Flexible PCB ซึ่งเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถโค้งงอได้ มีจุดเด่นด้านการประหยัดพื้นที่ น้ำหนักเบา และทนทานต่อการดัดงอ เหมาะสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น แล็ปท็อป สมาร์ตโฟน สมาร์ตวอตช์ หูฟังไร้สาย และอุปกรณ์ IoT บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 13,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 9,170 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) จังหวัดสมุทรปราการ

บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (Multi-Fineline Electronics) เป็นบริษัทในเครือของ Dongshan Precision (DSBJ) จากประเทศจีน เป็นผู้นำในการผลิต PCB ทั้งชนิด Multilayer PCB และ Flexible PCB เพื่อป้อนให้กับลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยี AI และ Data Center อาทิ Apple, META, Microsoft และ Tesla บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 14,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 5,800 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี 

บริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (Gold Circuit Electronics) เป็นผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากไต้หวัน ประกอบกิจการออกแบบ วิจัยและพัฒนา และผลิต PCB แบบครบวงจร ทั้งชนิด Multilayer และ High Density Interconnect (HDI) โดย HDI PCB มีความสำคัญอย่างมากกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการติดตั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากในพื้นที่จำกัด ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ส่งสัญญาณรวดเร็วขึ้น และการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 8,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 7,230 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่เขตอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี

“ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ระดับโลกทั้ง 3 รายนี้ ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ในไทยช่วงปี 2567-2568 หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี ก็ขยายการลงทุนต่อเนื่องครั้งใหญ่ในเฟสสอง แสดงถึงการเติบโตของตลาด และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทย ทั้งในด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนความสะดวกในการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ อนุญาตต่าง ๆ โดยการขยายการลงทุนครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและดิจิทัลของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2566 – 2568) มีผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 222 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 320,078 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ส่งผลให้ปัจจุบันไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต PCB อันดับหนึ่งในอาเซียน และอันดับ 5 ของโลก

จีนยังไม่ทุ่มสุดตัว!! Power of Siberia 2 กลับมาร้อนแรง หลังสงครามอิหร่านเขย่าความมั่นคงพลังงานโลก จีนมองท่อก๊าซรัสเซียเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ลดพึ่งพาเส้นทางทะเลเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลในปี ค.ศ.2026 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางเท่านั้นหากแต่ยังสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างพลังงานโลกและสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับมหภาคโดยเฉพาะต่อจีนและรัสเซียซึ่งต่างกำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของระบบพลังงานระหว่างประเทศ วิกฤตดังกล่าวทำให้ประเด็น “ความมั่นคงด้านพลังงาน” กลับมาเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์รัฐมหาอำนาจอีกครั้งโดยเฉพาะเมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานทางทะเลในตะวันออกกลาง เช่น
ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเผชิญหน้าและการปิดกั้นทางทหาร

ภายใต้บริบทดังกล่าวโครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” «Сила Сибири - 2» ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจี ได้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะ “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” สำหรับจีนในการลดการพึ่งพาพลังงานจากเส้นทางเดินเรือ ขณะเดียวกันรัสเซียเองก็ต้องการใช้โครงการนี้เป็นกลไกชดเชยการสูญเสียตลาดพลังงานในยุโรปหลังสงครามยูเครนและเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว

อย่างไรก็ตามแม้สงครามอิหร่านจะสร้างแรงจูงใจให้จีนต้องทบทวนความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น แต่ปักกิ่งยังคงดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “กระจายความเสี่ยง” และระมัดระวังต่อการพึ่งพารัสเซียมากเกินไป ดังนั้น อนาคตของ Power of Siberia 2 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวหากแต่เกี่ยวพันกับการประเมินทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันอิทธิพลในยูเรเชีย และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบพลังงานโลกในยุคหลังสงครามตะวันออกกลางอีกด้วยก่อนหน้านี้

โครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจีนที่มีเป้าหมายเชื่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติในเขตไซบีเรียตะวันตกของรัสเซียเข้าสู่ตลาดจีนผ่านประเทศมองโกเลียถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของรัสเซียในการปรับทิศทางการส่งออกพลังงานจากยุโรปสู่เอเชียภายหลังความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยบริษัท Gazprom «Газпром» ร่วมกับ China National Petroleum Corporation (CNPC) และหน่วยงานด้านพลังงานของมองโกเลียโดยมีแผนส่งก๊าซจากแหล่งก๊าซยามาล (Yamal Peninsula) และแหล่งก๊าซในไซบีเรียตะวันตกซึ่งเดิมเคยใช้ป้อนตลาดยุโรปผ่านท่อส่งเข้าสู่มองโกเลีย ก่อนเข้าสู่เขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีน เส้นทางดังกล่าวมีระยะทางรวมประมาณ 2,600–2,700 กิโลเมตรและมีกำลังการส่งก๊าซสูงสุดประมาณ 50 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณก๊าซที่รัสเซียเคยส่งให้เยอรมนีผ่านท่อส่งก๊าซ Nord Stream ในอดีต โดยในปี ค.ศ.2025 รัสเซียได้ส่งก๊าซให้จีนผ่านท่อ Power of Siberia 1 แล้วเกือบ 40 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) และส่งออก LNG เพิ่มอีก 9.8 ล้านตัน หรือประมาณ 13.5 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) หากโครงการ Power of Siberia 2 แล้วเสร็จจะทำให้ส่วนแบ่งก๊าซรัสเซียในตลาดจีนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% เป็นเกือบ 20% ของการบริโภคก๊าซทั้งหมดของจีน

