Friday, 5 June 2026
TheStatesTimes

WHA Group โชว์กำไร รายได้ 3,294 ล้าน ไตรมาสแรก 2569 WHA เดินหน้าโตต่อเนื่อง 5 กลุ่มธุรกิจ ยอดขายนิคมฯ Q1 พุ่ง 951 ไร่ รับเมกะเทรนด์ย้ายฐานผลิต

WHA Group โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่งตามแผนงาน

พร้อมเติบโตต่อเนื่องในทุก Business Hubs

กรุงเทพฯ – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA Group) แกร่ง ยอดขายที่ดินไตรมาส 1/2569 พุ่งเฉียด 1,000 ไร่ รับเมกะเทรนด์โลกย้ายฐานการผลิตเข้านิคม WHA ล่าสุดยักษ์ใหญ่กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ กวาดพื้นที่กว่า 900 ไร่ และอยู่ระหว่างเจรจาอีกเพียบทั้งกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ย้ำเป้ายอดขายที่ดินปี 2569 แตะ 2,500 ไร่ ด้านธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตอย่างโดดเด่น พร้อมธุรกิจน้ำ-ไฟฟ้าฟื้นตัวแรงตามกลุ่มปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า และยานยนต์ โดยในไตรมาสแรกมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 3,294 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติ 1,445 ล้านบาท

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA Group) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร 3,242 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,508 ล้านบาท โดยหากพิจารณาจากผลประกอบการปกติ บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 3,294 ล้านบาท ลดลง 38% และกำไรปกติ 1,445 ล้านบาท ลดลง 30% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรรายไตรมาสสูงสุดในปีที่ผ่านมา ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในไตรมาสแรกเติบโตต่อเนื่อง รับการลงทุนของลูกค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์มีการขยายตัวโดดเด่น พร้อมดีมานด์สัญญาเช่าระยะสั้นเพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจน้ำตามการใช้น้ำของกลุ่มโรงไฟฟ้า และปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) เปิดเผยว่า สำหรับผลงาน ในไตรมาสแรกของปีนี้ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยอดขายนิคมฯ ที่พุ่งแตะ 951 ไร่ และธุรกิจโลจิสติกส์ที่เติบโตโดดเด่น รวมถึงธุรกิจสาธารณูปโภคและไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมั่นคงของ WHA Group

ธุรกิจโลจิสติกส์ : ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทลงนามสัญญาเช่าโครงการ Built-to-Suit และโรงงาน/คลังสินค้าสำเร็จรูปเพิ่ม 43,840 ตร.ม. และยังมีสัญญาเช่าระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงจำนวน 63,385 ตร.ม. ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่คลังสินค้าภายใต้การถือครองและบริหารทั้งหมด 3,221,676 ตร.ม. ล่าสุด บริษัทได้รับการคัดเลือกจากบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์เช่าพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานสำหรับเก็บสินค้าอันตราย (Dangerous Goods) รวมกว่า 4,700  ตร.ม. และยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่อีกหลายโครงการ คาดว่าจะสามารถทยอยเซ็นสัญญาได้ในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ WHA Group ยังคงเดินหน้าขยายศูนย์โลจิสติกส์ต่อเนื่อง โดยโครงการ WHA Mega Logistics Center บางนา-ตราด กม. 23 (ขาเข้า) และ WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม.21 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีผู้เช่าเกือบเต็มทั้งโครงการ ขณะเดียวกันบริษัทเร่งพัฒนาโครงการใหม่เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ได้แก่ โครงการ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจิตร กม.4 โครงการ 2 ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และโครงการ WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม.21 (เฟส3) ก่อสร้างแล้วกว่า 50% พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่  WHA Manufacturing Park 331 บนทำเลยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ด้านศูนย์โลจิสติกส์เซ็นเตอร์แห่งแรกในเวียดนาม ภายในนิคมอุตสาหกรรมมินห์กวาง จังหวัดฮึงเอียน ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทได้เซ็นสัญญาเพิ่มเติมกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์หลายราย ส่งผลให้มีอัตราการเช่าพื้นที่ทะลุ 80%

ส่วนแผนการขายทรัพย์สินและ/หรือสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART และ WHAIR ล่าสุด ที่ประชุมผู้ถือหน่วย WHART มีมติอนุมัติการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติม พื้นที่รวมกว่า 99,390 ตร.ม. มูลค่า 2,508 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมเสนอเรื่องต่อที่ประชุมผู้ถือหน่วย WHAIR  เพื่อพิจารณาการลงทุนในทรัพย์สินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ 45,000 ตร.ม. มูลค่าราว 1,100 ล้านบาท ภายในไตรมาส 2/2569

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม : ในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมียอดขายที่ดินรวม 951 ไร่ จากเป้าปีนี้ที่ 2,500 ไร่ และยอดโอนที่ดิน 296 ไร่ พร้อมทั้งมียอดขายที่รอการโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ให้กับลูกค้าที่สูงถึง 1,426 ไร่ สะท้อนถึงความต้องการที่ดินอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับสูง จากกระแสการย้ายฐานการลงทุนและการผลิต (Relocation) มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก โดยเฉพาะสงครามการค้าสหรัฐ-จีน และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหันมาเลือกประเทศที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัยสูง ประเทศไทยจึงได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าว ด้วยปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ซัพพลายเชนมีประสิทธิภาพ แรงงานมีทักษะ และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนไตรมาส 1/2569 ที่ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.4 เท่าจากปีก่อน นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล ด้วยมูลค่าลงทุนสูงสุด 873,741 ล้านบาท คิดเป็น 86% ของมูลค่ารวม ขณะเดียวกัน การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) รวม 965,869 ล้านบาท เติบโตถึง 261% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 “ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินกับลูกค้าดาต้า
เซ็นเตอร์รายใหญ่ พื้นที่กว่า 900 ไร่ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล และเทคโนโลยีสมัยใหม่ของไทย และยังอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ารายใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า”

ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 17 แห่ง ในไทยและเวียดนาม โดยในไทย มีพื้นที่กำลังก่อสร้างและรอพัฒนากว่า 10,230 ไร่ โดยเฉพาะโครงการใหม่ WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 5 (WHA ESIE 5) พื้นที่ 7,250 ไร่ ที่ได้รับความสนใจสูง คาดเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงแรกได้ในไตรมาส 2/2569 ทางด้านเวียดนาม บริษัทมีเขตอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วรวม 4,241 ไร่ (678.5 เฮกตาร์) ได้แก่ WHA Industrial Zone 1–Nghe An ที่จังหวัดเหงะอาน (Nghe An) และ WHA Smart Technology Industrial Zone 1–Thanh Hoa ที่จังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hóa) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) : ไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดขายและบริหารน้ำรวมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 42.6 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยในประเทศไทยมียอดจำหน่ายน้ำ 33.7 ล้านลูกบาศก์เมตร โตขึ้น 9% จากปีก่อน โดยเฉพาะน้ำดิบและน้ำอุตสาหกรรมที่เพิ่มตามความต้องการของกลุ่มโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี โดยเพิ่มขึ้น 12% และ 10% ตามลำดับ รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัวต่อเนื่องจากลูกค้าใหม่ อีกทั้งยังมีรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้น้ำเกินกว่าที่จัดสรร (Capacity Charge) จากลูกค้ารายใหญ่ จำนวน 326 ล้านบาท ส่วนเวียดนาม มียอดจำหน่ายน้ำตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 8.9 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดลงเล็กน้อยตามความต้องการใช้น้ำของลูกค้าหลักในโครงการ Duong River

