Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

ข่าวดีคนไทย!! กระทรวงต่างประเทศผลักดันสำเร็จ EU อนุมัติ Visa Cascade ลดภาระยื่นเชงเกนซ้ำ สำหรับผู้มีประวัติเดินทางดี

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และยื่นขอวีซ่าเชงเกนประเภทพำนักระยะสั้น (short-stay) ณ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลของประเทศสมาชิกเชงเกนในประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนและมีประวัติการเดินทางที่ดี ช่วยลดความจำเป็นในการยื่นขอวีซ่าบ่อยครั้ง ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้แก่คนไทย

Visa Cascade อำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับและใช้วีซ่าเชงเกนอย่างถูกต้อง มีสิทธิได้รับวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (multiple-entry) ที่มีอายุยาวขึ้นตามลำดับ ดังนี้

-วีซ่าอายุ 1 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่า 1 ครั้ง และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 2 ปีก่อนหน้า

-วีซ่าอายุ 2 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 1 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 3 ปีก่อนหน้า

-วีซ่าอายุ 5 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 2 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 4 ปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี Visa Cascade ไม่ใช่การยกเว้นการตรวจลงตรา ดังนั้น การขอวีซ่ายังมีกระบวนการเช่นเดิม ไม่มีการผ่อนปรนเงื่อนไข และผู้ถือหนังสือเดินทางไทยต้องรักษาประวัติการเดินทางที่ดี รวมถึงเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง จึงจะมีโอกาสได้รับวีซ่าที่มีอายุยาวขึ้น

ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรป ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในยุโรป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเขตเชงเกนประจำประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยมีความเสี่ยงด้านการเข้าเมืองและความมั่นคงในระดับต่ำ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญแก่ประเทศสมาชิกอียูและเขตเชงเกน โดยปัจจุบัน ประเทศไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศที่ได้รับการพิจารณาให้ใช้มาตรการ Visa Cascade (ต่อจากอินเดีย ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และโอมาน ในปี 2567 และตุรกีและอินโดนีเซียในปี 2568) และเป็นประเทศที่สองในอาเซียนที่ได้รับการพิจารณาใช้แนวทางดังกล่าว

กระทรวงฯ ขอขอบคุณผู้ถือหนังสือเดินทางไทยทุกคนที่เดินทางอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถผลักดันมาตรการดังกล่าวกับฝ่ายสหภาพยุโรปได้สำเร็จ ทั้งนี้ มาตรการ Visa Cascade สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของอียูต่อประเทศไทย และนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย - สหภาพยุโรป ซึ่งมีความใกล้ชิดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในมิติการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภายหลังการมีผลบังคับใช้ไปพลางก่อนของกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA)

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 โดยมาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการเดินทางและกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการทูตที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยกระทรวงฯ จะเดินหน้าผลักดันเป้าหมายระยะยาวของไทยในการได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขตเชงเกน เพื่อส่งเสริมการเดินทาง การค้า การลงทุน การศึกษา และการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1438992414936508&id=100064772884025&rdid=YochGUqRJEsKKbWO#

Thai Water Expo 2026 ครบรอบ 10 ปี ผนึกจุฬาฯ–TEI เปิดเวทีหาโซลูชันยั่งยืน ดันเวทีน้ำภูมิภาค รับมือน้ำท่วม น้ำแล้ง และโลกร้อน ยกระดับสู่ฮับองค์ความรู้และธุรกิจน้ำแห่งภูมิภาค

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึก จุฬาฯ–TEI ดัน “Thai Water Expo 2026” ขึ้นแท่นเวทีน้ำระดับภูมิภาค เชื่อม “องค์ความรู้–นโยบาย–ธุรกิจ” รับมือวิกฤตโลกร้อน

กรุงเทพฯ – ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง “น้ำ” กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และความไม่แน่นอนของทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่เป็นทั้งพื้นที่เสี่ยงและศูนย์กลางการเติบโตเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ จึงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทดังกล่าว งาน Thai Water Expo 2026 (THW) ถูกยกระดับเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาค ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ นโยบาย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าไว้ในระบบนิเวศเดียว เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านน้ำและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์และตัดสินใจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มุ่งผลักดัน “จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง” ผ่านการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะที่ผสาน AI, IoT และแบบจำลองเสมือน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ รองรับทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ควบคู่กับแนวคิด Circular Water 3R (Reduce, Reuse, Recycle) ในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน พร้อมกันนี้ ยังผลักดันแผนยุทธศาสตร์น้ำระยะ 5 ปี และพัฒนาโมเดลการลงทุนที่เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของประเทศ

ในงาน Thai Water Expo 2026 จุฬาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานคณะอำนวยการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Water Forum ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในบูรณาการความรู้ เทคโนโลยี และนโยบาย จากผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ Water Forum จะช่วยต่อยอดความรู้ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังร่วมจัดนิทรรศการนำเสนอแนวทางบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัย และสนับสนุนการพัฒนาระบบน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวว่า น้ำเป็นทรัพยากรสำคัญที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม รวมทั้งการถูกซัดของน้ำเค็มในบางพื้นที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในมิติของการปรับตัวและการลดผลกระทบ โดยต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี นโยบาย และ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในทุกระดับ ในฐานะองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค TEI มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายด้านน้ำควบคู่กับสิ่งแวดล้อมของประเทศและภูมิภาค รวมถึงแนวทางการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา (Nature-Based Solution) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับเมืองและชุมชนในการรับมือกับทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง

ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่ TEI เข้าร่วมเป็นคณะอำนวยการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Water Forum ภายในงาน Thai Water Expo 2026 โดยจะร่วมจัดเวทีด้านนโยบาย พร้อมนำเสนอกรณีศึกษาและประสบการณ์จากการทำงานร่วมทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันแนวทางการบริหารจัดการน้ำสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ TEI ยังเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการเพื่อถ่ายทอดแนวทางและประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทในการเป็นเวทีกำหนดทิศทางด้านนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้ Thai Water Expo ก้าวสู่การจัดงานครบรอบ 10 ปี ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของงานในฐานะเวทีสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำของภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเป็นพื้นที่แสดงเทคโนโลยี แต่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ นโยบาย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือของอุตสาหกรรมน้ำทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ และในปีนี้มุ่งยกระดับให้เกิดการต่อยอดสู่การใช้งานจริง การลงทุน และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

สำหรับปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมอนาคตของภูมิภาค ด้วยโซลูชันน้ำที่ยั่งยืน” โดยรวบรวมเทคโนโลยีและโซลูชันด้านการจัดการน้ำจากกว่า 200 แบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ เทคโนโลยีบำบัดน้ำและน้ำเสีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ภายในงานยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้มีอำนาจตัดสินใจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้นำอุตสาหกรรม โดยมีไฮไลต์สำคัญอย่าง Water Forum ที่รวบรวมผู้บริหารระดับสูงและผู้กำหนดนโยบาย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการบริหารจัดการน้ำของภูมิภาค ควบคู่กับเวที iFactory Stage และ GreenTech Stage รวมถึงกิจกรรม IWA YWP Workshop จากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาเครือข่ายเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีโซนจัดแสดงพิเศษ อาทิ Insight Water, Greenergy Ideas Hub, Waste Processor Pavilion และ Green Fund Corner ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดความรู้สู่การใช้งานจริง ทั้งโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน โดยปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 19,000 คน จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ “เรามั่นใจว่า Thai Water Expo 2026 จะเป็นเวทีสำคัญที่ก่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และความร่วมมือในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำและเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว” นายสรรชาย กล่าว

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี Thai Water Expo และ Water Forum 2026 พร้อมยกระดับสู่การเป็นแพลตฟอร์มความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างพันธมิตรเครือข่าย และความร่วมมือในระดับภูมิภาค จัดร่วมกับ Entech Pollutec Asia 2026 งานแสดงเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมชั้นนำ ระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ติดตามข่าวสารและลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.thai-water.com

จากยูเครนสู่แคริบเบียน!! คิวบาจุดชนวนวิกฤตหน้าประตูสหรัฐฯ หลังถูกแฉเสริมเขี้ยวเล็บโดรนรบ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณแข็งถึงคิวบา อย่าขยับเกมโดรนใกล้กวนตานาโม

คิวบาเผชิญหน้าสหรัฐฯ หลังมีรายงานจัดหาโดรนทหารกว่า 300 ลำ

คิวบาได้จัดหาโดรนทางการทหารมากกว่า 300 ลำจากรัสเซียและอิหร่าน พร้อมทั้งมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้โดรนเหล่านี้เพื่อโจมตีอ่าวกวนตานาโม, เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ รวมถึงคีย์เวสต์

ทางด้านผู้อำนวยการซีไอเอ แรตคลิฟฟ์ ได้บินตรงไปยังกรุงฮาวานาเพื่อแจ้งเตือนคิวบาด้วยตนเอง ไม่ให้ดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์หรือสร้างความขัดแย้ง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทหารคิวบาที่เคยไปร่วมรบให้กับรัสเซียในยูเครน กำลังนำบทเรียนและประสบการณ์ด้านสงครามโดรนกลับมาใช้ในประเทศของตนเองในขณะนี้

ที่มา : Axios

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26803744659295393&set=gm.1701636177736368&idorvanity=673882140511782

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา กำชับหน่วยงานคมนาคมสงขลา เร่งเบิกจ่าย ซ่อมถนน เพิ่มไฟส่องสว่างเพื่อประชาชน เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน แก้น้ำท่วม ย้ำทุกโครงการต้องโปร่งใส

สรรเพชญ ลงพื้นที่สงขลา เร่งขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคมนาม แก้ปัญหาน้ำท้วม  ย้ำโปร่งใสทุกโครงการ

18 พฤษภาคม 2569)ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนุเทพน์ เกษา ขนส่งจังหวัดสงขลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและผลักดันนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งรัดโครงการสำคัญด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน โดยกำชับให้ยึดหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเป็นไปตามกฎหมาย กระทรวงคมนาคมพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หากพบการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เป็นไปตามแผน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการสำรวจและซ่อมแซมถนนที่ชำรุด รวมถึงระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่เสียหาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูมรสุมและสถานการณ์น้ำท่วม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลองและลำน้ำที่ตื้นเขิน โดยเฉพาะบริเวณจุดคอขวดที่กีดขวางทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ยังได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจังหวัดสงขลา อาทิ โครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โครงการขุดลอกร่องน้ำเดินเรือของกรมเจ้าท่า โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ของกรมทางหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งเดินหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระทรวงสามารถผลักดันและสนับสนุนในระดับนโยบายได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกล่าวขอบคุณและให้กำลังใจหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท โดยขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวงที่ 18 ศูนย์สร้างทางสงขลา สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา) สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 และท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมทั้งเปิดเวทีหารือและรับข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน

จีนลุยปรับทัศน์โลก!! หลีกกับดักธูซิดิดีส เสนอทางเลือกอยู่ร่วมกัน เน้นภูมิปัญญาดั้งเดิมจีน ต้านเกมแข่งเบอร์หนึ่งโลก

ออกจากกับดักธูซิดิดีส (Thucydides Trap)

สู่กระบวนทัศน์แบบจีน. : อยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้า มิใช่แข่งกันเป็นเบอร์หนึ่ง

โลกถูกครอบงำด้วยตรรกะแห่ง "ตัวเลข"  ใครเป็นเบอร์หนึ่ง ใครเป็นเบอร์สอง นี่คือกรอบคิดที่งอกงามบนแผ่นดินตะวันตก และถูกทำให้ดูเหมือนเป็น "ธรรมชาติ" เหลือเกินของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

ผมเชื่อว่า จีนไม่ควรเล่นเกมนี้ และดูเหมือนจีนก็ไม่คิดจะเล่น เพราะการยอมรับว่าตนเป็น "หมายเลขสอง" ก็เท่ากับยอมรับว่าเกมการจัดอันดับที่อีกฝ่ายกำหนดขึ้นมานั้นชอบธรรมแล้ว การดิ้นรนเป็น "หมายเลขหนึ่ง" คือการวิ่งตามเงื่อนไขที่คนอื่นวางไว้ต่างหาก

ถึงเวลาที่เราทั้งโลกควรพิจารณา การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากกรอบคิดแข่งขันชิงอันดับ ไปสู่แนวทางการต่างประเทศที่ต่างก็มีรากฐานมาจากอารยธรรมของตนเอง

