Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

‘ธนกร’ ชี้ ‘ไทย–สหรัฐฯ’ ลงนามแรร์เอิร์ธ สร้างความร่วมมือพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม 

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

“ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด” นายอดิทัตฯ กล่าว

 

โศกนาฏกรรม ‘อิแทวอน’ ผ่านมา 3 ปี  บทเรียน ‘วันฮาโลวีน’ ที่โลกไม่ลืม  159 ชีวิต และ 1 คนไทย ที่จากไป  ในคืนเบียดเสียดกลางกรุงโซล 

ครบรอบ 3 ปี เหตุโศกนาฏกรรม “อิแทวอน” ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 159 คน บาดเจ็บอีกกว่า 190 คน และกลายเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจทั่วโลก ขณะชาวเกาหลีใต้และนักท่องเที่ยวกว่าแสนคนร่วมฉลองเทศกาลฮาโลวีนเป็นครั้งแรกหลังโควิด-19

โดยในคืนเกิดเหตุ ผู้คนเบียดเสียดในซอยแคบใกล้โรงแรมแฮมิลตัน ย่านอิแทวอน จนเกิดเหตุล้มทับกันต่อเนื่อง ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นช่วงอายุ 20–30 ปี ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติ 20 ราย และคนไทย 1 ราย ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 7 วัน

หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เกาหลีใต้ได้ ‘ถอดบทเรียน’ อะไร เพื่อป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ติดกล้องวงจรปิดพร้อมระบบ AI มาติดตั้งจำนวน 909 ตัว ในจุดสำคัญของเมือง 71 จุด เพื่อวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของฝูงชน รวมถึงความแออัด, ตรวจสอบการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากโรงแรมแฮมิลตัน ก่อสร้างขึ้นอย่างผิดกฎหมาย จนเกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นขึ้น และ ปราบปรามการซื้อขายชุดตำรวจ หลังมีการอ้างว่าในโศฏนาฏกรรมอิแทวอน มีคนจำนวนมากที่แต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงๆ ออกคำสั่งด้านความปลอดภัย หลายๆ คนไม่ได้ปฏิบัติตาม

สำหรับในปีนี้ รัฐบาลกรุงโซลเพิ่มแผนพิเศษดูแลความปลอดภัยในช่วงฮาโลวีน 2025 ครอบคลุม 14 พื้นที่เสี่ยงทั่วกรุงโซล เช่น อิแทวอน ฮงแด คอนกุก กังนัม และเมียงดง โดยจะมีศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ระบบกล้องตรวจจับความหนาแน่นฝูงชน และเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนตลอดช่วงสุดสัปดาห์

ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดมีความหนาแน่นเกินระดับเตือนภัย เมืองโซลจะบังคับใช้การเดินทางทางเดียว (one-way) และอาจปิดหรือให้รถไฟใต้ดินข้ามสถานีอิแทวอนชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำในเทศกาลแห่งความสนุกที่ควรปลอดภัยสำหรับทุกคน

 

มือยิง ‘ชินโซ อาเบะ’ รับสารภาพ สังหารอดีตนายกฯ ญี่ปุ่น กลางเวทีหาเสียง ปมแค้นโยงลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ทำครอบครัวบริจาค 100 ล้านเยน จนหมดตัว

(29 ต.ค. 68) ศาลญี่ปุ่นเปิดการพิจารณาคดีนายเท็ตสึยะ ยามากามิ (Tetsuya Yamagami) วัย 45 ปี ผู้ต้องหาคดีลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) เมื่อปี 2022 โดยยามากามิได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา รวมถึงข้อหาฆ่าคนตายและฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธ หลังใช้ปืนประดิษฐ์เองยิงอาเบะระหว่างขึ้นเวทีหาเสียงที่เมืองนารา

รายงานระบุว่า แรงจูงใจเกิดจากความไม่พอใจที่ครอบครัวของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับโบสถ์ยูนิฟิเคชัน ( Unification Church) หรือ ลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ซึ่งแม่ของเขาบริจาคเงินกว่า 100 ล้านเยนจนหมดตัว (ราว 21 ล้านบาท) ยามากามิเชื่อว่าอาเบะมีความเชื่อมโยงกับองค์กรนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเปิดโปงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กว่าร้อยรายกับกลุ่มศาสนา