ธุรกิจไฟฟ้า : ไตรมาส 1 ปี 2569  มียอดขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 76 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นถึง 55% จากปีก่อน พร้อมแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมีการเซ็นสัญญาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีก 6 สัญญา กำลังผลิตรวม 22 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ยอดสะสมโครงการ Private PPA อยู่ที่ 372 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้น 1,058 เมกะวัตต์ ซึ่งแบ่งเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้วจำนวน 735 เมกะวัตต์ (เป็นพลังงานหมุนเวียนจำนวน 206 เมกะวัตต์) และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 323 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด

ล่าสุด WHAUP ได้ลงนาม MOU กับ Apex Circuit (Thailand) พัฒนาโครงการโซลาร์ 17
เมกะวัตต์ พร้อมปั้นโมเดล “ซื้อขายไฟตรง” Direct PPA และ Third Party Access (TPA) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ อย่างไรก็ตามในไตรมาสนี้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน แต่บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 2-3/2569  หลังปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ธุรกิจดิจิทัล : หลังจากความสำเร็จในการยกระดับสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Technology-driven Organization) ในปีที่ผ่านมา WHA Digital เดินหน้าพัฒนาโครงการ Digital & AI Transformation ผ่านแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ โมบิลิกส์ซอฟต์แวร์โซลูชัน (Mobilix Software Solution) แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะ และ WHASApp ที่มาพร้อมฟีเจอร์ CO2ZERO  สำหรับบริหารคาร์บอนฟุต
พริ้นท์แบบเรียลไทม์ และฟีเจอร์ WeCYCLE เพื่อจัดการขยะรีไซเคิล ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพ                การดำเนินงานของกลุ่มบริษัท

พร้อมกันนี้  WHA Digital ได้วางโรดแมพ 3 ปี ภายใต้โครงการ “Flight of the Future” สู่การสร้าง Intelligent Enterprise Ecosystem ภายในปี 2028  ที่มุ่งพัฒนาองค์กรสู่การเป็นระบบนิเวศองค์กรอัจฉริยะ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ระบบงาน บุคลากร และการตัดสินใจเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ วางแผนล่วงหน้า และปรับตัวได้รวดเร็ว รองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องของการสร้างบุคลากร และวัฒนธรรม AI ผ่านโปรเจค AI Playground พื้นที่ทดลองเพื่อเปลี่ยนต้นแบบ (Prototype) จากเคสที่ชนะจากการแข่งขัน “WHA Hackathon 2025” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

ธุรกิจโมบิลิตี้ : ประกาศเดินหน้ารุกตลาดกรีนโลจิสติกส์เต็มรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ Mobilix  สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจรรายแรกในไทย ครอบคลุม 3 บริการหลัก ได้แก่ EV Rental Service บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร EV Charging Solution ทั้งสถานีชาร์จภายในองค์กรและสาธารณะ พร้อมเครื่องชาร์จและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง Mobilix Software Solution แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะสำหรับจัดการรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มียอดให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าสะสมแล้วกว่า 413 คัน สะท้อนการเติบโตของธุรกิจและความต้องการโซลูชัน

ด้านโลจิสติกส์สีเขียวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากความสำเร็จด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ช่วงมีนาคม
ที่ผ่านมา WHA Group ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่า 3,500 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันให้การตอบรับที่ดีมียอดจองล้นกว่า 2 เท่าของจำนวนเสนอขาย สะท้อนถึง                  ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัท ซึ่งสอดรับกับศักยภาพความแข็งแกร่งโครงสร้างทางการเงิน และล่าสุดที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลรวมปี 2568 ที่ 0.2107 บาทต่อหุ้น โดยได้จ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.0669 บาทต่อหุ้น และจ่ายเพิ่มอีก 0.1438 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นี้ ตอกย้ำโอกาสการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจของ WHA Group

อินเตอร์ลิ้งค์ลุย AI Q1/69 รายได้เกือบร้อยล้าน ปรับยุทธศาสตร์รองรับยุคใหม่ เน้นเติบโตมั่นคงยั่งยืน ธุรกิจหลักยังแกร่งต่อเนื่อง

กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดงบ Q1/69 รายได้รวม 995.06 ล้านบาท ประกาศปรับยุทธศาสตร์ชัดสู่ “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวต่อไป” เตรียมรับยุค AI Transformation มั่นใจรากฐานแข็งแกร่ง หนุนการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว

ก้าวที่ยิ่งใหญ่ เดินหน้าก้าวใหม่ครั้งสำคัญ วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมี รายได้รวม 995.06 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 78.14 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพ และความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวน พร้อมประกาศเดินหน้าสู่ “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวต่อไป” ซึ่งนับเป็นการปรับยุทธศาสตร์องค์กรครั้งสำคัญ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และการเข้าสู่ยุค AI Transformation อย่างเต็มรูปแบบ

ตลอดระยะเวลากว่า 39 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ.2530 กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2547 โดยที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้วิสัยทัศน์ “เติบโตต่อเนื่อง และยั่งยืน (Sustainable Growth)” ผ่านการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก และ 1 มูลนิธิฯ ที่ดำเนินงานเกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่

ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร (Cabling Distribution Business)
ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และพลังงาน (Turnkey EPC Engineering Business)
ธุรกิจเทเลคอม และดาต้าเซ็นเตอร์ ธุรกิจโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติก และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Telecom & Data Center Business)
มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม และสนับสนุนด้านการศึกษา

โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้มีการปรับรูปแบบการจัดทำงบการเงินครั้งสำคัญ โดยจะไม่นำผลประกอบการของบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL มารวมในงบการเงินรวมของ กลุ่มบริษัทฯ อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในเชิงการบริหารจัดการ และการกำกับดูแลการดำเนินงาน ยังคงบริหาร และดูแลทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจร่วมกันเช่นเดิม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กรภายใต้แนวคิด “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ เพื่อก้าวต่อไป ของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ” ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก และเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุค AI Transformation ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบสื่อสาร พลังงาน และ Data Center

สำหรับผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักในไตรมาส 1/2569 ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร (Cabling Distribution Business) ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านการนำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ LINK AMERICAN CABLING ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์ด้านระบบสายสัญญาณ LAN, Fiber Optic, Solar Cable, Control Cable, Security Cable, Coaxial Cable และตู้ Rackมาตรฐานสากล ซึ่งรองรับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโตต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่ม Data Center, Smart Building, Smart Factory และ AI Infrastructure