กับดักธูซิดิดีส: มายาคติจากกรอบคิดตะวันตก

เกรแฮม แอลลิสัน ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดชี้ว่าเมื่อมหาอำนาจเกิดใหม่เผชิญหน้ากับมหาอำนาจเดิม สงครามเกิดขึ้นใน 12 จาก 16 กรณีที่ศึกษา

แต่คำถามที่ควรตั้งอย่างถึงรากคือ: ทำไมต้องยอมรับว่าตนคือ "ผู้ท้าทาย"? กับดักนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกรัฐต้องการเป็น "เบอร์หนึ่ง" ในระบบพีระมิด นี่คือวิธีคิดแบบตะวันตกที่ถูกทำให้ดูเป็นสากล กับดักธูซิดิดีสจึงเป็นกับดักทางความคิดเป็นเสียยิ่งกว่าอาวุธทางความคิดและเคล็ดลับเชิงยุทธศาสตร์

เหตุใดจึงเชื่อว่าจีนจะไม่เดินตามเกมนี้

หนึ่ง: ประวัติศาสตร์การต่างประเทศที่ต่างออกไปมาก งานศึกษาประวัติศาสตร์หลายชิ้นชี้ว่า แม้ในยุครุ่งเรือง จีนก็ไม่ได้ส่งกองเรือและผู้คนไปตั้งอาณานิคมในต่างแดนแบบชาติตะวันตก การเดินทางของ แม่ทัพเรือเจิ้งเหอ ในศตวรรษที่ 15 เป็นไปเพื่อการทูตและการค้า มากกว่าการยึดครอง

สอง: ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ยังมีชีวิต ภูมิปัญญาจีนโบราณมิใช่ซากปรักหักพังหรือเป็นโบราณวัตถุล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ หากแต่ยังมีชีวิตในวิธีคิดและวิธีตัดสินใจของผู้นำจีนร่วมสมัย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำสอนของเล่าจื๊อและขงจื่อ

เล่าจื๊อสอนว่า "ผู้รู้จักพอจะไม่ต้องอับอาย" หลักการนี้แปลเป็นการต่างประเทศได้ว่า: มหาอำนาจที่ไม่รู้จัก "พอ" ต้องการขยายอำนาจไปทุกภูมิภาค ต้องการเป็นผู้นำในทุกเรื่อง ต้องการให้ทุกประเทศยอมรับตนเป็นศูนย์กลาง จะลงเอยด้วยความอัปยศและการล่มสลายเช่นเดียวกับทุกจักรวรรดิที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์

ตรงกันข้าม การรู้จักที่จะ "พอ" ในการต่างประเทศหมายถึงการรู้ว่าขอบเขตอิทธิพลที่เหมาะสมของตนอยู่ตรงไหน การไม่พยายามครอบงำทุกเรื่อง และการปล่อยให้ประเทศอื่นมีพื้นที่ของตนเอง นี่คือวิธีคิดที่อธิบายว่าทำไมจีนจึงไม่ส่งทหารไปทั่วโลกแบบสหรัฐ แม้จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารที่จะทำเช่นนั้นได้

ขงจื่อสอนว่า "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ในการต่างประเทศ หลักการนี้แปลว่า: จีนรู้ว่าการถูกมหาอำนาจอื่นย่ำยีเป็นอย่างไร จากสนธิสัญญานานกิงหลังสงครามฝิ่น ไปจนถึงการถูกญี่ปุ่นรุกรานในสงครามโลกครั้งที่สอง ความเจ็บปวดจากการตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมนี้เองที่ทำให้จีน "ไม่อยาก" เป็นจักรวรรดิ และไปทำแบบนั้นกับประเทศอื่นที่เข้มแข็งทางการทหารน้อยกว่า

ผมคิดว่านี่มิใช่แค่ศีลธรรมที่กล่าวลอย ๆ แต่เป็นรูปธรรมในการกำหนดนโยบาย: การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น การไม่ส่งออกระบอบการเมืองของตน และการเน้นความสัมพันธ์แบบประโยชน์ร่วมกัน ทั้งหมดนี้สามารถโยงกลับไปหาหลักการ "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ของขงจื่อได้

คำสอนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "คำพูด" ในตำรา ผู้นำจีนร่วมสมัยอ้างอิงคำสอนเหล่านี้ในสุนทรพจน์สำคัญหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศและการสร้างภาพลักษณ์ของจีนในเวทีโลก

สาม: จุดยืนที่ปรากฏมาต่อเนื่อง จีนเสนอแนวคิด "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ" และ "หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติห้าประการ" มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ก่อนจะมีกำลังทางเศรษฐกิจและการทหารมากมายเช่นทุกวันนี้

.

สี่: ความเสี่ยงที่สูงเกินรับได้ ในยุคอาวุธนิวเคลียร์ การเล่นเกมชิงความเป็นเบอร์หนึ่งตามบทธูซิดิดีส แม้ "ชนะ" ก็คือการแพ้ ซุนวูสอนไว้ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์" ต่างหาก

กระบวนทัศน์การต่างประเทศแบบจีน: สามแนวคิดหลัก

หนึ่ง: "ใต้หล้า" (เทียนเซี่ย) ทุกสิ่งภายใต้ฟ้าเดียวกัน

แนวคิดโบราณนี้มองโลกเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ฟ้า ไม่มีรัฐใดเป็นเจ้าของฟ้า จักรพรรดิจีนถูกเรียกว่า "โอรสแห่งสวรรค์" (เทียนจื่อ)  ซึ่งแปลว่า "ผู้รับใช้สวรรค์" มากกว่า "เจ้าแห่งฟ้า"

เหตุใดภายใต้ฟ้านี้จึงไม่มีใครเป็นจ้าวได้? เพราะฟ้าในที่นี้หมายถึงระเบียบธรรมชาติที่สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องการผู้ปกครอง ฟ้ากว้างใหญ่เกินกว่าใครจะครอบครอง แม้แต่จักรพรรดิก็เป็นเพียงผู้รับมอบหมายชั่วคราว ที่สามารถถูกถอดถอนได้หากไร้คุณธรรม การอ้างตนเป็นจ้าวคือต้นตอของสงครามและความพินาศ ดังที่ทุกจักรวรรดิล้วนล่มสลายจากการแผ่ขยายเกินตัว

สอง: "วิถีราชา" (หวางเต้า) ปกครองด้วยคุณธรรม ไม่ใช่กำลัง

ขงจื่อแยกแยะระหว่าง "วิถีราชา" — ปกครองด้วยคุณธรรมและความชอบธรรม กับ "วิถีอำนาจ" (ป้าเต้า) 

