Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

“ออปชัน–ราคา–ดีไซน์” ยังห่างชั้น!! ซีอีโอลั่นไม่ยอมแพ้ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีทวงตลาดคืน

(3 พ.ย. 68) นายโทชิฮิโร มิบะ (Toshihiro Mibe) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ยอมรับตรงไปตรงมาในการให้สัมภาษณ์สื่อจากไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียว่า “ฮอนด้าเพลี่ยงพล้ำให้กับรถ EV จีนใน 3 ด้านหลัก คือ ออปชัน ราคา และดีไซน์” แต่ยืนยันว่า “เราจะไม่ยอมแพ้ และจะใช้เทคโนโลยีของเรา ทวงคืนตลาดนี้กลับมาให้ได้”

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ยังระบุอีกว่า ฮอนด้าไม่ได้พัฒนา EV ช้ากว่าคู่แข่งอย่างที่หลายคนคิด เพราะยังมีเทคโนโลยีไฮบริด (HEV) ที่ตอบโจทย์ในหลายประเทศ ขณะที่การผลักดันรถไฟฟ้า 100% ยังมีข้อจำกัดเรื่องการปล่อยมลพิษจากแหล่งผลิตไฟฟ้า ฮอนด้าจึงเลือกพัฒนา EV ควบคู่เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบช่วยขับอัจฉริยะ เพื่อให้แข่งขันกับแบรนด์จีนได้อย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับตลาดไทย ฮอนด้ายืนยันจะเปิดตัว “Honda 0 Series Alpha” และ “Honda 0 Series SUV” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว ราว 1.11 ล้านบาท) และจะมีรุ่นราคาต่ำกว่านี้ตามมา พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับสมบูรณ์แบบ รวมถึงระบบความปลอดภัย SDV ที่ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050



 

ตรวจหลักฐานคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่นประมาท 50 ล้าน ปมกล่าวหาซื้อตึก Skyy9 นัดสืบพยานนัดแรก 17 พ.ย. 6

(3 พ.ย. 68) ที่ศาลอาญารัชดา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.กทม. และนายสหัสวัส คุ้มคม สส.ชลบุรี ของพรรคประชาชน ร่วมกันเป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายรวม 50 ล้านบาท

คดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของทั้งสอง ที่กล่าวหานายสุชาติในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สำนักงานประกันสังคมเข้าซื้อตึก “Skyy9” โดยทั้งคู่ได้รับการประกันตัว และเดินทางมาศาลตามนัดโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ

ขณะเดียวกัน ทนายความโจทก์ได้ยื่นขอแก้ไขคำฟ้อง ขอให้นับโทษ น.ส.รักชนก ต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.683/2565 ซึ่งเป็นคดีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟัง และสอบถามคำให้การ โดยทั้ง น.ส.รักชนก และนายสหัสวัสให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันต่อสู้คดีเต็มที่ ฝ่ายโจทก์แถลงจะนำพยาน 4 ปากขึ้นสืบ ส่วนฝ่ายจำเลยเตรียมนำพยาน 11 ปาก โดยศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ และฝ่ายจำเลยระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการ และข้าราชการตำรวจ หน่วยที่มีที่ตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อุปนายก และกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี 

ในพิธีดังกล่าว ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำคณะ ร่วมถวายความอาลัย และยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยข้าราชการตำรวจทุกนายต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงมีต่อปวงประชา ประดุจดั่ง “แม่ของแผ่นดิน” ทรงเป็นมิ่งขวัญกำลังใจ และสถิตอยู่ในดวงใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าตลอดมา ข้าราชการตำรวจทุกนายจะขอสืบสานพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดี จะยึดมั่นในการปฏิบัติดี เพื่อรักษาชาติบ้านเมือง และสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป

จากนั้น ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำข้าราชการตำรวจลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องโถง อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ปัดส่ง ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน หลัง ‘ปูติน’ เตือนพร้อมตอบโต้รุนแรง ย้ำยังตั้งเป้ายุติความขัดแย้ง และรักษาสมดุลรัสเซีย–ยูเครน

