Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

ล้างบางข้อตกลง!! ‘ไทย – กัมพูชา’ ‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้!! หาก MOU 43 โมฆะ ทุกการประชุม และปฏิญญา จะกลายเป็น ‘ศูนย์’ กองทัพใช้กำลังยึดดินแดนพิพาทคืนได้ทันที ตาม มาตรา 51

(1 พ.ย. 68) ประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงร้อนระอุ เมื่อนายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “หากบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย - กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543 (MOU 43) ตกเป็นโมฆะ จะส่งผลให้ผลลัพธ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามมาต้องเป็นโมฆะตาม ‘หลักผลไม้ของต้นไม้ที่มีพิษ’ (Fruit of the Poisonous Tree) 

ทั้งนี้ หาก MOU43 ตกเป็นโมฆะ เพราะถูกกระทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้มีการเสนอเข้า ครม.เพื่ออนุมัติ มีเพียงนายกรัฐมนตรีอนุมัติ แต่ไม่มีมติคณะมนตรีอนุมัติ เพราะคณะรัฐมนตรีแค่รับทราบเท่านั้น ตามที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทย–กัมพูชา ได้ออกมาแถลงเมื่อวานนี้ ดังนั้น เมื่อ MOU43 ถือเป็น ‘ต้นไม้มีพิษ’ ที่มาจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลักการที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้น ‘ผลไม้’ ทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงนี้จึงต้องเป็นโมฆะตามไปด้วย ซึ่งรวมถึง การประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC/GBC/RBC) ทั้งหมดที่จัดขึ้นภายใต้กรอบ MOU43 ไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือปริยาย และปฏิญญาสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ที่เพิ่งลงนามโดยมี ปธน. สหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นพยาน

เมื่อทั้งหมดที่ผมกล่าวมาตกเป็นโมฆะตามหลักผลไม้พิษ กองทัพจึงสามารถใช้กำลังตอบโต้กัมพูชาจากการที่กัมพูชาเปิดฉากใช้อาวุธหนักยิงเข้าใส่เป้าหมายพลเรือนไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน โรงพยาบาล จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมา รวมถึงการแอบวางทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศคืออนุสัญญาออตตาวา โดยการใช้กำลังเพื่อตอบโต้นี้อยู่บนพื้นฐานของมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ที่อนุญาตให้สมาชิกใช้กำลังเพื่อตอบโต้การรุกรานของชาติอื่น ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังเพื่อป้องกันล่วงหน้า โดยการเข้าไปในดินแดนกัมพูชาเพื่อทำลายอาวุธหนัก และเป้าหมายทางทหารทั้งหมด เพื่อทวงคืนดินแดนของไทยที่กัมพูชายึดครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และป้องกันไม่ให้กัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อไทยอีกต่อไป 

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถเรียก ‘ค่าปฏิกรรมสงคราม’ เพื่อชดเชยความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน พลเรือนและทหารจากการละเมิดของกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในการเจรจาใด ๆ ที่ผ่านมา ผมจึงขอเสนอหลักการข้างต้น เพื่อเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลทบทวนความชอบธรรมของข้อตกลงเดิม และใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ 

ด้วยความปรารถนาดี

'สาธิต ปิตุเตชะ' โพสต์เตือนคนอยากลงสนามการเมือง อย่ามาเอาผลประโยชน์ ถ้าไม่พร้อมเสียสละเพื่อประชาชน

(1 พ.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ผมพูดเสมอ มีหน้าที่ตรงไหน ทำให้สุด

ตอนนี้มีหน้าที่ พนักงานต้อนรับคนเข้ามาทำหน้าที่ ผู้แทนของประชาชน ที่ ต้องเข้าใจแต่แรกว่า เข้ามาต้องเสียสละ อุทิศให้สังคม ในการทำงาน และเวลาส่วนตัว ความสามารถประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อสังคม และคนส่วนใหญ่ อย่าคิดมาเอาอะไรจากการเมือง นอกจากความนับถือ เกียรติ ในการทำหน้าที่ที่ ซื่อสัตย์ โปร่งใสเพื่อประชาชน ถ้าเข้าใจตามนี้ก็เชิญชวนครับ