ปกครองด้วยกำลังบังคับ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐมักถูกวิจารณ์ว่าใช้แนวทางหลังผ่านการตั้งฐานทัพทั่วโลกและการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

แนวคิด "วิถีราชา" เสนอทางเลือก: การทำให้ประเทศอื่นสมัครใจร่วมมือ เพราะเห็นประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ต้องประกาศตนเป็นผู้นำ

สาม: "ความสมานฉันท์" (เหอ) อยู่ร่วมในความแตกต่าง

"ความสมานฉันท์" แบบจีนยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แต่แสวงหาการอยู่ร่วมอย่างสงบ คล้ายอาหารจีนที่ใช้เครื่องปรุงหลากรส แต่เมื่อผสมแล้วกลายเป็นรสสมดุล

นัยของแนวคิดนี้คือ: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการเมืองของใคร ไม่ต้องกำหนดให้ผู้อื่นเป็นเหมือนตน แต่ยอมรับว่าโลกมีหลายระบบและทั้งหมดสามารถอยู่ร่วมกันได้ ความคิดนี้ก้าวหน้ามาก แม้จะคิดมาเมื่อหลายพันปีแล้ว

จากพีระมิดสู่จักรวาลแห่งดวงดาว

อาจกล่าวได้ว่า โลกแบบอเมริกันคือ พีระมิด มีจุดยอดเดียว ทุกสิ่งลดหลั่นกันลงมา

ส่วนโลกตามแนวคิดนี้คือ จักรวาลแห่งดวงดาว ทุกดวงมีแสงในตัวเอง ไม่มีใครเป็นศูนย์กลาง แต่ทุกดวงส่งอิทธิพลถึงกัน

ในระบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์กลาง อาจเป็นเพียง "ดาวเหนือ" ดาวที่ไม่ได้สว่างที่สุด แต่เป็นที่หมายในการเดินทาง เพราะดาวดวงนี้ นิ่ง และ มั่นคง

แนวคิดเหล่านี้อธิบายจีนทุกวันนี้อย่างไร?

อาจถามกันว่า ก็แล้วหลักการโบราณเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจท่าทีของจีนในปัจจุบันได้จริงหรือ คำตอบคือ ได้ และอาจอธิบายได้ดีกว่าการมองผ่านกรอบคิดตะวันตกเสียด้วยซ้ำ ขอให้ทำใจเป็นกลาง คิดต่อไป

ประการแรก: การไม่ส่งทหารไปรบในต่างแดน

นับจากสงครามกับเวียดนามในปี 1979 จีนไม่เคยส่งกำลังทหารเข้าสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ในต่างประเทศอีกเลย — ผิดกับสหรัฐ ขออภัยที่ต้องเอ่ยถึง — ที่ผ่านสงครามอ่าวเปอร์เซีย อัฟกานิสถาน อิรัก และปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย ซีเรีย และเร็วนี้ต่อสู้กับอิหร่าน

ในทางตรงข้าม ยิ่งจีนแข็งแกร่งยิ่งขึ้นทางเศรษฐกิจและการทหารมากเท่าใด ดูจีนจะ "ระมัดระวัง" มากขึ้นเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สอดคล้องกับหลัก "วิถีราชา" และคำสอนของซุนวูที่ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์"

ประการที่สอง: ยุทธศาสตร์ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"

แทนที่จะตั้งฐานทัพเหมือนมหาอำนาจตะวันตก จีนเลือกที่จะสร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟ และโครงสร้างดิจิทัล ในประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนา ใช้การลงทุนและการค้าเป็นเครื่องมือหลัก แทนการใช้กำลังทหาร นักวิจารณ์อาจมองว่านี่คือ "กับดักหนี้" หรือการขยายอิทธิพลรูปแบบใหม่ ต้องดูต่อไป แต่จากมุมมองของกระบวนทัศน์จีน นี่คือการเดินตาม "วิถีราชา" — ทำให้ประเทศอื่นเห็นประโยชน์ร่วมกัน และสมัครใจร่วมมือ โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ และผู้นำอัฟริกาและละตินอเมริกาจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงทัศนะเช่นนี้เองเสียด้วยซ้ำ

ประการที่สาม: ท่าทีต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

แม้จะมีข้อพิพาททางดินแดนทางทะเลกับหลายประเทศในอาเซียน จีนเลือกที่จะเจรจาทวิภาคีและผลักดัน "แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้" แทนการใช้กำลัง แม้จะมีปฏิบัติการสร้างเกาะที่ถูกวิจารณ์หนัก แต่จีนก็ยังไม่เคยเปิดฉากยิงก่อน

นี่สะท้อนแนวคิด "ความสมานฉันท์" การยอมรับว่ามีความขัดแย้ง แต่เลือกที่จะจัดการผ่านการเจรจา ไม่ใช่สงคราม

ประการที่สี่: การตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้า คว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีจีน และเสริมกำลังในอินโดแปซิฟิก จีนตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและการทูต แต่หลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารโดยตรง นับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา สงครามกับเวียดนามในปีนั้น เป็นต้นมา จีนไม่มีสงครามกับประเทศใด เว้นแต่การปะทะตามชายแดนบ้าง

นี่คือ "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" "เข้าใจกระแส เข้าใจทิศทาง" ก็สำเร็จผลแล้ว โดยไม่ต้องทำอะไร ในทางปฏิบัติคือไม่ตอบสนอง ไม่ถลำทำตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง หรือวางหลุมพรางเอาไว้ ไม่ตกหลุมพรางทางความคิดที่ยกระดับความขัดแย้งให้อาจบานปลายไปสู่สงครามได้

ประการที่ห้า: "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ"

นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมทางการทูต หากแต่เป็นการแปลแนวคิด "ใต้หล้า" ให้เป็นภาษาสมัยใหม่ โลกที่ทุกประเทศอยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้าเดียวกัน โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือเป็นเบอร์หนึ่งแต่เพียงผู้เดียว

ท่าทีที่เป็นไปได้ต่อสหรัฐ

ภายใต้แนวคิดนี้ ท่าทีที่อาจเกิดขึ้นคือ:

"เราอยู่ภายใต้ฟ้าเดียวกัน ท่านมีวิถีของท่าน เรามีวิถีของเรา เราอาจอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และช่วยกันดูแลโลกใบนี้"