(3 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาส่งขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน โดยกล่าวสั้น ๆ กับผู้สื่อข่าวว่า “ยังไม่คิดจะทำเช่นนั้น” หลังถูกถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้กับยูเครน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกคำเตือนว่า หากมีการโจมตีรัสเซียด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์ก การตอบโต้ของรัสเซียจะ “รุนแรงและน่าตกตะลึง” พร้อมระบุว่าการถกเถียงเรื่องการส่งขีปนาวุธดังกล่าวเป็น “การยั่วยุให้สถานการณ์บานปลาย”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่ายังคงเชื่อว่าจะสามารถยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครนได้ภายในไม่กี่เดือน ส่วนรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับทั้งรัสเซียและยูเครน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งอย่างสันติ

นำแสงสว่างสู่โลกดิจิทัล ยกโมเดล AI มีจริยธรรม เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง พัฒนาเมืองอัจฉริยะ–พลังงานสีเขียว

(3 พ.ค. 68) ชีค โมฮัมเหม็ด อัล-ซาบาห์ ประธานสมาคมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แห่งคูเวต (AAIOT) กล่าวชื่นชมจีนว่า เป็นผู้นำในการผลักดัน “เทคโนโลยี AI ที่มีความรับผิดชอบโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” พร้อมระบุว่าจีนไม่ได้เพียงสร้างโรงงานหรือเทคโนโลยี แต่กำลัง “สร้างปรัชญาใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร” ผ่านการวาง AI ไว้ในยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีจริยธรรมและหลักวิทยาศาสตร์

เขาย้ำว่า จีนได้กลายเป็น “เสาหลักในการกำหนดอนาคตดิจิทัลของโลก” ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวและความมุ่งมั่นทางนวัตกรรม พร้อมชี้ว่าจีนไม่ได้เพียงแข่งขันในสมรภูมิเทคโนโลยี แต่กำลัง “นำทางโลกสู่การใช้ AI อย่างมีสติและมีความรับผิดชอบ”

สำหรับคูเวต ชีค โมฮัมเหม็ดระบุว่า ประเทศกำลังเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “New Kuwait 2035” โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การศึกษาอัจฉริยะ และพลังงานยั่งยืน แม้จะยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและกฎระเบียบข้อมูล แต่ถือเป็น “โอกาสในการร่วมมือกับจีน” เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้วยระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง และมาตรฐานจริยธรรมด้าน AI

นอกจากนี้ เขายังยก “โครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัล” ของจีนว่าเป็น “สะพานแห่งแสงเชื่อมเอเชียกับอ่าวเปอร์เซีย” และแสดงความมั่นใจว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ความร่วมมือจีน–คูเวตจะเติบโตสู่ยุคใหม่ โดยมีเมืองอัจฉริยะ “Silk City” และ “Gateway Smart City” เป็นสัญลักษณ์ของการจับมือกันในโลกดิจิทัล

ท่ามกลางข้อถกเถียงและกังวล “กระทบคนรุ่นใหม่–ภาระงบประมาณรัฐ” สุดท้ายอาจเคาะแนวทาง ‘สมัครใจ’

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้หยิบยกแนวคิด “ขยายอายุเกษียณราชการพลเรือนจาก 60 ปีเป็น 65 ปี” ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเพื่อใช้ศักยภาพของบุคลากรที่ยังมีความสามารถในการทำงานต่อไปได้อย่างเต็มที่

แม้แนวคิดนี้จะยังไม่ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้จุดประกายการถกเถียงในวงกว้าง ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน งบประมาณรัฐ และโอกาสของคนรุ่นใหม่

สำหรับข้อดีของการขยายอายุเกษียณ
1. รองรับสังคมสูงวัย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-aged society) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด การขยายอายุเกษียณช่วยให้ผู้สูงวัยยังสามารถมีรายได้และบทบาทในสังคม ลดภาระของรัฐในการดูแลผู้เกษียณ

2. ใช้ประสบการณ์ของบุคลากรอย่างเต็มที่
ข้าราชการระดับสูงจำนวนมากยังมีศักยภาพและความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถถ่ายทอดต่อได้ การเกษียณเร็วเกินไปอาจทำให้รัฐสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า

3. ลดภาระงบประมาณบำเหน็จบำนาญในระยะสั้น
การเลื่อนอายุเกษียณออกไป 5 ปี หมายถึงรัฐยังไม่ต้องจ่ายบำนาญในช่วงเวลาดังกล่าว และยังสามารถใช้แรงงานที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องจ้างใหม่ทันที