ถ้ามาเพราะ แบบอื่น หรือ ถ้าเป็น สีเทา ก็อย่ามาเพราะเดี๋ยวนี้ สังคมรู้หมดว่าใครเป็นอย่างไร

จากวิกฤติ!! สู่การพลิกเกมคว่ำบาตร ‘อิหร่าน - รัสเซีย’ เอาตัวรอด ด้วยการพึ่งพาตนเอง เติบโต!! ด้วยความแข็งแกร่ง ท่ามกลางแรงกดดัน!! จากโลกตะวันตก

(2 พ.ย. 68) อาจารย์ ดร. รุสตั้ม หวันสู อาจารย์ประจำสังกัดภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘อิหร่าน - รัสเซีย’ โดยมีใจความว่า ...

หนึ่งในเป้าหมายการเดินทางมามอสโก คือมาดูให้เห็นกับตาว่ารัสเซียจะเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงของสหรัฐฯและพันธมิตร 

คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่ใช่เพียงเอาตัวรอดได้ แต่กลับเติบโตอย่างน่าทึ่ง เห็นการก่อสร้างทั่วมอสโก เห็นตึกระฟ้าไปทั่ว เห็นปั๊มน้ำมันที่ขายน้ำมันถูกกว่าหลายประเทศ ไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันตามที่เป็นข่าว เห็นผู้คนจับจ่ายใช้สอยกันครึกครื้นในซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็นอัตราการว่างงานที่ 2.2% น้อยกว่าเยอรมนี สามเท่าตัว น้อยกว่าอังกฤษ สองเท่าตัว เห็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แม้จะลดลงมาก แต่ก็ยังมีตัวเลขสูงกว่าประเทศแกนนำยุโรปอย่างเยอรมนี แน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อในรัสเซียสูงเป็นประวัติการณ์แต่พวกเขาก็ยังเอาตัวรอดได้

เราเห็นอะไรเบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้..

มาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯและพันธมิตรใช้กับรัสเซียนั้นมีจุดมุ่งหมายให้รัสเซียเผชิญวิกฤติทางเศรษฐกิจจนไม่มีงบประมาณไปใช้ในการต่อสู้ในยูเครน หรือทำให้ต้นทุนในการต่อสู้ต่อไปนั้นสูงเกินรัสเซียจะจ่ายไหว ผู้คนจะไม่ทนและออกมาล้มรัฐบาล แต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ในตะวันตกคิดนั้นล้วนผิดคาด 
ในปี 2025 นี้ ผมเดินทางไปสำรวจประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักสองประเทศคือ 'อิหร่าน' และ 'รัสเซีย' พบว่าทั้งสองประเทศกลับเอาตัวรอดได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งสองประเทศนี้ไม่ได้มีมนต์วิเศษใด ๆ แต่ประเทศที่สามารถเอาตัวรอดจากการคว่ำบาตรได้นั้น ผมพบว่าพวกเขามีปัจจัยร่วมกันบางประการดังนี้

หนึ่ง...พวกเขาพึ่งพาตัวเองได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี ยารักษาโรคและอาวุธฯ คนเราหากมีข้าวขนมปังกิน โอกาส-อดตายนั้นแสนยากเย็น 

สอง...พวกเขามีเพื่อนแท้ในยามยาก ที่พร้อมเสี่ยงไปด้วยกัน แม้จะถูกโดดเดี่ยวในเวทีโลกโดยเฉพาะจากชาติตะวันตก แต่เพื่อนจากชาติตะวันออกที่เป็นชาติมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย พร้อมให้ความช่วยเหลือ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังมีมิตรประเทศอีกมากมายในอาเซียน แอฟริกา อดีตชาติโซเวียต และลาตินอเมริกา 

สาม...พวกเขามีคนที่รักชาติรักแผ่นดิน แน่นอนว่าอาจมีคนที่ไม่ชอบรัฐบาล แต่เมื่อต้องเผชิญกับศัตรู คนในชาติจะเลือกสู้กับภัยคุกคามที่หมายให้พวกเขาสิ้นชาติ ดังนั้นประเทศต้องรอด นี่คือ mindset ของผู้คนในประเทศอย่างรัสเซียหรืออิหร่าน

