Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

‘ปูติน’ เยือนจีน!! เปิดฉากความร่วมมือรอบด้าน รัสเซีย–จีน ยกระดับสัมพันธ์ไร้ขีดจำกัด ‘ปูติน’ ชูความไว้ใจ ความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ชี้ศักยภาพความร่วมมือยังไร้ขีดจำกัด

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์รอบด้านระหว่างสองประเทศ และปลดล็อกศักยภาพที่แทบไร้ขีดจำกัดของความร่วมมือรัสเซีย–จีน

ปูตินกล่าวว่า “ปัจจุบัน ความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแท้จริง ลักษณะพิเศษของความสัมพันธ์นี้สะท้อนผ่านบรรยากาศแห่งความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความมุ่งมั่นในการดำเนินความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและเป็นธรรม การเจรจาด้วยความเคารพ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักของทั้งสองประเทศ รวมถึงการปกป้องอธิปไตยและเอกภาพแห่งรัฐ”

ประธานาธิบดีรัสเซียย้ำว่า “การค้าระหว่างรัสเซียกับจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทะลุระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปนานแล้ว ขณะที่การชำระเงินระหว่างกันในปัจจุบันดำเนินการเกือบทั้งหมดด้วยสกุลเงินรูเบิลและหยวน”

รัสเซียมีความสนใจที่จะทำให้ประชาชนของจีนและรัสเซียใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเปิดรับสิ่งดีงามจากขนบธรรมเนียมและมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของทั้งสองประเทศ
ปูตินกล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยเหตุนี้ เราจึงยินดีต่อการริเริ่มระบบยกเว้นวีซ่าระหว่างกันของสองประเทศ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการสื่อสารและการติดต่อระหว่างประชาชนรัสเซียและจีน”

เขายังเน้นย้ำว่า รัสเซียและจีนสนับสนุนความร่วมมือเชิงรุกผ่านองค์การสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ กลุ่ม BRICS และกลไกพหุภาคีอื่น ๆ โดยมีส่วนสำคัญในการแก้ไขความท้าทายเร่งด่วนทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค

ที่มา : Sputnik

‘เมอร์ซ’ เตือนลูกอย่าไปอเมริกา!! นายกฯ เยอรมนีลั่น ไม่แนะนำลูกเรียน-ทำงานสหรัฐฯ อเมริกาไม่ใช่ดินแดนแห่งโอกาสเหมือนเดิม เตือนคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นอนาคตในประเทศตัวเอง ชี้สังคมสหรัฐฯ เปลี่ยนหนัก งานหายาก แม้คนเก่งก็ไม่รอด

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้แนะนำลูกชายของเธอไม่ให้ไปศึกษาหรือทำงานในสหรัฐอเมริกา

นายฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมในสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง และแม้แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติสูงก็ยังหางานทำได้ยาก

เมอร์ซกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในการประชุมเยาวชนคาทอลิกที่เมืองเวือร์ซบูร์กเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม

“ผมจะไม่แนะนำให้ลูกๆ ไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เพราะสภาพสังคมที่นั่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่คนที่มีความรู้ความสามารถดีที่สุดในอเมริกาก็ยังหางานทำได้ยากมาก” เขากล่าว

แต่ในทางกลับกัน นายเมอร์ซได้กระตุ้นให้ชาวเยอรมัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศชาติของตน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเน้นย้ำว่า "ผมเชื่อว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศใน โลก ที่มอบโอกาสที่ดีมากมายเท่ากับเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนหนุ่มสาว" พร้อมทั้งแนะนำประชาชนอย่าตกอยู่ใน "ความคิดในแง่ร้าย" เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบัน

คำกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรปภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับนโยบายการค้า สงครามในยูเครน และล่าสุดคือความขัดแย้งในอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อพันธมิตรนาโตมากขึ้นเรื่อยๆ

ความตึงเครียดระหว่างเบอร์ลินและวอชิงตันทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อเมอร์ซวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ อย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังถูก "ดูหมิ่น" ในความขัดแย้งกับอิหร่าน

คำกล่าวนี้สร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์ในทันที และเขาตอบโต้ด้วยการประกาศถอนทหารสหรัฐบางส่วนที่ประจำการอยู่ในเยอรมนี และเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการโจมตีโดยตรงต่อหนึ่งในจุดแข็ง ทางเศรษฐกิจ หลักของเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม เมอร์ซยืนยันว่าเขายังคงมีความประทับใจที่ดีต่ออเมริกา “ผมชื่นชมอเมริกามาก” เขากล่าวกับผู้ชม แต่แล้วท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ เขาก็เสริมว่า “ความชื่นชมนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นอีกต่อไปแล้ว”

นายเมอร์ซเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 และก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าตนเองเป็นผู้สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหรัฐอเมริกาอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่นายทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง ผู้นำเยอรมนีก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเบอร์ลินอย่างเปิดเผยมากขึ้น

ฮา เดา

ที่มา: https://tuoitre.vn/thu-tuong-duc-khuyen-con-khong-nen-sang-my-hoc-tap-lam-viec-20260516092302962.htm