ผลการดำเนินงานของธุรกิจดังกล่าวในไตรมาสแรก มีรายได้รวม 972.99 ล้านบาท คิดเป็น 32.43% ของเป้าหมายรายได้ทั้งปีที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 78.27 ล้านบาท หรือ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 8.04% ของรายได้รวม และคิดเป็น 27.18% ของเป้าหมายกำไรสุทธิทั้งปีที่ตั้งไว้ 288 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และความสามารถในการรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และพลังงาน (Turnkey EPC Engineering Business) ภายใต้ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ IPOWER ยังคงเดินหน้ารับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน (Underground Cable) ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (Transmission Line) และสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในยุคพลังงานและดิจิทัล

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 ธุรกิจ EPC มีรายได้ 17.59 ล้านบาท และมีมูลค่างานในมือ (Backlog) คงเหลือรวมทั้งสิ้น 2,126.16 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในอนาคต พร้อมตั้งเป้ารายได้ทั้งปี 2569 ที่ 990 ล้านบาท และมุ่งสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำแรงสูงของประเทศไทยในอนาคต

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของกลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในการก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง AI Transformation ซึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก บริษัทฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์ และโครงสร้างการดำเนินงาน เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พร้อมต่อยอดจุดแข็งขององค์กรที่สั่งสมมายาวนานกว่า 39 ปี แม้ในปีนี้จะมีการปรับโครงสร้างการจัดทำงบการเงินของกลุ่มบริษัทฯ แต่ในเชิงการบริหารจัดการ เรายังคงดูแล และขับเคลื่อนทุกธุรกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว ร่วมกับพร้อมเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน”

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังเชื่อมั่นว่า แนวโน้มการลงทุนด้าน Data Center, AI Infrastructure, Smart Energy และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของกลุ่มบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจสายสัญญาณ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

นับว่าการปรับแผนการดำเนินงาน ด้วยแนวทาง “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวต่อไป” จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่นของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในการยกระดับองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และทุกภาคส่วนต่อไปในอนาคต

ชิงสุกก่อนห่ามจริงหรือ? 2475 ในเงาประวัติศาสตร์การเมืองไทย เปิดมุมมองวาทกรรมคู่ขนาน “อภิวัฒน์” กับ “ความไม่พร้อม” ถอดบทเรียน 2475 ผ่านคำสารภาพของ ‘ปรีดี พนมยงค์’

วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม 2475 ถือเป็นวาทกรรมที่เป็นมายาคติหรือไม่?

"ชิงสุกก่อนห่าม" เป็นสำนวนไทยที่หมายถึง การทำสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร หรือทำสิ่งที่ยังไม่สมควรแก่วัย เปรียบเปรยเหมือนการเก็บผลไม้มากินตอนที่เพิ่งเริ่มห่าม ยังไม่สุกดีแล้วรีบเด็ดมาทานก่อนเวลา จะได้รับรสชาติที่ฝาดเปรี้ยว ไม่หวานอร่อยเหมือนตอนที่สุกเต็มที่

ในขณะที่คำว่า "มายาคติ" (Myth) หมายถึง ความคิด ความเชื่อ หรือคำอธิบายที่ถูกสร้างขึ้นและฝังรากอยู่ในสังคมจนทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติ หรือเป็นสามัญสำนึกที่ถูกต้อง ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงความเข้าใจผิด หรือชุดความคิดที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาเพื่อบิดเบือนหรือกลบเกลื่อนความจริง

โดย “วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม” ถือเป็นวาทกรรมหรือคำอธิบายย้อนหลัง (retrospective assessment) ที่ใช้ประเมินเหตุการณ์ 2475 ย้อนหลังว่าเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียมากกว่าผลดี (negative assessment) ทั้งจากความไม่พร้อมของผู้ก่อการ ประชาชน รวมไปถึงผลเสียที่ตามมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีสถานะทางวาทกรรมตรงกันข้ามกับ “วาทกรรมอภิวัฒน์” ที่ใช้ประเมินเหตุการณ์ 2475 ในแง่บวก (positive assessment) ว่าเป็นการ “อภิวัฒน์” หรือเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและเป็นการกระทำที่ถูกต้องดีงาม สมควรแก่เวลา

โดยในระยะหลังมีคำอธิบายสาธารณะที่พยายามปฏิเสธว่าเหตุการณ์ 2475 ไม่ใช่การชิงสุกก่อนห่าม หรือวาทกรรมชิงสุกก่อนเป็นมายาคติที่ไม่มีฐานความเป็นจริงรองรับ เช่น รัชนก ศรีนอก ในกรณีของละครสอดสร้อยมาลา ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะก้าวหน้า อิทธิพล โคตะมี, ธงชัย วินิจจะกูล  ฯลฯ

เมื่อพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รองรับวาทกรรมทั้งสองกระแส มีบุคคลสำคัญของคณะราษฎร ที่จัดได้ว่ามีบทบาทสำคัญทั้งการประกอบสร้างและเป็นหลักฐานในแง่ของข้อเท็จจริงที่ทำหน้าที่รองรับวาทกรรมทั้งสอง ทั้งวาทกรรมอภิวัฒน์และวาทกรรมชิงสุกก่อนห่ามก็คือ ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำของคณะราษฎรสายพลเรือน

ในขณะที่เขา (ปรีดีหนุ่ม หรือ Young Pridi)  จะเป็นผู้ประกอบสร้างวาทกรรมอภิวัฒน์ โดยใช้คำ ๆ นี้เป็นคนแรก โดยประเมินว่าเหตุการณ์ 2475 เป็นการอภิวัฒน์ หรือการเปลี่ยนแปลงไปเพื่อนำพาสังคมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นแล้ว

เขา (ปรีดีอาวุโส หรือ Old Pridi) เองก็ยังออกมายอมรับความผิดพลาดของตนเองและคณะราษฎร ในหลายกรรมหลายวาระ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับในความขาดวุฒิภาวะที่มาจากอายุที่น้อย ความขาดประสบการณ์ การยึดติดทฤษฎีหรือตำรามากเกินไปโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของสังคมไทย รวมไปถึงการขาดการติดต่อ การทำความรู้จักเข้าใจคนไทยให้มากพอ

หรือแม้แต่วาทะ “ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทําการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอํานาจ” อันเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเท็จจริงชั้นดีที่เป็นหลักฐานรองรับวาทกรรมชิงสุกก่อนห่ามทั้งสิ้น

ดังนั้น วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม จึงไม่ได้มีสถานะเป็นวาทกรรมที่เป็นมายาคติหรือเรื่องเล่าไร้สาระที่ไม่มีหลักฐานและข้อเท็จจริงรองรับแต่เพียงอย่างใด

คำถามทิ้งท้ายก็คือ มีเหตุการณ์หรือบุคคลใดในโลกที่มีแต่ข้อดี โดยไม่มีข้อเสียเลยบ้างเล่า? การที่จะรับแต่ชอบ โดยที่ไม่รับผิดเลย นั้นมีความเป็นธรรมแล้วหรือ?