ทั้งนี้ การไต่สวนคดีนี้จะมีขึ้นอีก 17 ครั้ง ก่อนศาลจะมีคำตัดสินในวันที่ 21 มกราคมปีหน้า ขณะที่คดีนี้ยังคงเป็นบาดแผลใหญ่ในสังคมญี่ปุ่น และเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพบกันที่กรุงโตเกียว โดยต่างกล่าวถึงอาเบะในฐานะผู้นำผู้ทรงอิทธิพลของญี่ปุ่น

ผบ.ตร.ย้ำเด็ดขาดไม่เอาไว้ ตัดนิ้วร้าย "รองผู้กำกับการ" พัวพันบัญชีม้า พร้อมสั่งขยายผลคดีถึงที่สุด

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รับรายงานเรื่องรองผู้กำกับการ ในสังกัดสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมคบฟอกเงินและเป็นที่ปรึกษาให้เครือญาติเปิดบัญชีม้า ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบและดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางปกครอง วินัย และอาญา ซึ่งทราบว่ามีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ผบ.ตร.สั่งการให้ขยายผลทางคดี สืบสวนเครือข่ายบัญชีม้า อาชกรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายรองผู้กำกับการ นายนี้อย่างเด็ดขาด เรื่องนี้ ผบ.ตร.ย้ำว่ายอมไม่ได้ เอาไว้ไม่ได้ เป็นตำรวจแล้วทำผิดเสียเอง โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่เป็นภัยร้ายของสังคม หลอกลวงประชาชน ซึ่งทุกภาคส่วนกำลังช่วยกันปราบปราม สกัดกั้นอย่างสุดความสามารถ แต่รายนี้เป็นตำรวจ กลับไปร่วมขบวนการกับคนร้าย และขอเตือนข้าราชการตำรวจทุกนายอย่าเกี่ยวข้องรับผลประโยชน์ ให้การสนับสนุนกับเครือข่ายบัญชีม้าและอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภทโดยเด็ดขาด

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้สั่งการให้ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2568 หากผลการสอบสวนพบว่า มีข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลรายใดมีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมกระทำความผิด กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาโดยเด็ดขาด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.กำชับให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับตำรวจที่กระทำผิดกฎหมายทุกราย ย้ำชัดเป็นข้าราชการตำรวจไม่ควรทำผิดเสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กำชับไว้อย่างเข้มงวดในนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในแนวทาง “9 ก้าวหน้า” ในด้านการมีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และย้ำในวิสัยทัศน์ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน”

MIXUE จับมือสายการบิน ‘ไห่หนาน แอร์ไลน์’ เปิดตัว 2 เครื่องบินลายพิเศษ Snow King พร้อมเนรมิตห้องโดยสารสุดน่ารัก สื่อถึงความสุขและความสดชื่นทุกการเดินทาง

เมื่อวันที่ (28 ต.ค. 68) บริษัท มี่เสวี่ย (MIXUE) ร้านไอศกรีมและเครื่องดื่มชาของประเทศจีน เปิดตัวสองเครื่องบินลายพิเศษ 'Snow King' ร่วมกับสายการบินไห่หนาน แอร์ไลน์ (Hainan Airlines) โดยเครื่องบินทั้งสองลำประสบความสำเร็จในการบินเที่ยวแรกอย่างราบรื่น ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยภาพ Snow King ถือคทาไอศกรีม สวมผ้าคลุมสีแดง ลอยอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าและเมฆขาว สื่อถึงความสุขและความสดชื่นในทุกการเดินทาง

ภายในห้องโดยสารยังคงธีม 'Snow King' อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งบนพนักพิงศีรษะ โต๊ะอาหาร และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะที่ตกแต่งด้วยภาพตัวการ์ตูนเอกลักษณ์ของ MIXUE เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางแสนสดใสให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่ในโลกแห่งไอศกรีม