สี่...พวกเขายืดหยุ่นและปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง ภายหลังถูกคว่ำบาตรรอบแรกในปี 2014 รัสเซียปรับตัวขนานใหญ่ด้านการเกษตร ลดการนำเข้า เน้นการผลิตภายในทำให้รัสเซียสามารถผลิตสินค้าหลักด้านการเกษตรจนเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ เมื่อรัสเซียถูกตัดออกจากระบบ SWIFT พวกเขาหันมาใช้การโอนเงินระหว่างประเทศด้วยคริปโตแทน อิหร่านหันมาพัฒนาอุตสาหกรรม ชีวะเภสัชกรรม และเครื่องมือทางการแพทย์ภายในประเทศ ทำให้ความมั่นคงด้านสุขภาพยังคงอยู่ ในอิหร่านสินค้าที่เป็นบริการสาธารณะราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้คน ในรัสเซียผมได้ไปดูโรงงานตัดแผ่นเหล็กด้วยหุ่นยนต์ วิศวกรบอกว่า พวกเขาเคยนำเข้าหุ่นยนต์จากยุโรป แต่เมื่อถูกคว่ำบาตรพวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ในการผลิตหุ่นยนต์เหล่านั้นด้วยตนเองทดแทนการนำเข้า

ความบีบคั้นทางเศรษฐกิจไม่ได้นำมาซึ่งความล่มสลายทางการเมือง แต่กลายเป็นเตาหลอมที่หล่อหลอมให้เกิดนวัตกรรมและความสามัคคี เมื่อทางออกเดียวคือการสู้... ชาติที่มีความมุ่งมั่นจะไม่รอความช่วยเหลือจากใคร แต่จะสร้างเครื่องมือเอาตัวรอดขึ้นมาเอง

 

เชียงใหม่-สโมสรนักศึกษาพยาบาล มช.ดูงานสภาการพยาบาลและ ม.บูรพา

วันที่ 29 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2568 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผศ.ดร.อนนท์ วิสุทธิ์ธนานนท์ ผู้ช่วยคณบดี พร้อมด้วยคณาจารย์ บุคลากรหน่วยพัฒนาคุณภาพนักศึกษาและสโมสรนักศึกษาของคณะฯ เข้าศึกษาดูงานสภาการพยาบาล โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ นายกสภาการพยาบาล และ ดร.สุดคนึง ฤทธื์ฤาชัย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาต่อเนื่องสาขาพยาบาลศาสตร์ สภาการพยาบาล กล่าวต้อนรับและเป็นวิทยากรบรรยายสรุป เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสภาการพยาบาล ตระหนักถึงความสำคัญของวิชาชีพการพยาบาล 

นอกจากนี้ได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะกรรมการบริหารสโมสรนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.พรชัย จูลเมตต์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นประธานกล่าวต้อนรับ เป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของผู้นำนักศึกษา อีกทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและเรียนรู้การจัดกิจกรรมสำหรับนักศึกษาระหว่างสถาบัน ทำให้สโมสรนักศึกษาของคณะฯ มีแนวทางในการจัดกิจกรรมนักศึกษานำไปสู่คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ตลอดจนมีผลลัพธ์สอดคล้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะฯ ต่อไป

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรนักศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผู้นำนักศึกษาเป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์กิจกรรมที่พัฒนาทั้งทักษะทางวิชาการและทักษะชีวิตแก่เพื่อนนักศึกษาในทุกมิติ คณะฯ จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่เพียงด้วยนโยบายเท่านั้น แต่ต้องอาศัยศักยภาพของนักศึกษาที่ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน

วันแรกของการรับทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 จำนวน 2,088 นาย มาเป็น “น้องเล็กคนใหม่ของกองทัพเรือ” ณ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ “หล่อหลอมกาย ใจ รับใช้ชาติ”