อ้างอิง

1. “(สอดสร้อยมาลา) เป็นละครที่ได้รัฐเงินสนับสนุนจากรัฐไทย ผ่านกระทรวงวัฒนธรรม แม้จะเป็นโครงการที่ดูก้าวหน้า โครงเรื่องก็ดูเหมือนจะก้าวหน้า แต่ในที่สุดก็เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วก็คงเป็นส่วนนึงของการทำโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อกระทำอย่างเป็นระบบ ให้ประวัติศาสตร์ ถูกเล่าออกมาในรูปแบบที่รัฐไทยอยากให้เป็นเท่านั้น ในบริบทนี้คือ คณะราษฎรเป็นพวกหัวก้าวหน้าที่เลวทรามไม่รู้คุณคน ตอกย้ำวาทะกรรม ชิงสุกก่อนห่าม สุดท้ายพวกหัวก้าวหน้าก็เหลิงอำนาจ และย้ำแนวคิดประเทศนี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของประชาชน อำนาจสูงสุดไม่ใช่ของประชาชน” อมรินทร์ทีวี. (2569). 2475 “รัชนก ศรีนอก” ชิงสุกก่อนห่าม, จาก Website Amarin TV

2. ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2560). การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน,จาก Website The 101

3. คณะก้าวหน้า. ประชาธิปไตยไทยล้มลุกคลุกคลานไม่ใช่เพราะ “ชิงสุกก่อนห่าม” แต่เพราะการกลับมาของฝ่ายนิยมเจ้าในการรัฐประหาร 2490 - การสรุปเนื้อหาการบรรยาย “ตลาดวิชาอนาคตใหม่ – The Crown Strikes Back เมื่อเหล่ากษัตริย์นิยมโต้กลับการปฏิวัติ 2475” ในหัวข้อ “โฉมหน้าศักดินาไทยในรัฐประหาร 2490” โดย กษิดิศ อนันทนาธร เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งทาง Common School จัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 74 ปี การรัฐประหาร 2490, จาก Website คณะก้าวหน้า.

4. อิทธิพล โคตะมี. (2564) มายาคติ 'ชิงสุกก่อนห่าม' สำนวนด้อยค่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, จาก Website สถาบันปรีดี พนมยงค์.

5. ธงชัย วินิจจะกูล (2567). 2475 “ชิงสุกก่อนห่าม” หรือ “สายเกินการณ์” !? - ศิลปวัฒนธรรม, จาก FB Page 25 มิถุนายน 2024.

6. คำให้สัมภาษณ์ที่บ้านอองโตนี ปารีส เมื่อ พ.ศ. 2522 อันลือลั่นในประเด็นนี้คือ “ข้าพเจ้าไม่มีความเจนจัด และโดยปราศจากความเจนจัด บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตํารา ข้าพเจ้าไม่ได้นําเอาความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคํานึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้า เป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคํานึงด้วย ให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี ในปี ค.ศ. 1932 ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทําการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอํานาจ”

ที่มา : Phermsak Chariamphan

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10174647228605486&id=583640485&rdid=IWjyXJMQhiwNxEPl#

วิกฤตอุดมศึกษาอังกฤษ!! นักวิชาการเริ่มย้ายฝั่ง หลังมหาวิทยาลัยตะวันตกเจอแรงกดดันเงินทุนและวีซ่า Nottingham หลายสถาบันจ่อปลดพนักงาน สะท้อนคลังสมองโลกเริ่มขยับจากตะวันตกสู่เอเชีย

มหาวิทยาลัย Nottingham ในประเทศอังกฤษได้ส่งอีเมล์ไปยังพนักงาน รวมถึงอาจารย์ในคณะต่างๆว่าพวกเขาอาจจะต้องถูกปลดออก เพราะว่ามหาวิทยาลัยอาจเงินหมดที่จะจ้างในอนาคตอันใกล้นี้

ไม่ใช่แค่ Nottingham เพียงแค่มหาวิทยาลัยเดียวเท่านั้น มหาวิทยาลัยอื่นเช่น Essex, London Met, Nottingham Trent ก็กำลังจะปลดพนักงานออกเป็นร้อยๆคนเช่นเดียวกัน

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ารัฐบาลอังกฤษออกกฎ visa ใหม่ที่ทำให้นักเรียนต่างชาติไม่อยากมาเรียนที่ประเทศเหมือนแต่เดิม เช่น การเปลี่ยนนโยบายวีซ่านักเรียน โดยตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ที่ทำใหนักศึกษาต่างชาติระดับปริญญาโทส่วนใหญ่จะ “ไม่สามารถพาคู่สมรสหรือบุตรติดตามมาอยู่ในอังกฤษได้” เหมือนเดิม นโยบายนี้ทำให้ความน่าสนใจของการไปเรียนต่ออังกฤษลดลงมาก โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษาจากอินเดียและไนจีเรียที่เดิมมองการเรียนต่อเป็นการย้ายทั้งครอบครัวหรือสร้างโอกาสทำงานระยะยาว

นอกจากนั้น หลังจากระบบอุดมศึกษาของอังกฤษปลับเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “ตลาด” มากขึ้นภายหลังการปฏิรูปค่าเล่าเรียน มหาวิทยาลัยต่างๆก็เริ่มทำตัวคล้ายบริษัทเอกชนที่ต้องแข่งขันกันเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวอย่างรวดเร็ว การไล่อันดับมหาวิทยาลัย การลงทุนด้านภาพลักษณ์ แบรนด์ และอาคารสถานที่ต่างๆ ซึ่งก็อาจทำให้โครงสร้างของระบบมหาวิทยาลัยอังกฤษค่อยๆเปราะบางลง เพราะแรงจูงใจของมหาวิทยาลัยถูกผลักให้เน้น “การเติบโตให้มากที่สุด” มากกว่าการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นระยะยาวขององค์กร

หลังจากที่ผมย้ายมาอยู่สิงคโปร์ ผมก็เริ่มเห็นว่า อาจารย์เก่งๆในมหาวิทยาลัยท็อปๆของอังกฤษได้พยายามสมัครมาเป็นอาจารย์ที่ NTU มากขึ้นทุกปี แถมจำนวนนักเรียนเอเชีย (แต่ไม่ค่อยรวมนักเรียนไทยนะครับ) ที่แต่ก่อนอยากไปเรียนอังกฤษ อเมริกา หรือออสเตรเลีย ก็เริ่มสมัครมาที่ NTU ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปี

สรุปง่ายๆคือ ผมว่าศูนย์กลางของคลังสมองกำลังถูก shift จากตะวันตกมาตะวันออกอย่างช้าๆ เพียงเพราะว่าหลายประเทศตะวันตกเริ่มมีนโยบายที่ conservative และ inward-looking มากขึ้น ทั้งในเรื่อง immigration, student visas, funding และข้อจำกัดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยและงานวิจัย จนทำให้นักวิชาการ นักวิจัย และคนเก่งจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่าโอกาสและความมั่นคงในระยะยาวไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน หลายประเทศในเอเชียกลับกำลังลงทุนกับมหาวิทยาลัย งานวิจัย และ AI อย่างหนัก พร้อมดึง talent จากทั่วโลกเข้ามาอย่างจริงจัง