ก่อนเปิดตัวจริง MIXUE ยังถ่ายทอดสดเบื้องหลังการตกแต่งเครื่องบิน พร้อมเชิญแฟนคลับเยี่ยมชม 'โรงงานซูเปอร์แฟคทอรี' ที่ไห่หนาน เพื่อชมขั้นตอนการผลิตกาแฟและเครื่องดื่มคุณภาพ ในโลกออนไลน์ ซึ่งแฟนๆ พากันคอมเมนต์อย่างตื่นเต้นว่า “Snow King บินได้แล้ว!” และ “จะจองเที่ยวบินนี้แน่นอน!” สะท้อนกระแสความนิยมที่แบรนด์ขนมหวานสัญชาติจีนรายนี้ สร้างได้ทั้งบนพื้นดินและบนท้องฟ้า

เชียงใหม่-ททท. ร่วมมือกับเชียงใหม่และลำพูน เปิดเวทีชวน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” 

ททท. ผนึกกำลังจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน เปิดเวที “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ปลุกพลังสร้างสรรค์ ค้นหาโมเดลพัฒนา  “ถนนคนเดินภาคเหนือ” สู่ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนืออย่างยั่งยืน 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง อำเภอบ้านธิ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น จัดกิจกรรมเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อเผยแพร่ ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้า/บริการทางการท่องเที่ยว เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริม การท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์”

 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่า ที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลัก สู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายวีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางด้าน MICE, Wellness รวมถึงมีศักยภาพในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง โดยถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่ง ที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ 

เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอย ในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น การศึกษาถนนคนเดิน นอกจากจะช่วยพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ

นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เวทีนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สรุปองค์ความรู้จากการดำเนินงานในพื้นที่ 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ถนนคนเดินท่าแพ ถนนคนเดินสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านธิ จังหวัดลำพูน (ในฐานะพื้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชื่อมโยงถนนคนเดิน)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทของถนนคนเดิน ในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ของเมืองที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งแสดงพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการผลักดันถนนคนเดินให้เป็น “ต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ตอบโจทย์ การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ภายในงาน มีผู้บริหารท้องถิ่น นักวิชาการ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และนักออกแบบชื่อดัง ร่วมพูดคุยและเสวนาเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเชียงใหม่ (TCDC) และนักออกแบบ ดีไซเนอร์ชาวเชียงใหม่ นักออกแบบและนักเล่าเรื่องท้องถิ่นจากเพจ “อินไซต์ล้านนา” 

คุณศิรพันธ์ วัฒนจินดา นักแสดงและผู้ก่อตั้ง ECO LIFE คุณอ้อม มณีรัตน์ รัตนัง ศิลปินหญิงล้านนา และนายจักรพงษ์ ชินกระโทก ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการผลงานแนวคิด “ถนนคนเดินสร้างสรรค์” และกิจกรรม Creative Performance ถ่ายทอดความ มีชีวิตชีวาของถนนคนเดินล้านนาที่เป็น ทั้งเวทีวัฒนธรรม จุดนัดพบของชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

โครงการนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตร ในการ “Rethink the Street, Reimagine the Local” หรือ “การคิดใหม่ ออกแบบใหม่ เพื่อให้ถนนคนเดินกลายเป็นเวทีของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และพลังสร้างสรรค์ท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงพื้นที่ค้าขาย แต่เป็น พื้นที่คุณภาพของเมือง ที่สามารถเล่าเรื่องคน ทุนทางวัฒนธรรม และสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

โซเชียลเกาหลีเดือด จวก ‘ฮุน มาเนต’ มาสาย 9 นาที ปล่อยให้ ปธน.โสมขาว นั่งรอ ก่อนประชุมปราบแก๊งสแกมเมอร์ ที่มาเลเซีย ชาวเน็ตจี้ตัดงบช่วยเขมร เหตุไม่ให้เกียรติผู้นำ

(29 ต.ค. 68) เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกาหลีใต้ หลังสื่อ KBS เผยคลิปเหตุการณ์ระหว่างที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ต้องนั่งรอถึง 9 นาที ระหว่างรอการเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ หลังเกิดกรณีนักศึกษาเกาหลีเสียชีวิตในกัมพูชา