ในเชิงยุทธศาสตร์รัสเซียมองว่า Power of Siberia 2 เป็น “โครงการทดแทนยุโรป” เนื่องจากหลังปี ค.ศ. 2022 รัสเซียสูญเสียตลาดพลังงานยุโรปอย่างหนักจากสงครามยูเครน ปริมาณการส่งออกก๊าซของรัสเซียไปยังสหภาพยุโรปลดลงอย่างรุนแรง จากประมาณ 157 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ก่อนสงคราม เหลือเพียง 18 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ภาษีจากก๊าซของรัสเซียลดลงประมาณ 7% และทำให้รัสเซียต้องลดการผลิตก๊าซลงราว 3% ดังนั้น จีนจึงกลายเป็น “ตลาดยุทธศาสตร์” ที่สำคัญที่สุดในการทดแทนยุโรปของรัสเซียในการรักษารายได้จากพลังงานและลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแกนเศรษฐกิจและพลังงานของรัสเซียจากยุโรปสู่เอเชียมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่งจีนเองก็ได้รับประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์จากโครงการนี้เช่นกัน โดยการบริโภคก๊าซของจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 5% ในช่วงสองปีที่ผ่านมาและแตะระดับประมาณ 456 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปี ค.ศ. 2025 ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าความต้องการอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 610 พันล้านลูกบาศก์เมตร(bcm) ภายในปี ค.ศ. 2040 ทำให้จีนจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งพลังงานที่มั่นคงและมีต้นทุนต่ำในระยะยาว นอกจากนี้ ก๊าซจากรัสเซียยังมีราคาถูกกว่าก๊าซจากเติร์กเมนิสถานประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตรและต่ำกว่าราคานำเข้า LNG ของจีนอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมารัสเซียขายก๊าซให้จีนเฉลี่ยประมาณ 249 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ LNG นำเข้าของจีนมีราคาเฉลี่ยมากกว่า 400 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เหตุผลดังกล่าวทำให้โครงการนี้มีความสำคัญสำหรับจีนในมิติ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” เพราะช่วยเพิ่มการนำเข้าก๊าซทางบก ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อความขัดแย้งทางทหารและแรงกดดันจากสหรัฐฯ จีนมองว่าท่อส่งก๊าซจากรัสเซียมีความมั่นคงทางยุทธศาสตร์มากกว่าการนำเข้า LNG ทางทะเล โดยเฉพาะในบริบทความตึงเครียดในตะวันออกกลางและอินโด-แปซิฟิก อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองฝ่ายจะสนับสนุนโครงการในระดับการเมืองแต่การเจรจายังเผชิญอุปสรรคสำคัญโดยเฉพาะเรื่อง “ราคา” และเงื่อนไขทางการเงิน จีนต้องการซื้อก๊าซในราคาต่ำใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่รัสเซียต้องการราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้ปักกิ่งยังคงระมัดระวังไม่ให้พึ่งพาพลังงานรัสเซียมากเกินไปจึงยังคงกระจายแหล่งนำเข้าก๊าซจากเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และ LNG จากหลายประเทศควบคู่กันไป โดยในขณะที่นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเดินทางเยือนปักกิ่ง นายติง ซูเซียง รองนายกรัฐมนตรีจีนกลับนำคณะผู้แทนไปลงนามข้อตกลงขยายความร่วมมือด้านก๊าซกับเติร์กเมนิสถานซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซทางท่อรายใหญ่อันดับสองของจีน สะท้อนว่าปักกิ่งยังคงเปิดทางเลือกด้านพลังงานจากหลายแหล่งควบคู่กัน

แม้เช่นนั้นมอสโกยังคงผลักดัน Power of Siberia 2 อย่างแข็งขัน โดยมองว่าเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถลดความเสี่ยงจากเส้นทางพลังงานทางทะเล โดยเฉพาะภายหลังสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ของจีนในปี ค.ศ. 2025 ความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้ท่อส่งก๊าซทางบกมีความสำคัญมากขึ้นในมุมมองด้านความมั่นคงพลังงานของจีน