4. สอดคล้องกับแนวโน้มสากล
หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสิงคโปร์ ได้ขยายอายุเกษียณเป็น 65–70 ปีแล้ว เพื่อรองรับอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีแต่ก็มีผลเสียและข้อกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. กระทบโอกาสของคนรุ่นใหม่
การขยายอายุเกษียณอาจทำให้ตำแหน่งว่างในระบบราชการลดลง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบน้อยลง และอาจเกิดความรู้สึกว่า “ไม่มีที่ว่างให้คนรุ่นใหม่เติบโต”

2. ประสิทธิภาพการทำงานอาจลดลง
แม้บางคนจะยังมีศักยภาพ แต่ก็มีข้อกังวลว่าเมื่ออายุมากขึ้น อาจมีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือความสามารถในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบราชการโดยรวม

3. ภาระงบประมาณในระยะยาว
แม้จะช่วยชะลอการจ่ายบำนาญในระยะสั้น แต่ในระยะยาว รัฐอาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอื่น ๆ มากขึ้น หากข้าราชการสูงวัยมีปัญหาสุขภาพ

4. ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มอาชีพ
ปัจจุบัน ข้าราชการบางกลุ่ม เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มีอายุเกษียณที่ 65–70 ปีอยู่แล้ว การขยายอายุเกษียณเฉพาะบางกลุ่มอาจสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหมู่ข้าราชการทั่วไป

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องนี้จริง อาจจะต้องมีแนวทางประนีประนอม เป็นการขยายแบบสมัครใจ โดยยึดจากเสียงสะท้อนทั้งสองด้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง ได้เสนอแนวทาง “ขยายอายุเกษียณแบบสมัครใจ” โดยให้ข้าราชการที่มีสุขภาพดีและยังมีความสามารถทำงานต่อได้ ยื่นความประสงค์ขอทำงานต่อถึงอายุ 65 ปี โดยไม่กระทบสิทธิของผู้ที่ต้องการเกษียณตามปกติที่ 60 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ “ยึดฐานเงินเดือนที่อายุ 60 ปี” เป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเกินไป

ขณะที่ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเพิ่มเติมหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะขยายเกษียณอายุราชการพลเรือนจาก 60 ปี เป็น 70 ปี โดยย้ำว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ตนให้ ก.พ. ดำเนินการศึกษาเฉพาะกรณีข้าราชการพลเรือน ที่สามารถขยายได้ถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเรื่องนี้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และนำเสนอ เพราะต้องดูผลหลายด้านว่าจะขยายอายุข้าราชการพลเรือนเป็น 65 ปีหรือไม่ โดยไม่รวมข้าราชการอื่น ๆ ตำรวจก็ไม่รวม 

พร้อมยอมรับว่า เรื่องนี้มีผลกระทบเยอะ อาทิ คนเกิดน้อย คนตายมากกว่าคนเกิด มีผลกระทบกับงบประมาณ เช่น บำเหน็จ บำนาญ มีผลกระทบสำหรับคนที่เราเป็นหัวหน้าส่วนราชการ และมีผลกระทบต่อคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก.พ. ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และหากเป็นไปได้อยากเห็น และตัดสินใจได้ในรัฐบาลนี้

อย่างไรก็ดี การจะขยายเกษียณอายุราชการข้าราชการพลเรือนไปจนถึง 65 ปี ควรหรือไม่นั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็น “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบราชการ

หากออกแบบอย่างรอบคอบ เปิดทางเลือกให้กับผู้ที่พร้อมทำงานต่อ และวางระบบรองรับอย่างเหมาะสม การขยายอายุเกษียณอาจเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพของคนรุ่นใหญ่ควบคู่กับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เติบโตทดแทน พร้อมกับการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยของไทยในอนาคตได้อีกด้วย

ชีวิตการทำงานจากยุค ‘มนุษย์ทองคำ’ ยุคที่บริษัทขยายตัว เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่ ไม่จำเป็นต้องดีกว่า เฟืองใหญ่ในองค์กรเล็ก ขออย่ากลัวเริ่มใหม่ ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด

(3 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนจบ หรือกำลังจะเปลี่ยนงาน ผมมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังสักนิด

ย้อนไปตอนที่ผมเรียนจบใหม่ ๆ นั้น เป็นช่วงที่คนรุ่นผมเรียกกันว่า “ยุคมนุษย์ทองคำ” ครับ เศรษฐกิจดี บริษัทขยายตัวแทบทุกวัน ใครจบมาก็มีงานทำแทบจะทันที