วันเสาร์ที่ 1 พ.ย.68 น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ต้อนรับทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 ณ สถานีรับรายงานตัวของศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยทหารใหม่ในส่วนของกองทัพเรือ ผลัดที่ 3/68 จำนวน 2,088 นาย แบ่งเป็นทหารใหม่ที่สมัครโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ และวิธีการคัดเลือก เดินทางมาจากภาคกลาง  ภาคตะวันออก  ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านขั้นตอนการรับรายงานตัว ประกอบด้วย
     - สถานีคัดกรองโรค
     - สถานีตรวจสิ่งเสพติดและสิ่งของต้องห้าม
     - สถานีลงทะเบียนคัดแยกสังกัดกองร้อย และธุรกรรมการเงิน
     - สถานีรับยุทธอาภรณ์    

เข้าสู่ครอบครัวของกองทัพเรือในฐานะ “น้องเล็กคนใหม่ของกองทัพเรือ” ซึ่งการดำเนินงานในแต่ละสถานีเป็นไปอย่างมีมาตรฐานที่รวดเร็ว เรียบร้อย และปลอดภัย  และจะเข้าสู่การฝึกอบรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อให้เป็นทหารเรือที่มีความเข้มแข็ง องอาจ มีระเบียบวินัย มีทัศนคติที่ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมปฏิบัติงานในหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือต่อไป

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่ ‘รักชนก’ ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่าง ‘กัน จอมพลัง’ ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบ ประชาชนหรือ

(2 พ.ย. 68) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Arnond Sakworawich’ โดยมีใจความว่า ...

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่รักชนก ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่างกัน จอมพลัง ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบประชาชนหรือ

‘รัศมีแข’ กลายเป็น!! พลังซอฟต์พาวเวอร์ ทีมไทย สื่อเอเชีย ยกให้!! สีสันแห่ง Physical: Asia บน Netflix ส่งพลังบุคลิกไทย สู่สายตาเอเชีย ในรายการสุดโหด เน้น!! ‘สนุก’ มากกว่า ‘โชว์กล้าม’

(2 พ.ย. 68) ทำไม?? ‘รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น’ กลายเป็นสีสันทีมไทยที่ทั่วเอเชียพูดถึงในเรียลิตี้โหดสุดอย่าง Physical: Asia บน Netflix และนี่ไม่ใช่แค่ความแข็งแรง แต่คือ “พลังบุคลิก” ที่พาไทยดังไปพร้อมกัน

Physical: Asia คือสนามแบบไหน
สปินออฟจาก Physical: 100 ที่เปลี่ยนกติกาเป็น “ศึกทีมชาติ” 8 ประเทศ แข่งกันภารกิจหนักระดับเอาตาย เพื่อศักดิ์ศรีทีมและเงินรางวัล 1 พันล้านวอน รายการเปิดฉาย 28 ต.ค. 2025 และดึงซูเปอร์สตาร์สายกีฬา–ความฟิตจากทั้งภูมิภาคมาเจอกัน เช่น Manny Pacquiao, Robert Whittaker, Superbon ฯลฯ (กัปตันทีมไทย) นับว่าเป็นการเล่าเรื่องความแกร่งที่ผสมวัฒนธรรมและทีมเวิร์กชัดกว่าเดิม

จุดที่ทำให้ “รัศมีแข” โดดเด่นระดับภูมิภาค
เปิดตัวแบบจำ–ไม่–ลืม: สายเอนเตอร์เทนมาเต็ม แต่ลงสนามแล้ว “ทำได้จริง” ภาพจำคือเดินเข้าสตูฯ ด้วยความมั่นใจ ก่อนโชว์สกิลภารกิจสุดโหด จนสื่อและแฟนรายการพูดถึงวงกว้าง
โมเมนต์ไวรัล: ศึก “เรืออัปปาง–ขนลัง” ที่ทีมไทยต้องยก/วิ่ง/สื่อสารแข่งกับทีมเกาหลี ฟุตเทจ “ตะโกนปลุกใจ–คุมจังหวะทีม” ทำให้ชื่อรัศมีแขพุ่งติดเทรนด์ในช่องทางทางการของ Netflix
คำพูดคม–คัลเจอร์แคปซูล: มุกหยอกเชิงวัฒนธรรม (อาหาร–ป็อปคัลเจอร์) ถูกยกไปแชร์–ตีความต่อทั้งไทยและต่างประเทศ ขยาย “อารมณ์ขันแบบไทย” สู่ผู้ชมวงกว้าง
เสียงเชียร์นอกประเทศ: สื่อต่างชาติยกบุคลิก “ซนแต่จริงใจ” ของเขาว่าเป็นหัวใจความสนุกของทีมไทย—ระดับ reality TV gold ในแง่สีสันและพลังบวกต่อทีม