นี่คือการเสนอทางเลือกที่สาม ไม่ยอมจำนน ไม่ต่อต้าน แต่ "อยู่ร่วมอย่างเสมอภาคในความแตกต่าง"

บทสรุป

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแข่งขันเป็นเบอร์หนึ่ง ไปสู่การอยู่ร่วมภายใต้ฟ้า ไม่ใช่การ "ถอย" แต่คือการ "ก้าวข้าม" กรอบคิดเดิม

กับดักธูซิดิดีสเป็นเรื่องจริงสำหรับผู้ที่เล่นเกมแห่งอำนาจ แต่สำหรับผู้ที่เลือกอยู่นอกเกม มันไม่มีกับดักใด ๆ ให้ติด

นี่คือหลัก "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การไม่ตอบสนองตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง การไม่กระทำตามแรงยั่วยุ

หากมองในทางปฏิบัติ นี่คือการเสนอให้ระบบระหว่างประเทศเปลี่ยนจากสนามประลองที่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ไปเป็นพื้นที่ที่อำนาจกระจายตัว ต่างฝ่ายต่างรักษาเกียรติภูมิของตนโดยไม่ต้องหักล้างอีกฝ่ายให้ย่อยยับ

สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ "ใครจะเป็นเบอร์หนึ่ง" หากแต่เป็น: เราจะอยู่ร่วมกันในโลกที่ไม่มีใครเป็นเบอร์หนึ่งได้หรือไม่

ความตั้งใจของผู้เขียน

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความหวังว่า สหรัฐจะเข้าใจจีนมากขึ้น — ไม่ใช่ในฐานะ "ศัตรู" หรือ "คู่ท้าทาย" ตามกรอบคิดแบบธูซิดิดีส แต่ในฐานะอารยธรรมที่มีวิธีคิด ภูมิปัญญา และจารีตการต่างประเทศเป็นของตนเอง

การเข้าใจจีนจากวิธีคิดของจีน ไม่ใช่จากการคาดเดาด้วยกรอบคิดตะวันตก อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการ และนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติและเท่าเทียมในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านนี้

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547926078596&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547926078596&rdid=sy8dIYxAsUR2Jz5g#

พญาอินทรีย์ไม่ควรกลัวมังกร!! ฟ้ากว้างพอให้สองมหาอำนาจ จากความกลัวจีนสู่ทางออกใหม่ สหรัฐฯ ต้องเลิกยึดติดเบอร์หนึ่ง แล้วแข่งกันสร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติ

พญาอินทรีย์กับมังกร: เหตุใดอเมริกาจึงไม่ควรกลัวจีน

ผมเฝ้ามองความหวาดกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้นในจิตวิญญาณของสหรัฐอเมริกาด้วยความรู้สึกสลดใจ

สหรัฐคือมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย แต่วันนี้ เสียงกระพือปีกของมังกรจากบูรพาทิศกลับทำให้หัวใจของพญาอินทรีย์สั่นไหว ความกลัวที่จะสูญเสียตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของโลกกำลังกัดกร่อนจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาให้หดเล็กลงทุกขณะ

ถามด้วยความเคารพว่า เหตุใดจึงต้องกลัว

หนึ่ง: จีนไม่ใช่ "ภัยเหลือง" และสหรัฐไม่ใช่ชาติผิวขาว

ความกลัวจีนที่กำลังแพร่ระบาดในวาทกรรมตะวันตกมีรากเหง้าลึก ๆ มาจากปมทางประวัติศาสตร์ นั่นคือภาพหลอนเรื่อง "ภัยเหลือง" ที่หลอกหลอนจิตสำนึกตะวันตกมานับร้อยปี นี่คืออคติ มิใช่ความจริง จีนไม่ใช่ภัยคุกคามจากชนชาติอื่นที่เป็นอื่นโดยสิ้นเชิง จีนคืออารยธรรมเก่าแก่ที่สอนคนให้รู้จักความพอดี รู้จักกาลเวลา รู้จักรอคอย จีนในปัจจุบันคือผลผลิตของการฟื้นตัวจากความเจ็บปวดนับร้อยปีจากการถูกเหยียบย่ำโดยมหาอำนาจตะวันตกนั่นเอง การที่จีนลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ไม่ใช่การลุกขึ้นมาเพื่อแก้แค้น หากแต่คือการทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญหายและสหรัฐเองก็ไม่ใช่ชาติผิวขาว สหรัฐคือชาติที่สร้างขึ้นจากความคิด จากอุดมการณ์ จากความฝันของผู้อพยพทุกสีผิวที่หนีการกดขี่มาแสวงหาอิสรภาพ หากสหรัฐหลงลืมสิ่งนี้แล้วหันไปยึดติดกับความเป็นหนึ่งบนฐานของความเหนือกว่าทางชาติพันธุ์ นั่นคือการทรยศต่อจิตวิญญาณของตนเอง ทั้งพุทธธรรมและคำสอนของพระเยซูต่างชี้ตรงกันว่า การยึดติดในอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นบ่อเกิดแห่งความมืดบอดทางจิตวิญญาณ เปาโลอัครทูตสอนไว้ในจดหมายถึงคริสตจักรกาลาเทียว่า "ไม่มียิวหรือกรีก ไม่มีทาสหรือไท" เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ในพระคริสต์แล้ว อัตลักษณ์ที่โลกใช้แบ่งแยกมนุษย์ล้วนหมดความหมาย ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน นี่คือหัวใจของความเป็นสากลที่สหรัฐควรยึดถือ

สอง: ความกลัวเป็นเครื่องพันธนาการที่ใหญ่หลวงที่สุด

ในทัศนะของพุทธศาสนานิกายเซ็น จิตที่หวาดกลัวคือจิตที่ถูกพันธนาการ

สหรัฐในวันนี้กำลังถูกพันธนาการด้วยความกลัวการสูญเสียสถานะ กลัวการถูกแทนที่ กลัวว่ามังกรจะบินสูงกว่าอินทรีย์ ความกลัวนี้ทำให้การตัดสินใจหลายอย่างผิดพลาด ตั้งแต่สงครามการค้าที่ทำร้ายทั้งสองฝ่าย ไปจนถึงการสร้างภาพศัตรูที่เกินจริงท่านเล่าจื๊อสอนว่า ผู้ที่รู้จักผู้อื่นนั้นถือว่าดี แต่ผู้ที่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วยนั้น ดีกว่าเสียอีก ถือเป็นผู้ตื่นรู้ที่แท้จริง สหรัฐต้องรู้จักตนเองให้ลึกซึ้งกว่านี้ ไม่ใช่เพียงรู้จักจีนในฐานะศัตรู การปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตำแหน่งหมายเลขหนึ่งมิใช่การยอมแพ้ มันคือการหลุดพ้นจากกรงขังที่ตนเองสร้างขึ้น เมื่อใดที่จิตใจเป็นอิสระจากความกลัว เมื่อนั้นการกระทำจึงจะเต็มเปี่ยมด้วยปัญญาและพลัง