แต่ในขณะที่เพื่อนหลายคนมุ่งไปสมัครงานกับองค์กรใหญ่ บริษัทต่างชาติชื่อดัง ผมกลับเลือกไปเริ่มต้นที่ “บริษัทขนาดกลาง” แห่งหนึ่ง

เหตุผลไม่ซับซ้อนเลยครับ ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ใช่คนหัวดีอะไรนัก เป็นแค่ “คนหัวปานกลาง” ที่ถ้าไปอยู่ในองค์กรใหญ่ เราคงได้เป็นเพียงเฟืองเล็ก ๆ ในเครื่องจักรอันมหึมา

แต่ในองค์กรเล็ก เรามีโอกาสได้เป็น “เฟืองใหญ่” ที่หมุนพร้อมทั้งระบบ ได้ลองผิดลองถูก ได้แสดงฝีมือในแทบทุกด้าน และนั่นก็กลายเป็นโรงเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุดในโลกการทำงานของผม

เพราะที่นั่น ผมได้เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่การผลิต การตลาด การขาย การบริหารคน ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่กลับเป็นรากฐานที่ทำให้ผมอยู่รอดในโลกจริงได้

แต่แน่นอนครับ ว่ากระดุมเม็ดแรกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

เพื่อนคนหนึ่งของผม จบจากสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่เลือกไปเป็น “เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่” ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์และดีลเลอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย

ฟังดูเหมือนเป็นงานธรรมดา แต่ใครจะคิดว่านั่นคือ “คลังข้อมูลและเน็ตเวิร์ค” ที่ต่อยอดให้เขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา เพราะตอนที่เขาเริ่มทำธุรกิจ เขาไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เขามีทั้งซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจ และลูกค้าที่รู้จักกันมานานอยู่ในมือหมดแล้ว

หรืออีกคนหนึ่ง ที่ผมยังจำได้ดี เขาจบสายคอมพิวเตอร์ในยุครุ่งเรืองที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามีอนาคตแน่นอน แต่เขากลับทิ้งปริญญาไว้บนหิ้ง แล้วออกไปตาม passion ของตัวเองในฐานะ “ช่างภาพ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านเขาอย่างรุนแรง แต่ดีที่เขาไม่เชื่อ เพราะไม่นานเขาก็กลายเป็นช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของไทย ก่อนจะต่อยอดไปเป็นเจ้าของบริษัทด้านครีเอทีฟและธุรกิจสายกรีนที่ประสบความสำเร็จมาก ถ้าเจ้าตัวอ่านเจอ ผมอยากบอกว่า “เพื่อนภูมิใจมากนะ ที่กล้าเดินในเส้นทางของตัวเองตั้งแต่วันนั้น”

แต่บางครั้ง… กระดุมเม็ดแรก มันก็ “ถอดออกได้” ถ้าใส่แล้วไม่สบาย

เพื่อนอีกคนหนึ่งของผม จบอักษรศาสตร์ ทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ตามสายที่เรียนมา แต่หลังจากทำอยู่หลายปี เขากลับพบว่าตัวเองหลงใหลในตัวเลขและการวิเคราะห์ด้านการเงินมากกว่า

เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคง แล้วไปฝึกงานในต่างประเทศโดยไม่รับเงินเดือน เพื่อเรียนรู้ระบบการลงทุนจากศูนย์ จนวันนี้เขากลายเป็น hedge fund manager ที่หลายคนรู้จักชื่อดี เพราะกล้าที่จะถอดกระดุมเม็ดแรกออก แล้วกลัดใหม่ในที่ที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ

และสุดท้าย… ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงเห็นตัวเองในนั้น

เขาเป็น “มนุษย์ทองคำตัวจริง” ตั้งแต่สมัยเรียน เป็นตัวแทนคณะ เด่นทั้งกิจกรรมและวิชาการ พอเรียนจบก็ได้งานในสถาบันการเงินใหญ่ใจกลางกรุงเทพทันที

ใคร ๆ ก็คิดว่าเขา “ชนะชีวิต” แล้ว แต่เจ้าตัวกลับรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ปลายทางที่ต้องการ เขาจึงเลือกกลับบ้านไปดูแลธุรกิจครอบครัว เพื่อจะมีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัวอย่างใกล้ชิด

ทุกวันนี้ ลูกของเขาทั้งสองคนเรียนจบจากสถาบันชั้นนำ เก่งทั้งกีฬา วิชาการ และเป็นเด็กที่มีความสุขมาก จนผมรู้สึกเลยว่าภาพความสำเร็จของเพื่อนสะท้อนอยู่ในตัวลูกของเขาทั้ง 2 คนนี้เอง ซึ่งนั่นอาจเป็น “ผลตอบแทน” ที่มีค่ามากกว่าตำแหน่งใหญ่โตใด ๆ ทั้งหมด

