Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

เปิด 3 โมเดลกฎเลี้ยงสัตว์ ลดปัญหาส่วนรวม ระหว่าง ทาสสัตว์ VS เพื่อนบ้านรักความสงบ ในตัวเลือก 'คอนโดเข้มงวด' กับ 'หอพักยืดหย่น' กติกาที่ 'แฟร์' จริงๆ ควรหน้าตาแบบไหนกัน??

“เห่า vs ความเงียบ” “ขนแมว vs สุขอนามัยส่วนกลาง” “สิทธิผู้เช่า vs สิทธิชุมชน”

สามประโยคที่จุดชนวนดราม่าตามเพจหาที่อยู่แทบทุกสัปดาห์ คำถามคือ…

กติกาที่ “แฟร์” จริงๆ ควรหน้าตาแบบไหน? ระหว่างหอพักที่ยืดหยุ่นกับคอนโดที่เข้มงวด

 

🐾 ค่ายทาสสัตว์: “บ้านคือบ้านของเรากับน้อง ไม่ใช่แค่ช่องสี่เหลี่ยมให้หลับ”

เหตุผลหลัก: สัตว์เลี้ยงคือครอบครัว ช่วยสุขภาพจิต อยู่คนเดียวในเมืองก็ไม่เหงา

ข้อโต้แย้ง: คอนโดเก็บค่าส่วนกลางแล้ว ทำไม “สิทธิร่วมในทรัพย์สิน” ถึงห้ามสัตว์เลี้ยง ทั้งที่ควบคุมได้

ข้อเสนอ:

1. Pet Deposit หรือประกันความเสียหาย

2. Pet License รายอาคาร (วัคซีน ฝึกพื้นฐาน ใบสุขภาพ)

3. โซนสัตว์เลี้ยง แยกลิฟต์–ชั้น–ช่วงเวลา

สรุป: “ห้ามทั้งหมด = ไม่สมเหตุสมผล” ทางออกคือ “อนุญาตแบบมีเงื่อนไขวัดผลได้” 

 

🏢 ค่ายคอนโดเข้มกฎ: “คนส่วนใหญ่ซื้อความเงียบ ความสะอาด และความแน่นอน”

เหตุผลหลัก: คอนโดคือทรัพย์สินรวม เสียง กลิ่น ขน หรือความเสี่ยงแพ้กระทบทุกยูนิต

ข้อโต้แย้ง: ทุกคนเซ็นยอมรับกฎแล้ว หากจะเปลี่ยนต้อง “เห็นชอบร่วม” ไม่ใช่เสียงข้างน้อยลากทั้งตึก

ข้อเสนอ:

1. Quiet Hours พร้อมบทลงโทษชัด

2. จำกัดจำนวน/ขนาด/สายพันธุ์ตามพื้นที่จริง

3. บังคับทำ ประกันความรับผิดส่วนบุคคล

สรุป: “อนุญาตเฉพาะอาคารที่ออกแบบรองรับ” ดีกว่าให้เพื่อนบ้านรับผล

 

หอพัก vs คอนโด : จุดปะทะที่ทำให้ดราม่าลุกเป็นไฟ

1. กติกาใครกำหนด?

หอพัก: เจ้าของตัดสินเร็ว ปรับได้ไว

คอนโด: ต้องผ่านมติรวม เปลี่ยนช้าแต่ถูกกระบวนการ

→ “ความเร็ว vs ความชอบธรรม”

 

2. ค่าใช้จ่ายซ่อนเร้น

หอพัก: อนุญาตไม่เป็นทางการ ไม่มีระบบประกัน

คอนโด: ห้ามเลี้ยงแต่จ่ายค่าส่วนกลาง

→ ใครจ่าย “ต้นทุนภายนอก” ของอีกฝ่าย?

 

3. เสียง–กลิ่น–ภูมิแพ้

หอพัก: ผนังบาง ย้ายง่าย

คอนโด: โครงสร้างดีแต่ย้ายไม่ได้

→ ความเสียหายสะสม ใครรับ?

 

4. พื้นที่สาธารณะ

โถง ลิฟต์ สวน ทางหนีไฟ — จะให้ “มีสัตว์ = สิทธิเท่าคน” หรือ “จำกัดเพื่อส่วนรวม”?

→ เส้นแบ่งเสรีภาพส่วนบุคคลในทรัพย์สินรวมอยู่ตรงไหน?

 

กรอบ “แฟร์เนส” ที่ควรยอมรับร่วมกัน (5 ข้อ)

1. โปร่งใส: มีกติกาชัด ตรวจสอบได้

2. ได้สัดส่วน: โทษ–ค่าปรับสอดคล้องความเสียหาย

3. คาดหมายได้: แจ้งล่วงหน้าก่อนทำสัญญา

4. รับผิด: มีเงินประกัน/ประกันภัยชดเชยทันที

5. ร่วมอยู่: ใช้มาตรการบรรเทาแทนห้ามสุดโต่ง

 

3 โมเดลกติกา (เลือกหนึ่ง แต่อย่าคลุมเครือ)

A) No-Pet ทั้งอาคาร

เงื่อนไข: ระบุชัดในข้อบังคับ บังคับใช้จริง

เหมาะกับอาคารเน้นความเงียบ–ผู้มีภูมิแพ้

 