สาม: วิถีแห่งเต๋ากับการอยู่ร่วมของสองขั้วอำนาจ

โลกไม่ได้มีที่ทางให้เพียงหนึ่งมหาอำนาจอีกต่อไป นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ

ในคัมภีร์เต๋า ทุกสิ่งในจักรวาลดำรงอยู่เป็นคู่ตรงข้ามที่ส่งเสริมกัน หยินและหยางมิได้มีไว้ทำลายกัน แต่มีไว้ถ่วงดุลและเติมเต็มซึ่งกันและกัน หากสหรัฐเป็นหยางที่แข็งแกร่ง หนักแน่น จีนก็เป็นหยินที่อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น แต่แฝงไว้ด้วยพลังมหาศาลผมขอเสนอดังนี้ : แทนที่พญาอินทรีย์จะเสียเรี่ยวแรงไปกับการพยายามโฉบมังกรให้ร่วงลงจากฟ้า อินทรีย์ควรเรียนรู้ที่จะบินเคียงคู่ไปกับมังกร ฟ้ากว้างใหญ่พอสำหรับทั้งสองการแข่งขันกันอย่างสันติด้วยเกียรติยศคือหนทาง มิใช่การพยายามทำลายล้างกัน

สี่: Moral Hegemony ที่แท้จริงคือการแข่งขันเพื่อโลก มิใช่เพื่อตน

ผมขอเสนอให้สหรัฐทบทวนความหมายของคำว่า "ความเป็นที่หนึ่ง" เสียใหม่

ความเป็นที่หนึ่งที่แท้จริงมิได้วัดกันที่ขนาดของเศรษฐกิจหรือจำนวนเรือรบ แต่วัดกันที่คุณูปการต่อมวลมนุษยชาติ สหรัฐเคยเป็นที่หนึ่งในใจคนทั้งโลกมาแล้ว มิใช่เพราะระเบิดปรมาณู แต่เพราะแผนมาร์แชลล์ที่ช่วยฟื้นฟูยุโรป เพราะการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในนามของมวลมนุษย์ ลองคิดดูเถิด หากสหรัฐและจีนเปลี่ยนการแข่งขันจากการสะสมอาวุธมาเป็นการแข่งขันกันแก้ปัญหาโลกร้อน แข่งขันกันขจัดความอดอยากในแอฟริกา แข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคนยากจน นั่นจะเป็นการแข่งขันที่สูงส่งเพียงใด นี่คือ Moral Hegemony ที่ผมเสนอ คือการเป็นมหาอำนาจทางศีลธรรม ที่ยิ่งใหญ่เพราะโลกต้องการ มิใช่เพราะโลกเกรงกลัว

ห้า: ความภูมิใจที่แท้จริงของพญาอินทรีย์

ผมอยากเรียนต่อพี่น้องชาวอเมริกันด้วยความจริงใจว่า การเป็นส่วนหนึ่งของสองมหาอำนาจที่แข่งขันกันเพื่อความดีงามของโลกนั้น น่าภูมิใจกว่าการเป็นมหาอำนาจเดียวที่ครอบครองโลกด้วยความหวาดระแวง

โลกหมุนไปข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นเรื่องธรรมดาของประวัติศาสตร์ ผู้ที่เข้าใจและโอบรับความเปลี่ยนแปลงด้วยจิตใจที่สงบและกว้างขวางต่างหากคือผู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง สหรัฐไม่ต้องกลัวจีนและสหรัฐไม่ต้องกลัวการเป็นที่สองเพราะในโลกที่ซับซ้อนใบนี้ ไม่มีใครเป็นที่หนึ่งหรือที่สองอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เราทุกคนล้วนต้องพึ่งพากันและกัน จีนต้องการสหรัฐ และสหรัฐก็ต้องการจีน นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ พญาอินทรีย์จะยังคงยิ่งใหญ่ หากมันเข้าใจว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงอยู่ที่การโอบอุ้มโลกด้วยปีกที่แข็งแกร่ง มิใช่การกางปีกปกคลุมโลกด้วยเงามืดแห่งความกลัวและนั่นคือสิ่งที่ผมภาวนาอยากให้เกิดขึ้น ด้วยความรักและความปรารถนาดี จากมิตรจากแดนไกลและทายาททางความคิดของตะวันตกที่บัดนี้ผสานเข้ากับความคิดตะวันออก

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547662745289&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547662745289&rdid=TFeQONxa0E3og0g6#

EECiti เดินหน้า!! EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin ดัน EECiti สู่เมืองอัจฉริยะระดับโลก รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและประชากร 3.5 แสนคน ดึงทุนจีนร่วมศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน–เมืองอัจฉริยะ–นวัตกรรม

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) ขอนำส่งข่าวประชาสัมพันธ์ การลงนาม MOU ร่วมกับ บริษัทชั้นนำจากจีน เพือขับเคลื่อนโครงการ EECiti ดังเอกสารแนบ

EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology

ดึงบริษัทชั้นนำจีน สร้างโอกาสการลงทุนเมืองใหม่อัจฉริยะ (EECiti) ในพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

(EECO) นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และ Mr. Chen Yue International Investment Director บริษัท Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology Information Co., Ltd. ได้ร่วมพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ระหว่าง EECO กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology โดยมีผู้บริหารจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นพยาน ณ ห้องประชุม Conference 1 – 2 สำนักงาน EECO กรุงเทพฯ 

 โดย MOU ฉบับนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และ บริษัท Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology Information Co., Ltd. ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเดินทางเยือนสาธารณประชาชนจีน

ของคณะผู้แทน EECO เพื่อจัดกิจกรรมความร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำของจีน และลงนาม MOU เมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้หารือแนวทางการเตรียมความพร้อมดึงดูดนักลงทุนในโครงการ “EECiti” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ต่อไป 