แผนพัฒนาห้าปีฉบับใหม่ของจีนช่วงปีค.ศ. 2026–2030 ได้ระบุว่าจะ “เร่งการเตรียมงาน” สำหรับเส้นทางหลักของท่อส่งก๊าซจีน–รัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าอ้างถึงโครงการ Power of Siberia 2 อย่างไรก็ตามจีนยังไม่ได้อนุมัติโครงการขั้นสุดท้ายเนื่องจากการเจรจายังคงติดขัดเรื่องราคาและเงื่อนไขสัญญา โดยจีนต้องการราคาที่ใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่มอสโกต้องการเงื่อนไขคล้ายกับโครงการ Power of Siberia 1 นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางอาจช่วยเพิ่ม “แรงผลักดันทางการเมือง” ให้โครงการนี้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนดุลอำนาจการต่อรองระหว่างจีนกับรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยจีนยังคงพยายามรักษาสมดุลด้านพลังงานและจำกัดการพึ่งพาก๊าซทางท่อจากรัสเซียไม่ให้เกินประมาณ 25% ของตลาดภายในประเทศ ในภาพรวม Power of Siberia 2 จึงไม่ใช่เพียงโครงการพลังงานทั่วไป แต่เป็น “โครงการภูมิรัฐศาสตร์” ที่สะท้อนการปรับสมดุลอำนาจในยูเรเชีย การแข่งขันด้านความมั่นคงพลังงาน และการก่อตัวของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับจีนในระเบียบโลกยุคใหม่

บทวิเคราะห์ สงครามอิหร่านในปี ค.ศ. 2026 ได้สะท้อนให้เห็นว่า “ภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน” กำลังกลับมาเป็นปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นอีกครั้งภายใต้บริบทของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ความมั่นคงด้านพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงการมีทรัพยากรเพียงพอเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ความสามารถในการควบคุมเส้นทางลำเลียงพลังงาน” และ “การลดความเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์” จากแรงกดดันภายนอกอีกด้วย สำหรับจีน วิกฤตในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปักกิ่งตระหนักมากขึ้นถึงข้อจำกัดของการพึ่งพาพลังงานทางทะเล แม้ว่าจีนจะยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายแหล่งพลังงาน แต่สงครามครั้งนี้ได้ผลักดันให้ “เส้นทางพลังงานภาคพื้นทวีป” มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในมุมมองของผู้นำจีน โดยเฉพาะท่อส่งก๊าซจากรัสเซียและเอเชียกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปิดล้อมทางทะเลน้อยกว่า การพัฒนา Power of Siberia 2 จึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนในการสร้าง “Continental Energy Security” หรือความมั่นคงพลังงานภาคพื้นทวีปควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) อย่างไรก็ตาม จีนยังคงใช้แนวทาง “Strategic Hedging” หรือการถ่วงดุลเชิงยุทธศาสตร์ กล่าวคือแม้จะเพิ่มความร่วมมือกับรัสเซียแต่ก็จะไม่ยอมพึ่งพารัสเซียมากเกินไปเพราะปักกิ่งตระหนักดีว่าการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงฝ่ายเดียวอาจสร้างข้อจำกัดทางการเมืองและยุทธศาสตร์ในอนาคต ดังจะเห็นได้จากการที่จีนยังคงขยายความร่วมมือกับเติร์กเมนิสถานและรักษาการนำเข้า LNG จากหลายภูมิภาคควบคู่กัน ในมุมของรัสเซีย โครงการ Power of Siberia 2 มีความสำคัญมากกว่ามิติทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ “การหันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) หลังการเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก รัสเซียจำเป็นต้องสร้างตลาดพลังงานใหม่เพื่อทดแทนยุโรป และลดการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจตะวันตก โครงการนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือทางเศรษฐกิจและเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ในการสร้างแกนความร่วมมือยูเรเชียร่วมกับจีน ขณะเดียวกัน วิกฤตอิหร่านยังสะท้อนว่า “พลังงาน” กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 มากขึ้น เส้นทางเดินเรือ พื้นที่ทางทะเล ท่อส่งก๊าซ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ล้วนกลายเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันทางทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งทำให้ Power of Siberia 2 ไม่ใช่เพียงโครงการเศรษฐกิจ แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปรับโครงสร้างอำนาจในภูมิภาคยูเรเชียและระเบียบโลกใหม่

โดยสรุป สงครามอิหร่านได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้โครงการ Power of Siberia 2 กลับมาได้รับความสนใจในฐานะโครงการยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัสเซียและจีน วิกฤตในตะวันออกกลางได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของเส้นทางพลังงานทางทะเล และผลักดันให้จีนหันมาให้ความสำคัญกับเส้นทางพลังงานทางบกมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัสเซียก็มองโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทดแทนตลาดยุโรปและเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว อย่างไรก็ตามแม้ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จะเอื้อให้โครงการมีโอกาสเดินหน้ามากขึ้น แต่จีนยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงและรักษาสมดุลทางพลังงานอย่างระมัดระวัง ทำให้การเจรจายังคงขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ราคา และการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย ท้ายที่สุด Power of Siberia 2 จึงสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกยุคใหม่ “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเครื่องมือแห่งอำนาจและความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย จีน และระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ตะวันออกกลางไฟลามอีกครั้ง!! โดรนโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ UAE สะเทือนภูมิภาค ทรัมป์ถกด่วนทีมมั่นคงหลังกลับจากจีน ทรัมป์ขู่แรงอิหร่าน “รีบตัดสินใจ ไม่งั้นอาจไม่เหลืออะไร” ตลาดน้ำมันรับแรงกดดันพุ่งต่อ