B) Pet-Friendly แบบกำกับเข้ม

เงื่อนไข: วัคซีน–ฝึกพื้นฐาน–จำกัดขนาด/พันธุ์, ประกันภัย, Deposit, Quiet Hours, โซนเฉพาะ

เหมาะกับอาคารใหม่ที่ออกแบบรองรับ

 

C) หอพักยืดหยุ่น

เงื่อนไข: เคสบายเคส ปรับตามเจ้าของตึก มีประกันรายห้อง

เหมาะกับตลาดเช่าระยะสั้น–กลาง

 

เคสดราม่าประจำ                                       

เคส 1: สุนัข 7 กก. เห่า 19.00–19.15 ทุกวัน

• ทีมทาสสัตว์: ฝึกพฤติกรรม–ใช้อุปกรณ์ลดเสียง

• ทีมคอนโดเข้ม: ผิด Quiet Hours ซ้ำ = ปรับ/เพิกถอนสิทธิ

 

เคส 2: ลิฟต์เต็มช่วงเช้า

• ทีมทาสสัตว์: ตั้ง “Pet Window” ช่วงเวลาเฉพาะ

• ทีมคอนโดเข้ม: แยกลิฟต์–เพิ่มค่าบริการช่วงพีค

 

เคส 3: ผู้ป่วยแพ้รุนแรงอยู่ชั้นเดียวกัน

• ทีมทาสสัตว์: จัดชั้นปลอดสัตว์–ฟอกอากาศส่วนกลาง

• ทีมคอนโดเข้ม: ความปลอดภัยสุขภาพมาก่อน จำกัดโซนเลี้ยง

 

เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญา

• อ่านข้อบังคับ: นิยาม “สัตว์เลี้ยง” ชัดไหม

• ถามบทลงโทษ: ตักเตือนกี่ครั้ง ปรับเท่าไร

• ดูผังอาคาร: มีโซน/ลิฟต์แยกไหม

• ตรวจสุขอนามัย: ระบบกำจัดกลิ่น–มูลสัตว์

• เช็กฉนวนเสียง

• ทำประกัน/วางเงินค้ำ ลดดราม่าภายหลัง

 

Call to Debate

ฝากคอมเมนต์ 3 บรรทัด 👇

1. โมเดลที่คุณเลือก (A/B/C) และเหตุผลสั้นๆ

2. กติกาข้อเดียวที่ “ทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้จริง”

3. เส้นแดงของคุณ (ถ้าเจอแบบนี้ = ไม่โอเคแน่นอน)

 

บทความนี้ตั้งใจ “ชวนเถียงอย่างมีกรอบ” ไม่ใช่เลือกข้างสุดโต่ง

เพราะเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่เมืองที่ “ไม่มีเสียง”

แต่คือเมืองที่ “จัดการเสียงได้อย่างเป็นธรรม” 🐕🐈

 

 

ก้าวทันยุคใหม่ ตร.ภาค 2 กดปุ่มเปิดตัว "กล้อง AI" อัจฉริยะ! ผบช.ภ.2 นำทัพพลิกโฉมงานป้องกันปราบปราม มอบอุปกรณ์ไฮเทคให้ 8 ภ.จว. เพิ่มประสิทธิภาพป้องกันผู้ร้ายสูงสุด

ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าครั้งสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างยั่งยืน! ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ต.นันทวุฒิ สุวรรณละออง รอง ผบช.ภ.2 ได้เปิดตัว "โครงการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ" อย่างเป็นทางการ AI ขับเคลื่อนการปราบปราม : โครงการนี้คือการส่งเสริมงานป้องกันปราบปราม ด้วยการนำ "กล้องอัจฉริยะ (AI Camera)" มาติดตั้งและเชื่อมต่อกับระบบประมวลผลกลาง เพื่อวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมหรือบุคคลต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกระจายสู่ 8 จังหวัด : กล้องอัจฉริยะพร้อมอุปกรณ์ครบชุดรวม 8 ชุด ถูกส่งมอบให้แก่ ตำรวจภูธรจังหวัด (ภ.จว.) ในสังกัดทั้งหมด เพื่อให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นำไปวางแผนและใช้ปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบความปลอดภัยทั่วภาคตะวันออก : ระบบ AI นี้จะทำหน้าที่เป็นดวงตาที่ชาญฉลาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการป้องกันเหตุ สกัดกั้นและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้ทุกประเภท ทำให้ประชาชนใน 8 จังหวัด (จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, ระยอง และสระแก้ว) อุ่นใจยิ่งขึ้น

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 เน้นย้ำ : "การร่วมมือของผู้บังคับบัญชาและข้าราชการตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ที่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะครั้งนี้ คือการแสดงความมุ่งมั่นของเราที่จะใช้ทุกเครื่องมือที่มีเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด เราได้สั่งการให้ ผบก.ภ.จว. ทุกท่าน นำกล้อง AI เหล่านี้ไปใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 เป็นพื้นที่ที่ประชาชนไว้วางใจในความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง"

นี่คือการก้าวเข้าสู่เทคโนโลยียุคใหม่ของงานตำรวจภูธรภาค 2 ที่นำเทคโนโลยีมาเป็นกำลังเสริมสำคัญ เพื่อ "ป้องกัน" อาชญากรรมอย่างอัจฉริยะ ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัด มีความปลอดภัยและอุ่นใจมากยิ่งขึ้น