หนีตกงานหวังเข้าไทย!! ทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าไทยผิดกฎหมาย ทัพเรือรวบ 6 กัมพูชา ลอบข้ามแดนจันทบุรี อ้างตกงาน-เศรษฐกิจฝืด หวังเข้าไทยหางาน

'จับรายวัน' กองทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน ซุ่มเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) เวลา 16.00 น. กปช.จต. โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 521 จับกุมชาวกัมพูชาจำนวน 6 ราย พร้อมสัมภาระ เป็นชาย 2 ราย หญิง 1 ราย และเยาวชน 3 ราย โดยทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางเข้าราชอาณาจักร จากการสอบสวนเบื้องต้น ชาวกัมพูชาทั้งหมดให้การว่า เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดกำปงจาม ประเทศกัมพูชา โดยประสบปัญหาเศรษฐกิจและตกงาน จึงตัดสินใจลักลอบเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหางานทำในพื้นที่ตอนใน เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดขอนแก่น ผ่านขบวนการนายหน้าลักลอบข้ามแดน โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 8,000 บาท ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและควบคุมตัวไว้ได้

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดนในการเคลื่อนย้ายบุคคลเข้าออกประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

สปิริตหายที่แยกอโศก!! โศกนาฏกรรมแยกอโศก ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่คือวิกฤตจริยธรรมทางการเมือง 8 ชีวิต สังเวยระบบล้มเหลว แต่รัฐมนตรีคมนาคมยังไร้เงารับผิดชอบ

“สปิริตที่หายไปที่แยกอโศก” : เมื่อความตาย 8 ศพ ยังไม่เพียงพอให้รัฐมนตรีคมนาคมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

โศกนาฏกรรมรถไฟพุ่งชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณแยกอโศก จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย มิใช่เพียง “อุบัติเหตุเฉพาะหน้า” ที่จะผลักภาระทั้งหมดไปยังพนักงานขับรถหรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเท่านั้น หากแต่สะท้อนถึง “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ของการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยสาธารณะภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในรัฐประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลัก “ความรับผิดชอบทางการเมือง” (Political Accountability) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงมิอาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้เพียงเพราะตนมิใช่ผู้กระทำโดยตรง เพราะหน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐคือการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

การลาออกในลักษณะนี้ มิใช่การยอมรับผิดทางอาญา หากแต่เป็น “ความรับผิดชอบเชิงศีลธรรมและการเมือง” ต่อความล้มเหลวของระบบที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตนเอง ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่อารยประเทศใช้รักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อรัฐบาล

ประวัติศาสตร์การเมืองโลกมีตัวอย่างชัดเจนหลายกรณี

ญี่ปุ่น : อุบัติเหตุรถไฟฟุกุจิยามะตกราง (เมษายน 2005)

เหตุรถไฟสายฟุกุจิยามะของ JR West พุ่งตกรางชนอาคารที่พักอาศัย จนมีผู้เสียชีวิต 107 ราย นำไปสู่การลาออกของผู้บริหารระดับสูงของบริษัท JR West และก่อให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อหน่วยงานกำกับดูแลด้านคมนาคมของญี่ปุ่น

สิ่งสำคัญในกรณีนี้ไม่ใช่เพียงการค้นหาว่า “ใครเป็นผู้กระทำผิด” แต่คือการที่ทั้งองค์กรและภาครัฐต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความบกพร่องของระบบความปลอดภัยสาธารณะ

เกาหลีใต้ : โศกนาฏกรรมเรือเซวอลอับปาง (เมษายน 2014)

ความล้มเหลวของระบบกู้ภัยและการกำกับมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเล จนนำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนกว่า 300 คน ทำให้นายกรัฐมนตรี ชุง ฮง-วอน ประกาศลาออกภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์หลังเกิดเหตุ

แม้ไม่ได้เป็นผู้ทำให้เรืออับปางด้วยตนเอง แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ตระหนักว่า ความสูญเสียระดับชาติย่อมต้องมี “ผู้รับผิดชอบทางการเมือง” และผู้นำรัฐบาลไม่อาจเพิกเฉยต่อความล้มเหลวของรัฐได้

ลัตเวีย : เหตุหลังคาซูเปอร์มาร์เก็ตถล่มในกรุงรีกา (พฤศจิกายน 2013)

เมื่ออาคารพาณิชย์ในกรุงรีกาถล่มจนมีผู้เสียชีวิต 54 ราย นายกรัฐมนตรี วัลดิส โดมโบรฟสกิส ตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อความล้มเหลวด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการกำกับดูแลของรัฐ

ภายใต้ระบบรัฐสภาของลัตเวีย การลาออกของนายกรัฐมนตรีส่งผลให้รัฐบาลทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามกลไกทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยพื้นฐานของประชาชน

กรณีศึกษาทั้งสามประเทศสะท้อนหลักการร่วมกันว่า ในรัฐที่ยังคงยึดมั่นใน “จริยธรรมทางการเมือง” ตำแหน่งรัฐมนตรีมิใช่เกราะกำบังจากความล้มเหลวของระบบ แต่คือภาระหน้าที่ที่ต้องพร้อมรับผลทางการเมืองเมื่อประชาชนสูญเสียชีวิตจากความบกพร่องของรัฐ