ทำไม “คาแรกเตอร์แบบไทย” ถึงเข้าทางรายการฟิตเนสโหด
บาลานซ์ “โหด–ฮา”: รายการให้ภาพ “แรงกาย” ส่วนรัศมีแขเติม “แรงใจ–แรงเชียร์” ผู้ชมเลยได้ “ความเป็นมนุษย์” ของทีม—ยิ้มได้แม้งานหนัก ความเครียดของโชว์จึงดูสนุก–น่ารักขึ้นมาก
รหัสวัฒนธรรมที่เข้าใจง่าย: การเปรียบเทียบอาหาร–ป๊อปคัลเจอร์ ทำหน้าที่เป็น “ซับวัฒนธรรม” ช่วยต่างชาติอ่านไทยได้ทันที—ไม่ต้องรู้ภูเก็ตหรือวอลเลย์บอล ก็หัวเราะและเชียร์ไทยร่วมกันได้
ทีมเวิร์กที่มีผู้นำทางอารมณ์: ในเกมที่แพ้–ชนะด้วยความพร้อมทั้งกายและใจ “ผู้นำอารมณ์” สำคัญไม่แพ้กัปตันสายเทคนิค คลิปของ Netflix โชว์ชัดว่าการสื่อสาร–ปลุกใจ ช่วยให้ทีมรักษาจังหวะการยก/วิ่งได้จริง

หลักฐานจากกระแสและสื่อ
บทความ/พอร์ตข่าวต่างชาติแนะนำแคสต์และยืนยันรูปแบบทีมชาติ–เงินรางวัล–วันฉาย (เช่น Marie Claire, Netflix Tudum ฯลฯ)
สื่อไทยรายงานต่อเนื่อง—ตั้งแต่เปิดตัวทีมไทย (มี Superbon เป็นกัปตัน) จนถึงกระแสการชม “รัศมีแขคือสีสันทีม” หลังออกอากาศไม่กี่ตอน
โพสต์/คลิปทางการของ Netflix ประเทศไทย–เกาหลี ช่วยขยายโมเมนต์ “ทีมไทยฮึด!” สู่วงกว้าง สร้างฐานแชร์ข้ามประเทศ

บทเรียนซอฟต์พาวเวอร์สำหรับไทย (ทำได้เลยช่วงกระแสกำลังเดือด)
เซต “มุกไทยเข้าใจง่าย” เป็นสคริปต์สื่อสารสำหรับนักกีฬา–ครีเอเตอร์ไทยเวลาไปเวทีนานาชาติ: อาหาร, เพลง, คนดัง, สถานที่—สั้น จำง่าย แชร์ต่อได้
แคมเปญคู่กีฬา–ท่องเที่ยว: คลิปสั้น “ฝึกภารกิจแบบทีมไทยใน 30 วินาที” ปิดด้วยโลเคชันไทย (ชายหาด–มวยไทย–สตรีตฟู้ด) ให้หน่วยงานท่องเที่ยว/สโมสร/ยิมหยิบไปทำคอนเทนต์ร่วม
แบรนด์แอสโซซิเอตกับ “พลังบวก”: ใช้รัศมีแขเป็นคีย์เวิร์ดของคอนเทนต์—เน้นคำสำคัญ “ทีมเวิร์ก–กำลังใจ–สนุก” มากกว่า “โชว์กล้าม” เพื่อสื่อสารกับผู้ชมวงกว้าง