ที่มา : Nattavudh Powdthavee - ณัฐวุฒิ เผ่าทวี 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122281673726070329&id=61552109896879&rdid=Tqym1v3J6RgSWQIm#

“หมอวรงค์” สส.หนึ่งเดียวไทยภักดี บทบาท “หมอวรงค์” นักการเมืองสายข้อมูลที่ชนทุกดอก เปิดศึกตัดงบอภิสิทธิ์นักการเมือง ลดภาระภาษีคนไทย สร้างแรงสะเทือนสภา ชนเลิกข้าวฟรี ลุยต่อรื้อบำนาญ–ลดผู้ช่วยการเมือง

"หมอวรงค์" สส.หนึ่งเดียวของไทยภักดี แต่บทบาทสูงเด่นยิ่ง ชนจนเลิกข้าวเลี้ยง สส./สว.ฟรี ลุยต่อเลิกบำนาญ ลดจำนวนผู้ช่วยฯลง

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี และเป็น สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่เป็น สส.หนึ่งเดียวที่มีพลังสูงมาก อ่านกระแสสังคมและความรู้สึกของประชาชนได้เป็นอย่างดี

เข้าสู่สภาเมื่อมีโอกาสเขาจึงพูดสะท้อนปัญหาทันที ประเด็นแรกที่หมอวรงค์หยิบขึ้นมาพูดคือให้ยกเลิก #อาหารเลี้ยง สส./สว. โดยให้เหตุผลว่า สส.มีรายได้เพียงพอเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องให้ประชาชนมาจ่ายเงิน (ภาษี)เลี้ยง สส.อีก กระแสตอบรับพุ่งกระฉูดจนกระทั่งนำมาสู่การพิจารณายกเลิกอาหารเลี้ยง สส./สว.ที่มีอัตราต่อหัวสูงมาก มื้อหนึ่งเป็น 1000 บาท ทำให้ประหยัดงบประมาณได้หลายร้อยล้านบาท

หมอวรงค์ กำลังขยับไปถึงการยกเลิกเงินบำนาญ (เลี้ยงชีพ) อดีต สส./สว.ที่รัฐบาลจะต้องสมทบเข้ากองทุนด้วยส่วนหนึ่ง สส./สว.จ่ายเดือนละ 3500 บาท

หมอวรงค์ยังเห็นความเหลื่อมล้ำอีกมาก กำลังจะเปิดเกมรุกไปสู่ตำแหน่ง ผู้ช่วย สส./ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ที่ สส.1 คน มีทีมงานเหล่านี้ถึง 8 คน แต่หมอวรงค์ เสนอตั้งแค่ 3 คน

หมอวรงค์ เป็นหนึ่งในหมอที่ผันตัวเข้าสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัว จนกลายเป็น “นักสู้สายข้อมูล” ที่คนการเมืองไทยรู้จักกันดี โดยเฉพาะบทบาทตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงหลังรัฐประหาร 2557

หมอวรงค์เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2507 ที่จังหวัดพิษณุโลก เติบโตในครอบครัวคนจีนเชื้อสายแต้จิ๋วในต่างจังหวัด บรรยากาศแบบบ้านร้านค้า คนใต้ถุนบ้านคุยเรื่องราคาข้าวกับการเมืองไปพร้อมกัน

หมอวรงค์ จบมัธยมจาก โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม สอบเข้าเรียนแพทยศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต รุ่นแพทย์ชนบทกระแสแรง

ช่วงเป็นนักศึกษาแพทย์ คนใกล้ชิดมักเล่าว่าเป็นคนพูดตรง สนใจการเมืองและปัญหาชนบทพอสมควร ไม่ใช่หมอสายเงียบในห้องแลบ แต่เป็นแนวเดินคุยกับชาวบ้านตามโรงพยาบาลชุมชนมากกว่า

หลังเรียนจบแพทย์ศาสตร์ เขา และแฟนสาว เลือกที่จะไปเป็นแพทย์ตามโรงพยาบาลในชนบทในภาคอิสานและในพิษณุโลก โดยเฉพาะงานด้านสูตินรีเวช

ภาพจำยุคนั้นคือ “หมอวรงค์” เป็นหมอบ้าน ๆ ขับรถลุยต่างอำเภอ ทำคลอด ตรวจคนไข้กลางดึก ใช้ชีวิตคลุกกับชาวบ้านจริง ๆ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกับกลิ่นโคลนติดรองเท้ามาด้วยกัน

ต่อมาศึกษาเฉพาะทางสูตินรีเวช และกลายเป็นสูตินรีแพทย์ประจำจังหวัดพิษณุโลก

หมอวรงค์ตัดสินใจเดินเข้าสู่การเมืองกับ พรรคประชาธิปัตย์ โดยลงสมัคร สส.ครั้งแรกช่วงปี 2540 และได้รับเลือกเป็น สส.พิษณุโลกหลายสมัย

จุดเด่นของเขาในสภา คือสไตล์อภิปรายแบบถือเอกสารหนาเป็นตั้ง 

น้ำเสียงไม่ได้เร้าอารมณ์มาก แต่ใช้ข้อมูล ตัวเลข และเอกสารราชการเป็นอาวุธ

ชื่อของหมอวรงค์พุ่งขึ้นระดับประเทศจากการอภิปรายเรื่อง การทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เขาเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านที่ตรวจสอบประเด็นการระบายข้าว

สต๊อกข้าว การทุจริตในโกดัง ความเสียหายทางการคลัง

ช่วงนั้นภาพของหมอวรงค์แทบกลายเป็น “นักแกะรอยโกดังข้าว” เดินตรวจคลังข้าวทั่วประเทศ ฝุ่นข้าวปลิวเต็มรองเท้า แต่ข้อมูลแน่นเหมือนนักบัญชีนิติวิทยาศาสตร์

หลายประเด็นที่เขาอภิปราย ถูกนำไปใช้ในการไต่สวนขององค์กรตรวจสอบภายหลังด้วย

หลังรัฐประหาร 2557 การเมืองเปลี่ยนผ่าน หมอวรงค์ยังอยู่กับประชาธิปัตย์ช่วงหนึ่ง และเคยลงชิงหัวหน้าพรรค แต่ไม่ได้รับเลือก

ต่อมาจุดยืนทางการเมืองของเขาเริ่มชัดขึ้นในแนว

ต่อต้านระบอบทักษิณ

สนับสนุนแนวอนุรักษนิยม เน้นประเด็นความจงรักภักดีต่อสถาบันและความมั่นคงทางการเมือง

ถึงจุดหนึ่งหมอวรงค์เดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และก่อร่างตั้งพรรคไทยภักดีปี 2563 มีจุดยืนชัดเจนเรื่องปกป้องสถาบัน ต่อต้านการแก้ ม.112 คัดค้านแนวคิดบางส่วนของกลุ่มเคลื่อนไหวเยาวชนในช่วงนั้น