ทั้งนี้ ข้อตกลงตามวัตถุประสงค์ของ MOU ดังกล่าว สะท้อนถึงความต้องการของบริษัท ที่จะดำเนินการศึกษาการคัดเลือกพื้นที่ และการจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน เพื่อหาโอกาสการเข้าร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงการ EECiti ซึ่งจะมุ่งเน้น 4 ด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรม (2) การร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค (3) การพัฒนาและก่อสร้างโครงการเมืองอัจฉริยะอย่างครบวงจร และ(4) การบริหารจัดการเมือง

สำหรับ โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจและบริการ รองรับการลงทุนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมขั้นสูง และจะพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ 1 ใน 10 ของโลก สามารถรองรับประชากรเข้าอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ประมาณ 350,000 แสนคน ในระยะเวลา 10 ปี ช่วยลดความแออัดในชุมชนเมือง เกิดการสร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 200,000 ตำแหน่ง พัฒนาให้เกิดแรงงานที่มีทักษะสูงและประชาชนมีรายได้สูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีมูลค่าการจ้างงานถึง 1.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2580

19 พฤษภาคม 2466 พระเกียรติคุณไม่สิ้นสูญ วันสิ้นพระชนม์ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ชาวไทยถือว่าวันนี้ของทุกปีเป็นวัน “วันอาภากร” วันแห่งการรำลึกถึงพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย

19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 วันสิ้นพระชนม์ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” วันอาภากร วันแห่งการรำลึกถึงพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ได้รับการเทิดทูนอย่างสูงในฐานะ “องค์บิดาของทหารเรือไทย” และเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือและประชาชนไทยจึงถือเอาวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันอาภากร” เพื่อรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระกรณียกิจของพระองค์

พระองค์ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 ในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในรัชกาลที่ 5 และเป็นพระโอรสองค์แรกในเจ้าจอมมารดาโหมด กองทัพเรือระบุว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พระองค์นำองค์ความรู้ด้านการทหารเรือสมัยใหม่กลับมาพัฒนากองทัพเรือไทยในเวลาต่อมา

สิ่งที่ทำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้รับการยกย่องสูงสุด ไม่ได้อยู่เพียงพระอิสริยยศ หากแต่อยู่ที่พระราชกรณียกิจด้านการวางรากฐานกิจการทหารเรือของไทยอย่างจริงจัง กองทัพเรือระบุว่าพระองค์ทรงมีพระประสงค์แน่วแน่ที่จะฝึกให้ทหารเรือไทยสามารถเดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ และสามารถรบทางเรือได้ด้วยตนเอง เพราะในอดีตสยามยังต้องพึ่งชาวต่างชาติในหลายตำแหน่งสำคัญ พระองค์จึงทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายและสติปัญญาเพื่อยกระดับทัพเรือไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล

หนึ่งในพระกรณียกิจที่โดดเด่นที่สุดคือการพัฒนาการศึกษาทหารเรือ พระองค์ทรงปรับปรุงโรงเรียนนายเรืออย่างจริงจัง ทั้งด้านหลักสูตร วินัย และการฝึกภาคปฏิบัติ กองทัพเรือบันทึกว่า พระองค์ทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง และทรงริเริ่มระบบการบังคับบัญชาแบบเรือรบ โดยให้นักเรียนชั้นสูงบังคับบัญชาชั้นรองลงมา นอกจากนี้ยังทรงเพิ่มวิชาสำคัญสำหรับชาวเรือ เช่น การเดินเรือ ดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์ เรขาคณิต และพีชคณิต เพื่อให้ทหารเรือไทยสามารถเดินเรือไกลในทะเลน้ำลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพการเดินเรือจริงของกองทัพเรือไทย กองทัพเรือระบุว่าในปี พ.ศ. 2462 พระองค์ทรงนำ เรือหลวงพระร่วง จากประเทศอังกฤษเข้ามายังกรุงเทพฯ ด้วยพระองค์เอง นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทยสามารถเดินเรือไกลข้ามทวีปได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นบทพิสูจน์ว่าทหารเรือไทยสามารถก้าวพ้นการพึ่งพาต่างชาติและยืนหยัดด้วยความสามารถของตนเองได้แล้ว

อีกพระกรณียกิจสำคัญคือการผลักดันให้ พระราชวังเดิม กลายเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 ซึ่งกองทัพเรือยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงถึงพระวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาและการสร้างกำลังพลของทหารเรือไทยอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์มิได้เพียงวางหลักการ แต่ทรงผลักดันให้เกิดโครงสร้างที่จำเป็นต่อการพัฒนาทัพเรือในระยะยาว

นอกจากบทบาทด้านการทหารแล้ว พระองค์ยังได้รับความเคารพจากประชาชนอย่างกว้างขวางในอีกสถานะหนึ่ง คือการเป็นผู้มีความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณและการช่วยเหลือประชาชนยามเจ็บป่วย จนผู้คนเรียกขานกันอย่างใกล้ชิดว่า “หมอพร” และ “เสด็จเตี่ย” กองทัพเรือระบุชัดว่าพระองค์ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระองค์ไม่เพียงเป็นบุคคลสำคัญของกองทัพเรือ แต่ยังเป็นที่รักของประชาชนทั่วไปอย่างลึกซึ้ง

ด้วยพระเกียรติคุณและพระกรณียกิจที่กว้างขวางเช่นนี้ วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็น วันอาภากร เพื่อเทิดทูน เผยแพร่พระเกียรติคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ กองทัพเรือใช้วันนี้เป็นวันสำคัญในการประกอบพิธีวางพวงมาลา บำเพ็ญกุศล อ่านประกาศพระเกียรติคุณ และจัดกิจกรรมรำลึกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นสถานที่สิ้นพระชนม์และเป็นพื้นที่สำคัญในความทรงจำของประชาชนที่เคารพศรัทธาพระองค์

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ “วันอาภากร” จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของเจ้านายพระองค์หนึ่ง แต่เป็นวันแห่งการระลึกถึง ผู้วางรากฐานกองทัพเรือไทยสมัยใหม่ ผู้ทำให้ทัพเรือไทยมีระเบียบแบบแผน มีการศึกษา มีการฝึกกำลังพล และมีศักดิ์ศรีทัดเทียมอารยประเทศ พระองค์ทรงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกองทัพเรือแบบดั้งเดิมกับกองทัพเรือสมัยใหม่อย่างแท้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง ความที่ประชาชนจำนวนมากเรียกพระองค์ว่า “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” หรือยกย่องอย่างสูงในฐานะสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ สะท้อนว่าอิทธิพลของพระองค์ไม่ได้จำกัดอยู่ในกรอบของราชการหรือทหารเรือเท่านั้น แต่ขยายไปสู่ระดับความศรัทธาทางสังคมและวัฒนธรรมด้วย ชื่อของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์จึงมีความหมายทั้งในฐานะบุคคลประวัติศาสตร์และในฐานะสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความเมตตา และความเสียสละ