ตะวันออกกลางที่ยังระอุ !!! ห้ามกระพริบตา พร้อมปะทุอยู่เสมอ

ล่าสุดมีการส่งโดรน 3 ลำไปถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ UAE

แม้บริหารจัดการได้ ยิงโดรนตก 2 ลำ ลำที่ 3 สร้างความเสียหายเล็กน้อย แต่สะท้อนถึงสถานการณ์ที่อ่อนไหวเกิดเหตุได้เสมอ ส่วน President Trump ล่าสุด ได้เรียกประชุมทีม National Security ทันทีหลังกลับจากจีน

โทรหานายกอิสราเอล หารือเรื่องต่างๆ รวมถึงสงครามอิหร่าน หลังจากนั้น ได้ลง Truth Social …

For Iran, the Clock is Ticking, and they better get moving, FAST, or there won’t be anything left of them. TIME IS OF THE ESSENCE!

สำหรับอิหร่าน เวลากำลังจะหมดลงแล้ว และพวกเขาควรรีบเดินหน้า ตัดสินใจเดี๋ยวนี้ เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นอิหร่านอาจไม่เหลืออะไร

ทุกนาทีมีค่า … เวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง! ล่าสุดโพสต์ภาพต่างๆ เกี่ยวกับการต่อสู้กับอิหร่าน

และภาพด้านล่าง ที่มีนัยยะยิ่ง สะท้อนการกดดันอิหร่านจากมุมต่างๆ ตามกำหนดการ

จะหารือทีม National Security, The Pentagon ต้นสัปดาห์นี้ พิจารณาทางเลือกต่างๆ

มาดูกันว่า ท่าน President Trump จะเลือกทางไหน เพราะใกล้ถึงจุดของ “Executive Decision”

ส่วนราคาน้ำมันโลกขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

หลังไปจีนแล้ว … ไม่มีคำตอบ … ไม่มีข่าวดีเรื่องอิหร่าน

ล่าสุด เช้านี้

Brent ทะลุ 110 ดอลล่าร์ต่อบาเรลอีกครั้ง

สะท้อนมุมมองตลาดกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า

ที่มา : กอบศักดิ์ ภูตระกูล
 

https://www.facebook.com/1044766528/posts/10237596948396764/?rdid=ORm2qtG8GrP6qwIX#

อาลัย “สังข์ ดอกสะเดา” ปิดตำนานเสียงหัวเราะ หลังป่วยหนักและจากไปอย่างสงบ ลูกชายโพสต์ลา จะดูแลแม่อย่างดี เผยไม่อยากยื้อให้พ่อทรมาน

วงการตลกเศร้า "สังข์ ดอกสะเดา" เสียชีวิตแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า "สังข์ ดอกสะเดา" อาการป่วยทรุดหนัก ต้องรักษาตัวใน ICU และใส่ท่อช่วยหายใจ ผลตรวจออกมาว่าเป็นมะเร็ง ลูกชายเผยว่าตัดสินใจยุติการผ่าตัดและการปั๊มหัวใจ เพราะไม่อยากให้พ่อทรมาน

ล่าสุด วันที่ 18 พ.ค. 69 เวลา 05.44 น. ลูกชายของ สังข์ ดอกสะเดา แจ้งข่าวเศร้าผ่านทางเฟซบุ๊ก สังข์ ดอกสะเดา ระบุว่า…

"ตอนนี้ พ่อเสียชีวิตแล้วนะครับ จากไปอย่างสงบ พ่อไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะ จะทำตามทุกอย่างที่เคยคุยกันไว้ จะดูแลแม่อย่างดี"

โดยก่อนที่ สังข์ ดอกสะเดา จะเสียชีวิต ทางลูกชายได้เผยถึงอาการของคุณพ่อ ระบุว่า...

หมอบอกออกซิเจนในเลือดต่ำ 87% ไข้ขึ้นสูง ความดันต่ำ การช่วยมีผลเสี่ยง ปั๊มหัวใจเสี่ยง ซี่โครงหัก เลือดออก มีข้อดีข้อเสียมีต่างๆๆ นาๆๆ

1. ปั๊มขึ้นมาได้ก็เป็นเจ้าชายนิทรา

2. ปั๊มไม่ขึ้นพ่อก็ไป ทั้งนี้ทั้งนั้นได้ปรึกษาญาติๆๆ แล้วว่าให้คุณหมอช่วยสุดความสามารถ แต่ถ้าสุดความสามารถแล้วพ่อไม่ไหว ขออย่ายื้อเลยครับ พ่อเหนื่อยมามากแล้ว

 

ธรรมศาสตร์ลุยปฏิรูปองค์กรอิสระ เสนอยกเครื่ององค์กรอิสระรับมติเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ ข้อเสนอเน้นยกเลิกหรือรื้อกระบวนการสรรหา สว. นักวิชาการชี้ความโปร่งใสและความรับผิดชอบคือกุญแจ ทางเลือกแก้ไขกฎหมายรองรับปฏิรูปอย่างยั่งยืน