พรรคไทยภักดีอาจไม่ได้มี สส.จำนวนมาก แต่หมอวรงค์ยังมีบทบาททางสื่อและโซเชียลสูง โดยเฉพาะการไลฟ์ วิเคราะห์การเมือง และเปิดข้อมูลเอกสารต่าง ๆ

หมอวรงค์เป็นนักการเมืองที่มีภาพจำเฉพาะตัวมาก พูดเร็ว ตรง ใช้ข้อมูลเอกสารหนัก อธิบายแบบครูแพทย์

มีฐานแฟนคลับสายอนุรักษนิยมเหนียวแน่น

ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ยืนคนละขั้วกับกระแสเสรีนิยมยุคใหม่อย่างชัดเจน

การเมืองของหมอวรงค์จึงเหมือนมีดผ่าตัดเล่มเก่า คมมากในสายตาคนที่เชียร์ แต่ก็ทำให้เกิดแรงปะทะสูงในสังคมไทยเสมอ

ก่อนการเลือกตั้งปี 69 หมอวรงค์เปิดร้านข้าวแกงที่จังหวัดนนทบุรี โดยขายราคาถูก กับข้าวอย่างละ 10 บาท ข้าวจานละ 10 บาท โดยมีสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าสำนักสถาบันทิศทางไทย สื่อสายฮารดคอเป็นเพื่อนคู่คิด พรรคไทยภักดี ร้านข้าวแกง 10 บาท จึงอยู่ในอาคารชื่นฤทัยในธรรมของสนธิญาณนั้นเอง

น่าจับตายิ่งสำหรับบทบาทของหมอวรงค์อันเป็นหนึ่งเดียวของไทยภักดีว่าจะเดินไปได้แค่ไหนในท่ามกลางกระแสตอบรับที่พุ่งแรงมาก

ฝนถล่มไทย!! วิเคราะห์ฝน 15 วันล่วงหน้า ฝนตกทั่วไทยโดยเฉพาะตะวันตก คลื่นลมแรงในอันดามันระวัง เกษตรกรเตรียมกักเก็บน้ำทันที

อัพเดทภาพผลการพยากรณ์ฝนสะสมรายวัน (ทุกๆ 24 ชม.:(นับตั้งแต่ 07.00น. ถึง 07.00น.วันรุ่งขึ้น) และลมที่ระดับ 925hPa (750ม.) 15 วันล่วงหน้า ระหว่าง 14-27 พ.ค.69

วิเคราะห์จากแบบจำลองฯของศูนย์พยากรณ์อากาศยุโรป( ECMWF)  init. 2026051312: มีสัญญาณของลมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มพัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ฝั่งอันดามัน สภาพอากาศยังแปรปรวน ช่วง 14-22 พ.ค.69 ทั่วไทยมีฝนเ/ฝนฟ้าคะนอง โดยเฉพาะพื้นที่ทางด้านตะวันตกของไทย ภาคเหนือ( จ.ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ) ภาคกลาง (อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี) ภาคตะวันออก ตามแนวชายฝั่ง กทม. ปริมณฑล และภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่  )

ส่วนภาคอีสานมีฝนบางแห่ง (ฝนน้อยกว่าภาคอื่นๆ) ฝน/ฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้หลายเวลา ยังต้องติดตามเฝ้าระวัง กำลังจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนถ่ายฤดูกาล (จากฤดูร้อน เตรียมเข้าสู่ฤดูฝน)  สภาวะฝนของไทยยังตกไม่สม่ำเสมอ ทั้งเชิงพื้นที่และเชิงปริมาณ เช้าถึงบ่ายอากาศร้อน เย็นถึงค่ำมีฝนฟ้าคะนอง ช่วง18-20 พ.ค.69 ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษบริเวณภาคเหนือ ภาคกลางด้านตะวันตก

คลื่นลมในทะเลอันดามันแรงขึ้น ท่องเที่ยวในระยะนี้ต้องระวังฝนฟ้าคะนองคลื่นลมแรง ส่วนชาว กทม.และปริมณฑล ฝนจะเริ่มมีในช่วงบ่ายถึงค่ำ (ฝนหลังเลิกงาน) ต้องเฝ้าระวัง ฝนตกรถติด การจราจรติดขัดโดยเฉพาะใกล้เปิดเทอม ต้องเผื่อเวลาเดินทาง ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ออกนอกบ้านพกร่มไปด้วย รวมถึงเสื้อกันฝนโดยเฉพาะผู้ที่ขับขี่จักรยานยนต์ สำหรับช่วง 23 - 28 พ.ค.69 ฝนของประเทศไทยตอนบน ลดลงบ้าง แต่ยังมีฝนบางแห่ง เน้นด้านรับมรสุมสำหรับภาคใต้ฝั่งอันดามันยังมีฝนกระจายและมีฝนตกหนักได้  ขอให้ติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด

ส่วนการเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝน รอประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมอุตุนิยมวิทยาเร็วๆนี้ ในระยะนี้พื้นที่ใดที่เริ่มมีฝนแล้ว พี่น้องเกษตรกร ควรหาวิธีกักเก็บน้ำและสำรองน้ำไว้ใช้ ในช่วงที่มีฝนน้อย การลงมือเพาะปลูกพืช ควรเตรียมการ รอให้ฝนตกสม่ำเสมอมากว่านี้จึงค่อยลงมือเพื่อป้องกันความเสียหาย กิจกรรมกลางแจ้งยังมีความเสี่ยงพายุฝนฟ้าคะนอง ในระยะนี้ต้องระวัง ข้อมูลยังมีการเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลที่มีการนำเข้าและประมวลผลใหม่ ใช้เป็นแนวทางในการติดตามสภาพอากาศ)

“ทรัมป์ผู้สร้างชาติจีน” ? ชาวเน็ตจีนแซวทรัมป์ “ชวน เจี้ยนกัว” ผู้สร้างชาติจีน หลังนโยบายแข็งกร้าวดันโลกหันเข้าหาปักกิ่ง นโยบายข่มพันธมิตร–ถล่มอิหร่าน ถูกมองช่วยปักกิ่งเพิ่มอิทธิพลโลก

ใครคือ ผู้สร้างชาติ (จีน) !! ชาวเน็ตจีน เรียกทรัมป์ว่า "Chuan Jian Guo” ชวน เจี้ยนกัว" (川建国) คำเรียกชื่อเล่นเชิงเสียดสี แปลว่า 🇺🇸 "#ทรัมป์ผู้สร้างชาติ (จีน) 🇨🇳

เพราะสิ่งที่ทรัมป์ทำ เช่น การขึ้นภาษีประเทศอื่น ชอบข่มขู่ทำกร่างใส่พันธมิตรเดิมของตัวเอง ความผิดพลาดไปถล่มอิหร่านและนโยบายอื่นๆ  ของทรัมป์ ล้วนส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ โดยไม่ได้ตั้งใจ และกลับมีกระแสตีกลับส่งผลให้ประเทศต่างๆ สนใจเปลี่ยนมาคบกับจีน #ถนนทุกสายมุ่งสู่จีน  🇨🇳 ในสายตาชาวเน็ตจีน  ทรัมป์จึงเป็นผู้สร้างชาติ (จีน) โดยแทร่ 🤭 ช่วยให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง Make China Great Again !!