‘ชัชชาติ’ ยังไม่ฟันธง ลงชิงเก้าอี้อีกสมัย ปชน.–เพื่อไทย–ไทยก้าวใหม่ เปิดหน้าไพ่รอจังหวะ โจทย์ใหญ่ชี้ชะตารอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้ว่าฯ แต่คือการเลือกทีม–แผนแก้ PM2.5–ความโปร่งใส

ไทม์ไลน์คร่าว ๆ
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรอบใหม่คาดว่าจะอยู่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569

โดยกรุงเทพฯ จะเลือกผู้ว่าฯ พร้อมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในช่วงเวลาเดียวกัน

รายละเอียดอย่างเป็นทางการยังต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ แต่หลายฝ่ายใช้อ้างอิงไทม์ไลน์ดังกล่าวเพื่อการเตรียมตัวของพรรคการเมืองและทีมผู้สมัคร

1) แชมป์เก่าในฐานะ 'ตัวเต็งโดยธรรมชาติ': ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)
ช่วงปี 2568 มีทั้งข่าวและคำให้สัมภาษณ์หลายทิศ—บางสำนักพาดหัวว่าเตรียมชิงสมัยที่ 2 แต่ล่าสุดเจ้าตัวระบุจะทำงานให้ครบวาระถึงปี 2569 และยังไม่ฟันธงเรื่องลงสมัครสมัยที่ 2 แปลว่าเขายังเป็น “ว่าที่ผู้สมัคร” ที่ต้องรอดูจังหวะการเมืองใกล้เปิดรับสมัคร
จุดแข็ง: ฐานเสียงกว้างจากแลนด์สไลด์ปี 2565 และภาพลักษณ์ผู้บริหารเชิงนโยบาย
โจทย์หนัก: ความคาดหวังสูง และการผลักดันนโยบายผ่านสภา กทม. ที่ไม่ใช่ทีมของตนทั้งหมด

2) ฝ่ายก้าวหน้า 'พรรคประชาชน' กับแคมเปญ Hackable Bangkok 2026
พรรคประชาชนประกาศจะส่งทีมลงชิงผู้ว่าฯ และ ส.ก. พร้อมธีมปัญหาเมือง—ฝุ่น PM2.5 พื้นที่สีเขียว การจัดการสิ่งแวดล้อม และการเปิดงบให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ (“Hack งบกรุงเทพฯ”) แม้ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ อย่างเป็นทางการ แต่ตัวเต็งที่สื่อจับตา ได้แก่ วรภพ วิริยะโรจน์ และชื่อของวิโรจน์ ลักขณาอดิศรยังมีแรงเชียร์ในหมู่แฟนคลับเมือง
จุดแข็ง: ทีมทำงานเชิงประเด็นชัดเจน เนื้อหานโยบายเชื่อมกับ “เมืองโปร่งใส”
โจทย์หนัก: ต้องเปิดชื่อ “ตัวบุคคล” ให้ชัดและเร็ว เพื่อแปลงโมเมนตัมองค์กรเป็นคะแนนนิยมตัวผู้สมัคร

3) เพื่อไทย “วาง 3 แคนดิเดตคนนอกพรรค”
มีรายงานว่าพรรคเพื่อไทยวาง 3 รายชื่อแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. (คนนอกพรรคทั้งหมด) เตรียมพร้อมหากผู้ว่าฯ ชัชชาติ (ซึ่งพรรคเคารพการตัดสินใจในฐานะอิสระ) ไม่ลง หรือจำเป็นต้องผลักดันตัวเลือกของพรรค ทั้งหมดนี้ยังไม่เปิดชื่ออย่างเป็นทางการ
จุดแข็ง: เครือข่ายพรรคและทรัพยากรสนามใหญ่
โจทย์หนัก: ต้องสื่อสารเหตุผลที่ “คนกรุงเทพฯ ควรเปลี่ยนมือผู้ว่าฯ” ให้เฉียบ และเปิดตัวคนนอกที่ใช่ให้ทันจังหวะ

4) “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กับพรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่ (Thai Kao Mai)”
อดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ปี 2565 จากประชาธิปัตย์ เปิดตัวพรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่” ในปี 2568 ชูการศึกษาเป็นหัวใจการเมือง ทำให้ชื่อกลับมาอยู่บนเรดาร์เมืองหลวง แม้ยังไม่ประกาศชัดว่าจะลงเองหรือส่งคนของพรรค
จุดแข็ง: บุคลิกเชิงปฏิบัติการ + ไอเดียระบบเมือง/การศึกษา
โจทย์หนัก: โครงสร้างพรรคใหม่ยังต้องเร่งปักฐานใน กทม. ให้เห็นผลเร็ว

5) “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ: คนดังที่สื่อถามถึงบ่อย
ตลอดปี 2568 มาดามแป้งตอบสื่อว่ายังไม่ตัดสินใจและยังไม่ลง หากภาพรวมการเมืองไม่เอื้อ ท่าทีแบบ “เปิดไว้-ไม่ปิดประตู” ทำให้ชื่อเธอยังถูกกล่าวถึงในฐานะแคนดิเดตอิสระที่มีทุนทางสังคมสูง
จุดแข็ง: การยอมรับสาธารณะสูง เครือข่ายกีฬา/เอกชน
โจทย์หนัก: ต้องตอบคำถาม “ทีมบริหาร–นโยบายเมือง” ให้ลึกกว่าภาพลักษณ์