สรุป
Physical: Asia เปิด “ลานประลองเอเชีย” ที่ไม่ได้วัดแค่แรง แต่คือ “เรื่องเล่าแห่งทีม” และในหมากนี้ รัศมีแข คือการ์ดซอฟต์พาวเวอร์ที่พา “อารมณ์ขัน–ความจริงใจ–สปิริตทีมไทย” ไปให้ผู้ชมทั่วภูมิภาคเห็นแบบชัดเจน—ยิ้มได้ เชียร์เพลิน และจำไทยได้แม่นยำกว่าที่เคย
ปิดท้ายสำหรับผู้อ่าน TST: ถ้าอยาก “อินให้สุด” แนะนำเปิดดูคลิป “ทีมไทยฮึด!” ก่อน แล้วค่อยไปดูเต็มใน Netflix—จะเห็นชัดว่าทำไมคาแรกเตอร์แบบไทยถึงชนะใจคนดูได้ในรายการสุดโหด

บทบาท คณะกรรมาธิการรัฐสภาไทย มีหน้าที่ทำอะไร มีอำนาจแค่ไหน ประชาชนได้ประโยชน์ หรือแค่เขียนรายงาน

(2 พ.ย. 68) กมธ.รัฐสภา ทำอะไรได้จริงแค่ไหน หน้าที่ ผลงานเด่นที่คนได้ประโยชน์จริง  และจุดที่ ‘ยังไม่เห็นผล’

1) หน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)—สรุปสั้น
•    พิจารณาร่างกฎหมายเชิงลึก รับฟังความเห็น แก้ไขถ้อยคำ ก่อนส่งกลับที่ประชุมใหญ่ลงมติ
•    ศึกษา/สอบหาข้อเท็จจริง และติดตามการบริหารราชการแผ่นดิน
•    มีอำนาจเชิญบุคคลและเรียกเอกสารตามกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณา
•    จัดทำรายงาน/ข้อเสนอแนะ เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ และเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อเหมาะสม

2) “ผลงานเด่น” ที่ประชาชนได้ประโยชน์ชัด ๆ
2.1) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 — ยกระดับการคุ้มครองผู้ถูกควบคุมตัว กำหนดสิทธิผู้เสียหายและความรับผิดผู้บังคับบัญชา (ผ่านชั้นกมธ.ก่อนไปสู่การประกาศใช้)
2.2) พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 — บังคับ “คาร์ซีท/อุปกรณ์นิรภัยสำหรับเด็ก” มีผลใช้ 5 กันยายน 2565 ช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
2.3) ระบบตัดแต้มใบขับขี่ (12 แต้ม) — เริ่มใช้ทั่วประเทศ 9 มกราคม 2566 กลไกปรับพฤติกรรมและยกระดับวินัยจราจร
2.4) ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 — รวมกฎหมายกระจัดกระจายเป็นฉบับเดียว เน้นมาตรการบำบัด ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการยุติธรรม
2.5) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 — สิทธิของประชาชนในการเข้าถึง/คัดค้าน/ลบข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับแรกของไทย
2.6) พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 — ตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEMS) และกำหนดสิทธิการเข้าถึงบริการฉุกเฉินมาตรฐานทั่วประเทศ
2.7) พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 — กฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับแรกของไทย กำหนดมาตรฐานสวัสดิภาพและบทลงโทษ
2.8) กมธ.งบประมาณ ปี 2563 — ตัด-ปรับลดงบประมาณรวมประมาณ 16,200 ล้านบาท สะท้อนบทบาทในการตรวจสอบการใช้เงินภาษีในชั้นกมธ.

3) เคสที่ถูกวิจารณ์ว่า “ยังไม่เห็นผลกับประชาชน” มากพอ
•    ทริปดูงานต่างประเทศของ ส.ส./ส.ว./กมธ. — ถูกตั้งคำถามความคุ้มค่า (เช่น ยุคล่าสุดมีการวิจารณ์วงกว้าง และในอดีตสภาเคยตัดงบเดินทาง-สัมมนาหลายร้อยล้านบาท)
•    บุหรี่ไฟฟ้า — มีการตั้งกมธ.ศึกษาและทำรายงานเสนอหลายทางเลือก แต่ข้อยุติระดับกฎหมายยังล่าช้า ทำให้ผลลัพธ์ต่อประชาชนยังไม่ชัด
•    กมธ.งบประมาณ — แม้มีการตัด-ปรับ แต่เมื่อเทียบกับงบทั้งก้อนบางปีคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จึงถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบเชิงโครงสร้าง
•    องค์ประชุมสภาล่ม/สะดุด — ตารางประชุมกมธ.กับห้องประชุมใหญ่ชนกันในบางจังหวะ ทำให้การออกกฎหมายล่าช้า สูญเสียเวลาและโอกาสของประชาชน