“ธรรมศาสตร์” จับมือ “สถาบันปรีดี พนมยงค์” เปิดวงเสวนา บทเรียน “จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ สู่ต้นธารปฏิรูปองค์กรอิสระ” นักวิชาการ – ตัวแทนพรรคการเมือง ชงข้อเสนอยกเครื่ององค์กรอิสระ โฟกัส “สว.-ศาลรัฐธรรมนูญ” แนะยกเลิก หรือรื้อใหญ่กระบวนการสรรหา-ที่มา เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงาน PRIDI Talks #35 : เสวนาวิชาการ 126 ปีชาตกาล ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์ หัวข้อ “จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นธารสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ” ภายใต้กิจกรรม “วันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2569” ณ มธ. ท่าพระจันทร์ เพื่อถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปองค์กรอิสระ พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปองค์กรอิสระอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านที่มา กระบวนการสรรหา และการสร้างระบบความรับผิดชอบที่ยึดโยงกับประชาชนและมาตรฐานสากล

รศ. ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ทางออกในการปฏิรูปองค์กรอิสระภายใต้บริบทปัจจุบัน อย่างแรกคือในเชิงหลักการ จำเป็นต้องทำให้องค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญอยู่ภายใต้กฎหมายและมีความรับผิดชอบต่อประชาชน รวมถึงที่มาและการถอดถอนองค์กรอิสระเมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อกฎหมายต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ตัวอย่างเช่นการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระของประเทศเยอรมนี ที่ 8 คนมาจากการเลือกของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และอีก 8 คนมาจากการเลือกของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งในเรื่องที่มาของ สว. ก็จำเป็นต้องแก้ไข หากต้องการให้มี สว. ก็ต้องให้ประชาชนเลือกตั้ง สว. โดยตรง แต่ถ้าไม่อยากให้มีการเลือกตั้งก็ให้ยกเลิก สว. เลย หรือจำกัดอำนาจให้น้อยลง

รศ. ดร.ปริญญา กล่าวอีกว่า ส่วนในเชิงการปฏิบัติ หากทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีการร้องขอให้รัฐสภานำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างในวาระ 2 มาพิจารณาต่อ ก็ควรจะต้องมีกรอบเวลาให้ชัดว่าจะเริ่มกระบวนการใหม่ได้เมื่อใด หรืออีกทางคือพรรคการเมืองหรือประชาชนต้องรวมเสียงเพื่อเสนอ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าต่อหรือไม่ อีกส่วนคือควรมีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ต่างๆ อย่างน้อย 3 ฉบับควบคู่กันไปด้วย คือ 1. พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2. พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ 3. พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีความพร้อมไว้เลยหากในอนาคตสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ

ศ. พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และศาสตราจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากจะพูดถึงการปฏิรูปองค์กรอิสระโดยไม่พูดถึง สว. คงเป็นไปไม่ได้ แต่การจะให้มีการเลือกตั้งโดยตรงเพื่อนำไปสู่การมีตัวแทนเข้าไปแต่งตั้งองค์กรอิสระคงจะพ้นวิสัยที่เป็นไปได้ในความจริง ซึ่งกระบวนการที่มาของ สว. ยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข อาจจะเดินหน้าออกแบบกระบวนการดังกล่าวกันใหม่ โดยจำเป็นต้องพูดคุยและตกผลึกให้ได้ใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. ที่มา และจำนวนของ สว. 2. การออกแบบการได้มาซึ่ง สว. ที่ยึดโยงกับประชาชนขึ้น และถูกตรวจสอบได้ และ 3. รูปแบบของกระบวนการที่เชื่อมโยงระหว่าง สว. กับการแต่งตั้งองค์กรอิสระ เช่น การเสนอชื่อองค์กรอิสระเข้าไปควรมีจำนวนเป็น 2 เท่าจากเดิมหรือไม่ เพื่อให้มีตัวเลือกแทนการเสนอเพียงคนเดียว หรือการวินิจฉัยว่าจะเอาหรือไม่เอาใครต้องประกอบไปด้วยเหตุผลอะไร ฯลฯ

ขณะที่องค์กรอิสระเอง อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องมีการพิจารณาทบทวนบทบาท และขอบเขตอำนาจให้มีความเหมาะสมและชอบธรรม โดยเฉพาะประเด็นในทางการเมือง รวมถึงการทำให้กระบวนการต่างๆ ขององค์กรอิสระเหล่านี้มีความโปร่งใสมากขึ้น ตลอดจนกระบวนการที่มาบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเหล่านี้ต้องออกแบบโดยไม่ให้เป็นการแต่งตั้งเพียงแต่ข้าราชการเกษียณเพียงอย่างเดียวเหมือนในปัจจุบัน แต่เปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมเข้ามาได้ด้วย 