6) ขั้วอนุรักษนิยม/สายอดีตผู้ว่าฯ: พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง
อดีตผู้ว่าฯ จากการแต่งตั้งและผู้สมัครอิสระปี 2565 ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคหนึ่ง สถานะนี้ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะกลับมาลงชิงผู้ว่าฯ ลดลง เว้นจะมีการวางยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรค

7) ประชาธิปัตย์ “รีบูต” พร้อมการคัมแบ็กของสกลธี
ปลายปี 2568 ประชาธิปัตย์มีความเคลื่อนไหวใหญ่: ผู้นำพรรคกลับมาจับบังเหียน และสกลธี ภัททิยกุลหวนคืนพรรค ทำให้สื่อจับตาว่าดีลผู้ว่าฯ กทม. ของ ปชป. จะวางใครลงสนาม อย่างไรก็ดี ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัคร ณ ตอนนี้

ประเด็นชี้แพ้–ชนะที่กรุงเทพฯ 2569 ต้องเผชิญ
1) สภา กทม. (ส.ก.) = เครื่องทดกำลังผู้ว่าฯ: เลือกผู้ว่าฯ คู่กับ ส.ก. ทั้ง 50 เขต ใครคุมสมดุลในสภาได้
จะเดินนโยบายลื่นกว่า โดยเฉพาะประเด็นตรวจงบ/โปร่งใส
2) เมืองที่ “หายใจได้” กับวิกฤต PM2.5: คุณภาพอากาศคือประเด็นนำ และตัววัดศักยภาพการบูรณาการหน่วยงาน
3) น้ำท่วม–ระบายน้ำ–ความทนทานของเมือง: ต้องอธิบายโรดแมปลงทุนเชิงระบบและการประสานรัฐบาลกลาง
4) ความโปร่งใสและความเร็วของระบบราชการ กทม.: ผู้สมัครที่โชว์วิธีวัดผล 12–24 เดือนแรก จะได้เปรียบ

สรุป “หน้าไพ่” ณ สิ้นตุลาคม 2568
• ชัชชาติ = ยังไม่ประกาศ แต่หากลงจริงยังเป็นตัวเต็งธรรมชาติจากฐานปี 2565
• พรรคประชาชน = เดินเกม Hackable Bangkok เต็มกำลัง รอเปิดชื่อผู้สมัคร—สื่อจับตา “วรภพ” และไม่ตัดชื่อ “วิโรจน์”
• เพื่อไทย = วางแคนดิเดตคนนอกพรรคไว้ รอจังหวะเปิดตัว
• สุชัชวีร์ + พรรคไทยก้าวใหม่ = เปิดพรรคแล้ว เพิ่มออปชันในกระดาน แต่ยังไม่ชี้ชัดว่าจะลงเองหรือส่งคน
• มาดามแป้ง = ยืนยันยังไม่ลง ณ ตอนนี้ แต่ยังเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงเสมอ
• อัศวิน = ผันบทบาทไปบทบาทอื่น โอกาสลงผู้ว่าฯ ลดลง
• ประชาธิปัตย์ = รีบูตพรรค แต่ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ

เช็กลิสต์สำหรับคนกรุงก่อนเข้าคูหา
• ผู้สมัครคนไหนมีแผน “ลดฝุ่น–น้ำท่วม–การเดินทาง” แบบวัดผลได้ใน 12–24 เดือนแรก?
• ทีม ส.ก. ของเขาคือใคร และจะ “ผ่านด่านสภา กทม.” อย่างไร?
• แผนเปิดข้อมูล: งบประมาณ–สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง–KPI หน่วยงาน กทม. จะทำจริงรูปแบบไหน?

รัฐบาลมาเลเซียลั่น!! ห้ามส่งออกแร่หายาก แม้ลงนามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ไปแล้ว ย้ำต้องแปรรูปภายในประเทศก่อนส่งออก หวังสร้างอุตสาหกรรมและงานฝีมือในประเทศ

(29 ต.ค. 68) รัฐบาลมาเลเซียยืนยันเดินหน้าห้ามส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (REE) ในรูปแบบดิบ แม้เพิ่งลงนามข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมแร่หายากก็ตาม โดยนายซาฟรูล อาซิส (Zafrul Abdul Aziz) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศให้เข้มแข็ง

นอกจากนี้ นายซาฟรูลระบุว่า แร่แรร์เอิร์ธทุกชนิดต้องผ่านการแปรรูปในประเทศก่อนส่งออก เพื่อให้กิจกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นภายในมาเลเซีย สร้างงานทักษะสูง และดึงเทคโนโลยีการแปรรูปเข้ามาในประเทศ พร้อมประกาศว่า “มาเลเซียจะไม่เป็นแค่ประเทศที่ขุดแร่แล้วขายแบบดิบอีกต่อไป”

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียเปิดรับการลงทุนและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงจากสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธในประเทศอย่างยั่งยืน โดยข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ยังเปิดทางให้ภาคธุรกิจขยายกำลังการผลิต และได้รับใบอนุญาตประกอบการระยะยาวมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