ดังนั้น คำถามสำคัญต่อสังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครเป็นผู้ขับรถ” หากแต่คือ “ใครต้องรับผิดชอบต่อระบบที่ล้มเหลว”

หากโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตประชาชนถึง 8 คนกลางเมืองหลวง ยังไม่เพียงพอให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ประเทศไทยก็อาจกำลังเผชิญวิกฤตที่ใหญ่กว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ นั่นคือ “วิกฤตของจริยธรรมทางการเมือง” และการเสื่อมถอยของหลักความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของประชาชนไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียง “สถิติข่าวอาชญากรรมรายวัน” หากแต่ต้องมีคุณค่ามากพอที่จะทำให้ผู้มีอำนาจรู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสังคมที่ตนบริหารอยู่

ด้วยความปรารถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ / สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1BHoTDVs5X/?mibextid=wwXIfr

ภาพจาก : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10247746

ธนาคารใหญ่ขึ้น แต่เศรษฐกิจจริงอาจเล็กลง? เปิดคำถามควบรวม KTB–ttb กับอนาคตเครดิตไทย แก้ถูกจุดหรือซ้ำเติมเศรษฐกิจ ไทยต้องเพิ่มการแข่งขันการเงิน ไม่ใช่เร่งควบรวมธนาคาร

จากกระแสข่าวที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนวคิดการควบรวมระหว่าง Krung Thai Bank และ ttb bank ผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรถูกพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สิ่งสำคัญคือ ปัจจุบันระบบธนาคารไทยเองก็มีระดับการแข่งขันที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีระบบการเงินเปิดและมีผู้เล่นหลากหลายกว่า การควบรวมเพิ่มเติมอาจยิ่งเพิ่มการกระจุกตัวของภาคการเงิน และลดแรงจูงใจในการแข่งขันทั้งด้านอัตราดอกเบี้ย นวัตกรรมทางการเงิน และการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจรายเล็ก

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเทศที่มีจำนวนธนาคารและสถาบันการเงินน้อย หรือมีลักษณะ Banking Oligopoly สูง มักเผชิญปัญหาสำคัญหลายประการ ได้แก่

1. Spread ระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้สูง

   เมื่อการแข่งขันต่ำ ธนาคารมักไม่มีแรงกดดันมากพอในการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สูงกว่าที่ควรจะเป็น

2. การส่งผ่านนโยบายการเงินจากธนาคารกลางทำได้ช้าลง

   แม้ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่ธนาคารพาณิชย์อาจไม่ได้ส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงไปยังผู้กู้ได้เต็มที่ ทำให้ Monetary Transmission Mechanism มีประสิทธิภาพลดลง

3. Credit Creation และ Money Creation เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

   เมื่อระบบการเงินมีการแข่งขันต่ำ ธนาคารมักเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าความเสี่ยงต่ำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ SME และธุรกิจใหม่เข้าถึงเครดิตได้ยาก ส่งผลให้การลงทุนใหม่ การจ้างงาน และ GDP Growth ชะลอตัวในระยะยาว

คำถามสำคัญคือ เหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตต่ำต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยจะมีระบบ Payment Infrastructure ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้ง PromptPay, QR Payment และ Mobile Banking

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “สภาพคล่อง” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การสร้างและการส่งผ่านเครดิต” (Credit Creation & Credit Transmission) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสมัยใหม่

เศรษฐกิจยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย “เครดิต” ผ่านระบบธนาคารและสถาบันการเงิน เมื่อธนาคารปล่อยสินเชื่อ จะเกิดเงินฝากใหม่ เกิดการลงทุนใหม่ การจ้างงานใหม่ และนำไปสู่ GDP ที่ขยายตัวในที่สุด ดังนั้น ความสามารถในการสร้างเครดิตของระบบการเงิน จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศ

งานศึกษาของ OECD เรื่อง “Post-Crisis Changes in Banking and Corporate Landscapes: The Case of Thailand” ชี้ให้เห็นว่า หลังวิกฤตปี 1997 ระบบธนาคารไทยมีแนวโน้มระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่มีแนวโน้มเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าความเสี่ยงต่ำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน งานวิจัยของ Thammasat Review เรื่อง “Synergizing Economic Growth and Financial Stability: The Role of Banking Institutional Setup in Thailand” ยังระบุว่า ระบบธนาคารไทยเริ่มมีลักษณะ “Detached from the Real Economy” กล่าวคือ สภาพคล่องยังอยู่ในระบบ แต่เครดิตกลับไม่ได้ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจจริงอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะภาค SME และธุรกิจใหม่

กรณีศึกษาจากต่างประเทศก็สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ญี่ปุ่นหลังฟองสบู่แตกในช่วงทศวรรษ 1990 แม้ธนาคารจะมีสภาพคล่องสูงและดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ แต่เศรษฐกิจกลับเติบโตต่ำเป็นเวลานาน เนื่องจากธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่ เกิดภาวะ “Broken Credit Transmission Mechanism” หรือกลไกการส่งผ่านเครดิตสู่เศรษฐกิจจริงอ่อนแรง

ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกามีระบบการเงินที่หลากหลายกว่า ทั้ง Regional Banks, Venture Capital, Capital Market และ Fintech ทำให้การเข้าถึงทุนของธุรกิจใหม่และ Startup มีความยืดหยุ่นสูงกว่า แม้ระบบจะมีความผันผวนมากกว่า แต่ก็ช่วยสนับสนุน Innovation และ GDP Growth ได้ดีกว่าในระยะยาว

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญ อาจไม่ใช่การทำให้ธนาคารมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่คือการเพิ่ม “Financial Deepening” ของระบบเศรษฐกิจ ผ่านการแข่งขันทางการเงิน การเปิดทางให้ Virtual Bank, Digital Lending, Fintech และระบบ Credit Scoring สมัยใหม่ เพื่อให้เครดิตสามารถไหลเข้าสู่ SME และเศรษฐกิจจริงได้มากขึ้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ประเทศที่มีเพียงธนาคารขนาดใหญ่ แต่คือประเทศที่ระบบการเงินสามารถสร้างและกระจายเครดิตไปยังเศรษฐกิจจริงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

อดีตเลขา รัฐมนตรีพาณิชย์

จีนเปิดเกมสันติภาพ!! เมื่อมังกรกับพญาอินทรีต้องอยู่ร่วมโลก ‘สีจิ้นผิง’ เสนอ ‘เคารพกัน อยู่ร่วมกัน ร่วมมือกัน’ อ้างภูมิปัญญาโบราณ หนุนสัมพันธ์สร้างสรรค์กับสหรัฐฯ

สีจิ้นผิงอ้างอิงปรัชญาความสามัคคี ส่งเสริม 'จีน-สหรัฐฯ' ดำรงอยู่ร่วมกัน

ปักกิ่ง, 18 พ.ค. (ซินหัว) -- หอสักการะฟ้าเทียนถาน อายุมากกว่า 600 ปี ณ ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อเกี่ยวกับความกลมกลืนระหว่างฟ้ากับดินมาแต่โบราณ ได้ต้อนรับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) โดยสีจิ้นผิงอธิบายให้ทรัมป์ฟังว่าผู้ปกครองจีนในยุคโบราณจัดพิธีกรรมระดับรัฐที่นี่เพื่อขอให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง สังคมสมัครสมานสามัคคี และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเก็บเกี่ยวพืชผลได้อุดมสมบูรณ์

หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสัญลักษณ์ของปรัชญาจีนโบราณ "เหอเหอ" ซึ่งหมายถึงสันติภาพ ความสามัคคี และการดำรงอยู่ร่วมกัน ขณะที่สีจิ้นผิงมักกล่าวถึงวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมให้บรรดาผู้นำชาวต่างชาติได้รู้จัก ซึ่งตอกย้ำการให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลึกซึ้ง โดยสีจิ้นผิงมองว่าปรัชญา "เหอเหอ" เป็นหนึ่งในแก่นแท้ของวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่บรรพบุรุษชาวจีนสร้างสรรค์ขึ้นมา และถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพในอนาคตข้างหน้า

ค่านิยมแห่งสันติภาพ

หอสักการะฟ้าเทียนถานนั้นประกอบด้วย 3 ตำหนักหลัก ได้แก่ ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ ซึ่งต่างมีตัวอักษรภาษาจีน "เหอ" อยู่ในชื่อ สะท้อนความปรารถนาสันติภาพและความสามัคคีที่มีมานานของประชาชนชาวจีน โดยทรัมป์ที่ยืนอยู่กับสีจิ้นผิงข้างในหอสักการะฟ้าเทียนถานเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) กล่าวชมสถานที่แห่งนี้ว่ายิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ มีความวิจิตรบรรจงทางศิลปะของสถาปัตยกรรมจีนโบราณและความรุ่มรวยของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้ดำเนินพันธกิจทางการทูตโดยอาศัยภูมิปัญญาโบราณของจีนมาสื่อสารความมุ่งมั่นสู่สันติภาพของจีน โดยสันติภาพถือเป็นค่านิยมหลักที่หยั่งรากลึกอยู่ในอารยธรรมจีน สีจิ้นผิงเคยกล่าวว่าสันติภาพ ความปรองดอง และความสามัคคีเป็นแนวคิดที่ชนชาติจีนยึดมั่นและสืบสานมานานกว่า 5,000 ปี และชนชาติจีนไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าวหรือชอบครอบงำผู้อื่นอยู่ในสายเลือด

ตอนเริ่มต้นหารือกับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงตั้งคำถามว่าจีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส (Thucydides Trap) และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ได้หรือไม่ พร้อมเสริมว่าจีนและสหรัฐฯ จะได้รับผลประโยชน์หากร่วมมือกัน แต่จะสูญเสียผลประโยชน์หากเผชิญหน้ากัน ดังนั้นทั้งสองประเทศควรเป็นหุ้นส่วนมากกว่าคู่แข่งกัน