รศ. ดร.โคทม อารียา ประธานมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม กล่าวว่า การปฏิรูปองค์กรอิสระ เพื่อนำประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ขอนำข้อคิดเห็นของ ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์ เมื่อ 53 ปีก่อน มาอ้างอิงเป็นข้อเสนอดังนี้ 1. ไม่ควรมีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ให้มีเพียงตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยมีผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคนเป็นองค์ประกอบ เพื่อทำหน้าที่ในการตีความรัฐธรรมนูญ

“ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นอำนาจที่สี่ที่อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชน ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นมาเพราะรังเกียจนักการเมือง และคิดว่านักการเมืองคือปัญหาของสังคม และก็สั่งยุบพรรคอะไรต่างๆ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีไว้เพื่อการนี้ แต่มีไว้เพื่อตีความรัฐธรรมนูญ และใครทำตามรัฐธรรมนูญก็ให้ทำต่อ ส่วนใครไม่ทำตามก็ต้องให้ยุติการกระทำ ส่วนจะไปฟ้องศาลไหนก็ฟ้อง และลงโทษตามนั้น เพราะหลักศาลรัฐธรรมนูญคือให้ราษฎรพึ่งรัฐธรรมนูญได้ โดยมีตุลาการเป็นผู้ตัดสิน” รศ. ดร.โคทม กล่าวเสริม

2. ไม่ควรให้อำนาจ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งเพียงให้เรียบร้อย สุจริตและเที่ยงธรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรมีการแต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาช่วยจัดการเลือกตั้งด้วยอีกส่วน นอกจากนี้ ต้องทำงานเชิงรุกเพื่อรวบรวมหลักฐานในการป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง พร้อมกับส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3. ป.ป.ช. ควรมีการนำเอาองค์กรอัยการมามีอำนาจร่วมในการดำเนินการต่างๆ ด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ หากสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จะต้องมีการตัดหมวดศาลรัฐธรรมนูญ หมวดองค์กรอิสระ หมวดปฏิรูปประเทศออกไป และนำหมวดองค์กรอัยการไปไว้กับหมวดศาล คล้ายกับตอนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 รวมถึงต้องมีการทบทวนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ และเอาประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรมออก ซึ่งทำให้เกิดการตีความได้กว้างขวางเกินไปจนอาจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ศ. ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือจุดสำคัญที่จะปลดล็อกการปฏิรูปองค์กรอิสระ แต่ถ้ามองจากกลไกทางรัฐสภาเป็นไปได้ยากมาก เพราะฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้ไขกุมเสียงข้างมากไว้ทั้ง สส. และ สว. ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยได้คือ ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องต้องอ่านสัญญาณของชนชั้นนำให้ออก และหาทางแสดงออกถึงความต้องการในการได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ชัดเจน เช่น การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา หรือแม้แต่การแก้ไข พ.ร.ป.ต่างๆ ฯลฯ เพื่อเป็นอีกแรงผลักให้เกิดขึ้น และไม่ให้ทุกอย่างจบลงที่ผลประชามติที่รัฐบาลไม่ได้มีหยิบมาเดินหน้าต่อ อย่างในประเด็นการทำให้คนผิวดำมีสิทธิเลือกตั้งอย่างแท้จริงในสหรัฐอเมริกาก็เกิดจากแนวทางลักษณะนี้

ศ. ดร.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายทั้งในเรื่องประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่หลายคนอยากเห็น และสิ่งที่ ศ. ดร.ปรีดี เคยพูดไว้จะเกิดขึ้นได้คือ 1. การทำให้องค์กรอิสระไม่อยู่ภายใต้การกำกับฝ่ายไหน แต่มีความรับผิดรับชอบ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการที่มีประชาชนตรวจสอบ โดยผ่านกลไกอย่างการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ แต่อาจแก้ไขเพิ่มเติมโดยให้ยื่นผ่านรัฐสภาที่มีความยึดโยงกับประชาชนแทนการยื่นผ่านวุฒิสภาตามที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 หรือเพิ่มกลไกตรวจสอบอื่นๆ เช่น ในบางประเทศจะมีกลไกเลือกตั้งเพื่อถอดถอน และ 2. การจำกัดอำนาจและบทบาทขององค์กรอิสระ โดยให้ทำหน้าที่เป็นเพียงองค์กรส่งเสริมฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเมื่อองค์กรอิสระมีอำนาจลดลงจนไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ก็คงไม่มีกลุ่มการเมืองในอยากแทรกแซง

ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การออกแบบองค์กรในลักษณะแต่งตั้งต่างๆ (องค์กรอิสระ) เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ จำเป็นต้องยึดหลัก 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. ออกแบบโครงสร้างสร้างแรงจูงใจของว่าที่แคนดิเดตขององค์กรแต่งตั้งต่างๆ ให้เกื้อหนุนประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของชีวิตวัยเกษียณของข้าราชการที่ไม่เกื้อหนุนประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ 2. ออกแบบโดยสร้างกลไกความรับผิดรับชอบให้ยึดโยงกับสถานการณ์จริงของประชาชน และ 3. ออกแบบให้องค์กรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศไม่ใช่กลไกขัดขวางสังคม