ทำไม 'มอลล์ไทย' แข่งกันเปิดใหม่? จาก 'Emsphere' ถึง 'Central Park' และ 'The Central wหลโยริน' เจาะเกมรุกรีเทลสู่ Next-CBD

ทำไมศูนย์การค้า “ยังคุ้มเปิด” ในไทย (ฉบับเข้าใจง่าย)

1. ดีมานด์ท่องเที่ยวแบบ ‘เปลี่ยนหน้า’: แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2025 ต่ำกว่าที่คาด แต่รายได้ต่อหัวสูงขึ้น—นักท่องเที่ยวคุณภาพยังขับเคลื่อนทำเลพรีเมียมได้อยู่ จึงเกิดดีมานด์ต่อศูนย์ปลายทาง/แลนด์มาร์กในเมืองใหญ่
2. ตลาดแตกเป็นสองขั้ว: ศูนย์ทำเล prime/ผู้พัฒนามืออาชีพยังอัตราเช่าสูง มีคิวผู้เช่าเข้า แต่ศูนย์นอก CBD ยังเหนื่อย ทำให้เงินลงทุนไหลไปยังทำเลที่ ‘ใช่’ มากขึ้น
3. มิกซ์ยูสสร้างทราฟฟิกถาวร: โครงการรุ่นใหม่ใช้ศูนย์การค้าเป็นหัวใจร่วมกับออฟฟิศ–คอนโด–โรงแรม สร้างฐานผู้ใช้ทั้งกลางวัน-กลางคืน ทำให้รีเทลกลายเป็นระบบนิเวศของเมือง
4. ประสบการณ์ > แค่ช็อป: มอลล์ยุคใหม่ขาย ‘ต้องมาเอง’ เช่น อารีนาคอนเสิร์ต โรงหนัง โรงเรียนดนตรี คลินิกสุขภาพ แหล่งกิน-เอนเตอร์เทนเมนต์ และกิจกรรมอีเวนต์ต่อเนื่อง
5. แบรนด์ต่างชาติ/ลักชัวรีบุก: ความต้องการพื้นที่คุณภาพสูงในดาวน์ทาวน์ยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแฟชั่น/ลักชัวรีและแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการทำแฟลกชิป-คอนเซปต์สโตร์
6. คอมมูนิตีมอลล์โตตามแนวเมืองใหม่: ย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นและแนวรถไฟฟ้าดันดีมานด์สำหรับศูนย์ใกล้บ้าน—ตอบโจทย์ความถี่การใช้ชีวิตประจำวัน
7. ไพป์ไลน์ลงทุนชัด: ผู้พัฒนาใหญ่ยังประกาศเปิด-รีโนเวตต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นและแรงจองจากผู้เช่ากลุ่มใหม่
เคสศึกษาล่าสุด: เปิดแล้ว–กำลังมา
• EMsphere (สุขุมวิท/พร้อมพงษ์): เปิด 1 ธ.ค. 2023 มี UOB LIVE (อารีนา 6,000 ที่นั่ง เปิด 11 ก.พ. 2024) และ IKEA Sukhumvit เป็นต้นแบบ ‘รีเทล+เอนเตอร์เทนเมนต์’ ใจเมือง
• Central Park (พระราม 4): เฟสรีเทลเปิด 4 ก.ย. 2025 ในโครงการ Dusit Central Park—แลนด์มาร์กใหม่ระดับเวิลด์คลาสใจกลางเมือง
• Market Place เทพรักษ์ (พหลฯ–วัชรพล): คอมมูนิตี้มอลล์โมเดลใหม่ + Urban Fresh Market เปิดปลายมี.ค.–เม.ย. 2025 รองรับวิถี ‘ใกล้บ้าน-ใกล้ใจ’
• The Central พหลโยธิน (ห้าแยกลาดพร้าว—ใกล้ Central ลาดพร้าว): เมกะโปรเจกต์ ~2.1 หมื่นล้านบาท ของ CPN ตั้งเป้าเป็น ‘Northern Bangkok / Next-CBD’ พื้นที่รวมราว 457,000 ตร.ม. (รวมฮอลล์ประชุมขนาดใหญ่) กำหนดเปิดไตรมาส 4/2026
ความเสี่ยงที่ต้องมอง
• โอเวอร์ซัพพลายในบางย่าน: ไพป์ไลน์รีเทลใหม่จำนวนมากทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะศูนย์นอกดาวน์ทาวน์/ทำเลรอง
• อัตราว่าง ‘กระเพื่อม’: ผู้เช่าคัดที่ทางมากขึ้น ศูนย์ที่คอนเซปต์ไม่ชัดและไม่ต่างพอมีความเสี่ยงสูง
แล้วแบรนด์/SME ควรทำอะไรตอนนี้?
8. เลือกทำเลตามวัตถุประสงค์: หากต้องการภาพลักษณ์และกำลังซื้อสูง เลือกมอลล์ prime/แลนด์มาร์ก; หากต้องการความถี่ซ้ำ เลือก คอมมูนิตี้มอลล์ในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น
9. ออกแบบ ‘ประสบการณ์’ แทนการโชว์สินค้า: ทำ pop-up, co-creation, live/mini-event เพื่อให้เกิดเหตุผลในการมาเยือน
10. Omni-channel ให้สุด: เปิดตัวสินค้า/คอลเลกชันในมอลล์ ควบคู่ไลฟ์/คอนเทนต์และเก็บ first-party data ต่อเนื่อง
11. พึ่งทราฟฟิกเมืองใหญ่: เกาะคอนเสิร์ต/กีฬา/อีเวนต์ (เช่นโชว์ที่ UOB LIVE) เพื่อดึงคนเข้าหน้าร้าน
12. วัดผลจริงจัง: ตั้ง KPI ทั้งยอดขายตรง, footfall, capture rate และ conversion หลังอีเวนต์