โลกการทำงานมันไม่มีกระดุมเม็ดเดียวที่ถูกสำหรับทุกคนหรอกครับ บางคนกลัดเม็ดแรกถูกตั้งแต่ต้นแล้วไปได้ไกล บางคนต้องกลัดใหม่กลางทาง

แต่สิ่งสำคัญคือ “อย่าปล่อยให้ใครมาช่วยกลัดแทนเรา”

เพราะสุดท้าย ไม่ว่ากระดุมเม็ดแรกนั้นจะอยู่ที่ไหน เราคือคนเดียวที่จะต้องใส่เสื้อตัวนี้ไปทั้งชีวิต

 

ครบรอบ 46 ปี เหตุการณ์ช็อกโลก กลุ่มหัวรุนแรงชาวอิหร่านยึดสถานทูตสหรัฐฯ จับนักการทูต เป็นตัวประกันนาน 444 วัน จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันเลวร้ายของ 2 ชาติ

ช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) นักศึกษาชาวอิหร่านราว 300 - 500 คน ได้บุกฝ่ากองกำลังของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่คุ้มกันอยู่ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเตหะราน เข้าไปจับกุมตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกันส่งตัวพระเจ้าชาห์ โมฮัมเมด เรซา ปาห์เลวี (Mohammad Reza Pahlavi) ที่กำลังรักษาโรคมะเร็งอยู่ที่สหรัฐฯ กลับไปดำเนินคดีในอิหร่าน 

โดยเหตุการณ์ในตอนแรก กลุ่มนักศึกษาได้จับเจ้าหน้าที่อเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกัน และยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องส่งตัวพระเจ้าชาห์กลับมา แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธคำเรียกร้องโดยอ้างว่า พระเจ้าชาห์กำลังรักษาตัวอยู่ นักศึกษาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ทันทีและยกเลิกการขายน้ำมันให้

ขณะที่ทางสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้ตอบโต้ด้วยการให้อายัดทรัพย์สมบัติของอิหร่านทั้งหมดในสหรัฐฯ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) และก็ได้ส่งกองทัพเรือเข้าไปประชิดที่ทะเลอาหรับ

อย่างไรก็ตาม หลังจากได้เจรจาเพื่อให้ปล่อยตัวประกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2524 อิหร่านจึงได้ปล่อยตัวประกันที่จับไว้ กินระยะเวลารวม 444 วัน

วิกฤตดังกล่าวยังนำไปสู่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศอ่อนแอลงจนถึงปัจจุบัน

กระแส BLACKPINK กลับมาร้อนแรง ในครึ่งหลังปี 2025 หรือช่วงกลางธันวาคม ทว่าต้นสังกัด YG Entertainment ยังไม่ยืนยันวันปล่อยอัลบั้มที่แน่ชัด

(4 พ.ย. 68) BLACKPINK กลับมาเป็นประเด็นร้อนครั้งใหม่ในวงการเพลงเกาหลี หลังมีเบาะแสชัดเจนถึงการเตรียมคัมแบ็กช่วงปลายปี 2025 โดยมีรายงานจากสื่อเกาหลีหลายแห่งระบุว่ากลุ่มอาจปล่อยอัลบั้มที่คาดหวังกลางเดือนธันวาคม ทว่าต้นสังกัด YG Entertainment ยังชี้แจงอย่างระมัดระวังว่า "ยังไม่มีอะไรยืนยัน" เกี่ยวกับวันปล่อยอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ผลงานกำลังอยู่ในขั้นตอน post-production พร้อมกับเปิดโหมดเตรียมงานอย่างเต็มที่

การสังเกตสถานการณ์ล่าสุดที่ชัดเจนคือการปล่อยซิงเกิลใหม่ "Jump" เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2025 ซึ่งเพลงนี้ต่อยอดด้วยเครดิตร่วมสร้างสรรค์โดย Diplo และมิวสิกวิดีโอที่กำกับโดย Dave Meyers ถือเป็นสัญญาณเปิดยุคใหม่ของ BLACKPINK พร้อมกับทัวร์สเตเดียมระดับโลกในปี 2025–26 ที่วงเดินสายแสดงทั้งในเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป ที่สนามไอคอนิกอย่าง SoFi Stadium และ Wembley Stadium