ทั้งนี้ ถ้าจะให้เห็นภาพชัดขึ้น ขอยกตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ที่มีสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นองค์กรตาม พ.ร.บ. ในการทำหน้าที่กำกับควบคุม โดยในประชุมสภาฯ สมัยที่ผ่านมา มีการผลักดันแก้ไขบางส่วนเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมทางการแข่งขันมากขึ้น แต่ก็มาพบจุดสำคัญคือ จะต้องออกแบบ และเลือกคณะกรรมการขององค์กรต่างๆ อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และยึดโยงกับประชาชนด้วย แทนที่จะเป็นคนที่มีอิทธิพลในวงการนั้นๆ กลุ่มเดิมๆ ซึ่งตอนนั้นข้อสรุปที่ได้คือจะต้องเริ่มตั้งแต่กรรมการสรรหาที่อย่างน้อย ครม. จะต้องเป็นผู้เสนอกรรมการสรรหา หรืออีกทางให้ตัวแทนจากรัฐสภาทั้งจากฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านเป็นผู้เสนอ เพราะไม่เช่นนั้นกรรมการสรรหาก็จะเป็นข้าราชการเก่าหมด ซึ่งไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน

“พื้นที่หนึ่งที่สามารถทดลองออกแบบที่มาของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรแต่งตั้งต่างๆ ในระดับประเทศก็คือ คณะกรรมการของหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับควบคุมต่างๆ ของไทย ที่มีปัญหาแทบทุกหน่วยงาน และมีผลกับปากท้องประชาชนด้วย ซึ่งถ้าเริ่มต้นได้จะเป็นการฉันทามติที่สำคัญของการกำหนดที่มาที่ไปของทั้งองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับควบคุมต่างๆ รวมถึงองค์กรอิสระของไทยได้” ดร.วีระยุทธ กล่าว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจะเดินหน้าปฏิรูปองค์กรอิสระได้จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็ควรผลักดันให้แก้ไขทั้งฉบับ โดยอาศัยผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่มีการเห็นชอบถึง 65% ให้เกิดประโยชน์ในการเป็นแรงส่งให้เกิดการแก้ไข และหลีกเลี่ยงการไปริเริ่มตั้งต้นเข้าสู่กระบวนการแก้ไขบางมาตรา เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความล่าช้า และยากต่อการแก้ปัญหาต่างๆ  กระนั้น ถ้ามีพรรคการเมืองเสนอแก้ไขเป็นรายมาตราก็ควรจะมีการร่วมผลักดันให้ออกมาได้ด้วยดี

“ถ้าอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศชาติกันจริงๆ จะต้องไม่ไปเน้นที่บางเรื่อง เพราะยังไงก็ต้องไปลงประชามติ ซึ่งจะยิ่งทำให้ยากขึ้น และถ้าฝั่งไม่อยากแก้มี สส. 200 และ สว. 170 เสียง เกินครึ่งของรัฐสภาแล้ว ถ้า สว. พร้อมใจกันไม่เอาด้วยก็ไปไม่ได้แล้ว โดยอาจจะอ้างว่าแก้เป็นบางมาตราไม่มีประชามติมาก่อน ไม่รู้ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ ไม่ยกมือให้ แต่ถ้าแก้ทั้งฉบับอ้างไม่ได้ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะผลประชามติออกมาแล้ว” นายจาตุรนต์ ระบุ

อนึ่ง กิจกรรม วันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2569 เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. โดยมีการทำพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์ และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ ลานปรีดี พนมยงค์ พิธีวางพานพุ่มอนุสาวรีย์ พิธีมอบโล่รางวัล “ปรีดี พนมยงค์” ประจําปี 2569 แก่นักศึกษาดีเด่น พิธีมอบรางวัลทุนการศึกษา “ทุนลูกหลานปาล พนมยงค์ เพื่อการศึกษานาชาติ” ประจําปี 2569 พิธีมอบทุนรุธิร์ พนมยงค์ เพื่อชุมนุมกิจกรรมกีฬาและสร้างเสริมสุขภาพ ประจำปี 2568 ณ บริเวณอนุสาวรีย์ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์  หน้าตึกโดม มธ. ถัดจากนั้นเวลา 13.00 น. จะเป็นการนำเสนอบทความรางวัล “ทุนปาล พนมยงค์” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประจำปี 2569 ก่อนเข้าเข้าสู่ช่วงเสวนา

‘วราวุธ’ ชู “Green Bio Industry” อ้อยไทยไม่หยุดแค่น้ำตาล กระทรวงอุตฯ เร่งสร้างมูลค่าใหม่ ดันเศรษฐกิจชีวภาพสีเขียว หนุนพลังงานเชื้อเพลิงสะอาดและชีวภาพ


‘วราวุธ’ มอบนโยบาย สอน. ดันอ้อยไทยสู่ “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว”  

ชู Bio - economy เพิ่มมูลค่าอ้อย แก้ PM 2.5 ปักธงไทยเป็น Bio Hub อาเซียนปีหน้า 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการมอบนโยบายแก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) โดยมี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายใบน้อย

สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมรับฟังเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสู่อุตสาหกรรมสีเขียว นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเดินหน้ายกระดับ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว” (Green Bio industry) โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bio Economy เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าอ้อยและผลพลอยได้ทางการเกษตร ผลักดันประเทศไทยสู่

การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียนภายในปี 2570 ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล เพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย ไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมอาหารอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อย 9.87 ล้านไร่ ครอบคลุม 47 จังหวัด มีโรงงานน้ำตาล 58 แห่ง ตั้งอยู่ใน 29 จังหวัด โดยฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีปริมาณอ้อย 105.86 ล้านตัน โดยมีปริมาณอ้อยสดสูงถึง 96.20% และมีปริมาณอ้อยเผาเพียง 3.80% ผลิตน้ำตาลได้ 12.20 ล้านตัน และมีผลผลิตเฉลี่ย 10.72 ตันต่อไร่ สะท้อนถึงศักยภาพการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมอ้อยไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง เทียบกับฤดูการผลิตปี 2567/2568 ซึ่งมีผลผลิตอ้อยเข้าหีบเพียง 92.04 ล้านตัน มีอ้อยสดคิดเป็น 85.14% และปริมาณอ้อยเผา14.86% ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคการเกษตร

ทั้งนี้ ในฤดูการผลิตปี 2567/2568 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 203,205 ล้านบาท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ 50,257 ล้านบาท น้ำตาลส่งออก 117,582 ล้านบาท กากน้ำตาล 17,662 ล้านบาท และอุตสาหกรรมชีวภาพอีกกว่า 17,703 ล้านบาท สะท้อนว่า “ชีวภาพ” กำลังกลายเป็น New Engine ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย 

“อุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่เน้นผลิตน้ำตาลเพียงอย่างเดียว สู่การเป็นฐานวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สอดคล้องกับเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Bio Hub of ASEAN” ภายในปี 2570” นายวราวุธกล่าว

นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 สอน. ได้เตรียมแผนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพื่อรองรับเป้าหมายความยั่งยืน ทั้งการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากเอทานอลอ้อย การผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (PLA) จากชานอ้อย การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวลรูปแบบใหม่ รวมถึงระบบติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2 Track)   เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ Zero Carbon Emission ในอนาคต 

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าชีวมวลใช้ใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเครื่องต้นแบบผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellet) และชีวมวลผงจากใบและยอดอ้อย ตั้งแต่ปี 2567 และขยายผลต่อเนื่องถึงปี 2569 ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มชาวไร่อ้อยและวิสาหกิจชุมชน เพื่อลดการเผาในไร่อ้อย แก้ปัญหา PM 2.5 และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย “การนำใบและยอดอ้อยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพลังงาน จะช่วยเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้ง ให้เป็นรายได้ใหม่ของเกษตรกรลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ และลดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ปลูกอ้อย พร้อมยอมรับว่าปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการรวบรวมวัตถุดิบและเครื่องจักรจัดเก็บที่มีราคาสูง จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนเทคโนโลยีและกลไกตลาดควบคู่กัน”  

นายวราวุธกล่าวปิดท้าย

ด้านนายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มีการเติบโตและสร้างมูลค่าให้แก่ประเทศไทยมหาศาล แต่เราจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราพร้อมเดินหน้า การเปลี่ยนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย จากอุตสาหกรรมเกษตรแบบเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ลดมลพิษ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรไทย เพราะอุตสาหกรรมอ้อยไทยต้องไม่หยุดอยู่แค่น้ำตาล แต่ต้องต่อยอดสู่พลังงานสะอาด วัสดุชีวภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อม 

และคุณภาพชีวิตของประชาชน

แนโกฮยังลุยเกาหลีใต้!! ทีมแนโกฮยังจากเกาหลีเหนือลงสนาม สำหรับ AFC วีเมนส์ ชิงแชมป์สโมสร นับครั้งแรกในรอบเกือบ 8 ปี ดวลซูวอน เอฟซี วันที่ 20 พ.ค.

17 พฤษภาคม 2026 สโมสรฟุตบอลหญิงแนโกฮยัง ของเกาหลีเหนือ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน เกาหลีใต้  เมื่อวันอาทิตย์

เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันรอบรองชนะเลิศฟุตบอลหญิงชิงแชมป์สโมสรเอเชีย หรือ เอเอฟซี วีเมนส์ แชมเปียนส์ ลีก นับเป็นการเดินทางเยือนเกาหลีใต้ของนักกีฬาจากเกาหลีเหนือเพื่อการแข่งขันกีฬา เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 8 ปี

ทีมแนโกฮยัง จะพบกับทีมซูวอน เอฟซี วีเมน ของเกาหลีใต้ ที่สนามซูวอน สเตเดียม เวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น วันที่ 20 พฤษภาคมนี้

ที่มา : 

https://www.facebook.com/100050370353740/posts/1538213267867670/?rdid=H9Ugwg4zxYPGWEiT#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top