สรุปสั้น
มอลล์ไทยยังเปิดใหม่ เพราะ ‘โครงสร้างดีมานด์เปลี่ยนหน้า + มิกซ์ยูส + ประสบการณ์’ หนุนให้ทำเลพรีเมียมและคอมมูนิตี้ที่ใช่ยังคุ้มลงทุน—โดยมีโปรเจกต์เรือธงอย่าง Central Park, EMsphere, Market Place เทพรักษ์ และ The Central พหลโยธิน เป็นตัวอย่างชัด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นต้องจัดคอนเซปต์ให้เด่น เพราะซัพพลายใหม่กำลังกดดันย่านรอง ๆ อย่างต่อเนื่อง

“แห่งแรกของเอเชีย” โรงน้ำแข็งธารทอง (เชียงใหม่) ลดพลังงาน ลดค่าไฟ ด้วย AI Transformer (NiA)“ ทำก่อน ลดก่อน AI ลดค่าไฟ ลดโลกร้อน ไม่ต้องรอ” ค่าไฟสูงสุด 720,000 บาท เหลือ 310,000 บาท

ลดเกินครึ่ง ปลื้มเกินร้อย “AI หม้อแปลง ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นกำไรจากผลประหยัดพลังงาน” นายอุกฤษฎ์ พงษ์ประพนธ์ กรรมการโรงงานน้ำแข็งธารทอง กล่าว เนื่องจากค่าไฟที่แพงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของโรงงานทำให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงขึ้น จึงทำให้ผมได้มารู้จักนวัตกรรมหม้อแปลง Low Carbon ของบริษัท เจริญชัย หม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โดยโรงงานน้ำแข็งธารทองของเรา นำ AI Technology Energy Solution Platform ระบบบริหารจัดการพลังงานด้วยหม้อแปลง Low Carbon ร่วมกับพลังงานสะอาดแบบ IoT สู่ Net Zero มาติดตั้งใช้งานจริงในอุตสาหกรรม ทำให้โรงน้ำแข็งเพิ่มผลผลิตน้ำแข็งในตอนกลางวันมากขึ้น ผมขอบคุณสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่มอบทุนสนับสนุนการงานวิจัยครั้งนี้ อีกทั้งขอขอบคุณสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ที่ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Demand Response และ Saving Energy”  การใช้งานหม้อแปลง Low Carbon จึงเป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนอุปกรณ์ แต่เป็นการ ยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ให้เข้าสู่ยุค Net Zero พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า

นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว  ขอขอบคุณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยคุณพิชชารีย์ กีรติธากุล นักพัฒนานวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมคณะ, คุณมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมคณะ, การส่งเสริมสนับสนุน สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม (โครงการ Energy Point) ที่ร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดอุณหภูมิโลก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และเป็นต้นแบบของโรงน้ำแข็งแห่งแรกในประเทศไทย ทั้งนี้คณะผู้จัดทำพร้อมส่งมอบโครงการ ระบบจัดการพลังงานด้วยหม้อแปลง Low Carbon ร่วมกับพลังงานสะอาดแบบ IoT สู่ Net Zero ในโรงงานผลิตน้ำแข็ง ให้กับทาง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยมีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเป็น สักขีพยานในการส่งมอบครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ “Low Carbon Transformer ” จะเป็นโมเดลประเทศเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน และเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 20% เพิ่มปริมาณการผลิตพลังงาน Solar (เก่า) 30% (Research & Use Case) และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 1 – 5 ปีอีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและการลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของโรงงานน้ำแข็ง เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response”

30 ตุลาคม พ.ศ. 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูเกียรติวีรสตรีโคราช

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูวีรกรรมที่ใช้อุบายต่อสู้กับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์ ซึ่งยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมาและกวาดต้อนชาวเมืองไปเป็นเชลย โดยคุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้าน โดยเฉพาะสตรี ร่วมกันต่อสู้จนสามารถเอาชนะและผลักดันข้าศึกให้ออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นตำนาน “วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” ที่เล่าขานต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกย่องสตรีสามัญชนผู้กล้าหาญให้เป็นวีรสตรีของชาติ รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระราชทานเครื่องยศทองคำแก่ท้าวสุรนารีหลายรายการ อาทิ ถาดทองคำ จอกหมาก และขันทองคำ นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในยุคนั้น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 198 ปี ของเหตุการณ์พระราชสถาปนาในปีนี้ ชาวนครราชสีมายังคงร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีของท้าวสุรนารี โดยอนุสาวรีย์ของท่านที่ประดิษฐานอยู่บริเวณประตูชุมพล ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราช และถือเป็น “อนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งแรกของประเทศไทย” ปัจจุบันทั้ง 32 อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ต่างมีการจำลองอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจของ “ลูกหลานย่าโม”