YG Entertainment ยืนยันว่าเกี่ยวกับวันปล่อยอัลบั้มยังอยู่ในขั้นตอนการขัดเกลาข้อมูลและพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดท้าย แต่ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน โดยค่ายตอบกับสื่อว่า "ยังไม่มีอะไรยืนยัน" เพื่อรักษาความแม่นยำและเปิดช่องให้อัปเดตข้อมูลเป็นระยะ ขณะที่ผู้ชมคาดหวังว่าอัลบั้มเต็มจะสักวันหนึ่งในช่วงปลายปีนี้

ก่อนหน้านี้เคยปล่อยซิงเกิล "Jump" ที่สะท้อนโทนโปรดิวซ์เข้มข้นขึ้น ด้วยแนวดนตรีแดนซ์และคลับ เป็นการยืนยันว่ากำลังเดินหน้าสู่ยุคใหม่ของผลงาน ตลอดจนการทัวร์ที่ช่วยเร่งกระแสคัมแบ็ก อย่างไรก็ดี ยังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก YG เพื่อความชัดเจนที่แท้จริงสำหรับแฟนเพลงทั่วโลกและแฟนไทยที่จับตารอคอย

BLACKPINK ยังคงจัดเป็นหนึ่งในไอดอลกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในวงการเพลงป๊อปโลก ด้วยการทำทัวร์ระดับสเตเดียมและผลงานที่แข็งแรง ขณะที่โอกาสปล่อยอัลบั้มใหญ่ปลายปี 2025 ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อไป

ไทยเสี่ยงเสียความน่าเชื่อถือทางการเงิน หลังวินัยการคลังอ่อนแอ–รายได้ลด–หนี้พุ่ง หนี้สาธารณะจ่อแตะ 70% ในปี 2570 KKP ชี้ 4 ทางรอด ก่อนเครดิตประเทศถูกกระทบ

แม้ว่าจะมีการถกกันถึง “ความยั่งยืนทางการคลัง”ของไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ แต่ที่ผ่านมาประเด็นนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการคลังของไทย รัฐบาลยังสามารถเพิ่มการขาดดุลการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤต Covid

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทจัดอันดับเครดิต (credit rating agency) สำคัญทั้ง Moody’s และ Fitch Ratings ออกมาปรับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือด้านการคลังของไทย ลงจากมีเสถียรภาพหรือ “Stable” เป็นลบ หรือ “Negative” (และมีโอกาสที่ S&P Global Ratings จะปรับตามมาเร็ว ๆ นี้) เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร โอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมีมากกว่าโอกาสจะปรับเพิ่ม โดยครั้งสุดท้ายที่ไทยได้รับมุมมองเป็นลบแบบนี้คือใน ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทั้งสองบริษัทจัดอันดับพูดถึงตรงกัน คือ “ฐานะทางการคลัง” และ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย” ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะหลังจากโควิด-19 ทั้งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ภาครัฐที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความพยายามรักษาฐานะการคลังจากแผนการคลังระยะปานกลางก็มักจะถูกเลื่อนออกไป และหากไม่แก้ไขโดยเร็วก็มีโอกาสที่อันดับเครดิตจริง ๆ อาจถูกปรับลดลงในอนาคตได้

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจตามมาหากประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิต ย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่ระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น และจะมีผลกระทบซ้ำเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอ โดยทาง KKP Research ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมถึงสถานะที่แท้จริงของภาคการคลังไทยด้วยข้อเท็จจริง 3 ประการ พร้อมเสนอแนะทางออกเชิงนโยบายว่าประเทศไทยและรัฐบาลควรไปต่อกันอย่างไรดี

รัฐบาลจำเป็นต้องขาดดุลมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ข้อเท็จจริงประการแรกคือ การขาดดุลของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และใกล้ถึงขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ความพยายามในการรัดเข็มขัดเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ที่ผ่านมามักจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกเลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอมาต่อเนื่องนับทศวรรษ ทำให้นโยบายการคลังต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหากกลับไปดูในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด รัฐบาลมักจะขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP และเป็นเป้าหมายสำคัญในการกำหนดแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-term fiscal framework: MTFF)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงโควิด-19 การขาดดุลงบประมาณ (รวมเงินกู้ฉุกเฉินเพิ่มเติม 1.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 8-9% ในปี 2021-22 ขณะที่หลังจากนั้น จากการที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณในระดับสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาอยู่ที่ประมาณ 4-5% ของ GDP ดังนั้นการรัดเข็มขัดที่ได้ผลในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการกลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาด้วย.

การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดย KKP Research ประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสจะแตะเพดาน 70% ภายในปีงบประมาณ 2027 เร็วกว่าการประเมินของกระทรวงคลังล่าสุดในปีที่แล้ว ที่คาดว่าจะไป “เฉียด” เพดานในช่วงปีงบประมาณ 2029 เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังได้อีก 2 ช่องทาง ซึ่งปัจจุบันกำลังถึงขีดจำกัดเช่นเดียวกัน โดยช่องทางแรกคือมาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) ที่ดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้หรือรับประกันเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ โดยปัจจุบัน ณ เดือน มิ.ย. 2025 อยู่ที่ระดับ 29% ของงบประมาณทั้งหมด จากเพดานที่กำหนดไว้ที่ 32% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมีการรับรู้ในหนี้สาธารณะไปแล้วและเหลือหนี้ที่ยังไม่รับรู้อีกคิดเป็นประมาณเกือบ 5% ของ GDP ขณะที่ช่องทางที่สองคือการใช้มาตรการที่เป็นการสูญเสียรายได้ภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้นในข้อเท็จจริงต่อไป

รายได้ภาครัฐปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงประการที่สอง คือ “รายได้ภาษีภาครัฐ” เริ่มส่งสัญญาณที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางรายจ่ายที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำกว่าเป้าหมายถึง 6.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการทางภาษีสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ถ้ามองย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อนหน้าจะพบว่าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 16 - 17% ในช่วงปี 2003-2015 มาอยู่ที่ต่ำกว่า 15% ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา

นอกจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงแล้ว ประเด็นเรื่องการรั่วไหลของการจัดเก็บภาษีจากภาคเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้รายได้ภาษีลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวต่อการเก็บภาษีที่สูง และพยายามหลีกเลี่ยงภาษีให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทางเลือกในการเพิ่มรายได้ เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกปรับลดลงเป็นการ “ชั่วคราว” มามากกว่า 30 ปี เป็นเรื่องที่พูดถึงกันเป็นระยะเวลานาน แต่ที่ผ่านก็ไม่สามารถทำได้เพราะเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ

“งบประจำ” กดดันฐานะการคลังไทย
ข้อเท็จจริงประการสุดท้าย คือ เวลาของการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังลดลงไปเรื่อย ๆ จากงบประมาณที่ปรับลดได้ยากที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเป็นข้อจำกัด (Fiscal rigidity) ในระยะยาว โดยปัจจุบันงบประมาณเหล่านี้อยู่ที่ระดับ 60% ของงบประมาณทั้งหมด โดยส่วนใหญ่คือเงินเดือนและค่าจ้างของบุคลากรภาครัฐประมาณ 25% ของงบประมาณทั้งหมด รองลงมาคืองบสวัสดิการของข้าราชการประมาณ 12-13%, งบสวัสดิการของประชาชนประมาณ 15-16% รวมกันที่ประมาณ 25% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่ประมาณ 12% อย่างไรก็ตาม สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัวขึ้น จะทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นไปอีก โดย KKP Research เคยประเมินไว้ว่างบสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในอีก 15 ปีข้างหน้างบสวัสดิการของข้าราชการและประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25% เป็น 35% ของงบประมาณทั้งหมด

4 ทางออกที่ต้องเร่งดำเนินการ
KKP Research มองว่าทางออกที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นอย่างน้อยเพื่อรักษาอันดับเครดิตเอาไว้ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการคลังในระยะกลาง โดยมีลำดับความสำคัญด้านนโยบาย 4 เรื่อง ดังนี้
1. การยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว — ผ่านการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ระดับต่ำ หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเพราะความเสี่ยงด้านการคลังจะให้ทางเลือกของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว

2. การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของรัฐ — ด้วยการขยายฐานภาษี ลดขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ — โดยปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ปรับเป้าหมายการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชันและรายจ่ายประจำที่ไม่มีประสิทธิผล

4. การสร้างกรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ — ผ่านการจัดทำงบประมาณแบบหลายปี (multi-year budgeting) และการมีองค์กรอิสระด้านการคลัง ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังของตลาด และสนับสนุนความน่าเชื่อถือด้านอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top