ดังนั้น วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 จึงเป็นมากกว่าวันสิ้นพระชนม์ หากเป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึง กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ผู้ทรงวางรากฐานสำคัญให้ทัพเรือไทยก้าวสู่ความทันสมัย และผู้ยังคงได้รับการเทิดทูนในหัวใจของทหารเรือและประชาชนไทยตราบจนทุกวันนี้

ที่มา : https://www.acdc.navy.mi.th/ulhrlepia6vj?

‘สีจิ้นผิง’ เตรียมเยือนสหรัฐฯ !! ฤดูใบไม้ร่วงนี้ ตามคำเชิญ ‘ทรัมป์’ หลังประชุมปักกิ่งจบด้วยสัญญาณบวก เดินหน้าสานต่อสัมพันธ์ จีน–สหรัฐฯ หวังสร้างผลลัพธ์ใหม่สองมหาอำนาจ

สีจิ้นผิงเตรียมเยือนสหรัฐฯ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ตามคำเชิญจากทรัมป์

เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ นักการทูตระดับสูงของจีน เปิดเผยว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ตามคำเชิญจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 13-15 พ.ค. ที่ผ่านมา

หวังเปิดเผยเรื่องดังกล่าวขณะแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นในกรุงปักกิ่ง โดยหวังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำสองประเทศ บ่มเพาะบรรยากาศที่เกื้อหนุน และสร้างผลลัพธ์เพิ่มขึ้น

ที่มา : Xinhua

ห้องเรียนหรือสนามปลุกปั่น? เปิดคำถามใหญ่ต่อบทบาทอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เมื่อรั้วมหาวิทยาลัยไม่ใช่พื้นที่ปัญญา แต่ถูกครหาเป็นแหล่งเพาะความเกลียดชัง สังคมไทยต้องจับตาขบวนการชี้นำเยาวชนเกลียดสถาบัน

เมื่อมหาวิทยาลัยของประเทศไทย
กลายเป็น “โรงงานล้างสมองนักศึกษา” ให้เกลียดชังสถาบัน

ประเทศไทยเดินทางมาถึงในวันที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “แม่พิมพ์ของชาติ” มีหน้าที่คอย “หล่อหลอม” ให้นักศึกษาเป็นเด็กดี มีจริยธรรม และเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม กลายมาเป็น “อาจารย์ชั่ว” คอยหลอกเด็กที่อ่อนต่อโลกให้เกลียดชังสถาบันกษัตริย์

มหาวิทยาลัยควรเป็นเบ้าหลอมทางสติปัญญา เป็นสถานที่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีความกตัญญูรู้คุณต่อ “แผ่นดินแม่” ที่ให้ที่ซุกหัวนอน แต่ในปัจจุบัน “ภาพความศักดิ์สิทธิ์” เหล่านี้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่ออาจารย์บางกลุ่มฝักใฝ่ “ลัทธิชังชาติ” รวมถึงการรู้เห็นเป็นใจจาก "อธิการบดีเลว" ร่วมมือกัน “เปลี่ยนห้องเรียน” ให้กลายเป็น “สนามเพาะพันธุ์ความเกลียดชัง” และเปลี่ยนมหาวิทยาลัยที่ดีงามให้กลายเป็น “โรงงานล้างสมองเยาวชน”

ความน่าละอายที่สุดคือการที่คนเป็น "ครู" แต่กลับไร้สิ้นซึ่งจรรยาบรรณ ใช้ความเป็นผู้รู้ ชี้นำและปลุกปั่น รวมไปถึงการข่มขู่ “เด็กบริสุทธิ์” ให้เห็นคล้อยไปกับ “อุดมการณ์บาป” หนำซ้ำยังยัดเยียดข้อมูลที่บิดเบือน ปลูกฝังความเกลียดชังต่อสถาบันหลักของชาติอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาอย่างยาวนาน

อาจารย์ชั่วกับอธิการบดีเลวจำนวนหนึ่ง นอกจากแอบร่วมมือกับ “พรรคการเมืองสามกีบ” ยังรับเงินจากชาติตะวันตก เพื่อมาทำลายรากเหง้าของความเป็นไทย เพียงเพื่อตอบสนองตัณหาทางการเมือง และอัตตาที่สุดแสนจะวิปลาสของตัวเอง

ผลลัพธ์จาก “อาจารย์หัวใจชั่ว” ตกไปอยู่กับเด็กมหาวิทยาลัยที่กลายเป็นเหยื่อ พวกเขาถูกหล่อหลอมให้มองความกตัญญูเป็นเรื่องล้าหลัง มองวัฒนธรรมอันดีงามเป็นสิ่งต้องห้าม และมองการแสดงความเคารพสถาบันเป็นโลกของคนขี้แพ้ เด็กหลายคนได้กลายเป็นคนก้าวร้าว หลงผิดคิดว่าการด่าทอสถาบันคือความ "เท่" และ "ฉลาด" โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่งที่เนรคุณต่อสถาบัน และอาจจะต้องถูกดำเนินคดีในมาตรา ๑๑๒ ตามมา

ถ้าครูที่โกงวิชาการคือคนบาป ครูที่โกงรากเหง้าของเด็ก ก็คืออาชญากรทางวัฒนธรรม

สังคมไทยต้องตื่นรู้ และต้องไม่ยอมทนต่อขบวนการบ่อนทำลายอนาคตของชาติ ต้องทวงคืนมหาวิทยาลัยกลับมาเป็นพื้นที่แห่งปัญญา ไม่ใช่พื้นที่ของ “คนหนักแผ่นดิน” อีกต่อไป  

ถ้าระดับผู้บริหารของแต่ละหาวิทยาลัยยังไร้น้ำยา และเหล่าอาจารย์ชังสถาบันยังไร้สำนึก อนาคตของชาติก็คงต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของคนที่เรียกตัวเองว่า "แม่พิมพ์สารเลว"


แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top