สำหรับ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2476 โดยฝีมือการออกแบบของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิต ซึ่งเป็นชาวนครราชสีมา อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม และเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการบรรจุอัฐิของท่านไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์ และในปี พ.ศ. 2480 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่า

ผบ.ตร.สั่งปูพรมยกระดับการตรวจสอบเสาส่งสัญญาณตามแนวชายแดน ตัดแขนขาเอื้อประโยชน์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน

(29 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมมาตรการสกัดกั้นการใช้สัญญาณตามแนวชายแดน โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และผู้บัญชาการหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการประชุมระบบทางไกล

ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ ขอให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญการกวาดล้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่ง ศปอส.ตร. โดยมี พล.ต.อ.ธนาฯ เป็น ผอ.ศูนย์ ได้มีการขับเคลื่อนปรับข้อมูล แนวคิด และมาตรการที่จะดำเนินการในด้านการป้องกันเพื่อให้ประชาชนมีวัคซีน ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และอีกมาตรการในการป้องกันคือการดำเนินการเรื่องซิม สาย เสา จากการประชุมครั้งนี้ได้มีการตรวจสอบสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเสาปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเสาสัญญาณโทรศัพท์ ในพื้นที่ที่ติดแนวชายแดน เพื่อรวบรวมข้อมูลยกระดับในการแก้ไขปัญหา สกัดกั้นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมกันนี้ กำชับให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแยกข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล ว่าคนสัญชาติใดจากประเทศอะไรที่มีการเข้า-ออกไทยผิดปกติ เพื่อเป็นการสกัดกั้นการส่งคนไปทำงานกลุ่มแก๊งดังกล่าว ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญในการตัดแขนขาแก๊งสแกมเมอร์ 

นอกจากนี้ ผบ.ตร.กำชับเด็ดขาด ตำรวจต้องไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องผลประโยชน์โดยมิชอบ หากตำรวจนายใดมีพฤติกรรมไปช่วยเหลือ หรือกระทำความผิดเสียเอง จะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาดทุกราย ไม่มีละเว้น

ด้าน พล.ต.อ.ธนาฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะใช้เวทีความร่วมมือของคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผลักดันการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านสัญญาณโทรศัพท์ตามแนวพรมแดน โดยการปูพรมสำรวจพื้นที่ทั้งหมดอย่างละเอียด บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ กสทช. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ, การตัดสายส่งสัญญาณโทรศัพท์และระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ประเภท Leased Line ข้ามพรมแดน, ตัดสัญญาณการติดตั้งสายอากาศแบบเชื่อมโยงโครงข่ายไร้สายระยะไกล (Wirless link), ตัดสัญญาณการให้บริการโทรคมนาคมชายแดน ผ่านโครงข่ายของโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามแนวชายแดนที่หัน Cell Site ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อปิดกั้นช่องทางการสื่อสารข้ามพรมแดนของมิจฉาชีพ รวมทั้งสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า ขนย้าย และดำเนินคดีกับผู้ครอบครองจานรับสัญญาณดาวเทียมที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. เพื่อตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากดาวเทียม เช่น Starlink รวมถึงการดำเนินการกับ ซิมบ๊อกซ์ เช่นกัน 

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.จิรภพฯ สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่วิเคราะห์ข้อมูลการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ต้องสงสัย เพื่อหาที่ตั้งเสาสัญญาณบริเวณชายแดน รวมทั้งการวิเคราะห์การเดินทางเข้าออกผิดปกติตามที่ ผบ.ตร.สั่งการ

‘ทรัมป์–สี จิ้นผิง’ พบกันในรอบ 6 ปี จับตารีเซ็ตสัมพันธ์สองมหาอำนาจโลก ถกหนักสงครามการค้า–เทคโนโลยี–ไต้หวัน โลกรอดูจะจับมือจริงหรือแค่ภาพสวย

(30 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ฐานทัพอากาศคิมแฮ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางความคาดหวังจากทั่วโลกว่า การพูดคุยครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์สองมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ตึงเครียดมานานจากสงครามการค้าและข้อพิพาททางเทคโนโลยี

ผู้นำทั้งสองเริ่มต้นด้วยท่าทีเป็นมิตร ทรัมป์กล่าวชื่นชมสีจิ้นผิงว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศที่ยิ่งใหญ่” พร้อมระบุว่าต้องการให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปในทางที่ดี ขณะที่สีตอบว่า “เป็นเกียรติที่ได้พบกันอีกครั้ง” และยอมรับว่าแม้สองประเทศจะมีความเห็นต่าง แต่ก็สามารถ “รุ่งเรืองไปด้วยกันได้” หากร่วมกันกำหนดทิศทางที่ถูกต้อง

การเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ทั้งภาษี การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน มาตรการคุมเข้มสินค้าส่งออกอย่างแร่แรร์เอิร์ธ ปัญหายาเฟนทานิล การซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็น TikTok ยูเครน และไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นจุดอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ด้าน นักวิเคราะห์มองว่า การพบกันของทรัมป์และสีจิ้นผิงในครั้งนี้ แม้อาจยังไม่ถึงขั้นบรรลุข้อตกลงใหญ่ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการ “รีเซ็ต” ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ–จีน ที่ผันผวนมานาน หากสามารถสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ได้ ก็จะเป็นผลดีทั้งต่อทรัมป์ที่ต้องการคะแนนจากนโยบายต่างประเทศ และต่อจีนที่อยากลดแรงกดดันในช่วงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

‘วิชัย ทองแตง’ เปิดหลักสูตร CIC ปั้นผู้ประกอบการลุยธุรกิจแห่งอนาคต ชู AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดัน Startup โตแบบก้าวกระโดด

‘วิชัย ทองแตง’ ปั้นหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นำผู้ประกอบการสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ชู AI-Creative เป็นแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ (29 ต.ค. 68) นายวิชัย ทองแตง The Godfather Of Startup ประธานกรรมการ บริษัท ดับบลิวทีเอช โฮลดิ้งส์ จำกัด และ ประธานมูลนิธิหนึ่งน้ำใจ One Love Foundation พร้อมด้วย ศ.ดร.ภก. ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้บริหาร เปิดตัวหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ “Creative Intelligence Catalyst” หรือ “CIC” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Catalyst) ให้แก่ “Startup” ที่พร้อมเติบโตอย่างก้าวกระโดด และผู้ประกอบการที่มีธุรกิจอยู่แล้วที่ต้องการ Scale Up อย่างรวดเร็วและยั่งยืน ด้วยการผสานพลัง Creative-AI อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดเด่น “จับ เจอ จบ: กลยุทธ์เติบโตด้วย Creative-AI” เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่ระดับสากล

สำหรับการเปิดหลักสูตร “Creative Intelligence Catalyst (CIC)” นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เข้มแข็ง และยั่งยืน ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) นำไปสู่การยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

หลักสูตรดังกล่าวสำเร็จได้ ความร่วมมือของ บริษัท ดับบลิวทีเอช โฮลดิ้งส์ จำกัด โดย คุณวิชัย ทองแตง The Godfather Of Startup กับพันธมิตรหลักสำคัญ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมด้วย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) โดย ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) โดย คุณธนพงษ์ ณ ระนอง นายกสมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) และ บริษัท สตาร์ทแอนด์อัพ คอนซัลติ้ง จำกัด โดย คุณพิชาญ พรหมเมฆประธาน ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนชั้นนำ เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ วิทยากร และเครือข่ายนักลงทุนที่พร้อมร่วมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ได้รับประโยชน์สูงสุดใน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ ฉากทัศน์วิชาการ (Academic Scenario) บ่มเพาะแนวคิดและพื้นฐานของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ และการบริหารจัดการองค์กรอย่างยั่งยืน ฉากทัศน์ประสบการณ์ (Experiential Scenario) สร้างประสบการณ์ตรงผ่านกระบวนการ Coaching & Mentoring จากนักลงทุนและผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ พร้อมโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในมิติต่างๆ และฉากทัศน์การลงทุน (Investment Scenario) เปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ผู้เข้าอบรมได้นำเสนอแผนธุรกิจและรับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและ นักลงทุนจริง (Pitching Session) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งทุนจากภาคเอกชนและ Venture Capital (VC) ชั้นนำของประเทศที่พร้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ด้วยเหตุนี้ หลักสูตร CIC หลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวของไทย จึงเป็นคำตอบสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและ Startup ที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ และใช้ Creative Intelligence เป็น “Catalyst” ในการเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน Creative Economy ของชาติ พร้อมสร้างปรากฏการณ์การเติบโตแบบทวีคูณในเวทีธุรกิจโลก

หลักสูตร CIC นี้ เป็นอีกหนึ่งผลงานเชิงประจักษ์ในการขับเคลื่อนตามโมเดล "สามประสานเพื่อการศึกษา" ของคุณวิชัย ทองแตง ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา คุณวิชัย ทองแตง ประธานมูลนิธิ หนึ่งน้ำใจ One Love Foundation นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ได้อุทิศตน ทุ่มเทความสามารถและประสบการณ์อันล้ำค่าของท่าน ให้แก่วงการการศึกษา ได้ชี้แนะแนวทาง ฐานความคิดใหม่อันเฉียบคมด้านการศึกษา และแนวทางสร้างคนคุณภาพของชาติ 

"การพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้นั้น ต้องมาจากการร่วมกันสร้างฐานพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงด้วยโมเดล 'Golden Triangle' สามประสานเพื่อการศึกษา ได้แก่ การผสานความร่วมมือจาก 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน ได้แก่ Knowledge sectors Government sectors และ Private sectors ซึ่งความร่วมมือกันตามทฤษฎี 3 ประสานนี้ จะสามารถยกระดับการศึกษาและเปลี่ยนแปลงประเทศได้ และในทุกสถานการศึกษา รวมทั้งแหล่งเรียนรู้ทั้งหลาย ต้องปลูกฝังให้เด็กไทย 'กล้าถาม-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยน' ผมจึงขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนมาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาของไทยและสร้างคนรุ่นใหม่ไปด้วยกันครับ เพื่อความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและอย่างยั่งยืน" คุณวิชัย ทองแตง กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top