บางโอกาสสีจิ้นผิงยังใช้ภูมิปัญญาจากตำราจีนโบราณในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพื่อเน้นย้ำมุมมองของสีจิ้นผิงต่อความรอบคอบในการทำสงครามสู้รบ โดยเมื่อปี 2018 ขณะหารือกับเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงอ้างอิงคำพังเพยจีนที่ว่าผู้เชี่ยวชาญการทหารที่แท้จริงไม่ได้อยากใช้วิธีการทางทหารมาแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ โลกจับตามองการพบปะหารือของสีจิ้นผิงและทรัมป์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าทั้งสองประเทศใหญ่จะสามารถค้นหาวิถีทางที่ถูกต้องในการก้าวสู่การดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่มีนัยยะลึกซึ้งต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก โดยประธานาธิบดีทั้งสองเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีความสำคัญมากที่สุดในโลก นั่นคือการสร้าง "ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งเป็นการบรรลุฉันทามติทางการเมืองที่มีความสำคัญมากที่สุดระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้

ความแข็งแกร่งส่วนรวม

สีจิ้นผิงมองว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายอาจเติบโตเคียงข้างกันโดยไม่เบียดเบียนกันและเส้นทางที่แตกต่างกันอาจอยู่คู่ขนานกันโดยไม่แทรกแซงกัน" โดยสีจิ้นผิงเคยหยิบยกสุภาษิตจีนโบราณนี้มาสื่อสารว่าความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนรวม ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และมีส่วนร่วมในความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ นั้นยังมีโอกาสรออยู่มากมาย ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยส่งเสริมความสำเร็จซึ่งกันและกัน รวมถึงสร้างผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ณ งานเลี้ยงต้อนรับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวว่าหากมองย้อนดูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ผ่านมา กุญแจสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าอย่างมั่นคงคือการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ต่อจากนั้นเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวกับทรัมป์ระหว่างการพบปะแบบจำกัดวงที่เรือนรับรองจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งว่าขณะทรัมป์หวังให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สีจิ้นผิงมุ่งมั่นนำพาประชาชนชาวจีนก้าวสู่การฟื้นฟูชาติ

สำหรับปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การก่อตั้งประเทศ โดยท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่าจีนและสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนระดับโลก

เมื่อปี 2024 ขณะพบปะกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงหยิบยกอีกหนึ่งแนวคิดจากปรัชญาจีนโบราณที่ว่า "ลงเรือลำเดียวกันแล้วควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" โดยสีจิ้นผิงกล่าวว่าผู้อยู่อาศัยบนโลกใบเดียวกันควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีใครหรือประเทศใดสามารถแยกตัวโดดเดี่ยวจากความท้าท้ายที่กำลังเผชิญร่วมกันได้ หนทางเดียวในการก้าวต่อไปคือความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนปรองดอง

การประชุมสุดยอดระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมดำเนินการแลกเปลี่ยนด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งการทูต การทหาร เศรษฐกิจ การค้า สาธารณสุข การเกษตร การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเพิ่มแรงกระตุ้นใหม่สู่ปฏิสัมพันธ์ของสองประเทศในอนาคต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนของจีนและสหรัฐฯ ต่างเป็นประชาชนที่ยอดเยี่ยม โดยการฟื้นฟูชนชาติจีนที่ยิ่งใหญ่และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งนั้นสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยเหลือกันและกันเพื่อบรรลุผลสำเร็จและเดินหน้าความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งโลก

ที่มา : Xinhua

คนรุ่นใหม่เริ่มต้าน AI ? จุดกระแสเดือด AI สะดุดกลางพิธีรับปริญญา กศึกษาจบใหม่เริ่มส่งเสียงค้าน หลังเทคโนโลยีล้ำเส้นชีวิตจริง หวั่นอนาคตถูกแทนที่โดยเครื่องจักร

นักศึกษามหาวิทยาลัยแสดงความไม่พอใจอย่างมาก หลังจากมหาวิทยาลัยเลือกที่จะใช้ AI ในการขานชื่อผู้เข้ารับปริญญาตามลำดับ แต่ระบบทำงานผิดพลาดขานชื่อผิด แถมยังไม่ยอมให้ทำการรับปริญญาใหม่

นับเป็นประสบการณ์ที่แย่มากๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วย AI?

ในขณะที่อีกงาน อดีต CEO ของ Google Eric Schmidt ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์และรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิทยาศาสตร์ ที่ University of Arizona แต่กลับถูกเด็กโห่ทุกครั้ง เมื่อพูดถึงคำว่า Artificial Intelligence แสดงความไม่พอใจ  จนถึงจุดหนึ่งที่เขาถึงกับต้องบอกนักศึกษาว่า "Would you let me make this point please?" นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่า นักศึกษาจบใหม่มีปฏิกิริยาแบบนี้ แสดงให้เห็นว่า เริ่มมีความไม่พอใจเกี่ยวกับ AI อย่างจริงจัง

ที่มา :

https://www.facebook.com/706831750/posts/10162369351666751/?rdid=II2DNLNRn1IHxPS2#

https://x.com/BTnewsroom/status/2056408582560621031

‘ทรัมป์-สี’ จับมือส่งสัญญาณบวก!! แต่โลกยังต้องจับตาเกม 2 มหาอำนาจ “รศ.ดร.ปณิธาน” ชี้ “สหรัฐฯ-จีน” อาจกำลังติด ‘กับดักความมั่งคั่ง’ ก่อนลามสู่ ‘กับดักความมั่นคง’ เขย่าโลก