ในคลิปดังกล่าว อี แจ-มยอง ถูกจับภาพขณะนั่งเล่นโทรศัพท์และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระหว่างรอการประชุม ทำให้ชาวเน็ตเกาหลีใต้จำนวนมากแสดงความไม่พอใจ โดยมองว่าผู้นำกัมพูชา “ไม่ให้เกียรติ” และ “ไร้มารยาททางการทูต” หลายความเห็นเรียกร้องให้รัฐบาลยุติความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่กัมพูชา พร้อมนำงบประมาณ 400,000 ล้านวอน (ราว 1 หมื่นล้านบาท) กลับมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศตนเอง

ชาวเน็ตบางรายถึงขั้นเปรียบเปรยว่า “ฮุน มาเนต ทำตัวเหมือนปูติน” ขณะที่อีกหลายความเห็นระบุว่า “มาสาย 9 นาทีเท่ากับดูถูกเกาหลีใต้ทั้งประเทศ” จนเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาความสัมพันธ์กับกัมพูชาใหม่ทั้งหมด เหตุการณ์ดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมและยูทูบของเกาหลีใต้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ชี้แจงภายหลังว่า นายฮุน มาเนต มาถึงบริเวณอาคารตรงเวลา แต่ไม่สามารถเข้าห้องประชุมได้ทันที เนื่องจากนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเพิ่งมาถึงก่อนหน้า เจ้าหน้าที่จึงต้องเคลียร์เส้นทางเพื่อความปลอดภัย เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นบ่อยในการประชุมระดับนานาชาติ แม้มีคำอธิบายดังกล่าว แต่เสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์ก็ยังไม่สงบลงง่ายๆ

 

ผบ.ตร. ชื่นชม สืบนครบาล 8 ขยายผลจับกุมยาไอซ์ 50 กิโล ใช้ชุมชนวัดเป็นแหล่งซุกซ่อนและจำหน่าย

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้ทลายเครือข่ายยาเสพติด สร้างชุมชนสีขาวที่ยั่งยืน จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการระดมกวาดล้างยาเสพติด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.น.8  พ.ต.อ.ดุสิต วาลีประโคน รอง ผบก.บก.น.8 ทะลายเครือข่ายยาเสพติดที่ใช้ชุมชนเป็นแหล่งจำหน่ายและซุกซ่อน ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อชุมชนและสังคม
 

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.68 เวลาประมาณ 04.00 น.  ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 นำโดย พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8 พร้อมด้วยชุดสืบสวน ได้เปิดปฏิบัติการล่าผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ย่านคลองสาน

สืบเนื่องเนื่องมาจาก ชุดสืบสวน บก.น.8 ขยายผลกลุ่มผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จนทราบว่าต้นทางยาเสพติด มีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ที่ลักลอบกระจายยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งซุกซ่อนยาเสพติดจำนวนมากไว้ในรถยนต์ ภายในชุมชนวัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร แล้วจึงจัดจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่

ชุดปฏิบัติการจึงได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาจัดทีมเฝ้าติดตามเพื่อพิสูจน์ทราบกลุ่มผู้ต้องสงสัยรวมถึงรถยนต์ในบริเวณดังกล่าว จนพบ รถ จยย. ที่ใช้จัดส่งยาเสพติดให้กับลูกค้าในชุมชน รถยนต์ที่คาดว่าใช้ซุกซ่อนยาเสพติด และชายต้องสงสัย 2 ราย จึงได้สืบสวนติดตามพฤติกรรมเรื่อยมา

ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ  20.20น. ชุดสืบสวนนครบาล 8 ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรม ของผู้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว จนกระทั่งพบของนายเพชรตรากรณ์ฯ อายุ 36 ปี ขับรถยนต์เข้ามาที่เกิดเหตุ จึงเชื่อได้ว่าอาจมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ คันดังกล่าว จึงได้วางแผนการตรวจค้น จนกระทั่งพบเห็นนายเพชรตรากรณ์ ขับรถเข้ามา โดยมีนายกรธวัชฯ อายุ 54 ปี มาเปิดรถยนต์จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรียกเพื่อทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นรถยนต์ พบยาไอซ์ จำนวน 50 ถุง น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 4 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” และควบคุมผู้ต้องหา พร้อมของกลางกลับไปยังกองกำกับการสืบสวนนครบาล 8 เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม 
 
หลังจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจะดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว ในข้อหา สมคบฯ ฟอกเงิน และประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินการตามมาตรการตรวจยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. กล่าวว่า การปราบปรามกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ในครั้งนี้ ผบ.ตร. ได้กำชับให้ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน และทันที เนื่องจาก กลุ่มผู้ต้องหาใช้พื้นที่ในชุมชนหลังวัด ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อชุมชนและเยาวชน ที่เป็นอนาคตของชาติโดยตรง และจะสั่งการให้สืบสวนขยายผลทลายเครือข่ายถึงต้นตอให้ถึงที่สุด

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หากพบเห็นหรือมีเบาะแสการขายยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน หรือบริเวณใกล้เคียงที่พักของท่าน สามารถแจ้งเบาะแสดังกล่าวผ่านช่องทางสายด่วน 191 หรือ สถานีตำรวจในพื้นที่ของท่าน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน นำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสด โดยไม่มีการซื้อขายจริง เข้าข่ายฉ้อโกง มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ที่อาจกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากการนำสิทธิในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องด้วยในห้วงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

โครงการคนละครึ่งในอดีตที่ผ่านมา (ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง 2564) ได้พบพฤติการณ์ของประชาชนและร้านค้าบางส่วน ที่นำสิทธิไปแลกเงินสด หรือสมรู้ร่วมคิดในการใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง ซึ่งถือเป็น “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ” และเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐ และยังต้องชดใช้คืนเงินให้รัฐอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามนำสิทธิดังกล่าวไปขายต่อให้กับบุคคลอื่น หรือใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เนื่องจากเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย 

และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อาเซียนแบน ‘มิงอ่องล่าย’ ต่อเนื่อง แม้บุกตึกสแกมเมอร์ KK Park ก็ไม่ช่วย ‘UN–นักสิทธิมนุษยชน’ จวกยับ ‘รัฐบาลทหารเมียนมา’ กำลังเล่นละครเลือกตั้ง

(29 ต.ค. 68) มิงอ่องล่าย (Min Aung Hlaing) ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ถูก “แบนต่อเนื่อง” จากเวทีอาเซียนปีที่ 47 (26–28 ต.ค.) หลังชาติสมาชิกยืนยันไม่เชิญเข้าร่วม จนกว่าจะปฏิบัติตาม “ข้อตกลง 5 ข้อ” ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2021 ทั้งเรื่องหยุดยิง ปล่อยนักโทษการเมือง เปิดเจรจากับฝ่ายประชาธิปไตย อนุญาตให้มีความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และจัดการเลือกตั้งเสรีจริงจัง

เมียนมาส่ง “อู วุนนา มอง ลวิน” รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลกลาง มาร่วมประชุมแทนตามธรรมเนียม แม้รัฐบาลทหารจะพยายามเรียกคะแนนผ่าน “ปฏิบัติการบุก KK Park” ที่จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,000 ราย แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียง “โชว์ผลงาน” มากกว่าการจัดการอาชญากรรมจริง เพราะเครือข่ายใหญ่ยังไม่ถูกแตะต้อง และมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายร้อยคนหนีข้ามมาฝั่งไทย

ด้าน “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ย้ำว่า อาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ไปติดตามการเลือกตั้งเมียนมาในเดือนธันวาคม หากรัฐบาลทหารยังไม่ทำตามข้อตกลง 5 ข้อ ขณะที่ UN และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประณามการเลือกตั้งว่าเป็น “การเลือกตั้งจอมปลอม” เพราะหลังรัฐประหารปี 2021 มีประชาชนถูกสังหารกว่า 6,000 ราย และอีก 3.5 ล้านคนต้องลี้ภัย

ขณะที่ สื่อในภูมิภาควิจารณ์ว่า “รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเล่นละคร” ใช้ปฏิบัติการ KK Park เพื่อกลบเสียงประณาม ขณะที่อาเซียนมุ่งหารือประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคงระดับภูมิภาค เช่น สงครามภาษีสหรัฐฯ และกรอบ RCEP ส่วนเมียนมายังคง “โดดเดี่ยวกลางเวทีโลก” แม้พยายามสร้างภาพ “จัดระเบียบประเทศ” แต่โลกกลับมองว่า สิ่งที่เมียนมาต้องชำระ... คือ “เลือดและประชาธิปไตย” ไม่ใช่เพียงข่าวประชาสัมพันธ์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top