4) บทสรุปสำหรับประชาชน
•    เมื่อกมธ.ทำงานได้ผล เราได้กฎหมาย/มาตรการที่ดีขึ้น เช่น คาร์ซีทเด็ก ระบบตัดแต้มใบขับขี่ สิทธิข้อมูลส่วนบุคคล และระบบแพทย์ฉุกเฉิน
•    เมื่อกมธ.ทำงานไม่เกิดผล เราจะเห็นค่าเสียโอกาส เช่น งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า รายงานที่ไม่ถูกนำไปสู่การตัดสินใจ หรือกระบวนการที่ล่าช้า
.
เช็กลิสต์ “กมธ.เพื่อประชาชน”
กำหนดเป้าหมาย/ตัวชี้วัด (KPI) ที่วัดผลได้ เช่น จำนวนข้อเสนอเชิงนโยบายที่หน่วยงานนำไปใช้จริง
เปิดข้อมูล—ถ่ายทอดสด และเผยแพร่รายงานให้ตรวจสอบได้
ไทม์บ็อกซ์งานศึกษา ไม่ปล่อยยืดเยื้อ
บริหารตารางประชุม ไม่ให้ชนกับการพิจารณากฎหมายในห้องใหญ่
ใช้อำนาจเรียกเอกสาร/บุคคลอย่างมีวินัยและจำเป็นจริง ตามกรอบกฎหมายที่กำหนด

นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ชูป้ายต้อนรับ!! อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เรียกร้อง!! ทวงความยุติธรรม เหตุสลายชุมนุมปี 53 เจ้าตัวยัน!! ไม่เคยแทรกแซงคดี ยกฟ้องแล้วทั้ง 3 ศาล ศ.ไชยันต์ แจง!! อธิบาย เหตุใดถึงเชิญมา ก่อนนิสิตแยกย้าย

(2 พ.ย. 68) ประชาไท Prachatai.com ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ถือป้ายต้อนรับนายอภิสิทธิ์ โดยในป้ายนั้นเขียนว่า "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่"

นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือป้ายข้อความ "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่" ต้อนรับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษในเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Talk) หัวข้อ "นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ" ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรปริญญาเอก สาขานโยบายสาธารณะ

กลุ่มนิสิตทวงถามความยุติธรรมกรณีสลายการชุมนุมเสื้อแดง 2553 ต่ออภิสิทธิ์ และความเหมาะสมในการเชิญอภิสิทธิ์มาบรรยายต่อคณะรัฐศาสตร์

โดยอภิสิทธิ์ได้นั่งพูดคุยกับนิสิตกลุ่มนี้หน้าตึกเกษม อุทยานิน เป็นเวลากว่า 20 นาที ชี้แจงว่าก่อนหน้านี้ก็มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยที่ตนไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เขายกข้อสรุปของ ปปช. มายืนยันว่าคำสั่งของตนในขณะนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา รวมถึงกรณีที่ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดี DSI เคยส่งฟ้องตนในข้อหาสั่งฆ่าประชาชน แต่ยกฟ้องทั้งสามศาล และธาริตเองถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก เพราะมีเจตนากลั่นแกล้ง

รวมถึงศาสตราจารย์ไชยันต์ ไชยพร ที่อธิบายให้นิสิตฟังว่าเหตุใดจึงเชิญมา โดยไชยันต์ตั้งคำถามกลับว่านับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา ใครบ้างเป็นนายกฯ ที่ตัดสินใจโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้คนอื่น เขามองว่าอดีตนายกฯ คนอื่น ๆ เช่น สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือนายกฯ ที่ไม่เป็นอิสระ

เมื่อนิสิตถามว่าพวกเขาอยู่ใต้ใคร ทักษิณใช่หรือไม่ ไชยันต์ตอบว่า "ใช่ ทักษิณครับ"
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top