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เพิ่งปิดฉากลง ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในฐานะเวทีสำคัญของสองมหาอำนาจโลก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามในหลายภูมิภาค และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “TNN ข่าวเที่ยง” วิเคราะห์กรณีการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ว่า แม้ภาพภายนอกของการประชุมจะสะท้อนความพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ แต่เบื้องลึกยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อรักษาความมั่งคั่งและความมั่นคงของตนเอง

ประเด็นแรกที่ รศ.ดร.ปณิธาน หยิบยกขึ้นมาคือ การประชุมครั้งนี้อาจสะท้อนภาพของ “กับดักความมั่งคั่ง” ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของเหรียญสองหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้บอก แต่แทบทุกประเทศก็เห็นคล้ายกันว่าทั้งสองยักษ์ใหญ่ มีเป้าหมายในการประชุมสุดยอดในครั้งนี้คล้ายกันในทิศทางเดียวกัน คือต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ตนเอง "เข้มแข็งที่สุด" และ “ปลอดภัยที่สุด””

พร้อมอธิบายต่อถึงโครงสร้างของระบบโลกปัจจุบันว่า “ในระบบโลกแบบตัวใครตัวมัน (Anarchical System) ที่ไม่มีกฎกติกาชัดเจนและไม่มีใครเป็นใหญ่ที่สุด (No Rules, No Masters) สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ จะต้องพึ่งพาตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ ทั้งมั่งคั่งและมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อยู่คนละด้านของเหรียญ และทุกประเทศก็จะต้องทำอย่างเดียวกัน ซึ่งก็จะนำไปสู่ “กับดักของความมั่นคง” (Thucydides Trap หรือ Security Dilemma) ในที่สุด”

อีกด้านหนึ่ง แม้สหรัฐฯ และจีนจะเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศยังคงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างยังต้องอาศัยกันในระบบทุนนิยมโลกเดียวกัน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในความเป็นจริง จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน เพราะต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญซึ่งกันและกันในระบบเดียวกัน และทั้งสองก็อยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก (ปธน.จีนตอกย้ำประเด็นนี้ในการกล่าวเปิดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ด้วย) แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการค้ากับจีนลงมากในปัจจุบัน (ลดลงจากกว่า 20% เป็นต่ำกว่า 10%) แต่ทั้งสองประเทศก็ยังต้องพึ่งพากันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเดียวกันให้ได้มากที่สุด (สหรัฐฯ ส่งออกสูงเป็นอันดับสองของโลก จีนส่งออกเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญ สูงกว่าสหรัฐฯ กว่าเท่าตัว) ที่สำคัญ ต่างก็นำความมั่งคั่งของตน (World GDP: สหรัฐฯ - 42% จีน - 34%) ไปสร้างอิทธิพลทางการเมืองและการทหารที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเป็นอันมาก (สหรัฐฯ ใช้จ่ายด้านการทหารถึง 33% ของโลก จีนประมาณ 12%)”

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบโลก ทั้งสงครามใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลายประเด็น รวมถึงความไม่แน่ใจของนานาประเทศต่อบทบาทผู้นำโลกของทั้งสองฝ่าย

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศมีความกังวลถึงความมั่งคั่งและมั่นคงของตน เพราะระบบทุนนิยมแบบ “การค้าเสรี” กำลังมีความแปรปรวนและไม่แน่นอน เกิดสงครามใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลาง เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องภาษี เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง และเรื่องไต้หวัน (3Ts) และเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอีกหลายประเทศ เช่น กับอิหร่าน ลาตินอเมริกัน ยุโรป แคนาดา จึงทำให้ทั่วโลกไม่แน่ใจในการเป็นผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และทำให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อประคับประคองสถานการณ์และระบบของตน”

ด้วยเหตุนี้ การประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณมากกว่าการประกาศชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งสองประเทศจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ความสัมพันธ์ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการพบกันครั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ จึงต้องการส่งสัญญาณเชิงบวกว่ามีความพยายามแก้ปัญหาหลายอย่าง มีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพรวมความสัมพันธ์ การค้าการลงทุน ความมั่นคง และอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้คู่ค้า มิตรประเทศ บริวาร แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของตน ได้รับรู้รับทราบว่าทั้งสองมหาอำนาจยังมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบ ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพิ่มพูนการค้าการลงทุน โดยเฉพาะในด้านใหม่ ๆ ที่ประเทศอื่น ๆ จะได้รับอานิสงส์หรือผลดีตามไปด้วย”

ส่วนประเด็นที่ถูกมองว่าเป็น “ข่าวดี” จากการประชุมครั้งนี้ มีทั้งเรื่องการซื้อเครื่องบินโดยสาร การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จากจีน ตลอดจนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตในอนาคต

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “ข่าวดีจากการประชุมสุดยอดในครั้งนี้มีหลายประการ เช่น เรื่องจีนจะซื้อเครื่องบินโดยสารนับร้อย ๆ ลำ (ข่าวระบุว่าเป็น Boeing 200 ลำ แต่น้อยกว่า 500 ลำที่คาดไว้ ทำให้หุ้นของบริษัท Boeing ตก 4% ในสัปดาห์ก่อน แต่ ปธน.ทรัมป์ ก็ให้ข่าวแก้ว่าอาจจะถึง 750 ลำได้ในอนาคต) หรือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า (ข่าวระบุว่าเป็น เนื้อสัตว์ ถั่ว ถั่วเหลือง และอื่น ๆ) รวมทั้งที่จีนจะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งการซื้อชิปคอมพิวเตอร์ H200 ของ Nvida การเข้าถึงตลาดรถยนต์ของ Tesla การเพิ่มห่วงโซ่การผลิตของ Apple โดยสหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้ง Board of Trade และ Board of Investment เพื่อเปิดช่องทางการค้าขายให้มากขึ้น เป็นต้น”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อตกลงที่ถูกนำเสนอในเชิงบวกเหล่านี้ ยังมีข้อสังเกตสำคัญ เพราะไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของทั้งสองประเทศ

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ตาม “ข่าวดี” นั้น ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของสองประเทศ ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเรื่อง เช่น จีนไม่ได้ยืนยันเรื่องการซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่น ๆ ถ้อยแถลงที่เป็นทางการของจีนนั้น ส่วนใหญ่เน้นเรื่องหลักการ เช่น “ความสัมพันธ์ที่ต่างก็เป็นประโยชน์ต่อกัน” (win-win in nature) และเห็นด้วยในเรื่องวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ทาง “ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ” (Strategic Stability) ในอีกสามปีข้างหน้า ขณะที่แถลงการณ์สหรัฐฯ ไม่ได้ยืนยันถึงเรื่อง “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” นี้ที่จีนแถลงในเอกสาร เพียงแต่มีรายละเอียดที่ ปธน.ทรัมป์ได้ให้ข่าวเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน ภาพการพบปะที่ดูเป็นมิตรระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางการทูตเพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวก หรือสะท้อนความคืบหน้าที่แท้จริงในประเด็นใหญ่ของโลก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุเพิ่มเติมว่า “การ “จับมือถือแขน” และ “เอาอกเอาใจ” กันหรือชื่นชมกันเป็นพิเศษในการเยือนจีนของปธน.ทรัมป์ในรอบ 9 ปีเพื่อประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์นี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน (โดยเฉพาะปธน.ทรัมป์ที่ทำให้โลกปั่นป่วน แต่กลับสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผิดสังเกตในการประชุมครั้งนี้) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องที่สำคัญอย่างชัดเจน”

แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การประชุมครั้งนี้อย่างน้อยได้ช่วยลดแรงกดดันในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ และทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่ต้องการให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดแตกหัก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองผู้นำโลกได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ปัญหา มีนัดหมายจะคุยกันต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในหลายด้าน ทำให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าความสัมพันธ์จะไม่เลวร้ายลง และจะนำไปสู่เสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งสองประเทศ และได้รับการตอบรับกันพอสมควรทั้งสองฝ่ายและในเวทีระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ท่าทีประนีประนอม ทั้งสองประเทศยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก โดยต่างฝ่ายต่างต้องการรักษาและขยายอิทธิพลของตนเอง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่การที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นมิตรต่อกัน แต่มีเป้าหมายแข่งขันกันเพื่อสร้างอิทธิพลในเวทีโลก โดยเฉพาะต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตนและให้กับระบบที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ติดกับดักเดียวกันทางเศรษฐกิจ คือต่างก็ยังต้องพึ่งพากันและกันเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดหรือทำลายกันได้ ทั้งสองประเทศ ซึ่งมั่งคั่งเป็นลำดับที่หนึ่งและที่สองของโลกนั้น จึงกำลังติด “กับดักความมั่งคั่ง” ของตนเอง”

ในตอนท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ทิ้งประเด็นสำคัญที่โลกยังต้องจับตา คือความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจจะหยุดอยู่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หรือจะขยับไปสู่ “กับดักด้านความมั่นคง” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต

“ในอนาคต สองยักษ์ใหญ่นี้จะติด “กับดักด้านความมั่นคง” (Thucydides Trap) ด้วยหรือไม่ จะทำลายกันเองอย่างที่ปธน.สี จิ้นผิงได้เตือนไว้ในการประชุมครั้งนี้หรืออย่างไร ไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคต แต่ในการพูดคุยกันของทั้งสองมหาอำนาจในเรื่องไต้หวัน อิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ และความมั่นคงอื่นๆ ในการประชุมครั้งนี้ มีสิ่งบอกเหตุพอสมควรว่าสหรัฐฯ และจีนจะนำพาโลกไปสู่โศกนาฏกรรมสงครามโลกอีกหรือไม่” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณที่มา: TNN ข่าวเที่ยง / YouTube

Facebook Panitan Wattanayagorn (ปณิธาน วัฒนายากร)

ใช้น้ำมันไตรมาสแรกปี 69 พุ่ง 5.3% !! เบนซิน-ดีเซล-Jet A1 โต สะท้อนเศรษฐกิจเดินเครื่อง แต่ NGV ยังทรุดต่อเนื่อง ใช้ลดลง 14.3% ตามจำนวนรถจดทะเบียนที่หดตัวต่อเนื่อง

สถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม)

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ปริมาณการใช้อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้

ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 33.21 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.12 ล้านลิตร/วัน สาเหตุมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งในเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาท/ลิตร ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 33.82 บาท/ลิตร มีส่วนต่างอยู่ที่ 2.02 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.13 บาท/ลิตร อันเนื่องมาจากการปรับส่วนต่างราคาน้ำมันและการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สัดส่วนน้ำมันเบนซินพื้นฐานและเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตร/วัน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 6.53 ล้านลิตร/วัน และ 0.04 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ 

ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน ขยายตัวจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สร้างความไม่แน่นอนต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 5 ครั้ง รวม 10.80 บาท/ลิตร ความต้องการใช้น้ำมันจึงขยับตัวสูงขึ้นก่อนการปรับราคาในแต่ละรอบ ดังนั้นปริมาณการจำหน่ายในภาพรวมจึงเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกการปรับตัวของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันสำคัญ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้สอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงฟื้นตัวและขยายตัวที่ร้อยละ 1.61 ขณะที่ปริมาณการใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.003 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นการกลับมาจำหน่ายหลังจากมีการชะลอการจำหน่ายไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2568 อันเป็นผลจากการบริหารจัดการภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล ที่มุ่งเพิ่มความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ควบคู่ไปกับเป้าหมายในการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ

ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน จากปริมาณจำนวนเที่ยวบินเดือนมกราคม-มีนาคม เฉลี่ยอยู่ที่ 83,043 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 5.80 2 ประกอบกับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 8.94 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน3 แต่ยังคงมีปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนในการบริการและการดำเนินงาน โดยวิทยุการบินแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะต่ำกว่าแนวโน้มเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง

ปริมาณการใช้น้ำมันเตา เฉลี่ยอยู่ที่ 6.03 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งเป็นการขยายตัวจากปริมาณการใช้น้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยในภาพรวม 3 เดือนแรก ปี 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 17.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.84 ล้านกก./วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.34 ล้านกก./วัน ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้านกก./วัน ขณะที่ภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 2.129 ล้านกก./วัน

ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลงร้อยละ 19.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,042,838 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 78,261 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีการนำเข้าอยู่ที่ 1,011,340 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.9 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 76,137 ล้านบาท/เดือน ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 31,498 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,124 ล้านบาท/เดือน

ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 126,711 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 16 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,511 ล้านบาท/เดือน โดยปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

“ธรรมศาสตร์” จับมือ “สถานทูตอิหร่าน” ไทย–อิหร่านเปิดประตูวิชาการ ธรรมศาสตร์หารือสถานทูตอิหร่าน ดันวิจัยร่วม–แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายมิติเอเชียตะวันตกศึกษา

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2568 ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทน ได้เข้าพบ ดร. นัสเซอเรดิน ไฮดารี (Dr. Nasseredin Heidari) 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ

ในระหว่างการหารือ ทางสถาบันฯ ได้แสดงความพร้อมที่จะศึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัย รวมถึงศูนย์วิจัยและศูนย์การศึกษาต่างๆ ในอิหร่านกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้มอบทุนการศึกษาในสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในมิติอนาคต (Future Studies of Southeast Asia) และมีแผนที่จะเพิ่มสาขาวิชาเอเชียตะวันตกศึกษา (West Asian Studies) เข้าไปในหลักสูตร จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากทางอิหร่านในด้านเนื้อหาทางวิชาการ

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิหร่าน พร้อมทั้งสรุปการดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ กงสุล วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้แก่คณะผู้บริหารของสถาบันฯ ได้รับทราบ นอกจากนี้ ท่านทูตยังได้เสนอแนะให้มีการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย และคลังสมอง (Think Tanks) ของอิหร่าน ในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแลกเปลี่ยนร่วมกัน ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางวัฒนธรรมของสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิเพื่อการศึกษาและวิจัยอัล-มุสตาฟา (Al-Mustafa Educational and Research Foundation) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยและมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในการแปลและจัดพิมพ์หนังสือของอิหร่านเป็นภาษาไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะส่งข้อมูลแนะนำสถาบันฯ และศักยภาพของสถาบันฯ ไปยังกรุงเตหะราน เพื่อพิจารณาและประกาศแนวทางความร่วมมือที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

ในการดำเนินการตามข้อเสนอของผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการแปลหนังสือด้านประเด็นเศรษฐกิจร่วมกันและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ท่านทูตอิหร่านได้เสนอแนวคิดในการกำหนดและดำเนินโครงการวิจัยร่วมกันภายใต้หัวข้อ "การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปรัชญาเศรษฐกิจต้านทาน (Philosophy of Resistance Economy) ของท่านผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี กับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Philosophy of Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ" ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคณะกรรมการของสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ข้อสรุปว่า ท่านทูตอิหร่านจะเป็นผู้จัดทำและนำเขร่างแรก (Initial draft) เป็นภาษาอังกฤษ

อนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศไทย ที่เปิดสอนในสาขาวิชาการที่หลากหลาย และผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ล้วนดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงการต่างประเทศของไทย

R Iran Embassy in Bangkok Thailand

ที่มา : https://www.facebook.com/100069530857075/posts/1318957177098632/?rdid=k3F32wj4UgKzcLTR#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top