เครดิตภาพ : มิตรสหายชาวจีนท่านหนึ่ง

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02w3zCey6m8PuK2wu6cSwSkEP5H7ESbKb96cDiRWRTgP7SfGKNnygRmZRXLGFw8AyWl&id=1037140385&mibextid=wwXIfr

รัสเซียทดสอบ “Sarmat” สำเร็จ ยกระดับนิวเคลียร์ไตรภาคี สะเทือนสมดุลยุทธศาสตร์โลก เจาะระบบป้องกันสหรัฐฯ–NATO RS-28 Sarmat ไม่ใช่แค่อาวุธ แต่คือสัญญาณการกลับมาของการแข่งขันนิวเคลียร์มหาอำนาจ

รัสเซียกับการเสริมศักยภาพนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ผ่านโครงการ Sarmat

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมค.ศ. 2026 เวลา 11 นาฬิกา 15 นาที กองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ «Ракетными войсками стратегического назначения (РВСН)» สหพันธรัฐรัสเซีย ได้ประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่น RS-28 “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนขีปนาวุธยุคสหภาพโซเวียตรุ่น R-36M “Voyevoda” (NATO: SS-18 “Satan”) โดยพลเอกเซอร์เกย์ คาราคาเยฟ «Сергей Каракаев» ผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ ได้รายงานต่อประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินว่า “วันนี้ เวลา 11 นาฬิกา 15 นาทีกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ได้ดำเนินการปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่นใหม่ล่าสุด ‘Sarmat’ การปล่อยประสบความสำเร็จและภารกิจบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ทั้งนี้รายงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VKS) ระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2022 กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศการทดสอบยิงครั้งแรกของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบประจำฐานยิงแบบประจำที่ (silo-based) จากฐานปล่อยอวกาศเพลเซตสค์ «Плесецк» แคว้นอาร์คันเกลสค์ (Arkhangelsk Oblast) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ในขณะนั้นกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าภารกิจการทดสอบดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ตามแผน พร้อมยืนยันว่าคุณลักษณะเชิงคำนวณของขีปนาวุธได้รับการพิสูจน์ครบถ้วนในทุกช่วงการบิน ขณะที่หัวรบจำลองสำหรับการฝึกได้เดินทางถึงพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด ณ ฐานยิงขีปนาวุธคูรา «Ракетный полигон Кура́» บนคาบสมุทรคัมชัตกาเรียบร้อยแล้ว กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า "ขีปนาวุธซาร์แมทมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ทำให้สามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ ซาร์แมทเป็นขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดและมีระยะยิงไกลที่สุดในโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ"

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 หัวหน้าผู้ออกแบบของบริษัทวิจัยแห่งรัฐมาเคเยฟ (ผู้พัฒนาขีปนาวุธซาร์แมท) นายวลาดิมีร์ เดกเตียร์ «Владимир Дегтярь» กล่าวว่า ขีปนาวุธซาร์แมทจะเป็น "เกราะป้องกัน" ให้กับรัสเซียไปอีกหลายทศวรรษ ขีปนาวุธ Sarmat ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” (Nuclear Triad) ของรัสเซีย ซึ่งครอบคลุมกำลังรบนิวเคลียร์ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

ทั้งนี้แผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ของรัสเซียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างและรักษาศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ของประเทศ ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอำนาจทางทหารระหว่างประเทศมหาอำนาจที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง โดย “นิวเคลียร์ไตรภาคี” หมายถึงโครงสร้างกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ กำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน กำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเล และกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการตอบโต้นิวเคลียร์ได้แม้ในกรณีถูกโจมตีก่อน อันเป็นหลักการสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) ในส่วนของกำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน รัสเซียมุ่งพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่เพื่อทดแทนระบบยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย เช่น RS-28 Sarmat, RS-24 Yars รวมถึง ระบบ Avangard Hypersonic Glide Vehicle โดยโครงการ RS-28 Sarmat ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนดังกล่าว ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ Multiple independently targetable reentry vehicle (MIRV) และรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle) ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันรัสเซียยังเดินหน้าปรับปรุงกำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเลผ่านการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ Borei-class submarine ซึ่งมีความสามารถในการซ่อนตัวและปฏิบัติการในมหาสมุทรเป็นระยะเวลานาน อันช่วยเพิ่มความอยู่รอดของระบบตอบโต้นิวเคลียร์ในกรณีเกิดสงครามเต็มรูปแบบ รวมถึงขีปนาวุธ Bulava submarine-launched ballistic missile (SLBM) ส่วนกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ รัสเซียยังคงพัฒนาและปรับปรุงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ให้สามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์และอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น Tupolev Tu-160, Tupolev Tu-95 เครื่องบินเหล่านี้สามารถยิงขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์จากระยะไกล และมีความยืดหยุ่นในการแสดงกำลังหรือยกระดับการตอบโต้ทางทหาร โดยแผนการปรับปรุง Nuclear Triad ของรัสเซียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีเป้าหมายหลัก คือ 1) ทดแทนระบบขีปนาวุธในยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย 2) เพิ่มความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO 3) พัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Weapons) 4) เสริมศักยภาพการโจมตีโต้กลับ (“Second Strike Capability”) หรือความสามารถในการตอบโต้แม้ถูกโจมตีก่อน และ5) รักษาสถานะ “มหาอำนาจนิวเคลียร์” ของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ  โดยระบบ RS-28 Sarmat ดังกล่าวถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ MIRV รวมถึงรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle: HGV) รุ่น Avangard ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น

สาระสำคัญของการประกาศครั้งนี้ มิได้มีเพียงมิติด้านเทคโนโลยีทางทหารเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคงไว้ซึ่ง “ศักยภาพการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Deterrence) ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง ภายหลังความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกเสื่อมถอยจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน และกลไกควบคุมอาวุธระหว่างประเทศหลายฉบับเผชิญภาวะหยุดชะงัก แม้ว่าระบบ Sarmat จะเผชิญความล่าช้าและรายงานความล้มเหลวในการทดสอบหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่การประกาศความสำเร็จครั้งล่าสุดสะท้อนว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ และมีแนวโน้มเดินหน้าการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธยุทธศาสตร์ต่อเนื่องในระยะยาว ในมิติด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธและอาวุธ Hypersonic ของสหรัฐฯ NATO และจีน รวมทั้งเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพด้านการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โลกในอนาคต อันอาจนำไปสู่สภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป RS-28 “Sarmat” ของรัสเซียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของมอสโกในการปรับปรุงและยกระดับศักยภาพกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แผนการพัฒนา “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ซึ่งถือเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การยับยั้งทางนิวเคลียร์ของรัสเซียในยุคปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่กำลังกลับมามีบทบาทสำคัญในระบบความมั่นคงระหว่างประเทศอีกครั้ง

แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายว่าการพัฒนาระบบ Sarmat มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามจากภายนอก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธความเร็วเหนือเสียงของมหาอำนาจต่าง ๆ อาจนำไปสู่การขยายตัวของการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์รอบใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่ายุคสงครามเย็น ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบป้องกันขีปนาวุธ อวกาศ และสงครามไซเบอร์

ภายใต้บริบทดังกล่าว การพัฒนา RS-28 Sarmat จึงมิได้เป็นเพียงการปรับปรุงระบบอาวุธของรัสเซียเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์และระบบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สสส.หนุน “Dental Mind Connect 360°” ดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกนิสิตทันตแพทย์ 19 สถาบัน เปิดโมเดลดูแลใจนิสิตทันตแพทย์ สร้างด่านหน้ารับมือภาวะเสี่ยง สสส.ชี้วัย 18–24 ปี เสี่ยงซึมเศร้าสูง

สสส.หนุน “Dental Mind Connect 360°” สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกในโรงเรียนทันตแพทย์ 19 สถาบัน รับมือวิกฤตเยาวชนเครียด–ซึมเศร้า

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 –สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับองค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “DENTAL MIND CONNECT 360° : Integrated Digital Counseling & Proactive Mental Health Screening for Dental Students”ขึ้น ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ภายใต้โครงการส่งเสริมสุขภาพจิตและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายในโรงเรียนทันตแพทย์ เพื่อพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกสำหรับนิสิตทันตแพทย์ทั่วประเทศ

โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ความร่วมมือในการสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนและนิสิตนักศึกษา ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตคนไทย ปี 2567 พบว่า กลุ่มเยาวชนวัยเรียนมหาวิทยาลัยและวัยทำงานตอนต้น อายุ 18–24 ปี มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงกว่ากลุ่มอื่น โดยมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าร้อยละ 26.9 มีภาวะเครียดสูงร้อยละ 24.5 และนำไปสู่การป่วยซึมเศร้าถึงร้อยละ 6 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิต การเรียน การใช้ชีวิต และปัญหาอื่น ๆ ตามมา

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า สสส. จึงร่วมกับเครือข่าย พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพจิตสำหรับกลุ่มเยาวชนในระดับมหาวิทยาลัยหลายโมเดล รวมถึงการพัฒนารูปแบบเฉพาะสำหรับเครือข่ายโรงเรียนทันตแพทย์ โดยร่วมกับองค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยนเรศวร ออกแบบแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทปัญหาของโรงเรียนทันตแพทย์โดยเฉพาะ ตั้งแต่การส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านสุขภาพจิต การพัฒนาสภาพแวดล้อม หลักสูตรและแนวทางการเรียนการสอนที่เอื้อต่อสุขภาวะทางใจ การสร้างกลไกดูแลสุขภาวะทางจิต ระบบให้คำปรึกษาและเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงการพัฒนาแนวปฏิบัติร่วม นวัตกรรมด้านสุขภาพจิต และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสุขภาพจิต

“เรื่องสุขภาพจิตในระบบการศึกษา ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต การเรียนรู้ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาบุคลากรโรงเรียนทันตแพทย์จาก 19 สถาบัน ให้สามารถดูแลนิสิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการดำเนินงานสามารถถอดบทเรียนให้เห็นรูปแบบเพื่อขยายผลเป็นองค์ความรู้ให้หน่วยงานอื่นต่อไป” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ทพ.ภัชรพล สำเนียง คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมสุขภาพจิตและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายในโรงเรียนทันตแพทย์ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มนิสิตทันตแพทย์เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกสถาบันต้องร่วมกันให้ความสนใจอย่างจริงจัง จากการสำรวจนิสิตทันตแพทย์จำนวน 4,255 คน จาก 17 มหาวิทยาลัย พบว่าสถานการณ์สุขภาพจิตอยู่ในระดับน่ากังวล โดยมีนิสิตจำนวนมากที่มีภาวะเสี่ยง แต่ยังไม่เคยเข้าถึงบริการช่วยเหลือทางสุขภาพจิต สะท้อนช่องว่างสำคัญของระบบดูแลและการเข้าถึงบริการ ทั้งนี้ ปัจจัยความเครียดสำคัญของนิสิตทันตแพทย์เกิดจากภาระการเรียน การฝึกปฏิบัติทางคลินิก ความสัมพันธ์ในสังคมการเรียน และสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณภาพชีวิต และสุขภาวะทางใจของนิสิต

รศ.ดร.ทพ.ภัชรพล กล่าวว่า โครงการนี้องค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย จึงมุ่งพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับบุคลากรและนิสิตทันตแพทย์ สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีคณะทันตแพทยศาสตร์ 19 สถาบันทั่วประเทศเข้าร่วม มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลนิสิตได้อย่างเหมาะสม ผ่านการเรียนรู้เรื่องการประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น เทคนิคการฟังอย่างใส่ใจ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การรักษาความลับทางวิชาชีพ ตลอดจนการวางระบบส่งต่อและติดตามผู้มีความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกันพัฒนาแนวทางปฏิบัติร่วมระหว่างสถาบัน เพื่อให้หวังให้เกิดกลไกการดูแลสุขภาพจิตที่เป็นระบบในโรงเรียนทันตแพทย์ ทั้งในมิติการคัดกรอง เฝ้าระวัง ให้คำปรึกษา ส่งต่อ และติดตามผล พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่เอื้อต่อการเติบโตของนิสิตทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และสุขภาวะทางใจอย่างสมดุล

"แก้วตา ธิษะณา" ออกโรงหนุน ‘เนติวิทย์’ “รักชาติไม่ควรถูกบังคับ” ปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยหลักอารยะขัดขืน แก้วตาย้ำไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่คือการท้าทายระบบที่ไม่เป็นธรรม

“เนติวิทย์ปฏิเสธเกณฑ์ทหาร ไม่ได้ปฏิเสธสังคม ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ แค่ไม่ยอมรับที่ต้องบังคับให้มนุษย์คนนึงต้องถืออาวุธ ในโครงสร้างอำนาจที่เขาไม่ได้เลือก แต่รัฐกำหนดให้มีโทษทางอาญา การปฏิเสธของเนติวิทย์ไม่ใช่ความขี้ขลาดไม่รักชาติ

ไม่ใช่หนีหน้าที่โดยไร้เหตุผล แค่อารยะขัดขืนยอมเอาตัวเองเสี่ยงคุก เพื่อบอกว่าสังคมว่าผิดปกติ แค่บอกว่าผมไม่ยอมรับระบบนี้ แต่รัฐกลับตอบกลับเขาด้วยการจำคุก  รักชาติไม่ควรโดนบังคับการเกณฑ์ทหาร “ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.พรรคก้าวไกล ไลฟ์สด กรณีเนติวิทย์ อดีตนิสิตจุฬาคนดัง ไม่รับการเกณฑ์ทหาร มีแววว่าโดนจำคุก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top